Tuesday, 9 June 2026
POLITICS NEWS

‘ไอซ์ รักชนก’ แจงปมแม่บ้านสภาฯ แอบถ่ายภาพห้องทำงาน ชี้!! ที่แม่บ้านต้องผิดกฎฯ เพราะมีคน ‘หลอกใช้’ เป็นเครื่องมือ

(20 ธ.ค. 66) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork’ ระบุว่า…

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาถ่ายรูปห้องทำงานที่สภาของไอซ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่สภา ตามมาด้วยความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นจากเรื่องการรักษาความปลอดภัยของสภาไปยังเรื่องอื่น ๆ ไอซ์จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้ 

1) ในสัปดาห์ที่แล้ว มีการนำภาพห้องทำงานของไอซ์ ซึ่งอยู่บริเวณพื้นที่ชั้นในของรัฐสภา เผยแพร่บนเพจ Facebook เพจหนึ่งที่จัดตั้งไว้เพื่อกล่าวหาพรรคก้าวไกล และต่อมามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าการเผยแพร่ดังกล่าวนำไปสู่การไล่แม่บ้านสภาออกจากงาน

2) พื้นที่บริเวณห้องทำงานของ สส.ทุกคน เป็นพื้นที่ชั้นในของรัฐสภา ระบบรักษาความปลอดภัยวางกฎไว้ว่าต้องมีการสแกนบัตรเพื่อเข้าถึง เมื่อเกิดเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงทำการสืบสวนว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามาแอบถ่ายรูปหรือไม่ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นแม่บ้านที่ไม่มีส่วนรับผิดชอบทำงานในบริเวณดังกล่าวเข้ามาถ่าย เนื่องจากมีผู้ช่วย สส. พรรครัฐบาลบอกให้แม่บ้านสภาไปถ่ายรูปห้องดังกล่าว โดยอ้างว่าต้องการจะติดฟิล์มบนกระจกแบบห้องนั้น แม่บ้านจึงไปถ่ายรูปส่งให้

3) เนื่องจากในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์ที่มีบุคคลภายนอกแอบเข้ามาถ่ายรูปหรือขโมยเอกสารสำคัญ (ลองนึกถึงช่วงเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือข้อมูลทุจริตคอร์รัปชัน) ฝ่ายรักษาความปลอดภัยสภาจึงมีข้อตกลงกับฝ่ายรักษาความสะอาด ว่าจะมีการแบ่งแม่บ้านแต่ละคนให้ทำงานอยู่ประจำแต่ละโซน ไม่สามารถข้ามไปทำกิจกรรมนอกพื้นที่รับผิดชอบ เป็นกฎที่แม่บ้านทุกคนได้รับทราบก่อนเข้าทำงานที่รัฐสภา

4) เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพบว่าแม่บ้านคนดังกล่าวทำผิดกฎ จึงมีคำสั่งให้ย้ายไปทำงานแม่บ้านที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า แต่แม่บ้านทำหนังสือลาออกกลับมา 

5) หลังจากไอซ์รับทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงได้พูดคุยกับฝ่ายรักษาความปลอดภัย ขอให้ทบทวนคำสั่งย้าย ไม่ควรลงโทษแม่บ้านคนดังกล่าวที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นความผิดของผู้จ้างวานซึ่งรู้กฎของรัฐสภาอยู่แล้ว ไม่ใช่เจตนาโดยตรงของแม่บ้านที่จะละเมิดกฎความปลอดภัยของสภา  

ทั้งนี้ ไอซ์ได้ทำหนังสือถึงฝ่ายรักษาความปลอดภัยและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรชี้แจงเรื่องทั้งหมดแล้ว

‘ศาล รธน.’ นัดชี้ชะตา ‘พิธา’ ถือหุ้นไอทีวี 24 ม.ค.67 แถมระทึกต่อ!! เตรียมไต่สวนคดีแก้ ม.112 จันทร์หน้า

(20 ธ.ค.66) ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่าได้ไต่สวนพยานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่จากกรณี เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยมีพยานรวม 3 ปากคือนายแสวง บุญมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายคิมห์ สิริทวีชัย ตอบข้อซักถามของศาลและของคู่กรณีคดีเป็นอันเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 24 ม.ค 2567 เวลา 14:00 น.

ส่วนคดีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร อดีตทนายความของพระพุทธะอิสระ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ...เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลฯ ได้มีการอภิปรายเพื่อเตรียมการไต่สวนในวันจันทร์ที่ 25 ธ.ค.เวลา 9.30 น. 

‘สุริยะ’ โชว์ผลงาน ‘99 วัน 9 เรื่องเด่น’ สนองนโยบาย Quick Win โปรเจกต์เชื่อม ‘บก-น้ำ-ราง-อากาศ’ ดัน ศก.โต-ประชาชนอยู่ดีมีสุข

(20 ธ.ค. 66) ณ ห้องราชดำเนิน อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในการแถลงผลงาน 99 วัน 9 เรื่องเด่น โครงการสำคัญเร่งด่วน พร้อมขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม ตามนโยบาย Quick win พร้อมด้วยนางมนพร เจริญศรี และนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า ในระยะเวลา 99 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินโครงการ และนโยบายต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ รวมถึงการให้บริการระบบคมนาคมขนส่งในทุกมิติเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบาย Quick win ของรัฐบาล

ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลา 99 วันที่ผ่านมา มี 9 โครงการเด่นที่กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการ และผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม ดังนี้ 

1. มาตรการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาท หรือนโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ใน 2 โครงการ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - คลองบางไผ่ และโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน ซึ่งถือเป็นนโยบาย Quick Win นโยบายแรกของรัฐบาล ส่วนการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในโครงการรถไฟฟ้าในเส้นทางอื่น ๆ นั้น ขณะนี้ กระทรวงคมนาคม อยู่ระหว่างการหารือและพิจารณาร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่า จะสามารถเปิดให้ใช้บริการได้ในระยะต่อไป

2. การเปิดใช้ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 24 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2566 เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินในปัจจุบัน และกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว รวมถึงรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารที่เดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

3. เปิดอาคารเทียบเครื่องบินรอง หลังที่ 1 (SAT-1) พร้อมทั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติเชื่อมต่อระหว่างอาคาร SAT-1 กับอาคารผู้โดยสารหลัก ซึ่งได้เปิดให้บริการแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2566 โดยทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวของประเทศตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

4. เร่งรัดการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) โดยเตรียมเปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรี 2 เส้นทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 คือ มอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) ช่วงปากช่อง - ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ระยะทาง 77 กม. และมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) ช่วงนครปฐม ฝั่งตะวันตก – กาญจนบุรี ระยะทาง 51 กม. และเปิดให้บริการใช้งานฟรีต่อเนื่องจนกว่าด่านเก็บค่าผ่านทางจะแล้วเสร็จ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ยังได้เร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ เส้นทางนครปฐม - ชุมพร และได้เปิดให้บริการช่วงสถานีบ้านคูบัว จ.ราชบุรี ถึงสถานีสะพลี จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนถึงจุดหมายได้เร็วขึ้นถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเดินทางของประชาชน รวมทั้งการขนส่งสินค้า โดยไม่ต้องเสียเวลาในการรอหลีกขบวนรถอีกต่อไป

5. การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ โดยการยกมาตรฐานและปลอดภัยท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นโดยการให้บริการด้วยระบบตั๋วร่วม พร้อมทั้งออกแบบรองรับผู้ใช้บริการทุกประเภท โดยมีแผนพัฒนาท่าเรือเป็นสถานีเรือ (ระบบปิด) ทั้งหมด 29 ท่า ซึ่งขณะนี้ปรับปรุงเสร็จแล้ว จำนวน 9 ท่า อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงและก่อสร้าง จำนวน 5 ท่า และในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 15 ท่า จะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องต่อไป

6. เดินหน้าโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย - อันดามัน (Landbridge) โดยกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดดำเนินโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้เริ่มดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศ (Road Show) โดยล่าสุดได้ร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ Landbridge ในการประชุมเอเปค ครั้งที่ 30 ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงการประชุมสุดยอดอาเซียนญี่ปุ่น สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน - ญี่ปุ่น ซึ่งการประชุมในครั้งนี้มีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นสนใจเป็นจำนวนมาก

7. การปรับเปลี่ยนรถยนต์ใช้น้ำมัน (สันดาป) เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงรถสาธารณะทุกชนิดให้เป็น EV โดยกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพิจารณาเปลี่ยนรถยนต์สันดาปที่หมดอายุสัญญาเช่าให้เป็นรถยนต์ EV ซึ่งจะนำร่องกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ที่จะทยอยปรับเปลี่ยนรถที่ให้บริการในท่าอากาศยานทั้งหมด ให้เป็นรถยนต์ EV รวมถึงรถส่วนกลางที่จะหมดสัญญาเช่า จะเริ่มสัญญาเช่ารถใหม่ให้เป็นรถยนต์ EV ด้วย เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศ หรือฝุ่นละออง PM 2.5 สอดรับนโยบายอากาศสะอาดเพื่อประชาชน

8. โครงการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ การพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต (ระยะที่ 2) คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2572, โครงการก่อสร้างขยายช่องจราจร ทล.4027 ช่วง บ.พารา - บ. เมืองใหม่, โครงการทางพิเศษ สายกระทู้ - ป่าตอง, การพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตแห่งที่ 2 จ.พังงา โดยขณะนี้ ทอท. อยู่ระหว่างทบทวนข้อกำหนดรายละเอียดในการจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการในเบื้องต้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 (ช่วงท่าอากาศยานฯ - ห้าแยกฉลอง) ซึ่งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพ (รฟม.) อยู่ระหว่างศึกษาทบทวนรายละเอียดความเหมาะสมของโครงการฯ เพื่อให้โครงการฯ เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนตามข้อสั่งการของกระทรวงคมนาคม คาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2574 อย่างไรก็ตาม โครงการในจังหวัดภูเก็ตที่กล่าวมานั้น จะสามารถลดปัญหาการจราจร และเพื่อเสริมศักยภาพให้เมืองท่องเที่ยวระดับโลก

9. การปราบส่วยทางหลวง แก้ปัญหาการทุจริต โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งแก้ไขปัญหาอย่างเคร่งครัดรวมถึงแก้ไขข้อกฎหมายให้มีบทลงโทษมากขึ้น รวมถึงมีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยในช่วงที่ผ่านมานั้น ทุกหน่วยงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว

“สำหรับทั้ง 9 ผลงาน และโครงการทั้งหมดที่กล่าวมานั้น จะสามารถขับเคลื่อนภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาระบบคมนาคมให้มีมาตรฐานตามระดับสากล รวมถึงเพื่อยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น และกระจายความเจริญไปสู่ทุกภูมิภาค” นายสุริยะ กล่าว

‘ชัยธวัช’ รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ทำหน้าที่ถ่วงดุลรัฐบาล

(20 ธ.ค. 66) ที่รัฐสภา มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 10 โดยมี นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 2 และสส.ของพรรคก้าวไกล รวมถึงข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ร่วมในพิธีดังกล่าว และร่วมแสดงความยินดี ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มี สส.จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้แม้แต่คนเดียว

ด้านนายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะประธาน สส.พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงกรณีที่ สส.ประชาธิปัตย์ไม่ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับนายชัยธวัช ที่ได้รับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ว่าเนื่องจากได้รับแจ้งตอนเข้าประชุมวิปฝ่ายค้าน ช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.โดยนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ทำหน้าที่ ประธานวิปฝ่ายค้านบอกว่า ถ้าว่างให้เชิญมาร่วมพิธี รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งก็ได้ขอโทษไปแล้วว่า สส. ส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัดและเดินทางมาในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว จึงไม่ได้เตรียมชุดขาวปกติมาเพื่อมาร่วมในพิธี แต่อย่างไรก็ตาม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการนัดพูดคุยกับผู้นำฝ่ายค้านอยู่แล้ว จึงจะใช้โอกาสดังกล่าวในการแสดงความยินดี

‘ชัยธวัช’ เชื่อ!! คดีแก้ ม.112 ไม่ถึงขั้นยุบพรรค ชี้ ไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้

(20 ธ.ค.66) - นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการต่อสู้ในคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล และพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง หลังมีความพยายามเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ฝ่ายกฎหมายได้เตรียมพร้อมและส่งเอกสารชี้แจงเพื่อประกอบการไต่สวน ในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ เชื่อว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลไม่เป็นความผิดตามคำร้อง แต่ต้องรอและหวังว่าเมื่อไต่สวนแล้ว หากไม่มีการไต่สวนเพิ่ม คาดว่าศาลจะนัดวิจิจฉัยในช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือ ต้น ก.พ.67

“ผมไม่กังวลว่าจะไปถึงการยุบพรรคเพราะคดีนี้เป็นการร้องให้ยุติการกระทำ ไม่สามารถไปไกลถึงเรื่องยุบพรรคได้ ทั้งนี้พรรคต่อสู้เต็มที่ และการเสนอร่างกฎหมายใดๆ ไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ เพราะกระบวนการทางนิติบัญญัติมีกรอบชัดเจนว่าไม่สามารถขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวย้ำด้วยว่า ในกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น สามารถเกิดได้ทั้งก่อนหรือหลังประกาศใช้ โดยศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขกฎหมายใด ไม่เฉพาะมาตรา 112 เท่านั้น ซึ่งในกระบวนการทางนิติบัญญัติไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ด้วยตัวของร่างกฎหมายนั้นๆ

'เพจดัง' เผย!! แม่บ้านสภาถูกบีบให้ออกจากงาน หลังถ่ายรูปภายนอกห้องทำงาน 'ไอซ์ รักชนก'

(20 ธ.ค.66) เพจ 'วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

#ทุกคนคะ แม่บ้านสภาถูกบีบให้ออกจากงานแล้วค่ะ 

แม่บ้านคนที่ถ่ายรูปภายนอกห้องทำงาน สส. ไอซ์ รักชนก ถูกกลุ่มอิทธิพลบีบบังคับให้เซ็นใบลาออก

หนูเสียใจมาก ไม่คิดว่าการให้แม่บ้านถ่ายรูปห้องทำงาน สส. ที่มาจากภาษีประชาชนจะส่งผลแบบนี้

พวกคุณจะกลัวอะไรคะ ถ้าไม่ได้ทำผิด แม่บ้านก็อายุ 65 ปีแล้ว จะไปทำอะไรพวกคุณได้ แถมคุกคาม ข่มขู่ เอาโทรศัพท์แม่บ้านไปหาข้อมูลอีก

ยังโชคดีที่ผู้ใหญ่ช่วยรับไปทำงานฝั่ง สว. รับไปทำงานเดือนหน้า แต่พรุ่งนี้หนูจะให้ทีมงานไปให้กำลังใจและช่วยค่าทำขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ

สส. ก้าวไกล พวกคุณใช้อำนาจรังแกประชาชนแบบนี้ มีแต่เขาจะเกลียดพวกคุณ ไล่ออกไป 1 แต่มีนาตาชา อาสาเพิ่มอีกเป็น 10 

หนูขอประกาศสงครามกับพรรคก้าวไกลค่ะ

นอกจากนี้ ทางเพจ 'วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร' ยังได้โพสต์ตั้งข้อสังเกตห้องของ 'ไอซ์ รักชนก' อีกด้วยว่า...

#ทุกคนคะ หนูเห็น สส.ก้าวไกลหลายคน ถ่ายคลิปห้องทำงาน สส. ลง tiktok เป็นว่าเล่น ทั้งภายในและภายนอกห้องไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

แล้วแม่บ้านแค่ถ่ายรูป ทำไม สส. ไอซ์ต้องให้ จนท. เปิดกล้องดู บีบแม่บ้านออกด้วยคะ ห้องคุณไอซ์มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นหรือคะ

‘นิรโทษกรรม’ ไม่ง่าย!! หาก ‘ก้าวไกล’ สอดแทรก 112 ‘พท.-รทสช.’ เดินหน้าปรองดอง แค่ไม่แตะสถาบันฯ

ว่าจะขยับเรื่อง 120 วันของนักโทษเทวดา ว่าจะเดินหน้าถอยหลังหรือออกข้างอย่างไร? แต่ขอขยักกั๊กไว้วันศุกร์สุดสัปดาห์ดีกว่า…

วันนี้ขอเคลียร์คัตชัดเจนเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ซักหน่อย!!

สรุปความตามท้องเรื่อง…เรื่องการนิรโทษกรรมมีการพูดถึงและเคลื่อนไหวกันอย่างกว้างขวางพอประมาณ แต่ในส่วนของการขับเคลื่อนที่จะให้เป็นจริงนั้นยังต้องรอดูของจริงกันต่อไป ในชั้นนี้พอจะสรุปได้ดังนี้…

1) พรรคก้าวไกล ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมาตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว ชื่อ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองพ.ศ....” โดยร่างนี้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นหรือทำประชาพิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 เรียบร้อยแล้ว มีผู้เห็นด้วยเพียงร้อยละ 28.37 แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามที่จะนำไปบรรจุเป็นวาระการประชุม

ประเด็นที่มีเสียงคัดค้านร่างของพรรคก้าวไกลก็คือ การเปิดทางให้มีการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์-สถาบันฯ

2) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ยกร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ...เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับ 20 สส.ได้ลงชื่อแล้วด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแก้ข้อความให้กระชับสมบูรณ์กว่าเดิม ทั้งนี้ร่างของพรรครทสช.มี 12 มาตรา นอกเหนือการนิรโทษกรรมให้กับความผิดอันเกี่ยวเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองแล้ว...จุดเน้นหนักคือ จะไม่นิรโทษกรรมกับ3 ความผิดคือ 1.คดีทุจริต 2.คดีความผิดตามมาตรา 112 และ 3.ความผิดอาญาร้ายแรงทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

กล่าวได้ว่าในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลพรรค รทสช.กล้าหาญชาญชัยกว่าพรรคอื่นๆ ในการแสดงจุดยืนให้บ้านเดินหน้าปรองดองสมานฉันท์ โดยไม่ออกอาการ ‘แหยง’ จนออกอาการ ‘กั๊ก’ กับคำว่านิรโทษกรรม...แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพรรค รทสช.จะยื่นร่างในสมัยประชุมนี้เลยหรือชะลอเอาไว้ก่อน รอไปพร้อมกับขบวนใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาล

3) ในส่วนของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทย เลือกหนทางให้เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการนิรโทษกรรม ในสมัยประชุมนี้นัยว่าเพื่อจะได้หาข้อสรุปเพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ในสมัยประชุมหน้า (เดือน ก.ค.-ต.ค.2567) ซึ่งหากไม่มีข้อถกเถียงกันมากรัฐบาลอาจเสนอร่างกฎหมายในนาม ครม.หรือรัฐบาลเลยก็เป็นได้…

4) อย่างไรก็ตาม...เนื่องจากรัฐบาลแทบจะไม่มีกฎหมายเสนอต่อสภาฯ นอกจากกฎหมายใหญ่อย่างร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีฯ 2567 ดังนั้นร่างกฎหมายที่รอคิวการพิจารณาส่วนใหญ่จะเป็นร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกล เช่น ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เป็นต้น...ทำให้ขณะนี้วิปฝ่ายรัฐบาลบางส่วนรู้สึกเป็นฝ่ายตั้งรับฝ่ายค้าน หากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับก้าวไกลถึงคิวการประชุมสมัยนี้ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไม่มีร่างกฎหมายประกบ ซึ่งหนทางเดียวก็คือ ต้องคว่ำร่าง พ.ร.บ.ของพรรคก้าวไกล...อันจะมีทั้งผลดีและผลเสีย…

กรณีดังกล่าว เสียงข้างน้อยในวิปรัฐบาล จึงอยากให้มีการเสนอร่างนิรโทษประกบเอาไว้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด ถ้าไม่ทันสมัยประชุมนี้ ก็ไม่มีอะไรเสียหายประมาณนั้น...

ดังที่ได้วิสัชนามา...ก็พอจะสรุปได้ว่า...การนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ก็พอจะเห็นแสงสว่างอยู่ วิบๆ วับๆ...ไม่เจิดจ้าแจ่มชัดเหมือนเส้นทางสู่คุกนอกเรือนจำอันหรูหราก่อนที่จะถึงวันเวลาพักโทษปลายเดือน ก.พ.ของชายไทยวัย 74 ที่อยู่ชั้น 14 มาจะครบ 4 เดือนในอีกวันสองวันนี้

สวัสดีประเทศไทย

เรื่อง: เล็ก เลียบด่วน

‘ขบวนการล้มเจ้า’ มักชอบอ้างวาทกรรมกากกลวง ‘ด่า = แสดงความคิดเห็น’ ดิ้นสุดฤทธิ์ให้ตนพ้นผิด

ผมค่อนข้างรังเกียจชุดความคิดที่ว่า “แค่แสดงความคิดเห็นธรรมดาก็ต้องถูกดำเนินคดี 112” ผมคิดว่าไม่ใช่แค่ประเทศไทย ทุกประเทศที่มีกฎหมายทั่วโลกย่อมจะไม่จับใครดำเนินคดีเพียงแค่การแสดงความคิดเห็นธรรมดา

กลุ่มคนที่พยายาม ‘กระดิกหางรับลูกกัน’ พ่นชุดความคิดที่แสนบิดเบี้ยวนี้ก็มาจากพรรคการเมืองที่คิดล้มสถาบันเป็นแกนหลัก รวมหัวกับบรรดา ‘ด้อมดาวน์ซินโดรม’ ทั้งหลายที่ไร้สติปัญญาแยกแยะถูกผิด มีสมองกลั่นกรองผิดชอบชั่วดีได้อย่างเชื่องช้า หลงมอมเมากับความผิดเพี้ยนชนิดกู่ไม่กลับ ถือเป็นฉากหนึ่งในความน่าอดสูของสังคมไทยในยุคสมัยนี้จริง ๆ 

พูดให้เข้าใจกันง่าย ๆ แบบภาษาชาวบ้าน สำหรับคนธรรมดาแบบผม แบบคุณ กฎหมายหมิ่นประมาทมีไว้ปกป้องคนที่ถูกรังแก ถูกดูหมิ่น ดูแคลน ถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือใส่ความฉันใด กฎหมายมาตรา 112 ก็มีไว้ปกป้องสถาบัน และพระมหากษัตริย์ฉันนั้น การไปโพสต์เฟซบุ๊กด่าใครเสีย ๆ หาย ๆ ถือเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แม้เป็นเรื่องจริงก็ยังผิด ถ้าไม่จริงก็จะยิ่งผิดมหันต์ และต้องชดใช้ในสิ่งที่ไปทำร้ายคนอื่นมากสักแค่ไหนถึงจะสาสม 

การไปโพสต์ด่าทอพระมหากษัตริย์ ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง หรือแม้แต่การแชร์ข้อความใส่ร้าย กัดเซาะ คิดร้ายต่อสถาบันต่อ ๆ กันไป ก็เข้าข่ายผิด 112 เพราะไม่ใช่ ‘การแสดงความคิดเห็น’ แบบปกติธรรมดาอย่าง ‘วิญญูชน’ เขาทำกัน แต่คือการมุ่งร้าย เห็นถึงเจตนาชั่วในตัวตน เรื่องแบบนี้คนที่มี ‘สำนึกแห่งมนุษย์’ ย่อมรับรู้และแยกแยะได้ในทันที แต่สำหรับคนที่ ‘จิตใจใฝ่เลว’ จงใจทำผิด 112 คอยหมิ่นหยามกฎหมายอย่างท้าทาย แต่พอโดนคดีเข้าก็รีบใช้วาทกรรมว่าเป็นเพียง ‘การแสดงความคิดเห็น’ พยายามดิ้นกันสุดชีวิตให้ล้ม 112 หรือพากัน ‘ซุกหาง’ เดินคอตกพร้อมตีหน้าเศร้ามาขอ ‘นิรโทษกรรม’ ในคดี 112 ที่ตนเองก่อไว้ 

คนที่ติดคุกเพราะโดน 112 ในประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่เคยมีใครถูกรังแก มีแต่ไปทำร้าย ด่าทอพระมหากษัตริย์ก่อน และคนเหล่านี้ไม่เคยเข็ดหลาบ ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวออกมาก็ควรจะสำนึก กลับตัวกลับใจ แต่ที่เห็นก็ยังเดินหน้าทำผิดซ้ำในเรื่องเดิม ๆ เหมือนคนที่มีความชั่วฝังลึกในกะโหลก 

ไปดูสิ ทำไมคนไทยอีกค่อนประเทศถึงไม่มีใครเดือดร้อนเพราะ 112 ไม่เคยไปคิดล้มล้าง ทำลาย หรือต้องไปเหนื่อยขอ ‘นิรโทษกรรม’ ในคดีเช่นนี้ ก็เพราะคนเหล่านี้คือคนที่มี ‘จิตใจปกติ’ ไอ้ที่มันจ้องแต่ ‘จะล้มจะข้ามจะขอ’ ให้ตัวเองรอด มันก็พวกที่คิดแต่จะทำเลวทรามกับแผ่นดินทั้งนั้น 

มีดีสักตัวที่ไหนกัน!!

‘สว.อุปกิต’ ลุยฟ้อง ‘โรม’ หมิ่นประมาทอีกคดี เรียกค่าเสียหาย 20 ล้าน ยัน!! ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้ฟ้องปิดปาก พร้อมเอาผิดคนใส่ร้ายถึงที่สุด

(19 ธ.ค. 66) ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลนัดฟังคำสั่ง คดีหมายเลขดำที่ อ1743/2566 ที่นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภาฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท เป็นคดีที่ 2 โดยศาลมีคำสั่งให้คดีมีมูล ประทับรับฟ้อง อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ นายรังสิมันต์ ไม่ได้เดินทางมาศาล โดยมอบหมายทนายความมาฟังคำสั่งศาลและศาลนัดสอบคำให้การ/ตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 12 ก.พ. 2567 เวลา 09.00 น.

นายอุปกิต กล่าวว่า ได้ฟ้องร้องนายรังสิมันต์ รวม 3 คดี โดยคดีแรกฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท ศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 10 ต.ค. และสืบพยานจำเลย วันที่ 11 ต.ค. 2567 คดีที่สองเรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท ซึ่งศาลก็รับฟ้อง ส่วนอีกคดีฟ้องต่อศาลแพ่ง ข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว

“ขอเรียกร้องไปยังนายรังสิมันต์ว่า เมื่อถึงคราวที่ตัวเองตกเป็นจำเลย ก็ควรเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ ไม่ควรด้อยค่า สร้างกระแสว่าเป็นการฟ้องปิดปาก” นายอุปกิต ระบุ

‘เศรษฐา’ เล็งหนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียมเต็มที่

(19 ธ.ค.66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ (X) ว่า…

“ผมเชื่อว่าความรักไม่มีนิยามตายตัว เราทุกคนมีสิทธิรักใครสักคนหนึ่งในฐานะ ‘มนุษย์คนหนึ่งรักมนุษย์อีกคน’ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องใดทั้งสิ้น กฎหมายนี้จะทำให้บุคคลเพศเดียวกันสามารถหมั้น และสมรสกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้มีสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางครอบครัวเท่าเทียมกับคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง

เรื่องสมรสเท่าเทียม ไม่ใช่การทำให้ความรักของคนสองคนถูกกฎหมาย แต่เราให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิ และเสรีภาพในการแต่งงานของคนรักกันที่ควรได้รับเหมือนกันทุกคน

วันนี้เรามีความก้าวหน้าไปอีกขั้น ในการเสนอร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งจะบรรจุเข้าพิจารณาวาระที่ 1 วันที่ 21 ธ.ค.นี้แล้ว” 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top