Monday, 8 June 2026
POLITICS NEWS

‘เจ๊จุก’ ลั่น!! โชคดีของประเทศไทย หลัง ‘ตัวตึง 3 นิ้ว’ ตกรอบเลือก สว.

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.67) มีผู้สมัคร สว. ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การเลือกระดับประเทศ ทยอยเดินทางมาเพื่อเข้ารายงานตัวนั้น มีผู้สมัคร สว. ชายรายหนึ่ง เดินเข้ามาถึงจุดที่มีสื่อมวลชนรอเก็บภาพ ได้ชูมือขึ้นเหนือหัว แสดงสัญลักษณ์ 3 นิ้ว ซึ่งกรณีดังกล่าว นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การชู 3 นิ้วโดยหลักแล้วไม่มีอะไรห้าม แต่เราไม่อยากให้ทำอะไรที่ทำให้เกิดคำถาม เราถ่ายรูปก็ชอบทำท่านั้น ท่านี้ อยู่แล้ว ซึ่งตนคิดว่า เป็นเรื่องปกติ

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ชายที่ชู 3 นิ้ว นั้น คือผู้สมัครหมายเลข 48 กลุ่มที่ 17 นายธัชพงศ์ แกดำ จากจังหวัดปทุมธานี

ล่าสุด ‘เจ๊จุก คลองสาม’ โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “ชัดขนาดนี้ ปั๊ดโธ่ คิดว่าคนจะแXก ส้ม ทั้งประเทศเหรอคะ”

ต่อมาได้โพสต์ข้อความอีกครั้ง ระบุว่า…

“โชคดีของประเทศไทย ที่เราไม่ได้คนที่เคยชูนิ้วกลางใส่ สว. และโดนคดี 112 ไปเป็นผู้ทรงเกียรติในสภา ชาวบ้านเขาคงรู้กำพืดแหละคะ เขาถึงไม่เลือกมัน ซึ่งแม้กระทั่งส้มด้วยกันเองก็ยังยี้เลย”

‘ศาลอุทธรณ์’ ลดโทษ ‘สุเทพ-ถาวร’ เหลือจำคุก 1 ปี ปม กปปส. นำมวลชนชัตดาวน์กรุงเทพฯ ปี 57

(27 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีกบฏ กปปส.ชุดใหญ่ สำนวนหลัก หมายเลขดำ อ.247/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกแกนนำและแนวร่วม กปปส.รวม 39 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ, ก่อการร้าย, ยุยงให้หยุดงานฯ, กระทำให้ปรากฏด้วยวาจาหรือวิธีการอื่นใดฯ ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในราชอาณาจักรฯ, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ, บุกรุกในเวลากลางคืนฯ และร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้งฯ 

คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 2556 - 1 พ.ค. 2557 ต่อเนื่องกัน นายสุเทพ จำเลยที่ 1 ได้จัดตั้งคณะบุคคล ชื่อ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือกลุ่ม กปปส. มีนายสุเทพ เป็นเลขาธิการ โดยร่วมกันมั่วสุมเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร กองกำลังแบ่งหน้าที่กันกระทำก่อความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ฐานเป็นกบฏเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยร่วมกันยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนทั่วประเทศกระด้างกระเดื่องร่วมชุมนุมขับไล่ ก่อความไม่สงบเพื่อขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ให้ออกจากตำแหน่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป เพื่อมิให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ให้ข้าราชการระดับสูงรายงานตัวกับกลุ่ม กปปส. จากนั้นจะแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าบริหารประเทศเป็นรัฐบาลประชาชน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งจะออกคำสั่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และ ครม. โดยจะนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเอง รวมทั้งจัดตั้งกองกำลังส่วนหนึ่งพร้อมอาวุธเข้าไปบุกยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานสำคัญต่าง ๆ หลายแห่ง เช่น ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานเขตหลักสี่ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง) เพื่อไม่ให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ รวมทั้งการปิดกั้น ขัดขวางเส้นทางคมนาคมขนส่ง เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ ช่วงระหว่างวันที่ 13 ม.ค. - 2 มี.ค. 2557 พวกจำเลยได้บังอาจปิดกรุงเทพมหานครด้วยการตั้งเวทีปราศรัยทั่วกรุงเทพฯ รวม 7 จุด ปิดกั้นเส้นทางการจราจร จัดตั้งกองกำลังรักษาพื้นที่ วางเครื่องกีดขวาง ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง การกระทำของพวกจำเลยล้วนไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ

‘เหตุเกิดในกรุงเทพมหานคร และอีกหลายท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเกี่ยวพันกัน
นายสุเทพกับพวกจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และได้รับการประกันตัว’

ต่อมาวันที่ 24 ก.พ. 2564 ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกจำเลยรายสำคัญ โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ในส่วนความผิดฐานกบฏและก่อการร้าย พฤติการณ์ชุมนุมไม่มีการใช้กำลังประทุษร้ายบุคคลใด เพื่อล้มล้างการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ อำนาจบริหาร จึงไม่เป็นความผิดฐานกบฏ และก่อการร้าย เเต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และจำเลยอื่นรวม 26 คน ศาลตัดสินจำคุกในความผิดฐานยุยงให้เกิดการหยุดงานเพื่อบังคับรัฐบาล, ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา, ร่วมกันมั่วสุม 10 คนขึ้นไป, ร่วมกันบุกรุกสำนักงานผู้อื่นในเวลากลางคืน, ร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น และร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

ในช่วงเช้าวันนี้ นายสุเทพ อดีต เลขาธิการ กปปส.และแกนนำ กปปส.ทั้ง 37 คน ต่างทยอยเดินทางมาฟังคำพิพากษาตามนัด โดยมีมวลชนและบุคคลใกล้ชิดกว่า 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจ

สำหรับการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนี้ ศาลไม่ได้ให้สื่อมวลชนเข้าฟังการอ่านในช่วงเช้านี้เนื่องจากมีบุคคลจำนวนมากโดยจะมีการเเจ้งผลคำพิพากษาให้ทราบภายหลังกระบวนการอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่า ไม่รู้สึกกังวล ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไรก็พร้อมน้อมรับ ตอนที่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งตนเองถูกสั่งจำคุก ก็ได้เข้าไปนอนเรือนจำ 2 คืนก่อนได้รับการประกันตัวออกมา หากคราวนี้ถูกสั่งจำคุกอีก ก็เตรียมเสื้อผ้า ชุดกางเกงขาสั้น มาไว้พร้อมแล้ว พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่ยังคงให้กำลังใจมาจนถึงทุกวันนี้

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว พิพากษาแก้โทษ รวมโทษจำคุก นายสุเทพ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี ,จำคุก นายชุมพล จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน ,จำคุกนายพุทธิพงษ์ จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 1 ปี ,จำคุกนายอิสสระ จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน ,จำคุกนายถาวร จำเลยที่ 7 เป็นเวลา 1 ปี ,จำคุกนายณัฎฐพล จำเลยที่ 8 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน ,จำคุกนายสมศักดิ์ จำเลยที่ 15 เป็นเวลา 1 ปี ,จำคุกนายสุวิทย์ จำเลยที่ 16 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน ,จำคุกเรือตรีแซมดิน จำเลยที่ 24 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน,จำคุกนายคมสัน จำเลยที่ 26 เป็นเวลา 1 ปี ,จำคุกนายสาวิทย์ จำเลยที่ 29 เป็นเวลา 1 ปี ,จำคุกนายสำราญ จำเลยที่ 33 เป็นเวลา 8 เดือน, จำคุกนายอมร จำเลยที่ 34 เป็นเวลา 1 ปี ,จำคุกนายกิตติชัย จำเลยที่ 37 เป็นเวลา 1 ปี ,จำคุกน.ส.อัญชะลี จำเลยที่ 10 เป็นเวลา 1 ปี ปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา ,จำคุกนายถนอม จำเลยที่ 14 เป็นเวลา 1 ปี ปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา,จำคุกนายสาธิต จำเลยที่ 17 เป็นเวลา 1 ปี โทษจำคุกให้รอลงอาญา ปรับ 8,000 บาท ,จำคุกนางทยา จำเลยที่ 38 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ13,333 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา (รวมไม่รอลงอาญา 14 คน รอลงอาญา 4 คน) ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 19 คนให้ยกฟ้อง

ภายหลังคำพิพากษา นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เผยว่าวันนี้ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษามีรายละเอียดค่อนข้างมากเเต่เท่าที่จดมาทันคือศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในข้อหากบฏเเละก่อการร้ายพิพากษาลดโทษจำคุก นายสุเทพกับพวก ที่เดิมโดนตั้งเเต่ 4 -9ปีกว่าก็ลดกันมาเหลือคนละ 1 ปี -1ปีเศษ เเบบนายสุเทพกับนายถาวร เสนเนียม เหลือคนละ 1 ปี เเต่ไม่รอลงอาญา เหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษเนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเหตุต่อเนื่องกัน ต่างจากศาลชั้นต้นที่มองเป็นการกระทำหลายกรรมโทษเลยสูง โดยที่พิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญาทั้งหมด 14 คน ส่วนรายอื่นก็มีพิพากษาเเก้ยกฟ้อง เเละมีเพิ่มโทษ จำเลยที่ไม่รอลงอาญาขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันในชั้นฎีกา ซึ่งคาดว่าศาลจะมีคำสั่งได้ในวันนี้เลยเรื่องจากศาลชั้นต้นสามารถสั่งเองได้เเต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจว่าจะส่งศาลฎีกาหรือไม่ หลักทรัพย์เดิมเราเตรียมไว้พร้อมเเล้ว

สำหรับรายชื่อจำเลยทั้งหมดในคดี กปปส.ชุดใหญ่ในวันนี้ 39 รายประกอบด้วย

1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
2.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
3.นายชุมพล จุลใส
4.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
5.นายอิสสระ สมชัย
6.นายวิทยา แก้วภราดัย
7.นายถาวร เสนเนียม
8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
9.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก
11.พลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ
12.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
13.นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์
14.นายถนอม อ่อนเกตุพล
15.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
16.พระพุทธะอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ
17.นายสาธิต เซกัล
18.นางสาวรังสิมา รอดรัศมี
19.พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี
20.พลเรือเอกชัย สุวรรณภาพ
21.นายแก้วสรร อติโพธิ
22.นายไพบูลย์ นิติตะวัน
23.นายถวิล เปลี่ยนศรี
24.เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์
25.นายมั่นแม่น กะการดี
26.นายคมสัน ทองศิริ
27.พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์
28.นายนายพิภพ ธงไชย
29.นายสาวิทย์ แก้วหวาน
30.นายสุริยะใส กตะศิลา
31.นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด
32.พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ สุปิยะพาณิชย์
33.นายสำราญ รอดเพชร
34.อมร อมรรัตนานนท์
35.นายพิเชษฐ พัฒนโชติ
36.นายสมบูรณ์ ทองบุราณ 3
37.นายกิตติชัย ใสสะอาด
38.นางทยา ทีปสุวรรณ
39.นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

'โบว์-ณัฏฐา' ซัด!! ตอนจัดตั้ง 'สว.' ไม่บ่น พอผลออกมา 'หลุดลุ่ย' ทำโวยกันใหญ่

(27 มิ.ย. 67) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า...

#สว67 แนวร่วมค่ายส้มทั้งสื่อทั้ง NGO โวยกันใหญ่เรื่องกลุ่มจัดตั้งรอบประเทศ รีบเอาผลคะแนนออกมาฟ้องคนดู

ทำไมไม่ทำแบบนี้และบ่นแบบนี้ในรอบเลือกกันเองในกลุ่มจังหวัด กทม.บ้างคะ?

ตอนนั้นก็เป็นแบบนี้เลย ชัดกว่านี้อีก บางกลุ่มมีคนไม่โหวตตัวเองเกิน 30 คน คะแนนไปอยู่ตรงไหนก็เห็นชัด ๆ โพยส้มว่อนเลย แต่ตอนนั้นไม่มีใครคิดจะเอามาแฉ 

เพราะเมื่อเป็นการจัดตั้งของพรรคพวกเดียวกันก็ไม่เดือดร้อน แต่พอทำต่อแล้วไม่สำเร็จกลับรับผลไม่ได้

อันที่จริงปัจจัยที่ทำให้ผลออกมาหลุดลุ่ยขนาดนี้ไม่ได้มีแค่การจัดตั้งของค่ายการเมืองอื่น แต่คุณเสียเบี้ยไปเยอะตอนรอบไขว้ระดับจังหวัด เพราะลืมคิดถึงคุณสมบัติของเบี้ยที่เลือกมา 

คนส่วนใหญ่ในกระดานเขาไม่ได้ส้มด้วย เมื่อคุณคัดคนเพียงเพราะความเป็นส้ม เหมือนส่งเสาไฟฟ้ามา เขาเลยเลือกไม่ลง 

มันคือ ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ จากความใจแคบล้วน ๆ

กติกามันแย่ แต่วิธีการคุณก็ไม่ได้เรื่อง

เปิด 200 รายชื่อ ว่าที่ สว.ชุดใหม่ จาก 20 กลุ่มอาชีพ พร้อมชื่อสำรอง 100 คน

(27 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผลการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา 200 คนอย่างไม่เป็นทางการใน 20 กลุ่มอาชีพ กลุ่มอาชีพละ 10 คนและสำรองกลุ่มอาชีพละ 5 คนประกอบด้วย

กลุ่ม1 กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง
1.พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์
2.นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี
3.นายมงคล สุระสัจจะ
4.นายธวัช สุระบาล
5.นายวร หินดี
6.พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา
7.พล.ท.สุกิจ ทั่งทอง
8.นายอภิชาติ งามกมล
9.พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร
10.นายอภินันท์ เผือกผ่อง

สำรองได้แก่
1.พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
2.นายภิญโญ ประกอบผล
3.พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร
4.พล อ.นุชิต ศรีบุญส่ง
5.นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ

กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
1.พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย
2.พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร
3.นายเศก จุลเกษร
3.นายสืบศักดิ์ แววแก้ว
5.พล.ต.ต.สุนทร ขวัญเพ็ชร
6.พ.ต.ท.สุริยา บาราสัน
7.นายบุญส่ง น้อยโสภณ
8.นายฉลอง ทองนะ
9.พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง
10.พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์

สำรองได้แก่
1.นายอุลิช ดิษฐปราณีต
2.พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว
3.นายชำนาญพัฒน์ หาญแก้ว
4.นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล
5.น.ส.วิยะดา มุ่งผล

กลุ่ม 3 กลุ่มการศึกษา
1.นายอัษฎางค์ แสวงการ
2.นายสมทบ ถีระพันธ์
3.นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว
4.นายสุเทพ สังข์วิเศษ
5.นายโสภณ ผาสุข
6.นายสามารถ รังสรรค์
7.นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด
8.นายสุทิน แก้วพนา
9.นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ
10.นายกมล รอดคล้าย

สำรองได้แก่
1.นางอรทัย มูลคำ
2.น.ส.จิตรา พีชะพัฒน์
3. นายธนชน มุทาพร
4.นายบุญรักษ์ยอดเพชร
5.นายสมจิต สุวรรณบุษย์

กลุ่ม 4 สาธารณสุข
1.นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล
2.นายสมบูรณ์ หนูนวล
3.นายบุญชอบ สระสมทรัพย์
4.นางนงลักษณ์ ก้านเขียว
5.นายฤชุ แก้วลาย
6.นางพลินจิต ขันแก้ว
7.นายวันชัย แข็งการเขตร
8.นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ
9.น.ส.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์
10.นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย

สำรองได้แก่
1. นายชัยรัตน์ ธรรมสุภาพงศ์
2.นายประชา กัญญาประสิทธิ์
3.นางศิรินทร สนธิศิริกฤตย์
4.นายสุชาติ เอื้อพันธุ์พงศ์
5.นายไพโรจน์ บุญศิริคำชัย

กลุ่ม 5 กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก
1.นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว
2.น.ส.อมร ศรีบุญนาค
3.นางปวีณา สาระรัมย์
4.นายสมชาย นุ่มพูล
5.นายพิมาย คงทัน
6.นายสาลี สิงห์คำ
7.นางกัลยา ใหญ่ประสาน
8.นายเดชา นุตาลัย
9.น.ส.นิชาภา สุวรรณนาค
10.นายชูชาติ อินสว่าง

สำรองได้แก่
1.นายทรงพลพู ลสวัสดิ์
2.นายมนัส ไหวพริบ
3.น.ส.ณัฐนันท์ ทองดีวงศ์
4.นายโกเมท เกิดสมบัติ
5.นายธนกฤต ทองเต็ม

กลุ่ม 6 กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง
1.นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว
2.นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง
3.น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน
4.นายยะโก๊ป หีมละ
5.นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น
6.นายจรุณ กลิ่นตลบ
7.นายธนกร ถาวรชินโชติ
8.นายโชติชัย บัวดิษ
9.นายอิสระ บุญสองชั้น
10.นายเศรณี อนิลบล

สำรองได้แก่
1.นายสมศักดิ์ คงเทศ
2.นายสง่า มังคละ
3.นายนำศักดิ์ อุทัยศรีสม
4.นายวิถี สุพิทักษ์
5.นายตรีพล เจาะจิตต์

กลุ่ม 7.กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้าง ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน
1.นายชินโชติ แสงสังข์
2.น.ส.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ
3.น.ส.วิภาพร ทองโสด
4.นายประกาสิทธิ์ พลซา
5.นายจตุพร เรียงเงิน
6.นางสมพร วรรณชาติ
7.นายชวภณ วัธนเวคิน
8.นายแล ดิลกวิทยรัตน์
9.นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ
10.นายอมรศักดิ์ กิจธนานันท์

สำรองได้แก่
1.นายร่มไทร ทิพยเศวต
2.นายอุทัย อัตถาพร
3 น.ส.ศรีไพร นนทรีย์
4.นายจารุดล เขมิการัศมีกุล
5.นายภัทรพล เพชรพรหม

กลุ่ม 8 กลุ่มอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน
1.นายจิระศักดิ์ ชูความดี
2.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
3.นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา
4.นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม
5.นายนิรัตน์ อยู่ภักดี
6.นายอภิชา เศรษฐวราธร
7.นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์
8.นายนพดล อินนา
9.นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์
10.นายปฏิมา จีระแพทย์

สำรองได้แก่
1.นายไตรวินิจ ตู้จินดา
2.น.ส.เพียงพร ดีเทศน์
3.นายปัญญา โตกทอง
4.นายดิเรก เหมนคร
5.นายโองการ ยาสิงห์ทอง

กลุ่ม 9 กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม
1.นายนิพนธ์ เอกวานิช
2.นางวรรษมนต์ คุณแสน
3.นายพิชาญ พรศิริประทาน
4.นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก
5.นางสมศรี อุรามา
6.นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง
7.นายชัยธัช เพราะสุนทร
8.น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์
9.น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย 
10.นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร

สำรองได้แก่
1.นายสมชาย สาโรวาท
2.นางสุจิตรา ผาลีพัฒน์
3.นายชัยณรงค์ เยาวลักษณ์
4.นายอารักษ์ พลอยพาณิชย์
5.นายธนาธิป พรหมมชื่น

กลุ่ม 10 กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกลุ่ม 9
1.นายโสภณ มะโนมะยา
2.นายรุจิภาส มีกุศล
3.พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย
4.นางแดง กองมา
5.นายสมพาน พละศักดิ์
6.นายสุนทร เชาว์กิจค้า
7.นายนิคม มากรุ่งแจ้ง
8.นายสหพันธ์ รุ่งโรจน์พณิชย์
9.นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล
10.นายมังกร ศรีเจริญกุล

สำรองได้แก่
1.นายภิญโญ ขันติยู
2.นายสามารถ รัตนประทีปพร
3.ส.อ.อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล
4.นางฉัฐสุภา พงษ์เสนา
5.นายปฏิมา เหล่าชัย

กลุ่ม 11 กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว
1.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร
2.นายกัมพล สุภาแพ่ง
3.นายพิศูจน์ รัตนวงศ์
4.น.ส.ภาวนา ว่องอมรนิธิ
5.นายอัครวินท์ ขำขุด
6.นายสุวิทย์ ขาวดี
7.นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
8.นายณภพ ลายวิเศษกุล
9.นางประทุม วงศ์สวัสดิ์
10.นายกมล สุขคะสมบัติ

สำรองได้แก่
1.นางชโลมใจ ชยพันธนาการ
2.นายกฤษฎนันต์ ทองวิภาวรรณ
3.นายธัญยะ พูลสวัสดิ์
4.นายพันธ์เลิศ ใบหยก
5.นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์

กลุ่ม 12 กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม
1.นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์
2.นางธารนี ปรีดาสันติ์
3.นางรจนา เพิ่มพูล
4.น.ส.ปุณณภา จินดาพงษ์
5.นายพละวัต ตันศิริ
6.นายณรงค์ จิตราช
7.นาย ธนชัย แซ่จึง
8.นายวีรยุทธ สร้อยทอง
9.น.ส.ตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์
10.นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต

สำรองได้แก่
1.นายสาโรจน์ สุวรรณวงศ์
2.นายชัชชัย ชินธรรมมิตร
3.นายรังสรรค์ สบายเมือง
4.นายนิพนธ์จิระนรวิชช์
5.นายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล

กลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม
1.นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม
2.นายพรเพิ่ม ทองศรี
3.นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์
4.นายกัมพล ทองชิว
5.นายสิทธิรัชต์ จารุไชยกุล
6.นายสุพัตรชัย เตียวเจริญโสภา
7.นายขวัญชัย แสนหิรัณย์
8.นายนพดล พริ้งสกุล
9.นายชาญวิศว์ บรรจงการ
10.นายมานะ มหาสุวีระชัย

สำรองได้แก่
1. น.ส.ศิริวรรณ คูอัมพร
2.พ.ต.นฤต รัตนพิเชฎฐชัย
3.นายธนวัฒน์ ศรีสุข
4.นายศรีเมืองเจริญศิริ
5.นายนันทวัฒน์ จรัสโรจน์ธนเดช

กลุ่ม 14 กลุ่มสตรี
1.นางมยุรี โพธิแสน
2.นางเจียระนัย ตั้งกีรติ
3.น.ส.จารุณี ฤกษ์ปราณี
4.น.ส. อัจฉรพรรณ หอมรส
5.นางอจลา ณ ระนอง
6.นางจุฑารัตน์ นิลเปรม
7.นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์
8.พ.อ.หญิงธณตศกร บุราคม
9.นางณัฏฐินีภรณ์ จันทรโณทัย
10.นางวาสนา ยศสอน

สำรองได้แก่
1.น.ส.นฤมล ปิตาทานันท์
2.ณัฐมน ชื่นดวง
3.นางพาณิช แต้กิจพัฒนา
4.นางรุ่งนภา พุฒแก้ว
5.น.ส.พรรณรัตน์ จงอมรรัตน์

กลุ่ม 15 กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น
1.นายกฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ
2.นายกิตติพันธ์ อนันตกูลจิรโชติ
3.นายประเทือง มนตรี
4.นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล
5.นายสมดุลย์ บุญไชย
6.นายสมหมาย ศรีจันทร์
7.นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์
8.นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา
9.นายธนภัทร ตวงวิไล
10.นาย ศรายุทธ ยิ้มยวน

สำรองได้แก่
1.นายชูเกียรติ สิงห์สูง
2.นายปิยวิทย์ โกฎเพชร
3 นายขวัญชัย บุญเพ็ชร
4.นายอานันท์ รองพล
5.นายวีระ เขนย

กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา
1.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล
2.นายสุวิช จำปานนท์
3.นายนฤพล สุคนธชาติ
4.นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ
5.นายวิเชียร ชัยสถาพร
6.นายปราณีต เกรัมย์
7.น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์
8.นายอะมัด อายุเคน
9.นายชวพล วัฒนพรมงคล
10.นางเอมอร ศรีกงพาน

สำรองได้แก่
1.นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร
2.นายณพลเดช มณีลังกา
3.น.ส.ณภัทร โชติพฤกษ์ชูกุล
4.นายศุภชัย มั่นใจตน
5.นายปัญญา หาญลำยวง

กลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์
1.นายนิรุตติ สุทธินนท์
2.นางประไม หอมเทียม
3.นายชาญชัย ไชยพิศ
4.นายสากล ภูลศิริกุล
5.นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ
6.น.ส.สายฝน กองแก้ว
7.นายศุภโชค ศาลากิจ
8.นายประภาส ปิ่นตบแต่ง
9.นางอังคณา นีละไพจิตร
10.นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล

สำรองได้แก่
1.พล.อ.สุรชาติ จิตต์แจ้ง
2.นางนุชนารถ แท่นทอง
3.นายสงบ จินะแปง
4.นายษิทธา เบี้ยบังเกิด
5 นายธัชพงศ์ แกดำ

กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม
1.นายสุทนต์ กล้าการขาย
2.นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
3.นายสุพรรณ์ ศรชัย
4.น.ส.คอดียะฮ์ ทรงงาม
5.นายศุภชัย กิตติภูติกุล
6.นางอารีย์ บรรจงธุระการ
7.นายจำลอง อนันตสุข
8.นายชิบ จิตนิยม
9.น.ส.นันทนา นันทวโรภาส
10.นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย

สำรองได้แก่
1.ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์
2.น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนีย์ชีวิน
3.นายประทีป คงสิบ
4.นางวราภรณ์ คัตตะพันธ์
5.นายสฤษดิ์ ไพรทอง

กลุ่ม 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
1.น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย
2.นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช
3.นายสิทธิกร ธงยศ
4.นายโชคชัย กิตติธเนศวร
5.นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี
6.นายเอนก วีระพจนานันท์
7.นายสมชาย เล่งหลัก
8.น.ส.นวลนิจ หงษ์วิวัฒน์
9.นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์
10.นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์

สำรองได้แก่
1.นายธนัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี
2.นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์
3.นายแดน ปรีชา
4.นายธนากร แหวกวารี
5.นายสุรชัย พรจินดาโชติ

กลุ่ม 20 อื่น ๆ
1.พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี
2.นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์
3.นายอลงกต วรกี
4.นายณัฐกิตติ์ หนูรอด
5.นายภมร เชาว์ศิริกุล
6.พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ
7.นายชูชีพ เอื้อการณ์
8.นายวราวุธ ตีระนันทน์
9.นางวลีรักษ์ พัชระเมธาพัฒน์
10.นายเอกชัย เรืองรัตน์

สำรองได้แก่
1.นายปภัชเดช เกตุพันธ์
2.น.ส.ภัทราภรณ์ คิดซ้าย
3. น.ส.ชนัดดา สงพัฒน์แก้ว
4.นายสุชพงศ์ บุญเสริม
5.นายดิชฐ์พิเชษ สุวรรณโพธิ์

ทั้งนี้ เมื่อทราบผลการเลือกแล้วกฎหมายกำหนดให้กกต.รอไว้ไม่น้อยกว่า 5 วัน เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว กกต.เห็นว่าการเลือกเป็นไปโดยถูกต้อง สุจริต และเที่ยงธรรม ให้ประกาศผลการเลือกในราชกิจจานุเบกษา และแจ้งรายชื่อให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

‘ผอ.iLaw’ แจงปมแชตไลน์หลุดบังคับโหวตตามสั่ง  ยัน!! ไม่ได้ส่งใครลง สว.-ไม่เกี่ยวข้องกับการลงคะแนน

(26 มิ.ย.67) จากกรณี แชตไลน์หลุด ผู้สมัคร สว.ประท้วง อ้าง 'ไอลอว์' บังคับให้โหวตเทคะแนนเสียงเลือกคนของตัวเอง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw หรือ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงว่า…

“เมื่อ 13 วันก่อน ผมประกาศไว้ชัดเจนแล้วว่า ไม่มีผู้สมัครสว. สาย iLaw เราไม่ได้ส่งใครและเราไม่ได้ดันใคร สาเหตุที่ต้องโพสต์แบบนี้เพราะว่ามีพี่ผู้สมัครหลายคนมาเล่าให้ฟังว่า มีคนไปขอเขาลงคะแนนให้ตัวเอง โดยอ้างว่าตัวเองเป็นสาย iLaw วันนั้นก็เลยคิดว่าจำเป็นต้องประกาศให้ชัด เพื่อไม่ให้ใครเอาไปอ้างอะไรได้อีก”

“แต่ก็คิดว่าคงยังมีคนแอบอ้างอยู่บ้าง อาจจะป้องกันได้ไม่หมด แต่ได้ชี้แจงชัดแล้วเท่าที่ทำได้ ให้ทุกคนมีเครื่องมือ เอาไปยืนยันกันต่อได้”

“วันนี้ทั้งวัน เป็นวันสำคัญของการตกลงว่าใครจะลงคะแนนให้ใคร ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านั้นเลย วันนี้ทุกคนที่ iLaw นั่งทำงานอยู่ออฟฟิศ และกลับบ้านให้เร็วเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า แต่ปรากฏมีผู้สมัครส่งไลน์ไปด่ากันว่า ไอลอว์ไปบังคับให้โหวตตามสั่ง แล้วก็มีนักข่าวเอาไปออกข่าวกันตอนดึก ๆ”

“ผู้สมัครคนนั้นคือใครก็ไม่รู้ ส่ง LINE ไปให้ใครก็ไม่รู้ แล้วใครไปสั่งให้เขาโหวตก็ไม่รู้อีก…”

“แล้วจะให้เขาโหวตให้ใครก็ไม่รู้อีก อยู่ดี ๆ แม่งด่ากูเฉยเลย???...”

“นักข่าวก็เอาไปเขียนข่าวอีก ไม่มีใครโทรมาถามสักคำ แต่ตอนนี้ดึกแล้วไม่ต้องโทรมาถามแล้วล่ะ นักข่าวที่ไหนอยากถามไปเจอกันที่อิมแพ็คพรุ่งนี้เลยครับ แต่ผมไม่ไปเร็วนะ เพราะกลัวพรุ่งนี้เลิกดึกแล้วจะไม่ไหว ใครไหวรอบเช้าไปก่อนเลยครับ”

'ดร.สุวินัย' ออกบทความ 'ปลายทาง' ของนักปฏิกษัตริย์นิยมคืออะไร? พร้อมจุดจบผู้ตกกระไดพลอยโจน ที่โดนหลอกให้เชื่อเรื่องสถาบันฯ ผิดๆ

(26 มิ.ย. 67) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'ปลายทางของนักปฏิกษัตริย์นิยมคืออะไร?' จากกรณีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน จำเลยคดี 112 ไม่เดินทางไปฟังคำพิพากษาและถูกหมายจับ โดยมีเนื้อหา ดังนี้…

ปลายทางของนักปฏิกษัตริย์นิยมคืออะไร?

ตัวเองต้องตอบคำถามนี้ให้ชัดแจ้งให้ได้ก่อนที่จะริเป็นนักปฏิกษัตริย์นิยมในประเทศนี้

เพราะสุดท้ายแล้ว ปัจเจกต้องรับผิดชอบชีวิตของตนเองให้ได้ในทุกการตัดสินใจของตัวเองว่าจะเลือกเป็น ‘นัก…’ อะไร

ถ้าจับพลัดจับผลูกลายมาเป็น ‘นักปฏิกษัตริย์นิยม’ แบบตกกระไดพลอยโจน เพราะโดนหลอกให้เชื่อเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างผิด ๆ ด้วยข้อมูลที่บิดเบือน ยกตัวอย่างเช่น...

ทำทีเป็นตั้งคำถามลอย ๆ แซะ ๆ แบบว่า ‘ตระกูลไหนเนรคุณพระเจ้าตากสินหว่า? ’

ชุดคำตอบที่จริงและตรงตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (จากเพจ ฤๅ - Lue History) คือ

(1) พระเจ้าตากกับรัชกาลที่ 1 ไม่ได้เป็นเพื่อนกัน

คนที่บอกว่าเป็นเพื่อนกัน สามเกลอ จีน ไทย แขก น่าจะอ่านมาจากนิยายของ กศร. กุหลาบ ที่เขียนเรื่องอภินิหารบรรพบุรุษเอาไว้สมัย ร.5

ตอนนี้ความจริงเปิดเผยออกมาหมดแล้ว มีแต่พวกฟังนิทานมาเท่านั้นที่จะพูดแบบนี้

(2) คนก่อกบฏ คือ พระยาสรรค์กับเจ้ารามลักษณ์ หลานของพระเจ้าตาก ตอนนั้นรัชกาลที่ 1 อยู่เขมร

(3) พระยาสรรค์ปลดพระเจ้าตากออกจากกษัตริย์ แล้วบังคับให้ไปบวช ในเวลานั้นพระยาสรรค์คือรัฏฐาธิปัตย์ ที่ยังไม่ได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์

(4) เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกลับมา พระยาสรรค์กลัวเลยไปกราบบังคมทูลเชิญพระเจ้าตากกลับมาเพื่อต่อสู้ แต่พระองค์ปฏิเสธ แปลว่าพระยาสรรค์ยังคงเป็นรัฏฐาธิปัตย์อยู่

(5) พระยาสรรค์ยอมแพ้ พระเจ้าตากบวชไม่ยอมสึก ไม่มีรัฏฐาธิปัตย์ ขุนนาง อำมาตย์ เลยกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ เริ่มต้นราชวงศ์จักรี

(6) ส่วนเรื่องการชำระโทษนั้น มีรายละเอียดและเหตุผลที่รัชกาลที่ 1 ต้องทำตามบริบททางประวัติศาสตร์ในยุคนั้น

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ ตัวอย่างเดียวเท่านั้น ที่สะท้อนความเป็นจริงว่า ...

- มีขบวนการปฏิกษัตริย์นิยมดำรงอยู่ในประเทศนี้จริง

- มีกระบวนการจัดตั้ง - ผลิตซ้ำความคิดปฏิกษัตริย์นิยมผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ จริง

- มีขบวนการบิดเบือนใส่ร้ายสถาบันกษัตริย์จริงผ่าน "การเมืองแห่งเรื่องเล่า" ที่สร้างเรื่องเล่าในอดีตเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างจงใจแหกตาผู้คนที่เสพสื่อรูปแบบต่าง ๆ จริง

- มีกลุ่มปัญญาชนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ฝักใฝ่ในความคิดปฏิกษัตริย์นิยมจริง

- รวมทั้งมีนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เป็นพรรคปฏิกษัตริย์นิยมดำรงอยู่จริง แถมเป็นพรรคใหญ่ด้วย

ทีนี้ เราขอถามกลับพวกปฏิกษัตริย์นิยมบ้างว่า

"ตระกูลไหนเนรคุณในหลวงในสมัย ร.7, ร.8, ร.9 และ ร.10? "

ยุคนี้สามารถค้นหาคำตอบได้ไม่ยากเช่นกัน ขอเพียงผู้นั้น คิดเป็น-วิเคราะห์เป็น-แยกแยะเป็น ได้เท่านั้น

ปลายทางของนักปฏิกษัตริย์นิยมคืออะไร?

คนที่ค้นพบตัวตนแล้วและตระหนักว่า...ตัวเองอยากเป็น ‘นักปฏิกษัตริย์นิยม’ จริง ๆ อย่างยอมอุทิศชีวิตของตนให้ และยึดเอาการกระทำแบบปฏิกษัตริย์นิยม เป็นความสำคัญสูงสุดของชีวิตตน ...ก็จงเป็นนักปฏิกษัตริย์นิยมต่อไปเถิด สักวันอาจมีชื่ออยู่ในตำราประวัติศาสตร์ไทยก็เป็นได้ ถ้าเจ้าตัวมีบทบาททางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นพอ

แต่ถ้าเจ้าตัวยังมิได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตน เพียงแค่หลงในกระแสที่ถูกสื่อเสี้ยมสื่อปั่นแค่ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ฮอร์โมนพลุกพล่านจน ‘พร้อมบวกพร้อมปะทะกับอำนาจรัฐพันลึก’

ขอให้ตั้งสติ คิดให้ดีเถิด

ทุก ๆ การกระทำของเรา ล้วนมีผลตามมาที่ตัวเราต้องรับผิดชอบทั้งนั้น

ตอนนี้รู้แล้วรึยังว่าปลายทางของนักปฏิกษัตริย์นิยมคืออะไร?

ใครใฝ่ฝันจะเป็นนักปฏิกษัตริย์นิยมในประเทศนี้ ผมไม่ห้ามนะ แต่เจ้าตัวต้องยอมรับผลที่ตามมา รวมทั้งควรต้อง ‘รู้ทันความคิดปฏิกษัตริย์นิยม’ ก่อนที่จะสมาทานลัทธินี้ใส่สมอง ใส่จิตวิญญาณของตัวเอง

ด้วยความปรารถนาดี

เลื่อนเซ็นสัญญา 4-5 'บ้านโพ-พระแก้ว' รอความชัดเจน HIA 'สถานีอยุธยา'

(25 มิ.ย. 67) จากเพจ 'วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร-สำรอง' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

#ทุกคนคะ ช่วยตาม 14 ล้านเสียงมาอ่านค่ะ

จากกรณี สส.ก้าวไกล นำโดย เต้ ยุดยา และ ไอซ์ บางบอน ร่วมกันให้ข้อมูลบิดเบือนชาวบ้านในพื้นที่ตั้งแต่ปีที่แล้ว 

รวมถึงการยื่นหนังสือ เพื่อให้ชะลอการก่อสร้าง สถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่อยุธยา ผลคือ..

ระงับการเซ็นสัญญาก่อสร้างไม่มีกำหนด รฟท. ต้องรอความชัดเจนเรื่อง HIA ให้จบก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง 

ส่งผลให้ ภาพรวมการก่อสร้างทั้งโครงการฯ อาจล่าช้าจากแผนงานที่วางไว้ว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 71 

และอาจมีปัญหาถึง มหกรรมพืชสวนโลก โคราช ที่ชาวต่างชาติจะมาท่องเที่ยวหลายแสนคน (อ่านรายละเอียด >> https://www.dailynews.co.th/news/3569883/)

ขณะเดียวกัน ด้านเพจ 'ก้าวไกลอาสา ทั่วอยุธยามีรอยยิ้ม' ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า "การกระทำใด ๆ ในส่วนของ สส.เขต 1 ไม่เกี่ยวข้องกับทางพรรคก้าวไกลทั้งสิ้น"

พลพรรค ‘สีน้ำเงิน-แดง’ พาเหรดยึดสภาสูง บางส่วนออกอาการวงแตก - ‘บ้านในป่า’ ส้มหล่น

ไม่ต้องรอ 2 ก.ค. 2567…เย็น ๆ ค่ำ ๆ 26 มิ.ย. ก็รู้กันแล้วว่า ใครคือ 200 ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา ชุดใหม่..ชุดที่ 13 ของประเทศไทย ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจอย่างอื่นในฐานะสภาสูง...เพียบ!! ขีดเส้นทางเดิน ชี้เป็นชี้ตายประเทศได้เหมือนกัน

โดยสรุป...เหนือจากการกลั่นกรองกฎหมาย และมีบทบาทในการจัดทำ-แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีบทบาทในการควบคุมการเลือกสรรบุคคลองค์กรอิสระ ที่จะครบวาระภายในปี 2567 จำนวนมาก

ใครอยากรู้รายละเอียด วัน ว. เวลา น. จะเลือกอะไรบ้าง ว่าง ๆ ก็แวะไปไถเฟซบุ๊ก สว. ตัวตึง สมชาย แสวงการ ดูได้ แต่ตรงนี้ ‘เล็ก เลียบด่วน’ รวบรัดว่าเฉพาะหน้า สว.ชุดใหม่จะมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ…หรือไม่เห็นชอบ…ดังนี้

>> ว่าที่ประธานศาลปกครองสูงสุด คนใหม่ นายประสิทธิศักดิ์ มีลาภ (วุฒิสภาชุดปัจจุบันตั้งกมธ.วิสามัญสอบประวัติ เมื่อ 18 มิ.ย. 2567)

>> ว่าที่อัยการสูงสุด นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ (วุฒิสภาชุดปัจจุบันตั้งกมธ.วิสามัญสอบประวัติเมื่อ 18 มิ.ย. 2567)

>> ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการรัฐธรรมนูญที่จะครบวาระ 2 คน

>> กรรมการ ปปช. 5 คน

>> กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 6 คน

>> ผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน

บางตำแหน่งข้างต้นต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สว. บางตำแหน่งใช้เสียงข้างมากธรรมดา...หลับตาดูว่า สว.ชุดใหม่ ที่น่าจะมีที่มาหลากหลาย แต่คุณภาพในการกรองจะคับแก้วหรือเปล่า ก็ยังไม่อยากจะดูถูกดูแคลน แต่ก็อดที่จะห่วงใยไม่ได้...

จะอย่างไรก็ตาม ‘เล็ก เลียบด่วน’ ได้ฟันธงล่วงหน้าไปแล้วเมื่อคราวก่อนว่า สว.ชุดใหม่ จะออกอาการสีม่วง ๆ คือมาจากเครือข่ายพรรคสีน้ำเงินกับสีแดง เป็นส่วนใหญ่  ตัวเลขที่เขาทำกันไว้เล็งเป้าไปที่ 150 จาก 200 แต่นาทีสุดท้ายสายข่าวแจ้งว่า  พลพรรคสีน้ำเงิน-สีแดงบางส่วน ที่เข้ารอบประเทศเพิ่งมาทราบเอาตอนเข้าค่ายที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ว่า ตัวเองเป็นแค่ ‘โหวตเตอร์’ เท่านั้น ก็เลยเกิดอาการวงแตกกันหลายจังหวัด...หลายคนหนีไปหาซุ้ม ‘บ้านในป่า’

‘ผู้กอง’ คนดังก็เลยรับส้มหล่นไป แต่จะแปรเป็นคะแนน เป็น สว. ได้มากน้อยก็ยากจะคาดเดา…

สรุปว่า…ก็คงต้องทำใจเผื่อกับหน้าตา-คุณภาพของ สว.ชุดใหม่ เอาไว้ส่วนหนึ่ง กฎกติกาและคนคุมกฎกติกาคือ กกต. เป็นอย่างที่เห็น ผลลัพท์ที่ออกมาต้องเป็นเช่นนั้น...อนาคตจะออกแบบ สว. กันแบบไหน อย่างไร ก็ค่อยว่ากันอีกที…

แถมท้าย เป็นเคียงข่าวเพื่อการติดตามการเลือก สว. รอบประเทศสั้น ๆ...การเลือกระดับประเทศจะมีสองรอบ เหมือนระดับอำเภอ-จังหวัด

-รอบแรก ผู้ผ่านรอบจังหวัด 20 กลุ่มอาชีพ 3,000 คน จะเลือกกันเองในแต่ละอาชีพ  หนึ่งคนจะเลือกได้ไม่เกิน 10 ชื่อ (รวมทั้งเลือกตัวเอง) จะคัดคนคะแนนดีที่สุดในแต่ละอาชีพ 40 คนเข้ารอบสอง รวม 20 อาชีพจะเป็น 800 คน

-รอบสอง จาก 800 คน 20 กลุ่มอาชีพ จะแบ่งเป็น 4 สาย ๆ ละ 5 กลุ่มอาชีพ ให้เลือกไขว้คือห้ามเลือกคนในอาชีพเดียวกัน แต่ต้องไปเลือกอาชีพอื่นในสายเดียวกันได้ อาชีพละไม่เกิน 5 คน (รวมทั้งหมดเลือกได้ไม่เกิน 20 คน) นับคะแนนผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับแรกในแต่ละอาชีพเป็นว่าที่ สว. (10x20 อาชีพ = 200 คน) และสำรองไว้อาชีพละ 5 คน

อาเมน.

'เนติบริกร' สะกิด!! 'บิ๊กโจ๊ก' ไม่ควรฟ้องนายกฯ ควรรอ 'ก.พ.ค.ตร.' ถ้าไม่พอใจค่อยไปศาลปกครอง

(25 มิ.ย.67) นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. จะยื่นฟ้อง ม.157 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หากไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ว่า มีสิทธิฟ้อง เพราะเป็นการฟ้องส่วนตัว แต่ไม่ควรฟ้อง ที่สำคัญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังมีช่องทางที่จะบำบัดหรือได้รับการเยียวยาหลายช่องทาง ซึ่งควรจะไปใช้ช่องทางปกติ โดยสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก็ยื่นฟ้องเช่นกัน เช่น ทางคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ที่ได้เขียนเอาไว้ว่า หากใครได้รับความเดือดร้อนจากผู้บังคับบัญชาก็สามารถยื่นร้องทุกข์ได้ ต้องปล่อยให้หน้าที่ ก.พ.ค.ตร.ในการตัดสิน หากตัดสินอย่างไรให้เป็นไปตามนั้น เวลานี้เรื่องทั้งหมดอยู่ที่ ก.พ.ค.ตร. ฉะนั้น ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ระบุว่า อนุ ก.ตร.ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ต้องถูกส่งไป ก.พ.ค.ตร. เพื่อวินิจฉัยในเร็ววันนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ควรรอคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ตร.ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ทุกคนควรจะรอ เว้นแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไปแก้ไขเยียวยาเอง ส่วนจะนานหรือไม่นั้น มันนาน แต่ว่า ก.พ.ค.ตร.ได้รับเรื่องไว้นานแล้ว ฉะนั้น เวลาน่าจะเหลือจะประมาณ 1 เดือน เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มีการอ้างมติ ครม.ปี 2482 ว่า หน่วยงานใดที่หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา หน่วยงานนั้นต้องทำตามนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า มีอยู่จริง ออกมาตั้งแต่สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม และใช้ตั้งแต่นั้นมา 

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จะยึดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในการต่อสู้ และมีสิทธิจะชนะใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ชี้ถูกชี้ผิด ยิ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นประธาน ยิ่งไม่ได้ชี้ถูกชี้ผิด และในวันที่ตนแถลงข่าวก็ไม่ได้ชี้ถูกชี้ผิด แค่มาเล่าให้ฟังเท่านั้นว่าคณะกรรมการทั้งสองชุดว่าอย่างไร ซึ่งในวันนั้นมีผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังเป็นแคนดิเดตผบ.ตร.ได้อยู่หรือไม่ ตนจึงตอบว่าใครก็ตามที่ดำรงตำแหน่ง พล.ต.อ. และเป็นรองผบ.ตร. ก็มีโอกาสทั้งนั้น แต่สุดท้ายจะได้เป็นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งมติ ก.ตร. และอยู่ที่นายกฯจะเสนอชื่อใคร เหมือนเช่นตอนที่เสนอชื่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เมื่อถามว่า แต่เป็นเหตุผลที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์หยิบขึ้นมาอ้าง นายวิษณุ กล่าวว่า ทุกคนก็เอาสิ่งที่ตนได้ประโยชน์มาอ้าง ไม่มีใครอ้างในสิ่งที่เป็นโทษ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้กลายเป็นว่า มีการเอาผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ ที่มีนายฉัตรชัย เป็นประธาน ที่ทำท่าจะจบ แต่ไม่จบ เพราะมีการไปต่อยอด ฟ้องร้องกัน นายวิษณุ กล่าวว่า ก็เป็นคดีใหม่ ส่วนคดีเก่าคือ คดีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งเรื่องจบไปแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผบ.ตร. และคนอื่น ๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นธรรมดาเหมือนคดีทั่วไป ที่จบอีกเรื่องก็มีอีกเรื่องหนึ่งขึ้นไป และถือเป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับองค์กร ไม่เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และขอย้ำประโยคนี้ว่า เขาออกแบบไว้ให้ ก.พ.ค.ตร.เป็นผู้ตัดสินปัญหา ก็ต้องใช้ช่องทางนี้ หากผลตัดสินของ ก.พ.ค.ตร.ไม่เป็นที่พอใจ ก็ไปร้องศาลปกครองได้อีก 

เมื่อถามว่า ตอนนี้ตกลง พล.ต.อ.สุรเชษ์ฐ สามารถกลับเข้ามาเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าดูจากวันนี้เดี๋ยวนี้ตอบได้ว่ามี แต่ถ้าต่อไป อาจมีการแก้เกมอย่างอื่นจนไม่ได้เป็นก็ได้ เพราะมันยังมีช่องกฎหมายอีกเยอะ ซึ่งตามช่องที่คณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่ากระบวนการไม่ชอบ และเป็นเอกฉันท์ด้วย

เมื่อถามย้ำว่า กระบวนการทั้งหมดจะไม่สามารถดำเนินการได้หากยังไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ เมื่อถามอีกว่า มีโอกาสที่จะไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เขาจะไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แน่ เว้นแต่ ก.พ.ค.ตร.จะสั่งลงมา แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่เขาบอกว่า หนังสือที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ นั้นมีข้อสังเกตว่า ควรจะถูกต้องตามกระบวนการ เพราะมีตัวอย่างมาแล้วนับ 10 เรื่องที่กระบวนการไม่ถูก แล้วถูกส่งกลับมาดังนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ก.พ.ค.ตร.และรัฐบาลเองก็ฟัง ก.พ.ค.ตร. จะเอาอย่างไรก็เอาตามนั้น

‘อัครเดช-รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่เห็นด้วยตัด สส.ปาร์ตี้ลิสต์ทิ้ง ชี้!! สส. 2 ระบบดีอยู่แล้ว ช่วยกันดูแล ปชช. เชิงนโยบาย-ลงพื้นที่

(25 มิ.ย. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกเลิก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ เหลือเพียง สส.ระบบแบ่งเขต ว่า การมี สส.ทั้ง 2 ระบบเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว และเป็นระบบที่อยู่กับการเมืองไทยมายาวนาน ถือว่าเป็นพัฒนาการทางการเมือง 

ซึ่ง สส.ระบบบัญชีก็มีข้อดีอย่างหนึ่งในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนในภาพรวมเชิงนโยบาย โดยไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่หนักในเชิงลึกแต่ทำพื้นที่ในภาพกว้าง ส่วน สส.แบ่งเขตก็มีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง มีความใกล้ชิดพี่น้องประชาชน นำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มาสะท้อนให้ฝ่ายบริหารได้เร่งแก้ปัญหา นอกจากทำหน้าที่นิติบัญญัติ ดังนั้น สส.เขตจึงต้องทำพื้นที่อย่างหนักในการเข้าถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ

“การมี สส.ทั้ง 2 ระบบ มีความสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ผมไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เหลือระบบเดียว แต่ทั้งนี้พรรครวมไทยสร้างชาติก็พร้อมที่จะสู้กับทุกกติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ภายใต้การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม“ นายอัครเดช กล่าว

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวต่ออีกว่า การที่มีการออกมาให้ข่าวลักษณะนี้ส่งผลกระทบกับพรรคการเมืองที่มีอยู่ ทำให้เป็นประเด็นการเมือง ตนไม่อยากให้มีข่าวลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นข่าวที่ไม่มีมูลเหตุ และขณะนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะกำลังทำกฎหมายประชามติอยู่ในวาระ 2 ทำให้เกิดความสับสนทางการเมือง และยังจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การเมือง จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายได้หยุดประเด็นทางการเมือง ช่วยกันทำให้การเมืองนิ่ง เพื่อให้รัฐบาลได้เดินหน้าแก้ปัญหาความเดือดร้อนเศรษฐกิจปากท้องให้กับประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top