Sunday, 8 November 2026
POLITICS NEWS

ก.แรงงาน แจง กรณีล็อกดาวน์แคมป์ก่อสร้าง มีมาตรการเยียวยาคนงานดูแลค่าชดเชยระหว่างหยุดงาน

นายประทีป ทรงลำยอง โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ กรณี "การล็อกดาวน์แคมป์ก่อสร้าง สาวโพสต์โวย พ่อถูกกักตัวในแคมป์ก่อสร้าง ทหารคุมออกไปตรวจไม่ได้ ซ้ำมีข้าวให้เพียง 50 กล่อง แต่คนในแคมป์ 400 คน" จากที่มาข่าว : อมรินทร์ทีวี https://www.amarintv.com/news/detail/86501 นั้น ในเรื่องนี้กระทรวงแรงงานขอชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุขในศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) 

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้ปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง งดการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในคลัสเตอร์แคมป์คนงานนั้น และได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานดูแลค่าใช้จ่าย เงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างแทนผู้ประกอบการนั้น

นายประทีป กล่าวต่อว่า ในส่วนมาตรการรองรับของกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยเหลือเยียวยาลูกจ้างในแคมป์คนงาน ได้แก่

1) การจ่ายค่าชดเชย กรณีเป็นผู้ประกันตนจะได้รับ 50 เปอร์เซ็นของค่าจ้าง ซึ่งผู้ประกันตนจะต้องจ่ายประกันสังคมมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือนใน 15 เดือน ส่วนกรณีไม่เป็นผู้ประกันตน จะขอความร่วมมือนายจ้างจ่าย

2) ขอความร่วมมือนายจ้างสถานประกอบการดูแลเรื่องอาหารแก่คนงานทั้ง 3 มื้อ โดยกระทรวงแรงงานจะร่วมสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค

3) ตรวจคัดกรองโควิดเชิงรุกในแคมป์คนงาน หากพบเชื้อนำเข้าสู่การรักษา

4) ฉีดวัคซีนโควิด-19

และ 5) ประเมินสถานการณ์ทุก 15 วัน

“กระทรวงแรงงานได้พยายามให้ความช่วยเหลือในเรื่องอาหาร โดยการขอรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ บริษัทในเครือแสงทอง-อัครา เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องผู้ใช้แรงงานตามมาตรการปิดแคมป์คนงาน ซึ่งในเบื้องต้นได้รับบริจาคปลากระป๋อง 90,000 กระป๋อง และไข่ไก่ 250,000 ฟอง และนำไปมอบให้สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งต่อให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานตามแคมป์คนงานต่างๆ ต่อไป” โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวในตอนท้าย

ผบ.ทบ. กำชับหน่วย จัดกำลังหนุน ศบค. ดูแลแคมป์ก่อสร้าง 10 จังหวัด ซีลพื้นที่ระงับเคลื่อนย้าย พร้อมรับทหารใหม่เข้าหน่วยแบบปลอดโควิด ชูนโยบายฝึกทักษะชีวิตวิถีใหม่ 

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ตามที่ ศบค. ได้ออกประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 25 เกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วนเพื่อสกัดกั้นการระบาดในพื้นที่เป้าหมายเฉพาะ ควบคุมที่พักแรงงานและเขตก่อสร้างที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด COVID ใน กทม., ปริมณฑล และ จชต. รวม 10 จังหวัด มีผลตั้งแต่ 28 มิ.ย. 64 และศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคงกองทัพบก ได้รับมอบภารกิจให้เข้าควบคุมดูแลพื้นที่แคมป์คนงานตามมาตรการดังกล่าวนั้น 

พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้กำชับให้ทุกกองทัพภาคบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบและสนับสนุนในมาตรการดังกล่าวอย่างเต็มขีดความสามารถเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการควบคุมพื้นที่ให้มีความปลอดภัยในการป้องกันเชื้อ ทั้งกับคนงานและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ที่ต้องดำรงมาตรการพิทักษ์พลอย่างเคร่งครัด เพื่อร่างกายแข็งแรงพร้อมปฏิบัติภารกิจ ควบคู่ไปกับการขอความร่วมมือให้ทุกส่วนในพื้นที่เสี่ยงปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วนของ ศบค. ทั้งนี้ในพื้นที่ กทม. ซึ่งกองทัพบกได้รับมอบหมายให้ดูแลใน 27 เขตนั้น กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 1 ได้จัดกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเทศกิจเข้าดูแลควบคุมแคมป์ที่เกิดการแพร่ระบาดตามที่ กทม. กำหนดแล้ว 45 แห่ง สำหรับในเขตปริมณฑลและ จชต. กองทัพภาคที่ 1 และ 4 ก็ได้ดำเนินการร่วมกับทางจังหวัดตรวจสอบพื้นที่เพื่อควบคุมแคมป์คนงานที่เกิดคลัสเตอร์ในรูปแบบเดียวกัน รวมทั้งการจัดตั้งจุดตรวจร่วมควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามพื้นที่ในช่วง 30 วันจากนี้ โดยรัฐบาลได้ให้ความเร่งด่วนในการฉีดวัคซีนให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ 

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการบรรเทาและช่วยเหลือประชาชน ผู้บัญชาการทหารบกยังได้กำชับให้หน่วยทหารเข้าช่วยอุดหนุนผู้ประกอบการร้านค้าที่ได้รับผลกระทบในช่วงมาตรการเฉพาะด้วย พร้อมมองว่าในสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบันทุกภาคส่วนต้องร่วมกันจำกัดการแพร่ระบาดและปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ลดจำนวนผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษา รวมทั้งผู้เสียชีวิต ซึ่งในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมาในพื้นที่ กทม. กองทัพบกได้อนุเคราะห์ฌาปนสถาน 3 แห่ง เพื่อจัดพิธีเผาศพให้กับผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 แล้วถึง 232 ราย ล่าสุด กองทัพบกจะได้ประสานกับวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ กทม. เพื่อร่วมเป็นสถานที่จัดพิธีเผาศพผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 โดยจะสนับสนุนเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ น้ำยาฆ่าเชื้อ ให้กับทางวัด เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับญาติผู้เสียชีวิตและเป็นทางเลือกในการจัดพิธีศพต่อไป

และจากการที่กองทัพบกจะดำเนินการรับทหารใหม่ ผลัด 1/64 ซึ่งหน่วยฝึกทหารใหม่ทั่วประเทศได้มีการเตรียมมาตรการป้องกัน COVID-19 อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การรายงานตัว การเดินทาง พิธีแรกรับเข้าสู่หน่วยทหาร ที่สำคัญจะมีการตรวจคัดกรองและเตรียมการด้านการแพทย์รองรับผู้ที่มารายงานตัวเข้าประจำการแล้วตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ COVID-19 รวมถึงการฉีดวัคซีนให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและทหารใหม่ โดยกองทัพบกเตรียมแผนฉีดวัคซีนให้กับทหารใหม่ทุกนายในสัปดาห์แรกที่เข้าประจำการ

 อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารบกให้ความสำคัญกับการดูแลทหารกองประจำการให้เป็นไปแบบวิถีใหม่อย่างเคร่งครัด นอกเหนือจากการบ่มเพาะให้มีวินัยด้านการทหาร โดยมอบให้หน่วยทหารพิจารณาปรับรูปแบบการฝึกและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ภายในหน่วยทหารในทุกกิจการกิจกรรม รวมถึงการฝึกทหารกองประจำการทุกนายให้เกิดทักษะในเรื่องการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ ในการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน

โฆษกฯ รัฐ แจงแทน “บิ๊กตู่” อ้างคนงานหนีออกจากแคมป์จำนวนไม่มาก เหตุรัฐยังไม่ชัดเจนมาตรการช่วยเหลือ “ห่วง” เอกชนไม่สนนโนบายเวิร์คฟอร์มโฮม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามแทนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กรณีการปิดแคมป์งานทำให้มีแรงงานส่วนหนึ่งหนีกลับจังหวัดทำให้คนในพื้นที่ต่างจังหวัดเกิดความกลัวเรื่องการกระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า เรื่องนี้ได้รับคำชี้แจงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเบื้องต้นจากที่ได้มีการประชุมกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้รับการยืนยันว่าการที่มีประกาศปิดแคมป์คนงานแล้วมีกระแสข่าวคนงานออกจากพื้นที่กลับภูมิลำเนานั้น ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยืนยันว่า เป็นจำนวนน้อยเท่านั้นที่เดินทางกลับภูมิลำเนา เนื่องจากขณะนั้นอาจจะยังไม่ทราบถึงมาตรการที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ บางแคมป์มีคนงาน 800-900 คน ก็ยอมรับว่ามีคนงานกลับภูมิลำเนาจริงแต่มีจำนวนเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น ดังนั้น การใช้คำว่าผึ้งแตกรัง อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมดนอกจากนี้ เมื่อกระทรวงแรงงานมีมาตรการเยียวยาต่างๆแล้ว จะมีการเข้าไปควบคุมดูแลร่วมกับฝ่ายความมั่นคง เข้าไปดูแลเรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ และการตรวจเช็คชื่อและจ่ายเงินสดทุกๆ 5 วัน ให้กับแรงงานและแคมป์คนงานด้วย

นายอนุชา กล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวกับพื้นที่ต่างจังหวัด ได้มีการประสานกระทรวงมหาดไทย และคนในพื้นที่จังหวัดนั้นๆให้พิจารณาให้ความสำคัญกับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ดังนั้น การเดินทางกลับจะมีการพิจารณาโดยกระทรวงาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลในพื้นที่อยู่ โดยที่ผ่านมาจะมีแต่ละจังหวัดประกาศให้ผู้ที่เดินทางมาจาก 10 จังหวัดเสี่ยงกักตัว และรายงานตัวกับผู้นำชุมชน หรืออสม. แต่อย่างไรก็ตาม จนถึง ณ วันนี้ เราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคเอกชนที่ควบคุมแคมป์คนงานไม่ให้เดินทางกลับภูมิลำเนา หรือออกจากแคมป์ 

เมื่อถามว่า นายกฯเป็นห่วงหรือไม่ที่มีบริษัทเอกชนหลายบริษัทเริ่มไม่ใช้มาตรการเวิร์คฟอร์มโฮม หรือทำงานที่บ้านแล้ว นายอนุชา กล่าวว่า นายกฯมีความเป็นห่วงในกรณีนี้ และอยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการให้พนักงานได้ทำงานที่บ้านเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ โดยส่วนราชการนายกฯ ได้กำชับหน่วยงานต่างๆพิจารณาอย่างเข้มงวดในการให้พนักงานราชการในหน่วยงานต่างๆดำเนินการในลักษณะเดียวกันจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นกว่าปัจจุบัน 

เมื่อถามว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น 400-5,000 คน สะท้อนว่าไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ และจะทำให้ตัวเลขลดลงได้อย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า จากมาตรการที่รัฐบาลมีการออกประกาศมา เป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทั้งหมดต้องหวังว่าประชาชนจะเข้าใจที่ต้องดำเนินการในลักษณะเช่นนี้เพื่อให้การควบคุมการแพร่ระบาดมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงมาตรการช่วยเหลือศิลปิน ลูกจ้างฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบการสถานบันเทิงที่ถูกสั่งปิดมานานหลานเดือน นายอนุชา กล่าวว่า นายกฯได้มีการพูดคุยกับทางทีมเศรษฐกิจว่านอกเหนือจากการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการออกระเบียบฉบับล่าสุดแล้ว ผู้ประกอบการรายอื่นๆ นายกฯ ได้ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจาณรามาตรการออกมาเยียวยาให้เร็วที่สุด 

เมื่อถามถึงกรณีบางจังหวัดระงับการฉีดวัคซีนให้กับคนอายุ 60 ปี และผู้ที่เป้นกลุ่มเสี่ยง 7 โรค โดยระบุวัคซีนไม่เพียงพอ นายอนุชา กล่าวว่า ที่ได้มีการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีน เช่น แอสตราเซเนกา ก็ยังยืนยันที่จะส่งมอบวัคซีนให้รัฐบาลไทยในจำนวนเป้าหมายเดิมที่ได้มีการเจรจากันไว้ที่ 61 ล้านโดส ซึ่งในเดือนมิถุนายนนี้ ยืนยันแล้วว่าที่จะมีการส่งมอบ 6 ล้านโดสก็ยังเป็นไปตามที่ได้พูดคุยกันไว้ เช่นเดียวกันกับวัคซีนอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มเติมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น ชิโนแว็กที่ได้รับการยืนยันจากประเทศจีนแล้ว และในที่ประชุม ครม. ก็ได้รับทราบว่าประเทศญี่ปุ่นจะส่งวัคซีนให้กับไทยจำนวน 1 ล้าน 5 หมื่นโดส ภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ นายกฯได้ให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุ และ 7 โรคกลุ่มเสี่ยง ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เก่ยวข้องจัดลำดับความสำคัญให้ผู้ที่ลงทะเบียนในหมอพร้อมได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่าวัคซีนซิโนแว็กอาจจะป้องกันไวรัสสายพันธุ์อื่นได้ไม่ดีพอ จะมีการทบทวนการนำเข้าหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องนี้ นายกฯได้พูดคุย และหารือกับที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขเพื่อบริหารจัดการวัคซีนแล้ว ในการนำวัคซีนยี่ห้องอื่น ๆ เข้ามา เพื่อให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันทั้งนี้ รัฐบาล และบุคลากรทางการแพทย์อยากให้ทุกท่านได้ฉีดวัคซีนที่รัฐบาลหามา หรือวัคซีนทางเลือกอื่น ๆ เพราะการฉีดวัคซีนจำทำให้เกิดภูมิ และเมื่อติดเชื้อแล้วการที่จะมีอาการรุนแรง และการเสียชีวิตจะน้อยลง

‘ศิริกัญญา’ ร้องหยุดเยียวยาเหลื่อมล้ำลักลั่น จี้รัฐบาลหยุดล้วงกระเป๋าผู้ประกันตน เอาเงินกองทุนประกันสังคมไปจ่ายเยียวยาล็อกดาวน์ ถาม! เงินกู้สำหรับเยียวก็มีทำไมไม่ใช้???

วันที่ 29 มิถุนายน 2564 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยต่อสื่อมวลชน วิจารณ์มาตรการการเยียวยาล่าสุดหลังรัฐบาลออกคำสั่งล็อกดาวน์แคมป์คนงานก่อสร้างและไม่อนุญาตให้นั่งในร้านอาหารในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

โดยนางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า มาตรการเยียวยาล่าสุด ที่เขียนออกมาได้ซับซ้อน มีเงื่อนไขซ้อนเงื่อนไขเต็มไปหมด เงื่อนไขสำคัญ คือบริษัทอยู่ในระบบประกันสังคมหรือไม่ ทำให้การจ่ายเงินเยียวยาเกิดอาการลักลั่นโดยไม่จำเป็น กลายเป็นว่าลูกจ้างใหม่จะไม่ได้รับเงินเยียวยา เพราะเงื่อนไขการเยียวยาของประกันสังคมคือต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ส่วนคนที่นายจ้างไม่ได้เข้าประกันสังคมจะได้เงินแค่ 2,000 บาท

ถามว่ามันเป็นความผิดอะไรของลูกจ้างประกันสังคมไหม? ถามว่ามันเป็นความผิดอะไรของลูกจ้างที่นายจ้างไม่ยอมเข้าระบบ? ถามว่าแรงงานข้ามชาติที่สมทบประกันสังคม จะได้เงินเยียวยาหรือไม่? ยังไม่ต้องพูดถึงร้านอาหารที่ไม่ได้เข้าประกันสังคม ยินดีด้วยคุณจะได้เงิน 3,000 บาทถ้วน

โดยอีกประเด็นที่สำคัญ คือการที่รัฐบาลเลือกใช้มาตรการเยียวยาจากกองทุนประกันสังคม แทนที่จะใช้จากงบประมาณตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ

“จากการลดสมทบกองทุนประกันสังคม 4 ครั้ง รวม 88,831 ล้านบาท และจากเยียวยาจากเหตุสุดวิสัย 2 ครั้ง รวม 11,400 ล้านบาท รวมแล้วใช้ไปกับโควิดประมาณ 100,321 ล้านบาท รวมครั้งนี้ด้วยก็จะเป็นเงินกว่า 103,731 ล้านบาท

ต้องย้ำอีกครั้ง เงินประกันสังคมเป็นการสมทบระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล เพื่อดูแลสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงานในปัจจุบันและอนาคต จึงไม่ใช่งบประมาณที่จะนำออกมาใช้เยียวยาในยามวิกฤติ ดังนั้นบอร์ดประกันสังคมที่นั่งอยู่ตอนนี้แล้วอนุมัติเงินให้รัฐบาลใช้ควรตระหนักไว้ด้วยว่าคุณกำลังขูดเลือดเนื้อผู้ประกันตนทั้งประเทศเพื่อนำเงินไปใช้ในสิ่งที่ผิดวัตถุประสงค์

ที่ผ่านมา รัฐล้วงเอาเงินกองทุนประกันสังคมไปมากแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก็มีเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 2 ฉบับคือ 1 ล้านล้าน และ 5 แสนล้าน พร้อมจ่ายเยียวยาให้ตรงวัตถุประสงค์อยู่แล้ว” นางสาวศิริกัญญากล่าว

โดยรองหัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจะไม่วี่แววว่ารัฐบาลจะคืนเงินให้กองทุนประกันสังคมแล้ว ในร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2565 ประกันสังคมยังถูกตัดงบลงอีกเกือบ 2 หมื่นล้านบาท


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ป.ป.ช. ชี้มูลฯ กิตติรัตน์ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีการเอื้อประโยชน์ “สยามอินดิก้า” บริษัทค้าข้าวชื่อดัง เป็นผู้ส่งมอบข้าวให้ “BULOG” พร้อม ฟัน อดีตบิ๊ก อคส.-เอกชน ผิดหลายกระทง

นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยละเว้นไม่ควบคุมดูแลหรือสั่งการให้มีการตรวจสอบ กรณีองค์การคลังสินค้าคัดเลือกบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ให้เป็นผู้ส่งมอบข้าวให้ BULOG ประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งนี้ จากการไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2554 องค์การคลังสินค้ากับองค์การสำรองอาหาร หรือ BULOG ของรัฐบาลอินโดนีเซีย ทำสัญญาซื้อขายข้าว ปริมาณ 300,000 ตัน ในราคาตันละ 559 เหรียญสหรัฐ และเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาดังกล่าว องค์การคลังสินค้าจึงได้ออกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการค้าข้าวให้เสนอขายข้าวขาว 15% เพื่อส่งมอบให้แก่ BULOG ของรัฐบาลอินโดนีเซีย 

โดยวิธียื่นซองเสนอราคา ในวันที่ 13 ธันวาคม 2554 โดยไม่ปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวได้มีการประกาศเป็นการทั่วไปซึ่งไม่ชอบด้วยระเบียบองค์การคลังสินค้าว่าด้วยการจัดซื้อสินค้าเพื่อการค้าปกติ พ.ศ. 2541 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 มีผู้ยื่นซองเสนอราคา จำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และบริษัท นครสวรรค์ค้าข้าว จำกัด ซึ่งทั้งสองบริษัทได้มอบอำนาจให้พนักงานของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เป็นผู้มายื่นซองเสนอราคา ผลการพิจารณาคุณสมบัติปรากฏว่า บริษัท นครสวรรค์ค้าข้าว จำกัด ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ จึงเหลือเพียงบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เพียงบริษัทเดียว นายสุรศักดิ์ ศรีประภา ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้าและได้รับมอบหมายให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าในขณะนั้น จึงได้อนุมัติให้บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เป็นผู้ส่งมอบข้าวให้แก่ BULOG ของรัฐบาลอินโดนีเซีย 

นายนิวัติไชย กล่าวว่า โดยองค์การคลังสินค้าได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายข้าวกับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำนวน 100,000 ตัน ราคาตันละ 559 เหรียญสหรัฐ และต่อมาองค์การคลังสินค้าได้มีการทำบันทึกต่อท้ายสัญญากับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เพื่อตกลงซื้อขายข้าวเพิ่มเติมอีก จำนวน 200,000 ตัน โดยไม่มีการออกประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไปให้ผู้ประกอบการค้าข้าวเสนอราคาขายข้าวเพื่อแข่งขันราคากันแต่อย่างใด กรณีดังกล่าวจึงถือได้ว่านายสุรศักดิ์ นายพิทีรต์ ตั้งพสสวัสดิ์ หรือนายพิพรรธารย์ มาตธินินทร์ รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า และนายสมศักดิ์ วงศ์วัฒนศานต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ได้ร่วมกระทำไปโดยมุ่งหมายและมีวัตถุประสงค์ ที่จะเอื้ออำนวยให้บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ได้เข้าเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับองค์การคลังสินค้าและไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่น โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่องค์การคลังสินค้า

นายนิวัติไชย กล่าวว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้อีกว่า ภายหลังจากที่องค์การคลังสินค้าได้คัดเลือกบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ให้เป็นผู้ส่งมอบให้แก่ BULOG ของรัฐบาลอินโดนีเซีย ตัวแทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้เข้าพบนายกิตติ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทักท้วงว่าการคัดเลือกบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ให้เป็นผู้ส่งมอบข้าวให้ BULOG ประเทศอินโดนีเซีย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งนายกิตติรัตน์ ทราบข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่าองค์การคลังสินค้าได้คัดเลือกบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ให้เป็นผู้ส่งมอบข้าวให้ BULOG ประเทศอินโดนีเซีย แต่นายกิตติรัตน์ ไม่ใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้มีการตรวจสอบ หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อยับยั้งหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขององค์การคลังสินค้าดังกล่าว กลับแจ้งแก่ผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย รวมถึงให้ข่าวแก่สื่อมวลชนว่าจะไม่มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว โดยกล่าวอ้างว่าการดำเนินการขององค์การคลังสินค้าเป็นไปโดยชอบ และทางฝ่าย BULOG ของรัฐบาลอินโดนีเซีย เป็นผู้เลือกบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด แต่ปรากฏว่า BULOG ไม่เคยให้ข้อเสนอแนะหรือแนะนำรายชื่อผู้ส่งออกข้าวให้กับองค์การคลังสินค้าแต่อย่างใด แสดงให้เห็นเจตนาว่าต้องการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ได้เป็นผู้ส่งมอบข้าวให้แก่ BULOG ของรัฐบาลอินโดนีเซีย แต่เพียงผู้เดียว 
 
นายนิวัติไชย กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังต่อไปนี้ การกระทำของนายกิตติรัตน์ มีมูลความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 ส่วนการกระทำของนายสุรศักดิ์ นายพิทีรต์ดิ์ หรือนายพิพรรธารย์ นายสมศักดิ์ และบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด กับพวก มีมูลความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติ  ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 11 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

“จุรินทร์” เชื่อไม่มีอุปสรรค์ สามารถเดินหน้าแก้รธน.ได้ ขอทุกฝ่ายอย่าตั้งแง่ว่าเป็นร่างของใคร ชี้ถ้าไม่ร่วมใจกันโอกาสสำเร็จยาก ส่วนส.ว.เตรียมยื่นศาลรธน.ตีความเป็นเรื่องแต่ละบุคคล

ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายฯและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรปคระชาธิปัตย์ อาจมีปัญหา ว่า ได้คุยกับหลายพรรคการเมือง และนักกฎหมาย ฝ่ายกฎหมายของหลายฝ่าย รวมทั้งประสภการณ์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตนจึงไม่คิดว่าจะมีปัญหา แต่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ เพราะการเขียนหลักการณ์เป็นการเขียนกว้าง ๆ ว่าต้องแก้เรื่องอะไรด้วยเหตุผลอะไร เมื่อไปสู่วาระที่สอง ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภาที่ต้องไปปรับปรุงแก้ไขมาตราอื่น ๆ ที่ยังขัดแย้งกับหลักการให้สอดคล้องได้ แม้แต่แก้ตัวเลขมาตราอื่น ๆ ก็แก้ได้ เพราะถ้าผลของการรับหลักการณ์ทำให้ต้องเพิ่มมาตรา มาตราที่เหลือก็ต้องขยับชื่อตัวเลขก็สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่รับหลักการ แม้ระบุไว้แค่ 2-3 มาตรา แต่มาตราไหนที่แก้แล้วขัดแย้งกับมาตราหลักก็สามารถแก้ไขได้ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ตนจึงไม่คิดว่าจะมีอุปสรรค์อะไรในการที่จะเดินหน้าต่อไปได้ และขณะนี้ก็มีผู้เริ่มยื่นเรื่องขอแปรญัตติเข้าไปที่กมธ.แล้ว 

ส่วนกรณีมี ส.ว. เตรียมจะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ ร่างที่ 13 ของพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ กล่าวว่า สุดแล้วแต่ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่แต่ละบุคคล แต่ละกรณีจะดำเนินการไป แต่สำหรับตน และพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าร่างที่รับหลักการไปสามารถเดินหน้าไปได้ตามขั้นตอนกระบวนการปกติ ตามข้อบังคับของรัฐสภาได้ และความจริงก็อยากให้ช่วยกันที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้ 

“อะไรที่ไม่จำเป็น ก็ไม่ควรไปตั้งแง่ ว่าเป็นร่างของพรรคไหน เป็นร่างของใคร อย่างไร เพราะสุดท้ายมันก็คือความร่วมมือร่วมใจของ ทั้ง ส.ส. รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน และส.ว.ถ้าสามฝ่ายไม่ร่วมใจกัน โอกาสจะประสบความสำเร็จ มันก็ยาก และผมก็เชื่อว่าทุกฝ่ายก็อยากเห็นประเทศเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปได้ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ได้อย่างยั่งยืน นั่นก็คือการที่จะเดินหน้าไปสู่วิถีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังเดินอยู่ ขั้นตอนกระบวนการของการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว 

“อนันต์”เสียงอ่อน เป็นผู้แทนฯไม่สามารถเลี่ยงการประชุมสภาฯได้ กำชับทุกฝ่ายปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด พร้อมแจงเลื่อนประชุม กมธ.กิจการสภาฯเพื่อทบทวนมาตรการให้รอบคอบ ชี้ไม่ใช่ห่วงแค่ ส.ส.ต้องคิดถึง “รก.-จนท.-ผู้ชี้แจง ด้วย

นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 30 มิ.ย.-1 ก.ค. ว่า เท่าที่สอบถาม ส.ส.หลายคนมีความกังวลต่อสถานการณ์โควิดในพื้นที่ กทม.ที่รุนแรงมากขึ้น พบการติดเชื้อที่รวดเร็วในวงกว้าง มีข้อมูลทางการแพทย์ว่าอาจเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่ติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังเชื่อว่ามีผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการและไม่ได้รับการตรวจอีกเป็นจำนวนมาก ในฐานะประธาน กมธ.ฯ ชพยายามประสานงาน และกำชับให้ ส.ส.และผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเข้มงวด และเคร่งครัด เพื่อให้การทำงานของสภาฯ ทั้งในส่วนของการประชุมสภาฯ และการประชุมของ กมธ.ดำเนินไปได้โดยไม่ก่อปัญหาหรือสร้างคลัสเตอร์ใหม่ขึ้นมา ส่วนที่ระบุว่า ส.ส.บางพรรคจะไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯนั้น ก็เป็นเพียงการให้ข้อมูลตามที่ได้พูดคุยสอบถามถึงข้อกังวลเป็นการภายในเท่านั้น
        
“คนเป็นผู้แทนฯ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการประชุมสภาฯ ได้ เพราะเป็นหน้าที่ที่สำคัญในการติดตามและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้การประชุมหรือการดำเนินภารกิจใด ๆ ในสภาฯขณะนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ต้องไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาซ้ำเติม เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นนอกเหนือจากการดูแลตัวเองตามมาตรการทางสาธารณสุขแล้ว ยังต้องกำชับและขอความร่วมมือผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรการของทางรัฐสภาอย่างเคร่งครัดด้วย” นายอนันต์ กล่าว
        
ส่วนกรณีออกคำสั่งเลื่อนประชุม กมธ.กิจการสภาฯออกไปอย่างน้อย 30 วันหรือจนกว่าสถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลงนั้น นายอนันต์ กล่าวว่า เป็นเพียงการเลื่อนเพื่อพิจารณาตามสถานการณ์ และทบทวนมาตรการทางสาธารณสุขในการคัดกรองผู้เข้าร่วมประชุม โดยต้องตรวจสอบความพร้อมของ กมธ.และผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องการตรวจเชื้อ และการรับวัคซีน เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลต่าง ๆ ซึ่งการทำงานในสภาฯ ไม่เพียงแต่ถามความเห็นของ ส.ส.เท่านั้น เราต้องคำนึงถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้ชี้แจงด้วย หากทุกฝ่ายมีความมั่นใจ และเห็นตรงกันว่ามีความพร้อม ยืนยันว่า กมธ.กิจการสภาฯก็จะนัดประชุมทันที

ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจกลางคืน-ธุรกิจบันเทิง ร้อง นายกฯ เยียวยาผู้ประกอบการ คนกลางคืน 

ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล สมาพันธ์ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจกลางคืนและธุรกิจบันเทิงแห่งประเทศไทย นำโดย นายนนทเดช บูรณะสิทธิพร ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อเสนอแนวทางให้รัฐบาลมีมาตรการเยียวยากับผู้มีอาชีพธุรกิจกลางคืน

นายนนทเดช กล่าวว่า การระบาดโควิดระลอก 3 และมีข้อกำหนดให้ปิดสถานบริการ ทำให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ได้มีแค่เจ้าของธุรกิจ แต่ยังมีพนักงานสาขาอาชีพอื่น จึงขอให้นายกฯพิจารณามาตรการเยียวยาเพื่อให้ความเป็นธรรม

โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษก ประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. เป็นตัวแทนรับหนังสือ กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม ศบค.เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป

“ที่ปรึกษาชวน” ดึงสติ “อนันต์” หลังตื่นตระหนกกลัวโควิด แจง ถามศบค.แล้วประชุมไม่ใช่จัดกิจกรรม ย้อน พปชร.ทำไมไม่เข้าประชุม ยันสภาไม่ล่มจมแน่นอน 

ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร ขอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งงดการประชุมสภาฯ ในสัปดาห์นี้และเตือนว่าหากยังเดินหน้าประชุมสภาอาจจะล่มได้นั้น ว่า นายชวนยืนยันว่ายังคงมีการประชุมสภาในวันที่ 30 มิ.ย.และ 1 ก.ค. เพราะมีส.ส.จำนวนหนึ่งประสานมาว่าจะมาประชุม ดังนั้นจึงไม่สามารถปิดโอกาสการทำหน้าที่ของส.ส.ได้ แม้จะบอกว่าพรรคพลังประชารัฐปฏิเสธเข้าร่วมประชุม ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกเพราะดูตามระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 30 มิ.ย. ล้วนแต่เป็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เสนอโดยรัฐบาลท้ังสิ้น จำนวน 6 ฉบับและยังเสนอเป็นเรื่องด่วนอีกด้วย แต่ทำไมพรรคพลังประชารัฐจะไม่เข้าร่วมประชุม ซึ่งถึงเวลาในวันพรุ่งนี้ก็คงจะทราบกันว่าองค์ประชุมจะครบหรือไม่ แต่ตนเชื่อว่าสภาไม่ล่มและไม่ล่มจมแน่นอน ดังนั้นขอให้ใช้สติพิจารณาอย่าตื่นตระหนก เพราะที่ผ่านมาสภาสามารถควบคุมดูแลการแพร่ระบาดโควิด-19 มาโดยตลอด 

นพ.สุกิจ กล่าวต่อว่า นอกจากมาตรการต่างๆ ที่เข้มข้นแล้ว สภายังได้รับการรับรองจากกรมควบคุมโรค และยังได้รับการจัดสรรวัคซีนให้กับส.ส.ที่ได้รับการฉีดมาเรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เมื่อส.ส.ฉีดไปแล้วจึงเชื่อว่าเมื่อมาประชุมก็จะมีความเสี่ยงน้อยต่อการติดเชื้อ แต่หากเกรงว่าอยู่ในห้องประชุมจะไม่ปลอดภัย นายชวนเคยแนะนำนายอนันต์ว่าเมื่อลงชื่อแล้วให้ไปรับฟังการประชุมในห้องส่วนตัวที่ทางสภาจัดไว้ให้ก็ได้ เมื่อถึงเวลาค่อยมาลงมติ ส่วนกรณีที่ส.ส.มาประชุมที่กทม.แล้วกลับไปต่างจังหวัดจะต้องถูกกักตัว 14 วันในพื้นที่ตนเองนั้น ข้อกำหนดทุกจังหวัดมีข้อยกเว้นให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วจะไม่โดนกักตัว ดังนั้นไม่ต้องกลัว ถ้ามีใบรับรองฉีดวัคซีนยืนยันเชื่อว่าแต่ละจังหวัดคงมีเหตุผล 

นพ.สุกิจ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่บอกว่าหากมีการจัดประชุมสภาจะถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและข้อกำหนดของศบค.ที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.นั้น ทางสภาไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งนี้เป็นการจัดประชุมไม่ใช่การจัดกิจกรรม ถือเป็นหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาสภาเคยทำหนังสือสอบถามศบค.แล้ว และศบค.ก็เห็นชอบมาตรการโควิดของสภา พร้อมกับให้จัดประชุมได้ตลอดสมัยการประชุมนี้ ล่าสุดรองเลขาธิการสภาก็ได้ทำหนังสือสอบถามศบค.อีกครั้งว่าสภาต้องทำหนังสือขออนุญาตอีกหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่ต้องขออนุญาตแล้ว แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มข้น ดังนั้นการประชุมสภาไม่ใช่การฝ่าฝืนกฎหมาย 

“ประธานสภาตระหนักในอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีเหตุผลที่จะหยุดทำงาน” นพ.สุกิจ กล่าว

กลุ่มไทยไม่ทน เปิดธรณีกันแสง อ้าง ประจานศพ พิษโควิด ล้อ ‘บิ๊กตู่’ นะจ๊ะๆ ท่ามกลางเสียงร้องไห้ประชาชน จตุพร นัด รวมตัวขอพรศาลหลักเมือง พรุ่งนี้ ก่อน เสาร์ ยังนัด ผ่านฟ้าเวลาเดิม

กลุ่มไทยไม่ทน นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ยื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับอ่านประกาศ #ไทยไม่ทน ความทุกข์ร้อนของประชาชน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีหยุดยินดีปรีดา หัวเราะร่า ท่ามกลางคราบน้ำตา และงานศพของประชาชน โดยได้มีการแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ นอนราบกับพื้น คลุมด้วยผ้าขาวบาง เปรียบเสมือนคนตายสามศพจาก การติดเชื้อ โควิด-19 ไม่ได้รับวัคซีน และพิษเศรษฐกิจ พร้อมสาดน้ำแดง เปรียบเสมือนเลือดประชาชน ขณะเดียวกันมีบุคคลแต่งกายสวมหน้ากากเป็นใบหน้าของพล.อ.ประยุทธ์ ล้อเลียนเสียงของนายก ประโยคการอ่านข้อกำหนดฉบับที่ 25 และได้มีการเอ่ยคำว่านะจ๊ะออกมา พร้อมกันนี้ได้เปิดเพลงคำนี้กันแสงควบคู่ไปด้วย

นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำไทยไม่ทน อ่านแถลงการณ์ระบุว่า มาตรการของรัฐบาลและศบค. ไม่เคยเห็นหัวประชาชน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการระบาดร้ายแรงของ โควิด-19 ได้ นับวันยิ่งมีผู้ติดเชื้อมากขึ้น จนน่าสงสัยว่าพาหะที่สำคัญของโคโรนา น่าจะเป็นหัวใจที่มืดบอดของพล.อ.ประยุทธ์ ที่แม้แต่ยาบำรุง คืออำนาจพิเศษตาม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ไม่สามารถนำประเทศฝ่าข้ามวิกฤตไปได้ นอกจากนี้ยังค้ากำไรส่วนเกินจากวัคซีนโควิด โดยใช้งบประมาณแผ่นดินไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน กู้เงินในอนาคตมาจำนวนมหาศาลไม่ใหญ่ดีหนี้สินของลูกหลานที่จะต้องจ่ายในภายหน้า ซึ่งปัจจุบันมีคนตกงานและฆ่าตัวตายมากมายหลายวันท่ามกลางน้ำตาเสียงร้องไห้ที่กล้ำกลืนอุกอั่งคั่งแค้นในใจจนสุดจะทน แต่นายกและพวก กลับยืนยิ้มหัวเราะร่า อยู่ในทำเนียบท่ามกลางงานศพของประชาชนทั้งแผ่นดิน 

ด้านนายจตุพร กล่าวว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ระบุ ถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายนั้นตนมองว่าพล.อ.ประยุทธ์ คือนายกฯที่พูดจาหยาบคายที่สุด ตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมา ถ้าอยากให้พูดเพราะตนจะขอพูดว่า พณฯ พลเอกประยุทธ์ โปรดลาออกได้แล้วนะจ๊ะ ส่วนที่บอกว่านายกทำงานหนัก และเจอปัญหาหนักกว่าประชาชนนั้น ตนมองว่าท่านหนักแผ่นดิน ไม่เข้าใจความรู้สึกประชาชนว่าทุกข์หนักขนาดไหน การประกาศข้อกำหนดลักหลับ โดยไม่รู้จักเวล่ำเวลา และได้แต่เสียงร้องไห้ของประชาชน ส่วนหลักคิดการปิดแคมป์กลาย เป็นการกระจายเชื้อไปทั่วประเทศ ไม่มีขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์สายเกินแกงแล้วไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าบริหารงานต่อไป ประชาชนจะเดินหน้าขับไล่ 

โดยในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 13.00 น. นัดรวมตัวกันที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์เพื่อเดินไปศาลหลักเมืองปกครองเพื่อขอพรให้คุ้มครองคนไทยให้รอดพ้นจากการปกครองระบอบประยุทธ์ เพราะถ้ายังบริหารต่อไปประเทศจะเกิดจราจล และยืนยันวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคมนี้ เวลา 16.00 น. จะรวมตัวกันที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศแล้ว เวลา 18.30 จะเดินขบวนมาที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง

นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้คนไทยทำฉันทามติ เพื่อเสนอชื่อบุคคล มาทำหน้าที่แทนพล.อ.ประยุทธ์ ขอให้เป็นใครก็ได้เพื่อมาแก้ปัญหา 3 ด้าน ได้แก่ ปัญหา โควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหารัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นของประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top