Thursday, 9 July 2026
NEWS

กระบี่-จัดพิธีมอบโฉนดที่ดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 

(19 ก.ย.68) นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดที่ดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา และขับเคลื่อนโครงการ “มอบที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ประชาชน” โดยมี นายชูชีพ ประกอบชาติ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ นายกิตติ กิตติธรกุล นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาคราม นายกเทศมนตรีตำบลคลองหิน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ ผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี-กระบี่-ระนอง-พังงา-ชุมพร และประชาชนผู้รับมอบโฉนดที่ดิน เข้าร่วม ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (ท่าปอมครองสองน้ำ) หมู่ที่ 2 ตำบลเขาคราม อำเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่

กรมที่ดินได้จัดทำโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดินให้เป็นมาตรฐานเดียวกันให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยให้ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี -กระบี่ - ระนอง - พังงา - ชุมพร ดำเนินการตามแผนงานโครงการจนแล้วเสร็จ และเพื่อให้การดำเป็นงานตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม สามารถมอบโฉนดที่ดินถึงมือประชาชน จึงได้จัดทำโครงการ "มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน" และโฉนดที่ดินที่มอบให้ในครั้งนี้ เป็นโฉนดที่ดินที่ได้ดำเนินการในพื้นที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 4 ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ จำนวน 185 แปลง เนื้อที่ 386 ไร่ 3 งาน 98.7 ตารางวา มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยประมาณ 433,194,450 บาท และพื้นที่หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลคลองหิน อำเภออ่าวลึก จำนวน 101 แปลง เนื้อที่ 27 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยประมาณ 26,476,450 บาท รวมทั้งสิ้น 286 แปลง 200 ราย รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 414 ไร่ 1 งาน 9.70 ตารางวา รวมมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยประมาณ 459,671,250 บาท และมีการมอบโฉนดที่ดินให้แก่วัดโภคาจุฑามาตย์ ตำบลกระบี่ใหญ่ และวัดควนสบาย ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ รวม 4 แปลง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา

ด้านนายอังกูณ ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวแสดงความยินดีกับประชาชน ที่ได้รับออกการสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินจากกรมที่ดิน โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ และศูนย์อำนวยการเดินสำรวจเข้าดำเนินการออกโฉนดที่ดิน ซึ่งสามารถนำโฉนดที่ดินไปประกอการพัฒนาอาชีพของตนเองให้มีความเจริญมั่งคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและใช้เป็นแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ ซึ่งนับวันที่ดินจะหายากขึ้นและมีราคาสูง จึงขอให้ทุกคนหวงแหนที่ดินของตน รักษาโฉนดที่ดินไว้ให้ดีอย่าให้สูญหาย ระมัดระวังการถูกผู้อื่นหลอกลวงเอาไปใช้ในทางที่ทำให้เจ้าของที่ดินเสียประโยชน์ หากต้องการจะดำเนินการโอนซื้อชขายโอนมรดกให้บุตรหลานหรือนำไปจำนอง สามารถขอคำปรึกษาจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสำนักงานที่ดินที่ได้ทุกแห่ง เพื่อความสบายใจ

ผบ.เหล่าทัพมีมติเอกฉันท์ ปิดด่าน ‘ไทย–กัมพูชา’ ไม่มีกำหนด จนกว่าเขมรจะไม่เป็นภัยคุกคาม!! ไฟเขียวสร้างรั้วตามแนวชายแดน

(19 ก.ย. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย คณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) มีมติเอกฉันท์ให้ปิดจุดผ่านแดนและด่านผ่อนปรนระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยมติครั้งนี้มีขึ้นในที่ประชุมครั้งที่ 5 ของปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งชุดปัจจุบันและชุดใหม่ร่วมประชุมพร้อมหน้า

โดยในที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการเสริมความมั่นคงชายแดน ได้แก่ การสร้างรั้วตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเส้นเขตแล้ว การลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่ยังตกลงไม่ได้ รวมถึงการเปิดเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน 

นอกจากนี้ คบท. อนุมัติปรับแก้หลักปฏิบัติการใช้กำลัง (Rules of Engagement – ROE) ให้สามารถปฏิบัติการป้องกันตนเองได้ทันทีเมื่อพบการกระทำหรือเจตนาปรปักษ์ (Hostile Act/Intent) เช่น การสอดแนมหรือเตรียมการโจมตี แนวทางทั้งเชิงรุกและเชิงรับดังกล่าวได้ถูกนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อไปเพื่อเร่งดำเนินการตามมติเหล่านี้

‘กองทัพบก’ ย้ำบ้านหนองหญ้าแก้วอยู่ในอธิปไตยไทย เตือน นายกฯ มาเลเซีย อย่ารับข้อมูลเท็จกัมพูชาฝ่ายเดียว

ทบ. แก้เผ็ด ‘ฮุน มาเนต’ งัดหลักฐานบ้านหนองหญ้าแก้วอธิปไตยไทย บอกนายกฯ มาเลเซีย อย่ารับข้อมูลเท็จกัมพูชาฝ่ายเดียว ระวังจะถูกมองไม่เป็นกลาง ย้ำใช้กำลังตำรวจควบคุมไม่ใช่ทหาร ลั่นคนกัมพูชาต้องออกจากพื้นที่แค่รอจังหวะเวลาเหมาะสม

(19 ก.ย.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ว่า หลังจากที่มีการประกาศหยุดยิงครบ 53 วันพร้อมเข้าสู่กลไก ทวิภาคีทุกระดับเพื่อวางกฎกติกา นำไปสู่การสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง ซึ่งกำลังฝ่ายทหารของไทยได้ยึดมั่นตาม ข้อตกลง การเตรียมความพร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่พบว่ากำลังทหารของฝ่ายกัมพูชา ยังคงมีความพยายามในการดำเนินการต่างๆ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคล / การยั่วยุ /เผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน/ การใช้โดรน/ การเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน /การชุมนุมของชาวบ้านชาวกัมพูชาในพื้นที่เขตแดนของไทย/ รวมไปถึงการให้ข่าวสารของผู้นำกัมพูชาในเวทีต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการบิดบนพื้นที่อ้างสิทธิ์ ในพื้นที่ของไทย พยายามใช้กำลังภาคประชาชนโดยเฉพาะสตรี เด็กพระภิกษุ แสดงเชิงสัญลักษณ์ในการแสดงออก นำประชาชนมาออกหน้าแทนภาคราชการและเจ้าหน้าที่ทหาร โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาปล่อยให้มวลชนแสดงออกในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยและประชาชนชาวไทย หรือเป็นฝ่ายเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 เพื่อสิ่งเหล่านี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่องโดยไทยได้รวบรวมข้อมูล เรียบร้อยแล้วเพื่อประท้วงในบัญชีต่างๆ แต่ยังคงยืนยันว่าตัวเองขอให้ความจริงใจเพื่อจัดการประชุมหารือทางออก อย่างสันติวิธี

ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนชาวกัมพูชา ออกมาชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและมีพฤติกรรมยั่วยุ ใช้สิ่งเทียมอาวุธเช่นไม้หรือก้อนหินปาตำรวจไทยในพื้นที่อธิปไตยไทยพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งการชุมนุมประท้วง พบว่ามีพฤติกรรมของทหารกัมพูชาร่วมในเหตุการณ์แต่ไม่ได้มีทีท่าที่จะห้ามปรามประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า เป็นการให้ประชาชนออกหน้า ในการยั่วยุหรือรุกล้ำดินแดน และกระทำผิดกฎหมายในแผ่นดินไทยอย่างชัดเจน ทางการไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุม การจราจรโดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีทีท่า ที่จะเป็นเป็นอาทิตย์ทางที่ดีขึ้นเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่มีทีท่าและความจริงใจในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ พลตรีวินธัย กล้าวยืนยันว่า นายอันวาร์ อิบบาร์ฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากนายฮุน มาเนตนายกรัฐมนตรีกัมพู และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT ของฝ่ายกัมพูชา ต่อกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่ใช้พื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ แต่เป็นเขตอธิปไตยของไทย แต่มีชาวกัมพูชา ลุกล้ำเข้ามา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้วางแนวรั้วลวดหนาม ในพื้นที่อธิปไตยของไทยเอง จึงไม่ต้องใช้แผนที่ใดใด และกองทัพบกจะประสานกับทางกองทัพไทย เพื่อที่จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งยืนยันว่า การปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมในวันนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร ตามที่นายฮุน มาเนต กล่าวอ้าง และการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตา ไม่ใช่การสลายการชุมนุม เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้รื้อแนวลวดหนาม ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางราชการ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาน่าจะนำเสนอข้อมูลต่างๆในเวทีต่างประเทศผิดพลาด จึงจะมีการประสาน กระทรวงการต่างประเทศต่อไป พร้อมทั้งยืนยันว่าไทยไม่ได้มีการขยายขอบเขตเกินกว่าพื้นที่พิพาท เนื่องจากพื้นที่จ.สระแก้ว อยู่ตรงกับพื้นที่บ็อนเตียย์เมียนเจย พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ และไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และไม่ใช่พื้นที่เหนืออธิปไตยของกัมพูชา แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชานอกจากจะละเมิดข้อตกลง MOU 2543 เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ แต่ยังรุกล้ำ เข้ามายังพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นความเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการ และไม่ได้อยู่ในกลไกของ JBC

พลตรีวินธัย กล่าวว่าเป็นการรายงานข้อมูลเท็จเพียงฝ่ายเดียวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชารวมถึงคณะIOTฝ่ายกัมพูชาไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเรียกร้องให้สื่อสารไปยังเวทีต่างประเทศด้วยความโปร่งใสสุจริต ตรงไปตรงมา นอกจากนี้ จะให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่ายังมีข้อมูลของฝ่ายไทย เพื่อป้องกัน ไม่ให้มาเลเซียถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง จึงอยากให้รอข้อมูลจากฝั่งไทย มุมมองของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอาจจะเปลี่ยนไป

ทั้งนี้ พลตรีวินธัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่รอข้อมูลจากคณะ IOT ฝ่ายไทยก่อนออกมาให้ความเห็น ว่าไม่ทราบ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีกัมพูชาต่อสายตรงไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ตนก็ตอบไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากเกินกรอบหน้าที่

พลตรีวินธัย ยอมรับว่า ปัญหาพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพลเรือนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่รัฐของฝ่ายไทย ถือว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน ซึ่งที่ผ่านมาพยายามใช้ความอดทนอดกลั้น และประชาชนก็ได้เห็นแล้วว่าเรามีพัฒนาการทำให้เรื่องดังกล่าวนั้นถูกต้อง ซึ่งตอนแรกกังวลเรื่องภาพลักษณ์ ในสายตาของต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่าในระดับต่างประเทศมีการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ใช่เฉพาะระดับผู้นำของประเทศมาเลเซีย แต่ยังรวมถึงสำนักข่าวต่างประเทศ และหลังจากนี้จะพยายามใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้การใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ ที่รุกล้ำอธิปไตยไม่ต้องรอให้รัฐบาลไฟเขียวสามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก อย่างไรชาวกัมพูชาก็ต้องออกไปจากพื้นที่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมยาแรงอะไรแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่ต้องสื่อสารให้ได้ก่อนว่าพื้นที่นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างชอบธรรม ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของกัมพูชา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชานำไปเผยแพร่เช่นนั้น จึงต้องให้ข้อมูลที่หักล้างส่วนนั้นให้ได้

กสทช. จัดอบรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจริยธรรมสื่อมวลชนในพื้นทึ่ภาคตะวันออก

สำนักงาน กสทช. โดยสำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้ปฏิบัติงาน ภายใต้จริยธรรมสื่อ” ในหัวข้อ “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความท้าทายภายใต้มาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน” ระหว่างวันที่ 18 – 19 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมคลาสสิค โรงแรมแมนดาริน อีสต์วิลล์ พัทยา จังหวัดชลบุรี

นายณัฐนนท์ ลี้ศัตรูพ่าย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง กล่าวเปิดการอบรมว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิทธิมนุษยชนด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แม้สื่อมวลชนจะมีข้อยกเว้นบางประการในการนำเสนอข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ก็ยังต้องระมัดระวังในการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูล

ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหารายการที่มีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือความเป็นส่วนตัวของบุคคล ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อดำเนินงานภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจน

สำหรับการอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนสร้างมาตรฐานร่วมกันในการทำงานสื่ออย่างมีจริยธรรม

นายณัฐนนท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอให้การอบรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานสื่อมวลชนอย่างมีมาตรฐานและจริยธรรมต่อไป”

สมุทรปราการ-นายก อบจ.สมุทรปราการ ส่งเสริมกีฬา!! เปิดสนามกีฬาสร้างใหม่ พร้อมบวงสรวงวางศิลาฤกษ์แท่นฐาน รัชกาลที่ 6 เป็นที่สักการะของชาวสมุทรปราการ  

(19 ก.ย.68) ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ วัดราษฎร์โพธิ์ทอง ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดย นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีบวงสรวง วางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

เพื่อเป็นที่สักการะของประชาชนคนสมุทรปราการ โดยมี พราหมณ์ กล่าวโองการบวงสรวง นำกล่าวถวายเครื่องสักการะ และนำกล่าวขอพร มีนายอัครวัฒน์ อัศวเหม พร้อมด้วย นายวรพร อัศวเหม นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ นายสิทธิไชย เชื้อไทย นายพิษณุวัส คำงาม เลขานุการนายก อบจ. นายสมควร ชูไสว ประธานสภา อบจ. พร้อมด้วย คณะสมาชิกสภา อบจ. ทั้ง 6 อำเภอ 

หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าฝ่าย พนักงานจากกองงาน ต่างๆ อาทิ เช่น สำนักเลขานุการองค์การบริหารส่วนจังหวัด กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ กองคลัง กองช่าง กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กองผังเมือง หน่วยตรวจสอบภายใน กองสาธารณสุข และกองการเจ้าหน้าที่ โดยมี นายไพบูณร์ พินเที่ยง สมาชิกสภา อบจ. นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ นายสมเกียรติ ทองเหลือ เลขานุการ คณะกรรมการสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ ฝ่ายปกครอง และกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้

ด้าน นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า สำหรับสนามกีฬา อบจ. สมุทรปราการ ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ หลังจากประกอบพิธีบวงสรวง วางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในวันนี้แล้ว 

ทาง อบจ. ก็จะทำพิธีเปิดใช้สนามเพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมเปิดให้เยาวชนรวมถึงประชาชนทั่วไป ที่สนใจในการอออกกำลังกาย ก็สามารถมาใช้สนามได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมทางด้านกีฬาให้รุดหน้าและเจริญก้าวหน้าตลอดยิ่งยิ่งขึ้นไป อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือชุมชนในการใช้เวลาว่างมาใช้สนามกีฬาแห่งนี้ในการออกกำลังกายเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง 

โครงการปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ บริเวณชั้นหนึ่ง สนามกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ และจัดซื้อครุภัณฑ์ สำหรับใช้ในอาคารสนามกีฬา และลานกิจกรรมสนามกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ (วัดราษฎร์โพธิ์ทอง) เฟส 1 ได้เสร็จสิ้นแล้ว ยังคงเหลือ เฟสที่ 2 ที่เป็นสนามฟุตบอล ที่ยังไม่เรียบร้อยตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอบปรับพื้นที่ให้เรียบร้อย จากนั้นก็จะปรับปรุงให้ใช้งานได้ แต่ทั้งนี้การเข้าออกของชุมชนก็ต้องอาศัยสถานที่ของสนามกีฬาแห่งนี้ ดังนั้น เราต้องทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อนสามารถเข้าออกผ่านสนามได้อย่างปลอดภัย

พิษณุโลก รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบลวดหีบเพลงและสิ่งของบริจาคจาก พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6 เพื่อสนับสนุนกำลังพลชายแดน

(19 ก.ย.68) เวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงกลาง สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลตรี วรเทพ บุญญะ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบลวดหีบเพลง พร้อมอุปกรณ์และสิ่งของบริจาค จากคณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6)

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการ CSR “ช่วยสร้างรั้วของชาติ” และกิจกรรมพบปะพี่น้อง เพื่อนพ้อง จากคณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำลวดหีบเพลงและสิ่งของที่ได้รับมอบ ไปสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมด้านความรักชาติ ความเสียสละ และความหวงแหนในอธิปไตยของประเทศ และประชาชนทั่วไป เพื่อบ่มเพาะจิตสำนึกด้านความมั่นคง และสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลประเทศชาติอย่างยั่งยืน

เชียงใหม่-รองผบ.ตร.ร่วมแถลงผลจับกุมผู้ต้องหา เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีดฟันได้รับบาดเจ็บ 

กรณีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 มีเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซัก 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย พื้นที่ สภ.แม่ปิง 

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 11.30 น.พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในการแถลงข่าวผลจับกุมผู้ต้องหา 15 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 1 ราย เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีด ฟันหญิงวัยรุ่นใน พื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. และ ผกก.สภ.พื้นที่ เข้าร่วมแถลงข่าวณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 5 (ศปก.ภ.5) ชั้น 2 อาคารที่ทำการ ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 23.15 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากพนักงานวิทยุ สภ.แม่ปิงว่ามีเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซักสกาย - Sky Laundry 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง  ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ เมื่อทราบเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพร้อมกับพนักงานสอบสวน จึงได้เดินทาง ไปยังที่เกิดเหตุ สอบถามข้อมูล ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย เป็นชาย 1 ราย อายุ 17 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณกลางหลัง    (ผู้ให้ข้อมูลอยู่ที่เกิดเหตุ)  เด็กหญิง อายุ 14 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณมือด้านขวาขาด   (กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาล)  และเด็กชาย อายุ 14 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณมือทั้งสองข้าง(กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาล) 

จากการสอบถามเบื้องต้นพบว่า เมื่อเวลา 23.00 น. ตนกับพวกจำนวน 9 คน ได้มายืนอยู่บริเวณหน้าร้าน 7 – 11 จากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนประมาณ 20 กว่าคน ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดริมถนน แล้วถืออาวุธมีดเข้ามาจะทำร้าย กลุ่ม ของตนจึงได้วิ่งหลบเข้าไปในที่เกิดเหตุ กระทั่งได้มีหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่น ตามมาใช้อาวุธมีดฟันกลุ่มของพวกตนจนบาดเจ็บ เมื่อก่อเหตุแล้ว ผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ มุ่งหน้าไปทางแยกบวกครกศรีวิไลหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ รวบรวมพยานหลักฐาน และลักษณะรูปพรรณของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวข้างต้นเอาไว้  เพื่อดำเนินการติดตามกลุ่มคนร้ายโดยทันทีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้แจ้งให้กับสถานีตำรวจในพื้นที่ข้างเคียงให้ช่วยกันตรวจสอบกลุ่มบุคคลดังกล่าว 

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สารภี จว.เชียงใหม่ ได้ควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มวัยรุ่นที่ได้ก่อเหตุดังกล่าว จึงได้แจ้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง  เพื่อมาทำการตรวจสอบ จนพบข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือ ของกลุ่มผู้ต้องสงสัย พบว่าภายในโทรศัพท์มือถือมีการบันทึกภาพ

การรวมตัวกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหลายคัน และได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยผู้ถูกจับได้ยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ได้ร่วมไปกับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ลงมือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด จึงได้ควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว มาสืบสวนขยายผลหาตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุคนอื่นๆ ต่อไป ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว กลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมกันก่อเหตุดังกล่าวมาดำเนินคดีได้ จำนวน 15 นาย และได้ดำเนินการขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการหลบหนี 1 นาย เร่งดำเนินการติดตามจับกุมให้ได้โดยเร็ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมในการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายต่างทุ่มเทและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว ด้วยมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความปลอดภัย ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย
 

ตำรวจรับคำร้องขอปลดปัญชีธนาคารทั่วประเทศ 2 วัน กว่า 600 บัญชี ย้ำผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ทุกโรงพัก และสายด่วน 1599 โดยต้องยืนยันข้อมูลตัวตน 5 ข้อ

(19 ก.ย.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมวางแนวทางการบริหารรับแจ้งความเกี่ยวกับการถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว เพื่อเป็นแนวปฏิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ PCT) เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมกำชับให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศต้องรับแจ้งความผู้เสียหายทุกราย ซึ่งผู้เสียหายต้องสามารถยืนยันข้อมูลตัวตน 5 ข้อให้ถูกต้อง ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน, หมายเลขโทรศัพท์, หมายเลขบัญชีธนาคาร และชื่อธนาคาร เพื่อป้องกันมิจฉาชีพการแอบอ้างตัวตนเป็นผู้บริสุทธิ์ หากพบว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้แอดมินของแต่ละสถานีตำรวจรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ PCT) จากนั้นศูนย์ PCT จะรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ AOC พิสูจน์ทราบเพื่อดำเนินการปลดล็อกโดยเร็ว แต่หากพบว่าเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไปนั้น

ผลการปฏิบัติในการรับคำร้องขอปลดบัญชีธนาคารของหน่วยงานต่างๆ ในวันที่ 17-18 กันยายน 2568 พบว่าสถิติขอปลดระงับเพิ่มขึ้น โดยวันที่ 17 กันยายน จำนวน 285 บัญชี ส่วนวันที่ 18 กันยายน จำนวน 333 บัญชี เพิ่มขึ้น 48 บัญชี คิดเป็น 15% แบ่งเป็น

- ผู้ยื่นคำร้องทุกหน่วย จำนวน 430 คน 618 บัญชี ปลดระงับแล้ว 17 บัญชี จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเกี่ยวกับคดี จำนวน 109 คน 128 บัญชี / ยังไม่พบคดี ส่งต่อเพื่อพิจารณา จำนวน 322 คน 473 บัญชี ปลดระงับแล้ว 14 คน 17 บัญชี

- หน่วยงานที่รับคำร้องมากที่สุด ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 113 คน 165 บัญชี รองลงมาคือ สายด่วน 1599 จำนวน 48 คน 81 บัญชี, ตำรวจภูธรภาค 3 จำนวน 45 คน 48 บัญชี ตามลำดับ

- ช่องทางที่รับคำร้องสูงสุดคือ สถานีตำรวจ 327 ราย, ทางโทรศัพท์ 177 ราย และทางสายด่วน 1599 จำนวน 81ราย

- สาเหตุที่ขอปลดระงับ สูงสุดคือเป็นบัญชีส่วนตัว 359 บัญชี, เป็นบัญชีร้านค้า 78 บัญชี, เป็นบัญชีเงินเดือน 74 บัญชี และอื่นๆ 90 บัญชี  

ทั้งนี้ นอกจากประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว สามารถแจ้งเพื่อขอปลดระงับได้ทางสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ยังสามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เปิดสายด่วน 1599 ในการช่วยเสริมการปฏิบัติให้กับศูนย์ AOC ในการรับแจ้งความอีกช่องทางหนึ่งด้วย

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง ! นายก ฯ มาเลเซีย เคารพกฎบัตรอาเซียน อย่าแทรกแซงพิพาทไทย-กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมเห็นข่าวที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน มีการโทรศัพท์ถึงท่านอนุทิน นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมกับการกำกับการ/สั่งการเสร็จสรรพว่าต้องไม่สร้างความตึงเครียด และต้องนำทุกประเด็นขึ้นสู่การเจรจา JBC นั้น   

ผมทราบดีว่านายอันวาร์ในฐานะประธานอาเซียนน่าจะพยายามทำหน้าที่ของท่านในฐานะประธานอาเซียน เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ท่านควรวางบทบาทตนเองให้เหมาะสมและเคารพหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิก ซึ่งกำหนดไว้ใน กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Charter of the Association of Southeast Asian Nations) ข้อ 2 ( e ) ว่าอาเซียนและรัฐสมาชิกอาเซียนต้องไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิกและสะท้อนถึงค่านิยมทางวัฒนธรรมของภูมิภาคที่เน้นการเคารพในอธิปไตยและความเป็นอิสระของแต่ละประเทศ เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ ยกเว้นไทย เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อน จึงรู้ซึ้งดีถึงคุณค่าของเอกราชและอิสระที่จะดำเนินกิจการภายในโดยไม่ถูกครอบงำจากชาติอื่น 

ดังนั้น การที่นายอันวาร์โทรมาสั่งการนายกอนุทินของไทยว่าอย่าสร้างความตึงเครียดและเรียกร้องให้นำประเด็นทุกอย่างเข้าสู่การเจรจา JBC ผมเห็นว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างชัดเจน เพราะการจะสร้างความตึงเครียดหรือไม่นั้นอยู่ที่ยุทธศาสตร์และวิธีการรับมือกับการรุกรานของกัมพูชา ซึ่งเป็นฝ่ายสร้างความตึงเครียดกับไทยก่อนเสมอ เช่น การพยายามรื้อลวดหนามของไทย หรือการใช้มวลชน เด็ก สตรี พระสงฆ์ พยายามรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งฝ่ายไทยก็จำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ตามสัดส่วน หรือแม้แต่การปิดด่านริมชายแดนเพื่อให้กัมพูชาเผชิญกับความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจ จะได้ไม่เป็นภัยคุกคามไทยอีกต่อไป 

ถ้าการกระทำเหล่านี้นายอันวาร์ถือเป็นการสร้างความตึงเครียด ก็แสดงว่านายอันวาร์พยายามจะสั่งให้ไทยหยุดการกระทำเหล่านี้งั้นหรือ อีกทั้งยังมีการพูดเชิงสั่งการว่าต้องนำทุกประเด็นเข้าสู่การเจรจา JBC ซึ่งเป็นอำนาจการตัดสินของนายกไทยล้วน ๆ ว่าจะนำประเด็นใดเข้าสู่การเจรจาหรือไม่ แต่นายอันวาร์ถือสิทธิอะไรมาสั่ง อย่างนี้ถือเป็นการแทรกแซงอำนาจการตัดสินใจของผู้นำไทย เป็นการแทรกแซงกิจการภายในอย่างชัดแจ้ง ขัดต่อกฎบัตรอาเซียนข้อ 2 (e ) อย่างชัดเจน

ผมจึงขอเตือนไปยังท่านนายกมาเลเซีย ให้วางตัวให้เหมาะสมตามบทบาทของประธานอาเซียน และ “อย่าล้ำเส้น” ในการก้าวก่ายกิจการภายในของไทย อันเป็นการขัดต่อกฎบัตรอาเซียน ซึ่งจะทำให้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของท่านมีรอยด่างพร้อยโดยไม่จำเป็น ด้วยความปรารถนาดี” 

‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่าฯ ธปท. เผยความคืบหน้า สามารถปิด ‘บัญชีม้า’ ได้แล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี

(19 ก.ย. 68) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาบัญชีม้าและภัยการเงินดิจิทัล เผยว่า ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี ส่งผลให้ยอดความเสียหายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้ระบบการเงินดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับภัยการเงินที่รุนแรง ตั้งแต่ปี 2565 มีผู้เสียหายแจ้งความแล้วกว่า 1 ล้านราย มูลค่าความเสียหายเกือบ 9.8 หมื่นล้านบาท โดยเงินกว่า 50% ถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายภายในเวลาเพียง 3 นาที ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ยถึง 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัว

นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพุฒิชี้ว่า มาตรการระงับธุรกรรมเพื่อสกัดเส้นทางการเงินตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อผู้สุจริตมากกว่าที่ประเมินไว้ จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และหน่วยงานอื่น ๆ เร่งปรับปรุงกระบวนการ ปลดการระงับธุรกรรมสำหรับผู้สุจริต และพัฒนากลไกใหม่เพื่อลดผลกระทบให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ยั่งยืนและปลอดภัย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม และข้อมูลพร้อมแรงจูงใจที่ถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถลดความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรม “เด็กยุคใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน ป้องกันภัยออนไลน์

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ( ผบก.ปคม.) เป็นประธานเปิด โครงการ “รณรงค์ประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยจากสื่อลามกออนไลน์ (No Look No Like No Share : Take Care Yourself)” ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน โดยมี อาจารย์โชติวิทย์ ธรรมสุจิต คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับภัยอันตรายจากสื่อลามกออนไลน์
ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสื่ออลามก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และจิตใจของเยาวชน รวมถึงเสี่ยงต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นช่องทางนำไปสู่การคุกคามและการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงดำเนินการรณรงค์เชิงป้องกันเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนและสังคม

ภายในกิจกรรมมีการบรรยายและเสวนาเชิงวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “Gen Z Say No เด็กรุ่นใหม่ปฏิเสธ
สื่อลามกออนไลน์” โดยได้รับเกียรติจาก พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ (สารวัตรเติ๊ก)สว.ฝอ.บก.สอท.2/รองโฆษก บก.สอท. และศิลปินเยาวชน “เอแคลร์” ศิลปินวง FELIZZ ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการรับมือกับภัยออนไลน์ เพื่อให้เยาวชนมีความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ และปฏิเสธสื่อที่ไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์หลายรูปแบบ อาทิ การประกวดคลิปวิดีโอและภาพถ่าย ในหัวข้อ 
“No Look No Like No Share : Take Care Yourself เด็กรุ่นใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” รวมถึง กิจกรรมปฏิญาณตนดิจิทัล (Digital Pledge) ให้นักเรียนร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ
สื่อลามกออนไลน์ พร้อมทั้งการแสดงดนตรีจากวง NOT MINOR และกิจกรรมนันทนาการอื่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม

พล.ต.ต.ทรงกลด กล่าวว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแนวทางป้องกันเชิงรุก ที่ไม่เพียงแต่สร้างความรู้เท่าทันสื่อ แต่ยังปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นพลังสำคัญในการรณรงค์ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่ออามกออนไลน์” ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าสานต่อกิจกรรมลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้การรณรงค์เข้าถึงเยาวชนอย่างกว้างขวาง และช่วยลดความเสี่ยงจากภัยสื่อออนไลน์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 รวม 3 จังหวัด เผยปีนี้ใช้งบฯ ถึง 15.5 ล้านบาท เพิ่มทั้งจำนวนชุดสิ่งของ และค่าพาหนะ รองรับปริมาณผู้ยากไร้ที่มารอรับ และสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

(19 ก.ย.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ (จังหวัดที่ 3) กว่า 12,000 ชุด ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทั้งชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อผ้า รองเท้าแตะฟองน้ำ ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนหน่วยงานในเครือมูลนิธิฯ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางสาวจิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์ ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ นางศิริพร โอภาสวงศ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ และนายพลภัทร เตชะหรูวิจิตร ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นายวสวิศร์ ศตพิพัฒน์ (ต้น-จักรกฤษณ์) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋)  นายณัฐวุฒิ ศรีหมอก (กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่) ฯลฯ ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ แสดงดนตรี และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งได้มีผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 18 กันยายน 2568 เป็นต้นมา

งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานมหาบุญที่ครบทั้งการทำบุญและให้ทาน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร, คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร รวม 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

สส. นเรศ เผย ‘กล้าธรรม’ ผลักดัน 'พ.ร.บ.ลำไย' ผ่านสภา สำเร็จ ยกเป็นชัยชนะของชาวสวนลำไย หวังช่วยสร้างรายได้มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการคุ้มครองและพัฒนาพืชเศรษฐกิจลำไยอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับคุณภาพการผลิต การตลาด และการส่งออกให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

พรรคกล้าธรรม โดย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เขต 9 รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ คนที่ 1 กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องขอบคุณ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯทุกท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายให้สมบูรณ์รอบด้าน โดยเฉพาะการใส่หลักการคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกลำไย การเพิ่มนิยามที่ชัดเจน และการกำหนดให้ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถนำไปใช้อ้างอิงของบประมาณและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ประโยชน์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้
1. เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. มีแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมการผลิต แปรรูป และการตลาด
3. ส่งเสริมคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการส่งออกสู่ตลาดโลก
4. เกษตรกรมีส่วนร่วมโดยตรงผ่านตัวแทนในคณะกรรมการ
5. หน่วยงานของรัฐสามารถใช้อ้างอิงเพื่อของบประมาณและดำเนินการได้ทันที

นายนเรศ กล่าวภายหลังการลงมติว่า “วันนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของพรรคกล้าธรรม แต่คือชัยชนะของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยทั้งประเทศ เราผลักดันกฎหมายนี้เพื่อให้ลำไยไทยไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เป็นอนาคตที่มั่นคงของครอบครัวเกษตรกร”

สำหรับ ที่มาของการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. ... เนื่องจาก “ลำไย” เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกเป็นลำดับ 3 ของประเทศไทย แต่เกษตรกรกรผู้ปลูกลำไยกลับมีรายได้ไม่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไย จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการทำนโยบายและยุทธศาสตร์ลำไยเป็นเป้าหมายการพัฒนาการผลิตลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยในการจัดทำการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์เกี่ยวกับส่งเสริมและพัฒนากิจการเกี่ยวกับลำไยของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

โดยสาระสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ จะมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไย เพื่อกำหนดทิศทางการดูแลลำไยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คณะกรรมการชุดนี้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่งจะต้องเป็นประธาน มีภาคเกษตรกร ภาคเอกชน เข้ามาร่วม

ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ ต่อไปก็จะมีเจ้าภาพในการดูแลลำไยโดยตรง ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีระบบมากยิ่งขึ้น เช่น หากราคาลำไยมีแนวโน้มว่าจะไม่ดี นายกรัฐมนตรี ก็จะสามารถสั่งการในมาตรการเร่งด่วนสำคัญเพื่อดูแลได้โดยตรง เป็นต้น 

ทั้งนี้ หากจะอธิบายง่าย ๆ ถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาลำไยขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลำไย และแผนปฏิบัติการต่างๆ ดูแลตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ ศักยภาพการผลิต  คุณภาพ การขนส่ง การตลาด การแปรรูป การวิจัยและพัฒนา การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้ชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไยอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ขั้นตอนหลังจากนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งรายงานการร่างพระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ส่งไปให้วุฒิสภา พิจารณาต่อ และหากวุฒิสภาเห็นชอบตามที่สภาผู้แทนได้ส่งรายงานไปก็ดำเนินการส่งประกาศราชกิจจานุเบกษาใช้เป็นกฎหมายต่อไป

สุโขทัย-สนามบินสุโขทัย คว้ารางวัล 'EIA Monitoring Awards 2025' มุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เจ้าของ “สนามบินสุโขทัย” รับรางวัล EIA Monitoring Awards 2025 ระดับ “ยอดเยี่ยม” ในงาน EIA Symposium and Monitoring Awards 2025 จากการดำเนินงานที่โดดเด่นตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอกย้ำพันธกิจความยั่งยืนของบริษัทฯ 

ในโอกาสนี้ นางสาวตรีศรัณย์ สีตกะลิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เลขานุการบริษัท และรักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสนามบิน บริษัท การบินกรุงเทพฯ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลจาก นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ 

งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สนามบินสุโขทัยได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระดับดีเด่นในปี พ.ศ. 2542, 2543, 2545, 2548, 2549, 2550 และระดับยอดเยี่ยมในปี พ.ศ. 2551, 2552, 2554, 2566 รวมถึงล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 นี้ด้วย
 
งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

‘ต้องรัก สิริชัยตระกูล’ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของกองทัพบก นักเรียนนายร้อยคนแรกของประเทศ!! ที่มาจากสมัครพลทหารออนไลน์

(19 ก.ย. 68) นักเรียนเตรียมทหาร 'ต้องรัก สิริชัยตระกูล' กลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกองทัพบก หลังจากเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าคนแรกที่เดินเส้นทางจากการสมัครเป็นพลทหารผ่านระบบออนไลน์ โดยจุดเริ่มต้นมาจากความฝันในวัยเรียน ม.6 ที่อยากสวมเครื่องแบบนักเรียนนายร้อย จึงเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางทหาร

เขาเริ่มจากการสมัครเป็นพลทหารออนไลน์ เลือกร้อยฝึกรบพิเศษที่ 2 เพื่อฝึกฝนทักษะและวินัยอย่างเข้มข้น ก่อนจะใช้โอกาสระหว่างประจำการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งเขาทำได้สำเร็จและสอบติดในลำดับที่ 5 ของรุ่น ถือเป็นหลักฐานชัดเจนของความพยายามและการวางแผนชีวิตอย่างมีระบบ

เส้นทางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเท ทำให้เขาได้รับโควตาเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และก้าวสู่การเป็นนักเรียนนายร้อยในที่สุด 'ต้องรัก' จึงกลายเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า ความฝันและการลงมือทำอย่างจริงจัง สามารถเปิดทางไปสู่ความสำเร็จได้ แม้เส้นทางจะไม่ง่าย แต่ทุกก้าวล้วนมีความหมาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top