Saturday, 4 July 2026
POLITICS

‘ภูมิใจไทย’ ในห้วงนี้เปรียบดัง “ไทรใหญ่ ลูกดก นกชุม” แม้นักการเมืองบ้านใหญ่แห่ซบ แต่อนาคตอาจถูก “นกขี้ใส่”

การเมืองบ้านใหญ่ที่ไม่ยั่งยืน หวั่นไหวง่าย การต่อรอง ผลประโยชน์สูง ภูมิใจไทยระวัง นกขี้ใส่

ลองวิเคราะห์ภาพใหญ่ ๆ ของปรากฏการณ์ 'บ้านใหญ่' แห่เข้าสังกัดภูมิใจไทย โดยอิงจากทั้งอดีตและแนวโน้มอนาคต…กับคำถากถางที่น่ารับฟัง “ไทรใหญ่ ลูกดก นกชุม” หรือ “หมาเน่า เห็บกระโดดหนี”

ปรากฏการณ์บ้านใหญ่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ พากันไหลเข้าสู่ภูมิใจไทยหลังกลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มี 'อนุทิน ชาญวีรกูล' เป็นนายกรัฐมนตรี

บ้านใหญ่ในแต่ละภูมิภาค คือกลไกทางการเมืองที่มีฐานเสียงท้องถิ่นแข็งแรง เช่น ตระกูลการเมืองเก่า, อดีตนักการเมืองที่มีทุน-บารมี, หรือท้องถิ่นนิยม

การแห่เข้าซบภูมิใจไทยสะท้อนว่า ภูมิใจไทยกำลังถูกมองเป็น “เรือใหญ่ /ไทรใหญ่” ที่มีอนาคตพอจะต่อรองได้ ทั้งในสนามเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง

ยังสะท้อนด้วยว่า “พรรคใหญ่ดั้งเดิม” อย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย อ่อนแรงลง ในการดูดซับบ้านใหญ่ อาจไม่สนองตอบโจทย์ในอนาคต

อนาคต ภูมิใจไทย ในระยะสั้นจะมีเครือข่าย สส.ครอบคลุมเกือบทุกภาค ฐานเสียงกระจายมากขึ้น ไม่ใช่แค่บุรีรัมย์หรืออีสานใต้ แต่กินพื้นที่เหนือ-ใต้-กลาง

ระยะกลางถ้าเก็บบ้านใหญ่ได้จริง และประคองความเป็นเอกภาพหลังเลือกตั้ง จะกลายเป็นพรรคที่ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี-นโยบายได้สูง อาจถึงขั้นชิงเก้าอี้นายกฯ ได้ในอนาคต

ระยะยาวปัญหาคือ บ้านใหญ่มีธรรมชาติเน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ถ้าไม่จัดการให้สมดุล อาจเกิด “แตกคอ” หรือ “ย้ายพรรค” ได้ง่าย

3. ไทรใหญ่ ลูกดก นกเต็ม – แต่ต้องระวังนกขี้ใส่ “ไทรใหญ่” = ภูมิใจไทยกำลังโตจนเป็นร่มเงาใหญ่ให้บ้านเล็กบ้านน้อยมาเกาะ

“ลูกดก นกเต็ม” = บ้านใหญ่ ส.ส. นักการเมืองเข้ามามากมาย ดูคึกคัก แต่ระวัง “นกขี้ใส่” = ปัญหาจากคนเก่าคนใหม่ ทะเลาะเรื่องผลประโยชน์ ขัดแย้งเรื่องโควตา เสี่ยงทำให้พรรคดูไม่น่าเชื่อถือ หรือแตกเป็นเสี่ยงในอนาคต

4. บทเรียนจากอดีตพรรคความหวังใหม่ เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากกองทัพ มาตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยรวบรวมกลุ่มการเมืองท้องถิ่นไว้มาก แต่สุดท้ายแตกสลาย เพราะขาดแกนกลางที่แข็งแรง และบ้านใหญ่หนีไปไทยรักไทย ทั้ง ๆ ที่ระยะแรกคราคร่ำด้วยนักเลือกตั้งด้วยรับรู้กันว่า เป็นไทรใหญ่

พรรคไทยรักไทย ที่เติบโตมาภายใต้ร่มเงาของเศรษฐี “ทักษิณ ชินวัตร” เก่งในการรวมบ้านใหญ่ทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่จากความหวังใหม่ โตจนได้รับเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

แต่พอเจอรัฐประหาร และฐานพลังอิงที่ตัวบุคคล (ทักษิณ) มากเกินไป บ้านใหญ่จำนวนมากก็ย้ายขั้ว

บทเรียนคือ บ้านใหญ่พร้อมจะเปลี่ยนข้างเสมอ หากพรรคแม่ไม่ตอบสนองหรือมีอำนาจไม่เพียงพอ

ภูมิใจไทยจะซ้ำรอยหรือไม่ตำนานในอดีตหรือไม่
• ถ้า ภูมิใจไทยยังมีอำนาจต่อรองสูงในรัฐบาล–มีงบลงพื้นที่–และดูแลบ้านใหญ่ได้ทั่วถึง ก็น่าจะไปได้ไกลกว่า “ความหวังใหม่” แต่ก็เสี่ยงซ้ำรอย ไทยรักไทย ตรงที่ หากเจอ “เหตุใหญ่” เช่น การถูกยุบพรรค การถูกเล่นงานจากคดีฮั้ว สว. หรือตกจากอำนาจ บ้านใหญ่ก็พร้อมจะโยกย้ายทันที

ดังนั้นอนาคตภูมิใจไทยจะขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก
1.ความสามารถของแกนนำ (อนุทิน-ศักดิ์สยาม-เนวิน) ในการคุมเกมและรักษาสมดุลผลประโยชน์
2. เสถียรภาพการเมืองระดับชาติ ว่าพรรคจะยืนเป็นแกนกลางรัฐบาลได้ยาวหรือไม่

อีกมุมอาจจะมองได้ว่า หมาเน่า เห็บกระโดดหนี

“หมาเน่า เห็บกระโดดหนี” สื่อได้หลายชั้นทางการเมือง

1. บ้านใหญ่ = เห็บ บ้านใหญ่จำนวนมากอยู่กับพรรคการเมืองเดิมที่เสื่อมถอย (เช่น ปชป. ภาคใต้, เพื่อไทยบางพื้นที่, หรือพลังประชารัฐบางส่วน รวมไทยสร้างชาติ)
เมื่อ “หมาเน่า” หรือพรรคแม่อ่อนแรงจนไม่สามารถให้อาหาร (งบ–อำนาจรัฐ–เก้าอี้) ได้ “เห็บ” ก็ต้องหาตัวใหม่มาเกาะเพื่ออยู่รอด จึงเป็นพฤติกรรม survival ตามธรรมชาติการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์

2. ภูมิใจไทย = หมาใหม่ที่ยังมีกำลัง “ยังแข็งแรง” เพราะอยู่ในรัฐบาลต่อเนื่องและต่อไป คุมกระทรวงที่มีงบประมาณใหญ่ (คมนาคม, สาธารณสุขในอดีต ฯลฯ)
 แกนนำ (เนวิน–อนุทิน–ศักดิ์สยาม) มีทั้งเงินทุน–สายสัมพันธ์–ความสามารถในการต่อรอง บ้านใหญ่จึงแห่มาเกาะที่ภูมิใจไทย เพราะคิดว่าจะมี “เลือด” ให้ดูดต่อไปได้

3. สัญญาณอันตราย การที่เห็บจำนวนมากกระโดดมาพร้อมกัน อาจสะท้อนว่า พรรคอื่น ๆ กำลังเน่า จริง ๆ → ประชาธิปัตย์, พลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ กำลังเสียแรงดึงดูด แต่ขณะเดียวกันก็เสี่ยงทำให้ ภูมิใจไทยเองกลายเป็นหมาเน่าในอนาคต หากไม่สามารถเลี้ยงดูเห็บมหาศาลที่มากอดรัดอยู่ได้

บ้านใหญ่แห่ซบภูมิใจไทย เป็นแค่ภาพลวงตาชั่วคราวที่ไม่ควรกระตู้วู้ แต่ควรย้อนกลับไปศึกษาบทเรียนจุดจบในอดีต เพื่อนำมาทบทวน จะได้เดินไปได้อย่างสง่า และเข้มแข็ง

‘จูรี นุ่มแก้ว’ ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง บอกยังไม่รีบ!! ขอรอให้ฝุ่นหายตลบก่อน ย้ำถ้าลงสมัคร เลือกเขต 2 สงขลาแน่นอน

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว ดาวติ๊กต็อกขวัญใจคนใต้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงกระแสข่าวทางการเมืองที่ถูกพูดถึง โดยย้ำว่าหลายเรื่องยังเป็นเพียงข่าวลือ เติมแต่งกันไปมา พร้อมยืนยันว่า หากตัดสินใจลงสมัครจริง จะเลือกลงในเขต 2 จังหวัดสงขลา

นายจูรีระบุเพิ่มเติมว่า ช่วงนี้ขอรอให้สถานการณ์การเมืองนิ่งก่อน เพราะมองว่าหลายฝ่ายกำลังเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์และความอยู่รอดของตนเอง มากกว่าจะคำนึงถึงชาวบ้าน โดยส่วนตัวไม่ได้กดดันว่าต้องได้เป็นผู้แทน เพราะมีงานสุจริตทำอยู่แล้ว ไม่ได้ดิ้นรนหาตำแหน่งหรืออำนาจ

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเผยว่าการอยากเป็นผู้แทนยังเป็น “ความฝันวัยเรียน” ที่อยากทำเพื่อชาวบ้าน แต่หากไม่ได้เป็นก็ไม่เดือดร้อน พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอยู่แล้ว และยังคงยืนหยัดเดินหน้าทำประโยชน์ต่อไปตามจังหวะเวลา

‘สส.สิงโต’ ลูกชาย ‘เดชอิศม์’ ย้ำไม่ทิ้งประชาธิปัตย์ บอกชีวิตการเมืองเริ่มที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรคต่อไป

(24 ก.ย. 68) นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ “สส.สิงโต” สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นบุตรชายของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันจะอยู่กับพรรค ปชป. ต่อไป โดยระบุว่าเส้นทางการเมืองของตนเริ่มต้นที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรค ไม่ทิ้งกันในช่วงลำบาก พร้อมเชิญชวนช่วยกันฟื้นฟูพรรคของคนใต้บ้านเรา

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายเดชอิศม์ กำลังเจรจากับแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมย้าย สส.สงขลาในกลุ่มของตน 4 คน ได้แก่ ภรรยา บุตรชาย รวมถึง พ.ต.ท.สุรินทร์ ปาลาเร่ และตัวเอง ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ล่าสุดบุตรชายออกมาย้ำชัดว่า “ยังไม่ไปไหน” และยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

ชัดเจน… ‘เฉลิมชัย’ ทิ้งประชาธิปัตย์แล้ว แต่พร้อมหนุนช่วย ‘อภิสิทธิ์’ นั่งหัวหน้าพรรค

(24 ก.ย. 68) สมชาย โล่สถาพรพิพิธ (โกหน่อ) อดีต สส.ตรัง บ้านใหญ่อีกหลัง เปิดเผยถึงการพบกับเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ โดยระบุว่า ได้คุยกับเฉลิมชัย 3 เรื่อง 1.จะยังอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปหรือไม่ 2.อนาคตทางการเมือง ยังจะเดินหน้าต่อ หรือพอแค่นี้ และ 3 ถ้าเดินหน้าต่อจะอยู่พรรคไหน

โกหน่อ บอกว่า คำตอบข้อที่ 1 คือ ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว แต่จะช่วยให้จัดการเลือกหัวหน้าพรรคให้เรียบร้อยในวันที่ 18 ตุลาคม

“ดูท่าทีของคุณเฉลิมชัย หนุนช่วยคุณอภิสิทธิ์อยู่นะ”

คำตอบข้อที่ 2 ยังจะเล่นการเมืองต่อไหม คำตอบคือ ขอเวลาอีก 1 อาทิตย์ เพื่อพบกับ สส.ของพรรคทุกคน เพื่อสอบถามว่า ทุกคนมีที่อยู่ที่ไปหรือไม่อย่างไร ถ้าทุกคนมีที่อยู่ที่ไปเรียบร้อย ก็จะเลิกเล่นการเมือง

ข้อที่ 3 ถ้าเล่นการเมืองต่อ ก็มีทางเลือกอยู่สองพรรค ไม่ภูมิใจไทย ก็พรรคกล้าธรรม แต่แนวโน้มมาทางภูมิใจไทยมากกว่า

โกหน่อ กล่าวถึงตัวเองว่า ส่วนตัวสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เพราะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ นำพาพรรคต่อไปได้

เมื่อถามว่า โกหน่อยังจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปไหม ถ้าอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค โกหน่อ กล่าวว่า ถ้าผมอยู่ผมมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่มีสาทิตย์ วงค์หนองเตย อยู่ ถ้าสาทิตย์อยู่ ผมก็ไม่อยู่ เวลาเราทะเลาะกันไม่มีใครรู้ ไม่มีใครมาช่วยเจรจา จึงอยู่ร่วมกันไม่ได้

โกหน่อย้ำชัดว่า ถ้าพรรคเลือกสาทิตย์ พวกผมก็ไปอยู่ภูมิใจไทย “ไม่ใช่ว่า เฉลิมชัยไปไหน ผมไปนั้นนะ เช่น ถ้าเฉลิมชัยไปกล้าธรรม และมีนายกฯ ชายอยู่ด้วย ผมคงจะเข้าไปยาก เพราะหน่อให้กว่าต้น

รายการข่าวแจ้งว่า พรุ่งนี้เฉลิมชัยนัดพบกับอภิสิทธิ์ เพื่อแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการถึงการสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘อุ๊งอิ๊งค์’ อัพไอจีสตอรีบอกนอนน้อยจนภูมิตก พร้อมแชร์คำคม “อย่าให้ใครมาทำลายความสงบของคุณ”

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊งค์” อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ไอจีสตอรีผ่านบัญชีส่วนตัว @ingshin21 พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า "Don't let someone ruin your peace just because they can't find theirs" แปลว่า “อย่าให้ใครมาทำลายความสงบของคุณ เพียงเพราะพวกเขาหาความสงบของตัวเองไม่เจอ”

นอกจากนี้ อุ๊งอิ๊งค์ยังโพสต์ภาพเซลฟี่คู่กับเครื่องดื่มอุ่น ๆ พร้อมระบุแคปชั่นว่า “นอนน้อย ภูมิตก ไซนัสเข้า” พร้อมใส่อิโมจิถอนหายใจ

‘สายัณห์’ ทิ้งภูมิใจไทย โยกซบประชาธิปัตย์ เชื่อถ้า ‘อภิสิทธิ์’ กลับมา!! จะนำพาพรรคฟื้นคืนชีพ…ไม่ช้าก็เร็ว

'สายัณห์ ยุติธรรม' อดีต สส.นครศรีฯ เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจแล้ว กลับบ้านเก่าประชาธิปัตย์ หลังเกิดเหตุแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปลี่ยนใจไปชวนบ้านใหญ่ “อวยพรศรี เชาวลิต” สส.ประชาธิปัตย์ ภรรยาของนายกฯ อบต.ท่าศาลา (นายกฯ เอ) ไปร่วมงานกับภูมิใจไทยเมื่อสองวันที่ผ่านมา

สายัณห์ บอกว่า เดิมได้คุยตกลงกับคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภูมิใจไทยภาคใต้ไว้แล้ว ตกปากรับคำกันแล้วว่าให้ตนลงเขตท่าศาลา

“ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่จู่ๆ เขาไปทาบทามอวยพรศรีมาลงแทนผม ผมก็ต้องหาบ้านใหม่ ในสถานการณ์นี้แม้นประชาธิปัตย์จะยังไม่ลงตัว แต่เชื่อว่า ถ้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จะนำพาพรรคให้กลับฟื้นคืนมาได้ไม่ช้าก็เร็ว” สายัณห์ กล่าว

กล่าวสำหรับเขตท่าศาลา สายัณห์ เคยเป็น สส.มาก่อนสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ในการเลือกตั้งปี 66 สายัณห์ย้ายไปลงอีกเขต (เขต 2) ซึ่งถือว่าใหม่สำหรับสายัณห์ จึงแพ้ให้กับทรงศักดิ์ มุสิกอง จากพรรคประชาธิปัตย์ คราวนี้สายัณห์ กลับบ้านเก่า เขตเดิม ชนกับอวยพรศรี อนาคตภูมิใจไทย และอีกหลายคน ทั้งจากพรรคประชาชน พลังประชารัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการกลับประชาธิปัตย์ ก็ต้องคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคด้วย ซึ่งก็ต้องรอกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจ ฟื้นฟูพรรค เรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา

สายัณห์ ก็ไม่ธรรมดาในพื้นที่เคยเป็นเลขานุการ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เคยเป็น สจ.ท่าศาลา เคยเป็นประธานสภา อบจ.

สายัณห์ คือผู้เสนอให้สร้างสะพานเชื่อมขนอม-เกาะสมุย ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงนโยบายจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา มี 3 หน่วยงานเข้าเริ่มดำเนินการแล้ว คือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท อีกไม่นานก็จะเริ่มก่อสร้างแล้ว

จาก..เผาเลยครับพี่น้อง ถึง..ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน สองคำพูดเลว ๆ ของสองมนุษย์หัวใจทราม

(23 ก.ย. 68) ย้อนกลับไป 16-17 ปีก่อน ช่วงเวลาที่ “คนเสื้อแดง” ชุมนุมใหญ่ มีความอหังการถึงขนาดปิดท้องถนน ยึดพื้นที่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย เผารถ เผาห้าง บุกค้นโรงพยาบาล หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงที่มีอาชีพ “หากินกับม็อบ” ขึ้นเวทีแล้วปลุกปั่น ยุยง ส่งเสริม สนับสนุน ให้กับเหล่า “คนเสื้อแดงสมองน้อย” อย่างเมามันด้วยคำพูดว่า “เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” เสียงปรบมือเฮโลดังสนั่นให้กับความห้าวหาญ และจริงจังนั้น 

ภาพลักษณ์ที่ดูคล้าย “คนจริง” แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ “ชายชาตินักรบที่อาจหาญ” ที่เปิดหน้ามาต่อสู้เพื่อความชอบธรรมให้กับสังคมแต่อย่างใด เป็นได้เพียง “ทาสรับใช้นักการเมืองเลว ๆ” โดยหวังจะมีอาชีพ มีตำแหน่งทางการเมือง เป็นการทำมาหากินแบบพื้น ๆ ของคนไร้อุดมการณ์ และไร้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมแค่นั้นเอง  

คำพูดที่ขึ้นทำเนียบ “โฉดชั่ว” กระตุ้นให้ “คนเสื้อแดง” มีความฮึกเหิมและกระทำการ “เผาเมืองกรุงเทพมหานคร” หลายจุดด้วยกัน สร้างความเสียหายทั้งทางกาย ทางใจ และเศรษฐกิจของประเทศยากจะพลิกฟื้นกลับคืนมาได้ในเวลาสั้น เจ้าของคำพูดไม่ได้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อเวลาผ่านไป บาดแผลที่เจ้าของพื้นที่หลายแห่งที่โดนไฟเผาจนมอดไหม้ยังไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ แต่ “นักปลุกปั่นรับจ้าง” ยังคงยึดอาชีพเดิม ช่วยเหลือ “นักโทษที่เคยหนีคดี” คนเดิม เสริมส่งความผิดเพี้ยนออกสู่สังคมเพื่อลาภยศสรรเสริญไม่เปลี่ยนแปลง กรรมหนักเท่านั้นที่กำลังตามไล่ล่า “คนเผาชาติ” ได้ทัน และเชื่อว่าคงจะอีกไม่นาน 

ด้วยใครก็ตามที่หยามหมิ่นแผ่นดิน คิดคด ทรยศต่อคนไทยที่ทำมาหากินสุจริต มีจิตใจคล้อยไปในทางชั่วช้าสามานย์ เอนเอียงให้กับ “คนขายชาติ” ก็จะพบกับ “วิบากกรรมในชีวิต” และจะจบลงด้วยความสิ้นค่าในความเป็นคน

เชื่อมั่นมาก ๆ ว่าจะไม่แตกต่างจากเจ้าของคำพูด “ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน” ของนักการเมืองที่หนีการเกณฑ์ทหารคนหนึ่ง ที่มองเรื่องชาติ เรื่องแผ่นดิน เรื่องการสูญเสียอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนมาทีหลัง เปลือยให้เห็นความเบาปัญญา และไร้ความกตัญญูต่อประเทศชาติ ไม่นานก็จะพบความวิบัติภัยในชีวิตของตัวเองไม่ต่างกัน

‘ชูวิทย์’ ฟันธง!! ชะตาพรรคประชาชน มีโอกาสซ้ำรอยประชาธิปัตย์ พลาดเพียงก้าวอาจล้มทั้งพรรค

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความถึงพรรคประชาชน โดยขอบคุณนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เปิดใจสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าตนเองและประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อดูการตัดสินใจครั้งสำคัญของพรรคว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศหรือไม่

ชูวิทย์ระบุว่า พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากผลประโยชน์และความเห็นที่แตกต่าง ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่าย เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในอดีตที่เคยทำงานการเมืองด้วยความตรงไปตรงมา แต่สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับปัจจัยซับซ้อนที่ควบคุมไม่ได้

เขาเตือนว่าพรรคประชาชนควรใช้บทเรียนจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแม้เป็นพรรคเก่าแก่และมีระบบเข้มแข็ง แต่ยังพลาดเพราะการตัดสินใจที่ผิดเพียงก้าวเดียว จนสูญเสียความนิยมจากประชาชน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างให้พรรคใหม่ๆ ต้องระมัดระวังไม่เดินซ้ำรอย

ชูวิทย์ยังฝากข้อคิดว่า ในการเมือง ประชาชนไม่ได้เลือก “คนที่ดีที่สุด” เพราะคนดีอาจอยู่ไม่รอด แต่เลือก “คนที่ผิดน้อยที่สุด” จึงอยากให้พรรคประชาชนยึดมั่นอุดมการณ์ เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์ และตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายที่สุด เขาย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ หากพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่ม แสดงว่าตัดสินใจถูกต้อง แต่หากคะแนนลดลง ก็หมายถึงพรรคก้าวพลาด พร้อมย้ำว่า การวิจารณ์ที่แรงของเขาเป็นเพราะความหวังดีต่ออนาคตการเมืองไทย ไม่ใช่การหวังร้ายแต่อย่างใด

วิเคราะห์ 3 ทางเลือก – ทางรอด ผ่าทางตัน ‘เดชอิศม์’ หลัง ‘ผู้กองธรรมนัส’ ส่ง ‘เสธ.หิ’ ชวนร่วมก๊วน “กล้าธรรม”

“เสธฯหิ” เปิดโต๊ะเจรจา “นายกฯชาย” ทางเลือก-ทางรอด หรือผ่าทางตัน

(22 ก.ย. 68) การเมืองในประชาธิปัตย์เดินทางถึง ”ปลายต้นไม้“(สุดยอด)แล้ว เมื่อสองฝ่ายยืนกระต่ายสามขา ไม่มีใครถอยในข้อเสนอของตัวเอง

เสธฯหิ หิมาลัย ผิวพรรณ ได้รับมอบหมายจากผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดสนามภาคใต้ให้พรรคกล้าธรรม
เสธฯหิ จึงมีเป้าหมายชัดเจนในสนามการเมืองภาคใต้ เขาเห็นความขัดแย้งระหว่างคนในประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นช่องทางให้พรรคกล้าธรรมเบียดเข้าไปได้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง
เสธฯหิ เปิดโต๊ะเจรจากับนายกฯชายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
เบื้องต้น เสธฯหิ ไปคุยจริงๆ กับข้อเสนอที่น่าสนใจ
-ถ้ามีปัญหาให้ไปอยู่พรรคกล้าธรรม
-แต่นายกฯชายขัดแย้งกับ สส. กฤต รุนแรง จะอยู่ร่วมกันได้ไหม อย่างไร
-เสธฯหิบอกว่า ต่างคนต่างอยู่ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกัน เขตใครเขตมัน
-นายกฯชายยังไม่ตัดสินใจ
-ถ้าไม่อยู่กล้าธรรม ยังยืนยันอยู่ประชาธิปัตย์ ก็จะสับหลักกัน ไม่ชนกัน
-ต้องติดตามกันต่อไป ผลจะออกหัวออกก้อย ถ้านายกฯชายเดินหน้าต่อจะจับคู่กับใคร เมื่อแทน-ชัยชนะ เดชเดโช หันไปหนุนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว
-เดิม สส. กฤตจะตามขยี้ นายกฯชายทุกเขตเว้น 1,7

เหลือทางเลือกของนายกฯชาย
 1.อยู่ต่อในประชาธิปัตย์ ยอมรับในบทบาทที่ถูกจำกัด
 -ได้รักษาฐานเสียงและอัตลักษณ์ “ปชป.ดั้งเดิม”
 -แต่เสี่ยงถูกมองว่าพรรคอ่อนแรง และอาจถูกเบียดโดยกลุ่มอำนาจใหม่

 2. ไปกับพรรคกล้าธรรม (ของเสธ. หิมาลัย + กฤต)
 -ถ้าดีลลงตัว นายกฯชายอาจได้บทบาท ผู้ใหญ่ที่คุมท้องถิ่น ให้กฤต
 -แต่ปัญหาคือความขัดแย้งระหว่างนายกฯชายกับกฤต ถ้าไม่เคลียร์ ก็แตกหักแน่ตามสไตล์ของ สส. กฤต

3.ตั้งกลุ่มท้องถิ่น/รอจังหวะ
 -เก็บฐานเสียงไว้เอง ไม่รีบเข้าพรรคใหญ่
 -รอให้ใกล้เลือกตั้งแล้วค่อยเจรจา เพื่อเพิ่มมูลค่าในการต่อรอง

วิเคราะห์ทางออกจริง ๆ
 -ไปภูมิใจไทย = ตัดทิ้ง เพราะนิพนธ์ยึดไปแล้ว เว้นเสียแต่ว่า นิพนธ์กลับประชาธิปัตย์ช่วยอภิสิทธิ์ฟื้นฟูพรรค
 -อยู่ประชาธิปัตย์ต่อไป แต่เสี่ยงถูกกลืน เพราะประชาธิปัตย์กำลังเปลี่ยนแปลงเป็นขั้วอำนาจใหม่
 -ไปกล้าธรรม ทางเลือกหลักสุด เพราะมีเสธ. หิมาลัยมาดึง แต่ต้อง “สะสาง” เรื่องขัดแย้งกับ สส.กฤตให้จบ

ถ้าเสธ.หิ ห้ามเลือดได้ (ทำให้นายกฯชายกับกฤตอยู่ร่วมกันได้) พรรคกล้าธรรมจะได้ฐานสงขลามากพอสมควร แต่กับมิตรภาพเก่าจะบริหารจัดการอย่างไรกับความทับซ้อนของพื้นที่ แต่ถ้าทำไม่ได้ นายกฯชายอาจถอยไปตั้งกลุ่มอิสระ รอเป็น “ตัวแปร” หลังเลือกตั้ง

‘ชื่นชอบ’ ย้ำชัด ‘พีระพันธุ์’ ไม่เคยต่อรองเก้าอี้นายกฯ ซัด บางคนสร้างภาพพูดจาดี แท้จริงคือผู้ร้ายใส่สูท

(22 ก.ย. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขออนุญาตใช้คำว่า"ไม่จริง" (ตัวโต ๆ) ครับ ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ขอยืนยันว่าเรื่องพรรคเพื่อไทยเสนอให้หัวหน้าพีระพันธุ์เป็นนายกฯ ไม่เป็นความจริงครับ และหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าไม่เคยสนใจการได้ตำแหน่งใดๆ ผมไม่เคยเห็นหัวหน้าพีระพันธุ์เรียกร้อง ไขว่คว้า หรือขายอุดมการณ์เพื่อให้ได้ตำแหน่งใดๆครับ

ทางการเมืองหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอคนจากพรรคอื่นที่เสียงน้อยกว่าเป็นนายกฯ ครับ เพราะนั้นคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง 

การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เห็นว่าทางพรรคไม่ควรสนับสนุนข้อเสนอของพรรคประชาชนที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ  

เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเป็นประชาธิปไตยครับ หัวหน้าพีระพันธุ์ให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.โดยอธิบายข้อเสนอแนะต่างๆที่กรรมการบริหารสรุปในที่ประชุมให้ส.ส.ทราบครับ

ผมรู้ข้อเท็จจริงทุกประการครับแต่คงไม่เหมาะที่จะพูดเพราะมันก็เป็นการสาวไส้ให้กากิน ทุกคนก็พยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น บางคนเป็นผู้ร้ายใส่สูท พูดจาดีคนก็เชื่อว่าเขาคนนั้นเป็นคนดี ก็ไม่เป็นไรครับสักวันหนึ่งพี่น้องประชาชนก็จะเห็นว่าใครของจริง

ใครอยากออกก็คงห้ามเขาไม่ได้ครับ ผมเชื่อในหลักธรรมชาติคัดสรร หัวหน้าเป็นสุภาพบุรุษไม่พูดจาให้ร้ายใครแม้ตัวเองจะถูกกระทำก็ตามครับ ผมพูดได้เท่านี้

คืนที่ 10 ในเรือนจำ ‘ทักษิณ’ ป่วย!! ราชทัณฑ์พาตัว ตรวจสุขภาพ ก่อนถูกส่งกลับ ‘เรือนจำคลองเปรม’ ตามขั้นตอนปกติ

(21 ก.ย. 68) ความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก นายทักษิณ 1 ปี ล่าสุด มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่นายทักษิณ ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจํากลางคลองเปรมเป็นคืนที่ 10 เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้นำตัวนายทักษิณ ไปตรวจสุขภาพร่างกายที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากมีอาการอ่อนเพลียรวมถึงมีอาการปวดตามร่างกาย เนื่องจาก นายทักษิณ มีโรคประจำตัวเพื่อเป็นการตรวจเช็คอาการตามโรค

ทั้งนี้ภายหลังนายทักษิณได้เข้ารับการตรวจเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวกลับเข้ามายังเรือนจำกลางคลองเปรมทันทีโดยไม่ได้นอนพักที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งทุกอย่างเป็นการดำเนินการเหมือนผู้ต้องขังคนอื่นๆตามปกติเมื่อมีอาการเจ็บป่วย

‘นิพิฏฐ์’ ประกาศชัด!! ไม่กลับ ประชาธิปัตย์ เว้นแต่ 'อภิสิทธิ์' หวนคืนหัวหน้าพรรค

(21 ก.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

โปรดฟังอีกครั้ง

มีสมาชิกพรรคและผู้มิใช่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ บอกให้ผมไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะผมเป็นอดีตรัฐมนตรีของพรรค เมื่อสมัครก็สามารถเลือกหัวหน้าพรรคได้เลย

ผมบอกทุกคนไปว่าผมไม่สมัคร จนกว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นหัวหน้าพรรค

จากนั้นผมจึงจะไปสมัครและช่วยฟื้นฟูพรรค ทั้งนี้ เพื่อตอบแทนและใช้หนี้บุญคุณพรรคประชาธิปัตย์

เหตุที่ผมจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคหลังเลือกหัวหน้าพรรคเสร็จแล้ว เพราะไม่อยากมีตำแหน่งแห่งหนใดๆ ในพรรคอีกแล้ว

เพราะแม้ไม่มีตำแหน่งแห่งหนใดๆ  ผมเชื่อว่า ทุกอย่างที่ผมหยิบขึ้นมาในมือ ผมสามารถใช้เป็นอาวุธ สังหารศัตรูได้ทั้งสิ้น

แต่หาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ผมก็จะปลีกวิเวก บำเพ็ญพรตแถวเทือกเขาบรรทัดพัทลุง ต่อไป!!

‘เพื่อไทย’ เดือด!! ซัด ‘พรรคประชาชน’ เป็น ‘วิปฝ่ายค้ำ’ จวกยับ!! ตั้งรัฐบาลเพื่อ ‘ยุบคดีสีน้ำเงิน’ ไม่ใช่เพื่อยุบสภา

(21 ก.ย. 68) นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงข้อสังเกตจากบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่าง พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกว่า MOA ส้ม-น้ำเงิน ว่า ขณะนี้พี่น้องประชาชนเห็นสัญญาณที่ชัดเจนในการ เร่งเติมเสียงของพรรคภูมิใจไทย โดยมีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ เปิดตัวเข้าร่วมงานการเมืองมากขึ้น แต่น่าแปลกใจที่ตัวแทนจากพรรคประชาชน อย่างคุณปกรณ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กลับมองไม่เห็น

อีกทั้งยังมีความพยายามให้สัมภาษณ์ ยืนยันข้ามพรรคด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้พยายามรวมเสียงข้างมาก และยังไม่เป็นสัญญาณที่จะทำให้เกิดเสียงเพิ่มเติมในฝ่ายรัฐบาล

จนหลายฝ่ายเริ่มสับสนว่านี่คือคุณปกรณ์วุฒิ นี่เป็น รองหัวหน้าพรรคประชาชน หรือ โฆษกพรรคภูมิใจไทย คนใหม่กันแน่

นอกจากนี้การที่คุณปกรณ์วุฒิ พยายามช่วยชี้แจงแทนพรรคภูมิใจไทยอย่างเข้มแข็งว่ารัฐบาลเสียงข้างมากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพรรคฝ่ายค้าน หนึ่งในสองพรรคใหญ่คือ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน ต้องไปให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล พร้อมชี้ถึงกรณีที่มี สส. พรรคเพื่อไทย 9 เสียง ที่ไม่โหวตตามมติพรรคนั้น

พรรคประชาชน ต้องเข้าใจว่า ข้อตกลงรัฐบาลเสียงข้างน้อยของสีส้มและสีน้ำเงินนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรับผิดชอบอะไรด้วย

และในข้อเท็จจริงคือ แม้จะมี สส.พรรคเพื่อไทย 9 คน สนับนุนการจัดตั้งรัฐบาลนั้น แต่พรรคประชาชน คือคนที่โหวตหนุน คุณอนุทินแบบยกพรรค และต้องร่วมรับผิดชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลนี้เอง เพราะคนเริ่มครหาแล้ว ว่ารัฐบาลนี้ ไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบสภา แต่ตั้งมาเพื่อยุบคดีสีน้ำเงิน มากกว่า ดังนั้น เราจึงได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อวาน

“พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเรามีทั้ง สส. คนรุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และ สส. รุ่นใหญ่ที่มากประสบการณ์ พร้อมประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแน่นอน แต่ขอไม่รับตำแหน่งกรรมการวิปฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน

เพราะรัฐบาลนี้ตั้งขึ้นด้วยกลไกแปลกประหลาด มีผู้นำฝ่ายค้าน ที่หามแคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเสลี่ยง มีประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ทำหน้าที่เสมือนโฆษกพรรคภูมิใจไทย อีกทั้งยังให้ สส. กว่า 140 คน แบกองค์ประชุมแทนรัฐบาล แทบทุกวัน ขัดกับที่เคยเป่าประกาศมาโดยตลอด ว่าการรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น

จึงต้องตั้งคำถามว่า วิปที่ตั้งขึ้นมานี้ คือวิปฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้ำ ค้ำยันให้รัฐบาลสีน้ำเงินกันแน่??

พรรคเพื่อไทย เรายืนยันว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่มีกั๊ก ไม่อ่อนข้อให้ใคร ตั้งแต่วินาทีแรก และเราไม่ผูกมัดกับกรอบเวลา 4 เดือน ตาม MOA สีน้ำเงินอมส้ม ที่เป็นระยะเวลาสมประโยชน์กันของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น

เพราะเราไม่มีพันธะสัญญาผูกพันใดๆกับใครทั้งในที่แจ้ง หรือในที่ลับระหว่างพรรค ก็ตาม และเรามุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนเท่านั้น ซึ่งเราจะแสดงบทบาทฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ให้เห็นในการอภิปราย การแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้อย่างแน่นอน

‘อนุทิน’ ไม่หวั่น!! ‘เพื่อไทย’ ซักฟอกนโยบาย บอก!! ยังไม่ได้เริ่มงาน จะอภิปรายอะไร

(21 ก.ย. 68) ที่จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของสส.สามารถทำได้ ตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

เมื่อถามว่าประเด็นที่จะอภิปราย มีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเน็กชั่น นายอนุทิน อุทานโอ้โห! และกล่าวว่า แล้วคอนเน็กชั่นที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบายยุบสภาฯ แน่นอน ฉะนั้น รักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก

ส่วนการปฎิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหา กับประเทศเพื่อนบ้าน ให้รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิ อย่ามารบกันเอง

เมื่อถามย้ำว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลยจะอภิปรายเรื่องอะไร หากตนบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกตนอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน

“ฉะนั้น ขอเถอะบอกอยู่ว่าจะอยู่แค่ 4 เดือน จะทำไรก็แล้วแต่ อยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอก และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

‘จิรายุ’ ซัดดีล!! ‘ส้ม – น้ำเงิน’ พิลึกพิลั่น!! ยัน!! ‘เพื่อไทย’ ไม่ร่วมฝ่ายค้านตาม MOA

(21 ก.ย. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันจะฝ่ายค้าน แม้จะเป็นพรรคการเมืองแกนนำในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า MOA ส้ม-น้ำเงินที่พรรคปชน.ภาคภูมิใจ ทำให้ได้มาซึ่งรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายประสานเสียงร้องยี้ และรายชื่อที่ปรากฏออกมาก็สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้า ซึ่งอาจจะไม่เพียงมาเพื่อยุบสภา ตาม MOA แต่จะเป็นการมาเพื่อยุบคดี บางคดีที่พี่น้องประชาชนจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง หรือคดีฮั้ว สว.

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า อีกทั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้ประชาชนกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบกับการบริหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่ามีเสียงเตือนดังขึ้นต่อเนื่องถึงสภาพที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงสูงสุดในการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรค ภท.กลับบอกว่าตัวเองจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งเรื่องนี้พรรค พท. ยืนยันว่าเราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่จะไม่ขอร่วมเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ส้ม-น้ำเงินเด็ดขาด เพราะไม่เพียงมีที่มาของดีลแปลกประหลาดแต่ยังเป็นการก่อกำหนดขึ้นของกลไกที่ไม่ปกติ

“พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุภาพบุรุษอย่างเต็มที่ ไม่มีอ่อนข้อ ไม่มีกั๊ก และจะไม่ยอมเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ให้ใคร ขอให้พรรคประชาชนสนุกกับบทบาทนี้ตามสบายเลย แต่พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย” นายจิรายุ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top