Sunday, 8 November 2026
POLITICS NEWS

"พล.อ.ประวิตร" ประชุม คกก.ยศ.ชาติ ติดตามความคืบหน้า กำชับหน่วยงานหลัก เร่งขับเคลื่อนนำสู่การปฏิบัติ เน้นปชช.มีส่วนร่วม มุ่งเป้า ชาติมั่นคง/ปชช.มีความสุข

เมื่อ 22 เมษายน พ.ศ.2564 พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา10.00น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ครั้งที่ 1/2564   ณ  ห้องประชุม วิจิตรวาทการ  สมช.  ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุม ได้รับทราบผลการดำเนินงาน ตามมติที่ประชุม คณะกรรมการบูรณาการ ยศ.ชาติ ด้านความมั่นคงเมื่อ 16 เมษายน 63 โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพหลัก รับผิดชอบประกอบด้วย กอ.รมน. ,กห. ,กต.และ สมช. ซึ่งมีความคืบหน้า อย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร ได้กำชับ หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะต้องให้ความสำคัญ ต่อการสร้างความเข้าใจ และการนำแผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ ให้เกิดผลสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรม เน้นให้มีการบูรณาการทำงาน ที่การประสานสอดคล้องกัน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อบรรลุผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมาย ยศ.ชาติ ด้านความมั่นคง คือประเทศชาติมั่นคง/ประชาชนมีความสุข  พร้อมเน้นย้ำให้มีการทบทวน ยศ.ชาติ และแผนแม่บทฯ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องตามบริบท สถานการณ์ของประเทศไทย ทุกๆด้าน อย่างแท้จริง

ขนส่งทางบก ออกมาตรการป้องกันโควิด-19 ขนส่งทั่วประเทศ ตรวจเข้ม ทั้งสถานีขนส่งผู้โดยสารและจุด Checking point ย้ำ!!! รถโดยสารทุกประเภทปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ออกข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 20) และสอดคล้องกับนโยบายของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้กระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบและกำกับดูแลการให้บริการขนส่งผู้โดยสารที่เป็นการขนส่งสาธารณะทุกประเภท โดยต้องมีการจัดระบบและระเบียบต่างๆ เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคและแนวปฏิบัติตามพื้นที่สถานการณ์ที่ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กำหนด ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและพื้นที่ควบคุมในหลายจังหวัด 

ดังนั้น เพื่อให้สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมการขนส่งทางบกได้ให้สำนักงานขนส่งทุกแห่งทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้มงวดตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและการให้บริการสถานีขนส่งผู้โดยสาร ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่ง และจุดตรวจเข้มข้นรถโดยสารสาธารณะ Checking Point ทั่วประเทศ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด จนกว่าสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งพิจารณาปรับลดจำนวนเที่ยวการเดินรถระหว่างจังหวัดในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดเท่าที่สามารถจะทำได้ โดยให้สอดคล้องตามความจำเป็นและให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ในส่วนของการเดินรถโดยสารสาธารณะในเขตเมืองขอให้ปรับลดการให้บริการในช่วงเวลา 23.00 น. จนถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 
.
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทยังสามารถให้บริการได้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัด คือ เว้นระยะห่างระหว่างกันและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น (D-Distancing) สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทั้งพนักงานขับรถ ผู้ให้บริการ และผู้โดยสาร (M-Mask wearing) จัดให้มีจุดบริการเจลแอลกออฮอล์ล้างมืออย่างทั่วถึงเพียงพอ และล้างมือบ่อยๆ (H-Hand washing) ตรวจอุณหภูมิร่างกาย (T-Temperature) ตรวจหาเชื้อ (T-Testing) ใช้แอปพลิเคชันไทยชนะและหมอชนะ (A-Application) หรือกรอกข้อมูลการเดินทางตามแบบฟอร์มที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดทั้งก่อนและหลังการเดินทางทุกคน 

ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้กำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้มงวดการตรวจคัดกรอง หากพบผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ผู้ประกอบการขนส่งสามารถปฏิเสธการให้บริการและให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขทันที นอกจากนี้ให้เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสภายในรถ ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ขณะเดินทางรถโดยสารปรับอากาศต้องมีการระบายอากาศภายในรถเป็นระยะ และงดการให้บริการอาหารบนรถในระหว่างการเดินทาง รวมทั้งห้ามผู้โดยสารรับประทานอาหารบนรถโดยสารสาธารณะเว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นเท่านั้น เพื่อลดโอกาสเสี่ยงการแพร่หรือรับเชื้อจากการถอดหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าขณะอยู่บนรถโดยสารสาธารณะ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีเหตุจำเป็นขอความร่วมมือให้ประชาชนงดหรือชะลอการเดินทาง โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดจำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น ชลบุรี เชียงใหม่ ตาก นครปฐม นครราชสีมา นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต ระยอง สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี และ อุดรธานี ซึ่งมีการแพร่ระบาดของโรค อาจเสี่ยงหรือมีโอกาสติดโรค

"ปลื้มปีติน้ำพระทัย ในหลวง - พระราชินี"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน "น้ำยาตรวจ PCR COVID-19 " ให้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ จำนวน 10,000 ชุด มูลค่ารวม 7,200,000 บาท

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) มีประชาชน และข้าราชการทั้งในส่วนกองทัพอากาศ และนอกกองทัพอากาศ มาขอรับการตรวจเป็นจำนวนมาก และการตรวจแบบเต็มศักยภาพของโรงพยาบาล จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการแพร่กระจายโรคได้เป็นอย่างดี จำนวนน้ำยาตรวจ PCR COVID-19 ในห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลจึงเริ่มขาดแคลน จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลขอรับพระมหากรุณาธิคุณขอพระราชทานน้ำยาตรวจ PCR COVID-19 เพื่อให้มีเตรียมพร้อมสำหรับการดูแลประชาชนด้านเหนือของกรุงเทพมหานคร 

ซึ่งมีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ เป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งเดียว ที่ดูเเลประชาชนสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เกือบ ๒ แสนคน ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงต่อไป

ข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานราชการ กรมแพทย์ทหารอากาศ ขอพระบรมราชานุญาต กราบพระบาท ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 

“กรณ์” นำทีม บริจาคข้าวอิ่ม 2,000 กิโลกรัมผลิตข้าวกล่อง 30,000 ชุดให้ 'โรงพยาบาลสนาม'

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 จนทำให้มีผู้ติดเชื้อขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ส่งผลให้โรงพยาบาลมีเตียงไม่เพียงพอต่อการรักษา รัฐบาลต้องจัดหาโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติม นอกจากนี้ปัญหาที่ตามมาคือ อาหารเริ่มขาดแคลนในบางพื้นที่เนื่องจากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และบุคลากรทางการแพทย์เองกีมีจำนวนจำกัดจำเป็นต้องมีจิตอาสามาช่วยเพิ่มเติม 

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า พร้อมด้วยนายอะตอม สัมพันธภาพ หัวหน้ากลุ่มกล้าอาสา และพ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ ผู้กล้า-ชุมพร เป็นตัวแทนบริจาค “ข้าวอิ่ม” ข้าวหอมมะลิอินทรีย์จาก จ.มหาสารคาม ในรอบแรกจำนวน 2,000 กิโลกรรมให้กับ ทีม Food For Fighters เพื่อนำไปทำข้าวกล่อง ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสนาม ซึ่งคาดว่าจะผลิตได้จำนวน 30,000 ชุด 

นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคกล้าร่วมกับโครงการเกษตรเข้มแข็งของชาวนามหาสารคาม และโครงการ Food For Fighters ของภาคเอกชน นำโดยคุณเต้-พันชนะ ตัวแทนสมาคมท่องเที่ยวและร้านอาหาร เป็นตัวกลางในการรับบริจาคเพื่อสมทบทุนจัดซื้อ “ข้าวเปอร์เซ็นต์-อินทรีย์” ให้กับโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ ซึ่งการบริจาคครั้งนี้ สามารถช่วยคนได้ 2 ต่อ ต่อแรกคือช่วยชาวนาผู้ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ ต่อที่สองมอบอาหารดีให้แก่จิตอาสา และผู้ป่วยโรงพยาบาลสนาม บุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัคร ที่ต้องทำงานกันอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานผู้สนใจสามารถร่วมสมทบทุนเพื่อจัดซื้อข้าวเปอร์เซ็นต์-อินทรีย์ โดยผ่านโครงการ “เกษตรเข้มแข็ง” เลขที่บัญชี 902-7-11390-2 ธนาคารกรุงเทพ

“จุรินทร์” ไม่วิเคราะห์ “บิ๊กตู่” ปรับโฉม รมต.ขับเคลื่อนไทยฯ ส่ง “ธรรมนัส” คุมปักษ์ใต้ ส่วน รัฐมนตรีจองปชป. คุมพื้นที่อื่น เชื่อทุกคนเข้าใจได้ไม่ต่างกัน

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2564 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา รับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้รัฐมนตรี รับผิดชอบงาน ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด เพื่อให้การพัฒนา และแก้ไขปัญหาระดับจังหวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการมอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไปดูแลจังหวัดใหญ่ ๆ ในภาคใต้ ทั้งสงขลา ,นครศรีธรรมราช และภูเก็ต ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ดูแลว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงการแก้ไขปรับเปลี่ยน เพื่อความเหมาะสม ซึ่งรัฐมนตรีแต่ละคน จะมีส่วนในการรับผิดชอบพื้นที่ที่มีผู้แทนราษฎรอยู่ 

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีหลายคนไม่ได้เข้าไปดูแลพื้นที่นั้น เช่นกรณีของนายนิพนธ์ ที่เป็นอดีต ส.ส.สงขลา ดูแลพื้นที่จังหวัดสงขลา และนครศรีธรรมราช แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนให้ไปดูแลจังหวัดตรัง และสตูล หรือแม้แต่นายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์คนใหม่ และส.ส.สุราษฎร์ธานี ก็ไม่ได้ดูแลพื้นที่ตนเอง แต่ได้ดูแลพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด และหนองบัวลำภู หรือแม้แต่นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เป็นอดีต ส.ส.พิษณุโลก ก็ไม่ได้ดูแลจังหวัดพิษณุโลก แต่ไปดูแลจังหวัดอำนาจเจริญ ยโสธร และพัทลุงแทน

เมื่อถามว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้มีนัยยะทางการเมืองใด ๆ หรือไม่  นายจุรินทร์ กล่าวปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ และไม่ขอวิเคราะห์ด้วย เนื่องจากเชื่อว่า ทุกคนสามารถเข้าใจถึงการปรับเปลี่ยนดังกล่าวได้ไม่ต่างกัน และไม่ขอตอบด้วยว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของ ส.ส.ในพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้ดูแลรับผิดชอบในจังหวัดที่ตนเป็น ส.ส.หรือไม่ 

“ผมไม่ขอตอบตรงนี้ และไม่ขอไปวิเคราะห์ด้วย ผมคิดว่าทุกคนสามารถเข้าใจได้ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่า รองฯ วิษณุ ได้ชี้แจงในที่ประชุม ครม.แล้วว่าจะมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสม ซึ่งความจริงรัฐมนตรีหลายท่าน จะมีส่วนในการดูแลพื้นที่ที่เป็น ส.ส.อยู่ แต่บังเอิญในส่วนประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีหลายคนไม่ได้เข้าไปดูแลในพื้นที่ตรงนั้น” นายจุรินทร์ กล่าว

“กห.” สั่งขยาย รพ.ทหาร และเพิ่ม รพ.สนาม รองรับผู้ป่วยโควิด ที่อาจมีปริมาณเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม  เปิดเผยว่า พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม และปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ประชุมร่วมกับทุกเหล่าทัพ เพื่อรับทราบความพร้อมของ รพ.สนาม สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขตามนโยบายของ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก 

สำหรับภาพรวม สถานภาพโรงพยาบาลสนาม ที่กระทรวงกลาโหม โดยทุกเหล่าทัพ เร่งจัดตั้งขึ้นสนับสนุน กระทรวงสาธารณะสุข ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดต่างๆรวม 24 แห่ง จำนวน 3,725 เตียง ปัจจุบันอยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหม โดย กองทัพบก (ทบ.)ยังได้สนับสนุน กำลังพล ยานพาหนะ เตียงและเครื่องใช้ กับหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดตั้ง รพ.สนาม อีก 7 แห่งในพื้นที่ต่างๆ รวม 3,085 เตียง ซึ่งอยู่ในสถานะพร้อมใช้งานเช่นกัน โดย รพ.สนาม ดังกล่าว มีการทำงานร่วมกันแล้วกับ รพ.หลักในพื้นที่ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น เช่น รพ.มงกุฎวัฒนะ ทำงานร่วมกับ รพ.สนาม ของหน่วยทหาร ปตอ.1 พัน 6 ในการส่งตัวผู้ป่วยในพื้นที่ กทม.เข้ารับการรักษา เป็นต้น

ทั้งนี้ พล.อ.ชัยชาญ ได้ย้ำขอให้ทุกเหล่าทัพ เร่งสนับสนุนนโยบายของ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในการจัดตั้ง รพ.สนาม สนับสนุนกระทรวงสาธารณะสุข ให้มีปริมาณเพียงพอ รองรับผู้ป่วยที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น และให้พิจารณาขยายขีดความสามารถของ รพ.ทหารในพื้นที่ต่างๆ ที่ปัจจุบันดูแลประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่รัฐที่เจ็บป่วยอยู่ ให้สามารถรองรับการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิดในพื้นที่ โดยให้สำรวจและเตรียมความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงกลาโหม  ที่มิได้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล ให้พร้อมสนับสนุนทางการแพทย์เมื่อจำเป็นด้วย พร้อมทั้งยังได้กำชับ ขอให้ทุกเหล่าทัพ ประสานกับ ศปม. เพื่อสนับสนุนการทำงานของ ศบค.ในการดูแลรักษาผู้ป่วยและการควบคุมโรคในพื้นที่ต่าง ๆ  เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของโรคระดับพื้นที่ให้ได้โดยเร็ว

รมต.อนุชา จี้ พศจ. เร่งสางปม สำนักสงฆ์ลวง-ป้องโควิดในวัด-วัดรับเผาศพโควิด

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เร่งดำเนินการจัดประชุมหารือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการ สร้างความเข้าใจ และสำรวจเชิงรุก กรณีของวัดหรือสำนักสงฆ์ที่มีการบิดเบือนและปฏิบัติผิดไปจากคำสอนทางพระพุทธศาสนา นั้นในวันเดียวกันนี้ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ประชุมคณะผู้บริหาร รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพโดยระบบซูม เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และติดตามการดำเนินงานตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีประเด็นสำคัญ 4 เรื่อง คือ กระแสลัทธินอกรีตและคำสอนผิดเพี้ยน กรณีพระภิกษุร่วมกิจกรรมทางการเมือง แนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการขอความร่วมมือฌาปนกิจศพผู้ติดเชื้อ

สำหรับผลการหารือและติดตามข้อมูลที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม เช่น ความเชื่อหรือลัทธิต่างๆ ตามที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน ให้ พศจ. เร่งประสานงานกับเจ้าคณะปกครองสงฆ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาและหาแนวทางร่วมกันในการทำความเข้าใจต่อสังคมให้ถูกต้องและรวดเร็ว 

ส่วนกรณีพระภิกษุร่วมกิจกรรมทางการเมือง ให้ประสานงานกับเจ้าคณะปกครองสงฆ์ทุกระดับอย่างใกล้ชิด ทำความเข้าใจและสร้างความตระหนัก รวมถึงการสอดส่องดูแล ให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสงฆ์สามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ.2538 และขอความเมตตาให้เจ้าคณะปกครองทุกระดับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 

ส่วนของแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ประชุมได้กำชับให้ พศจ. ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เช่น วัดที่มีประชาชนไปสักการะหรือวัดใหญ่ในพื้นที่ ให้ประสานการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อและปฏิบัติตามมาตรการและคำสั่งของทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด 

สำหรับกรณีที่ขอความร่วมมือฌาปนกิจศพผู้ติดเชื้อขอให้ พศจ. ทำความเข้าใจกับเจ้าคณะปกครองและวัดในความรับผิดชอบ ให้อำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิต อย่าไปซ้ำเติม เนื่องจากเขาได้รับผลกระทบมากพอแล้ว พร้อมนี้ พศ. ได้มีหนังสือขอความร่วมมือเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยขอให้เอาใจใส่เรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ หากมีเหตุขัดข้องให้รายงาน พศ. ทราบโดยด่วน

"วิโรจน์" บอก ปชช.อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ปมผู้รับวัคซีน 6 ราย มีอาการคล้ายอัมพฤกษ์ ย้ำ สธ.เร่งชี้เเจงเหตุใดไม่ระงับฉีดซิโนแวก ชี้ รบ.ควรกระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อวัคซีน

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พบผู้รับวัคซีน 6 ราย มีอาการไม่พึงประสงค์ (AEFI) ในลักษณะคล้ายอัมพฤกษ์ หลังได้รับวัคซีนซิโนแวก ว่า การฉีดวัคซีนไม่ว่าชนิดใด การเกิดผลข้างเคียงขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไป ในกรณีของซิโนแวกซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตาย ซึ่งปกติแล้วแม้ว่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่เชื้อที่ไม่สูงนัก แต่มักจะเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ต่ำกว่าวัคซีนประเภทอื่น ซึ่งผลข้างเคียงที่ถูกตรวจพบในครั้งนี้คงต้องรอฟังผลการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่า มีความร้ายแรงขนาดไหน เป็นผลที่เกิดขึ้นกับวัคซีนเฉพาะล็อต J2021030001m6dik หรือไม่ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเป็นกรณีทั่วไปหรือเปล่า หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับประชากรกลุ่มใด ซึ่งถ้าพบว่ามีสมมติฐานใดที่เป็นที่น่ากังวลก็คงจะมีการกำหนดข้อบ่งชี้ในการใช้เพิ่มเติมออกมา

“จากที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่มีการระงับการฉีดวัคซีนซิโนแวกเป็นการชั่วคราวก่อนระหว่างที่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงนั้น คาดว่ากระทรวงสาธารณสุขคงมีการประเมินแล้วว่า อาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว คณะแพทย์ยังสามารถที่จะดูแลให้หายเป็นปกติได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่น่าจะให้คำตอบนี้ได้ดีที่สุดน่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประชาชนคงต้องรอฟังคำตอบอีกครั้งหนึ่งว่าเหตุใดจึงไม่มีความจำเป็นต้องระงับการฉีดวัคซีนซิโนแวกเป็นการชั่วคราวเอาไว้ก่อน" นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยิ่งสะท้อนถึงความสำคัญถึงการกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีน หากรัฐบาลมีการสำรองวัคซีนไว้อย่างหลากหลาย สมดุล หากเกิดอุบัติการณ์ใดขึ้นกับวัคซีนตัวใด รัฐบาลก็จะยังคงดำเนินการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่สามารถระงับการฉีดวัคซีนที่อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงไว้เป็นการชั่วคราวก่อนได้ ปัจจุบันนี้ในสถานการณ์ที่ประเทศไม่ได้มีวัคซีนทางเลือกที่มากเพียงพอ หากระงับการฉีดวัคซีนซิโนแวกเป็นการชั่วคราาว ก็อาจทำให้การฉีดวัคซีนสะดุดหยุดลง นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจที่จะระงับการฉีดวัคซีนซิโนแวกเป็นการชั่วคราวทำได้ยากขึ้น

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า การฉีดวัคซีนเป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและสังคมมากกว่าการไม่ฉีด และย้ำว่าประชาชนยังไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อกรณีนี้จากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดต่อไป

"ธิษะณา" แกนนำกลุ่ม Resolution ตอก "หมอวรงค์" มโนไปเอง ปมระบอบสามกีบ ชี้แก้รธน.ปี 60 คือการทำลายหัวใจกลไกสืบทอดอำนาจคสช.

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ หนึ่งในแกนนำกลุ่ม Resolution ที่จัดกิจกรรมร่วมลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางสู่ประชาธิปไตย ภายใต้แคมเปญ “ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์” กล่าวถึงการแถลงข่าวของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้ากลุ่มไทยภักดี ว่า ระบอบสามกีบที่นายวรงค์กล่าวอ้างนั้นไม่มีจริงและเป็นเพียงการนั่งเทียนกล่าวหาประชาชนเท่านั้น และการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เท่ากับการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย การล้มล้างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นผ่านการรัฐประหารทั้งนั้น รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ที่นายวรงค์พยายามปกป้องก็มีที่มาจากการรัฐประหารเช่นกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีปัญหาทั้งในเชิงเนื้อหาและความชอบธรรม สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยไม่จบไม่สิ้น และมีเจตนาเพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช.

นางสาวธิษะณา กล่าวอีกว่า การแก้ไขต้นตอของวิกฤตการเมืองและวิกฤตอื่นๆ ในประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมุ่งทำลายปัญหาที่เป็นหัวใจสำคัญของกลไกการสืบทอดอำนาจจากระบอบประยุทธ์และรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงเป็นสาเหตุให้พวกเราออกมารณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ประเด็นใหญ่ คือ 1.ล้มวุฒิสภา–เดินหน้าสภาเดี่ยว 2.โละศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ–ปฏิรูปที่มา อำนาจ การตรวจสอบ 3.เลิกยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป–ปลดโซ่ตรวนอนาคตประเทศ 4.ล้างมรดกรัฐประหาร–หยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่าการแก้ไขรายมาตราจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการรณรงค์เพื่อทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ อีกทั้งการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็ได้เปิดให้ทุกคนซึ่งมีสิทธิลงชื่อตามกฎหมายมาร่วมกันเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศทั้งในงานเปิดแคมเปญและการส่งเอกสารทางจดหมาย

“ไม่แน่ใจว่าการแถลงข่าวของนายวรงค์ครั้งนี้ ต้องการ ‘ตีวัวกระทบคราด’ หรือไม่ เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของพรรคพลังประชารัฐต่างหากที่เสนอให้เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งจาก 1 ใบ เป็นบัตร 2 ใบ ซึ่งการแก้ไขระบบเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและพรรคการเมืองบางพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ระบอบประชาธิปไตย และเป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าประเทศไทย เช่น ประเด็น ส.ว. ที่มีอำนาจสูงมาก ทั้งโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สวนทางกับที่มาที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร แต่กลับไม่มีการเสนอแก้ไขกัน” นางสาวธิษะณา กล่าว

นางสาวธิษะณา กล่าวอีกว่า นายวรงค์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่า ส.ส. จะเข้าไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากกลุ่มนายทุนและเป็นนอมินี ซึ่งถ้ามองจากข้อเท็จจริง นี่คือสิ่งที่ ส.ว. ทั้ง 250 คน กำลังทำอยู่โดยไม่มีแตกแถวแม้แต่คนเดียว ยกมือเลือกให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่ร้ายกาจกว่านั้นคือ ส.ว. 250 คนนี้มาจากการสรรหาและแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งก็มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า และยังเป็นคนเดียวกับที่นายวรงค์และพรรคพวกสมคบกันล้มการเลือกตั้ง สร้างความวุ่นวาย จนเป็นข้ออ้างให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 อีกด้วย ดังนั้น การยกเลิก ส.ว. และทำให้การทำรัฐประหารมีความผิด จึงเป็นหนึ่งในข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญของกลุ่ม Resolution ด้วย

“เสกสกล” ย้ำ “นายกฯ”ไม่ยุบสภาฯ” ลั่น ยังทำงานได้ ซัดฝ่ายค้าน ปล่อยข่าวหวังผลการเมือง เย้ย “พท.-ก้าวไกล” ลต.ใหม่ จะได้ส.ส.หรือไม่

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่มีสมาชิกพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ประเมินสถานการณ์ทางการเมือง และเมื่อสภาฯผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 65 ผ่าน อาจนำไปสู่การยุบสภาฯ ว่า ยืนยันว่ายังไม่มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้นายกฯต้องยุบสภาฯ ส่วนจากการระบาดโควิด-19 นายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาและทำได้ดีโดยไม่ย่อท้อ โยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ระบาด นายกฯ และสมาชิก รัฐสภา จะต้องร่วมกันอยู่แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ไม่ทอดทิ้งประชาชน ส่วนการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาล ยังเหนียวแน่นมีเสถียรภาพ ทุกพรรคยึดปัญหาประเทศชาติประชาชนเป็นตัวตั้ง แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างบ้างถือเป็นเรื่องประชาธิปไตย สุดท้ายทุกคนยังทำงานร่วมกันได้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

นายเสกสกล กล่าวว่า ยืนยันว่านายกฯจะอยู่จนครบเทอม เพราะเป็นชายชาติทหาร ไม่มีวันหนีปัญหา ไม่ทอดทิ้งประชาชน ไม่ถอดใจ หากเป็นนายกฯคนอื่นที่ต้องเจอกับสถานการณ์ เช่นนี้คงจะถอดใจและยุบสภาหรือลาออกไปแล้ว จึงขอร้องสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน อย่าพูดหรือวิเคราะห์เรื่องไม่ใช่ข้อเท็จจริง ปล่อยข่าวเท็จเรื่องการยุบสภาฯ เพราะไม่เป็นผลดีต่อใคร และกระทบต่อความเชื่อต่อนักลงทุน ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ ประชาชนเกิดความสับสน และควรใช้เวลาไปช่วยประชาชน หรือที่อยากให้ยุบสภาฯเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่ตนมั่นใจว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคก้าวไกล จะไม่เหลือ ส.ส.ในพรรคสักคน ส่วนพรรคเพื่อไทยส.ส.คงลดลง เพราะเล่นการเมือง ไม่เคยลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ในช่วงที่เจอวิกฤตโควิด ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองประเภทดีแต่พูด ไม่เคยลงมือทำประโยชน์ต่อประชาชน

"อย่าเลอะเทอะเพ้อเจ้อ ฝันกลางวัน ตามที่พรรคฝ่ายค้าน คิดเพ้อไปเองว่านายกฯจะยุบสภา ฝันแบบลมๆแล้งๆ ถึงอย่างไรรัฐบาลต้องอยู่จนครบวาระ และนายกฯไม่มีวันหนีปัญหาโดยทิ้งความเดือดร้อนไว้ให้ประชาชนเอาตัวรอดแน่นอน ขอให้เชื่อในตัวและหัวใจที่หนักแน่น แข็งแกร่ง อดทน ของนายกฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top