Saturday, 18 July 2026
NEWS

'นายกฯ อุ๊' ยกความจริงตอกหน้า 'นักประวัติศาสตร์-สส.บางพรรค' หลังอ้าง 'อโยธยา' ต้นกำเนิดไทย เพื่อคว่ำสถานีรถไฟอยุธยา

(7 ต.ค.66) นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'นายกฯ อุ๊' นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ อ. มหาราช จ. พระนครศรีอยุธยา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ฉบับเซียนพระเครื่อง ขอสวนนักประวัติศาสตร์ซักตั้ง 

ตอนนี้อยุธยากำลังดรามาเรื่องคัดค้านจากนักวิชาการค่ายศิลปวัฒนธรรม

และ สส.จากเขต 1 พรรคก้าวไกล ให้ย้ายสถานีรถไฟฟ้าจากที่เดิม ด้วยเหตุผลว่าทับเมืองโบราณอโยธยา ที่เกิดก่อนกรุงศรีอยุธยา และอยู่นอกเกาะเมืองที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลก มีการจัดเสวนากันในหมู่คนค้านกันเอง ฝ่ายเดียว 

ล่าสุด สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์ ถึงกับหัวชนฝา บอกอโยธยา คือ เมืองไทยแห่งแรก ต้นกำเนิดสุโขทัย ไปโน่น รวมถึงภาษาไทยด้วย 

งานนี้ค้านกันสุดตัว 

แต่เสียงคนอยุธยาผ่านโซเชียลต่างๆ มากกว่า 90% สนับสนุนให้สร้างที่เดิมและต้องมีสถานีรถไฟฟ้าที่อยุธยา 

รวมถึงผมก็สนับสนุน เพราะมันจำเป็นและเกิดความเจริญอย่างมาก และรถไฟก็ไม่ได้ผ่ากลางมรดกโลกอย่างที่พวกค้านประดิษฐ์วาทกรรม เขาสร้างแนวเดิมตั้งแต่สมัย ร.5 คนไม่รู้ก็อาจหลง

ระหว่างคำว่า อโยธยา กับ อยุธยา ซึ่งคนละบริเวณกัน 

มาประเด็นที่สุจิตต์ กล่าว ... ผมในฐานะ เซียนพระ นี่แหละ ขอค้านความเห็นสุจิตต์ 

ผมเคยไปที่ เมืองกุ้ยติ้ง มณฑลกุ้ยโจว พบกับนายอำเภอ ซึ่งเป็นคนเผ่าปู้อี ซึ่งคุยภาษาไทยเข้าใจหลายคำเช่น จำนวนนับ เรานับหนึ่ง เขานับเดี่ยว ซึ่งเป็นภาษาไทยโบราณ ที่แปลว่าหนึ่ง จากนั้น สอง สาม สี่ห้า ไปถึงสิบ มีต่างกันสองคำ 

...ผมนับ สามสิบสาม เขาก็นับสามสิบสาม
...เราเรียกกินน้ำ เขาเรียก เกิ่นน้ำ 
...เราเรียกกินข้าว เขาเรียก เกิ่นข้าว 

...เราเรียกสรรพนามแทนตัว ว่า กู เขาก็เรียกว่ากู
...เรียก คู่สนทนา ว่า มึง เขาก็เรียกว่า มึง
...และยังมีอีกหลายคำ แสดงให้เห็นถึง วัฒนธรรมรากของภาษาไทยที่ชัดเจนมาก 

คุยไปคุยมาแทบจะนับญาติกันตั้งแต่ยุคโบราณ รู้สึกได้ถึงรากเดียวกัน

ที่เด็ดกว่า คือ ไปเจอ ขนมบัวลอยไข่หวาน กับแกงส้ม ที่นี่ด้วย แต่รสชาติอ่อนกว่าเรา ... อาหารไทยหรืออาหารจีนดีล่ะแบบนี้?

ชนเผ่าปู้อี้ ผมเชื่อโดยสนิทใจว่า เกี่ยวกับต้นรากคนไทยแน่นอน ... ภาษาพ่อขุนราม มึง กู เขาใช้กันปกติ 

สุจิต วงษ์เทศ บอกว่า ต้นรากของชาติไทยคือ อโยธยา 

แล้ว ทวารวดี ที่พบกระจายไปทั่ว ภาคกลาง อู่ทอง ตะวันตก เมืองกาญจนบุรี นครปฐม อีสาน นาดูน ตะวันออก ก็พนัสนิคม อายุพันกว่าปี ล่าสุด ศรีเทพ ที่เพชรบูรณ์ 

แถมศรีวิชัย ตั้งแต่สุราษฎร์ธานีที่ไชยา ตามพรลิงค์ที่ นครศรีธรรมราช 

ไปจรดยะลาปัตตานี ไม่ต้องลามไปถึงต้นทางศรีวิชัยที่อินโดนีเซียก็ได้ 

ศรีวิชัยอายุพันกว่าปี หลักฐานคือ พระเครื่องกรุต่างๆ สมัยทวารวดี ศรีวิชัย นี่แหละเพียบ

ยืนยันการมีอยู่ของอาณาจักรก่อนอโยธยาแบบไม่เห็นฝุ่น ในพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบัน

ที่โบราณยังไม่เคยมีคำว่าประเทศไทย แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองต่างๆ ต้นรากรวมเลือดเนื้อผสมกันเป็นชาติเชื้อไทย ทุกวันนี้ หาใช่ เพียงแค่ อโยธยา ดังที่สุจิตต์กล่าวอ้างโมเมแต่อย่างใด เพียงเพื่อค้านการสร้างรถไฟฟ้าสถานีอยุธยา 

พระเครื่องคือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่บ่งบอกยุคสมัยและความเจริญ ของเมืองได้ อโยธยา ไม่พบพระกรุไหน หรือสิ่งปลูกสร้างไหน อายุเกินกว่าหนึ่งพันปี 

สุโขทัยก็เจ็ดร้อยกว่าปี 
อยุธยานับถึงปัจจุบันก็หกร้อยกว่าปี เท่านั้น 

อโยธยาก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจะแก่เก่าถึงพันสามร้อยปีเทียบชั้นกับทวารวดีหรือศรีวิชัยได้ แต่อย่างใด 

เซียนพระขอค้านนักประวัติศาสตร์ ชั้นครู สักหน่อยนะครับ

‘เศรษฐา’ นั่งหัวโต๊ะ เล็งแก้ปัญหายาเสพติดเอง ลั่น!! เน้นบำบัดคืนสู่อ้อมอกพ่อแม่ ดีกว่าจับแล้วล้นคุก

(7 ต.ค.66) ที่สถานีตำรวจภูธรหัวโทน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และคณะ ให้สัมภาษณ์หลังตรวจเยี่ยมโครงการบำบัดยาเสพติด ที่มีแนวคิดจะให้หัวโทนโมเดลเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหายาเสพติด ว่า ใช่ เจ้าหน้าที่รัฐนำโดยสถานีตำรวจภูธรหัวโทนโมเดลเป็นแบบอย่างที่ดี อยากให้หลายท้องที่นำไปคิดว่าควรจะทำอย่างนี้ได้หรือเปล่า แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ นำไปใส่ท้องที่อื่น ต้องดูความพร้อมและความแข็งแกร่งของชุมชนว่าพร้อมด้วยหรือไม่ ตรงนี้เป็นโมเดลที่พิสูจน์ให้เห็นว่าทำสำเร็จ มีตัวเลขที่ลดลงอย่างมีนัยและผู้เสพเป็นผู้ป่วยหายคืนสู่อ้อมกอดพ่อแม่พี่น้องได้ และมีอาชีพที่เป็นหลักแหล่งอันนี้น่าชื่นชม

ผู้สื่อข่าวถามว่า หัวโทนโมเดลไม่ใช่จุดสุดท้ายที่แก้ได้ เพราะบางครั้งเมื่อจับแล้วก็มีการปล่อยออกไปอีก นายเศรษฐา กล่าวว่า หัวโทนโมเดลสรุปไม่ใช่ทางแก้ที่เบ็ดเสร็จอันนี้จริง แต่เป็นส่วนสำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหา ถ้าหากบอกว่าผู้เสพต้องจับไปขังคุก ท่านรู้หรือไม่ว่าคุกไทยกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้เสพยาเสพติด 85% หากเจอนิดเดียวแล้วจะไปเป็นผู้ผิดแล้วติดคุก พวกเราจะเต็มไปด้วยผู้เสพ ซึ่งมันควรจะต้องมีวิธีอื่นเพื่อเปลี่ยนผู้เสพให้เป็นผู้ป่วยดูแลรักษาเขาให้ดีให้มีอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ส่งคืนสู่อ้อมกอดของพ่อแม่ได้ เรื่องการเผาทำลายยาเสพติดระยะเวลาจะต้องให้น้อยลงเพื่อสังคมจะได้ไม่มีข้อกังขาระหว่างการโอนก่อนจะปฏิบัติการเผามันมีรั่วไหลหรือไม่ การจ่ายเงินสินบนนำจับให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบางทีบอกว่าช้าไปบางทีนาน 1 - 3 ปี มันช้าเกินไปต้องให้มีวิธีการที่กระชับขึ้น และเรื่องการยึดทรัพย์ก็ยังช้าอยู่ ดังนั้นหัวโทนโมเดลไม่ใช่วิธีเดียวที่สำเร็จแต่เป็นส่วนสำคัญ

นายเศรษฐา กล่าวด้วยว่า ตนได้บอกไว้แล้วว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตนจะนั่งหัวโต๊ะเองเพราะมีหลายหน่วยงานทั้ง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สาธารณสุข มหาดไทย ทุกๆ หน่วยงานต้องได้รับการสั่งการที่ชัดเจน มีผู้บริหารสูงสุดของประเทศนั่งหัวโต๊ะบัญชาการเอง

“ยืนยันว่ายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญและยืนยันปัญหายาเสพติดจะต้องน้อยลงไป” นายกรัฐมนตรีกล่าว

‘นายกฯ’ ลุยน้ำท่วมยโสธร มอบถุงยังชีพช่วยเหลือชาวบ้าน ยันรัฐบาลพร้อมดูแล พร้อมให้คำมั่นสัญญาเงินดิจิทัลทำแน่

(7 ต.ค.66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นางเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่บ้านทรายงาม ตำบลกุดกุง อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้แม้จะไม่ถูกน้ำท่วมแต่ก็ถูกน้ำจากแม่น้ำชีเอ่อล้นท่วมพื้นที่การเกษตรและถนนเข้าหมู่บ้านประมาณ 30-60 เซนติเมตร ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ต้องใช้รถขนาดใหญ่ในการสัญจรเข้าออกหมู่บ้าน  

โดยนายกรัฐมนตรีได้นั่งรถยกสูงของ ปภ. หมายเลขทะเบียน 53-7093 กรุงเทพมหานครเข้าพื้นที่เพื่อพบปะประชาชนและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในหมู่บ้าน

เมื่อเดินทางมาถึงมีประชาชนรอต้อนรับผูกผ้าขาวม้าให้กำลังใจ โดยมีชาวบ้านบางคนบอกกับนายกฯ ว่าหล่อมาก 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้กราบนมัสการ พระครูเมธีธรรมบัณฑิต เจ้าคณะอำเภอคำเขื่อนแก้ว พร้อมถวายผ้าไตร และจตุปัจจัยไทยธรรม

โดยพระครูฯ ได้มอบพระพุทธบุษยรัตน์จำลอง ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว พระคู่บ้านคู่เมือง จ.ยโสธร พร้อมเหล็กไหลของทางวัด รวมทั้งผูกข้อมือให้พรกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ร่วมคณะ

โดยช่วงหนึ่งพระครูได้สอบถามนายกฯ และฝากเรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพราะชาวบ้านรออยู่ขอให้นายกฯ ทำสำเร็จ

ซึ่งนายกฯ ได้กล่าวยืนยันว่า “ขณะนี้รัฐบาลทำอยู่ ต้องทำครับ เพราะมีคนมาต่อต้าน แต่ก็ไม่กี่คนหรอกครับ แต่เราก็ต้องทำเพราะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชน ต้องทำครับ”

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้เดินพบปะกับประชาชนที่มารอ ซึ่งได้นั่งลงพูดคุยกับกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ว่าอยู่อย่างไรในช่วงน้ำท่วม พร้อมแสดงความเป็นห่วง โดยระบุจะหาแนวทางช่วยเหลือด้วยการยกระดับความสูงของถนนที่เข้าหมู่บ้าน เพื่อให้เดือดร้อนน้อยลงในช่วงที่น้ำท่วมสูง นอกจากนี้จะมีการสร้างสะพานเพิ่มในบางจุด ทำให้ชาวบ้านยกมือไหว้  ซึ่งนายกฯ ได้ตอบกับชาวบ้านว่าไม่ต้องขอบคุณตนเองเพราะสิ่งที่ทำเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี

และมีคุณยายวัย 70 ปี บอกกับนายกฯ ว่า ดีใจที่จะได้ใช้เงิน ไม่มีโทรศัพท์ ใช้ไม่เป็นทำไวท่านนายกฯนายกรัฐมนตรีจึงกล่าวว่า “ไม่เป็นไรบัตรประชาชนใบเดียวก็พอแล้ว”

ขณะที่บรรดาชาวบ้านโดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่านายกฯตัวจริงหล่อ และได้บอกนายกว่า ดีใจหลายๆ นายกฯ ลงมาหา หล่อตัวสูง ก่อนที่จะพูดกระเซ้ากันหลังจับมือนายกฯ ว่า “จับมือได้แต่อย่าบายหรรม” เรียกเสียงฮากระจาย

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุอีกกลุ่มสอบถามเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค ขณะที่นายเกรียงซึ่งอยู่ด้วยกับนายกรัฐมนตรี จึงได้สอบถามผู้สูงอายุว่ายังอยากใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ตอยู่ไหม คุณยายจึงตอบว่า อยากได้ ขณะที่นายกฯย้ำว่าเรื่อง 30 บาทเราจะดูแลให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ต้องดูแลทั้งเรื่องสุขภาพ ดูแลประชาชน ตนไม่อยากให้ลำบาก ตนมาเพราะต้องการลงพื้นที่เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริงตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาหาเสียงอยากให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี พร้อมสอบถามเรื่องปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งต้องขอให้ผู้ใหญ่พ่อแม่ดูแลบุตรหลานให้ดีๆ

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับประชาชนว่าสวัสดีพี่น้องชาวจังหวัดยโสธรที่รัก เป็นขวัญและกำลังใจ อย่างล้นหลามให้เราทำงาน การเดินทางเข้ามาตรงนี้ ลำบาก ขนาดมาหนเดียวยังลำบาก เพราะเจอแต่ภาวะน้ำท่วม และได้รับการรายงานว่า ท่วมแล้วท่วมอีก ท่วมตลอดเป็นเดือน ตนมีความไม่สบายใจ และเห็นใจทุกท่าน การสัญจรไปมาก็ลำบาก จะไปหาหมอก็ลำบาก พืชผลเสียหาย วันนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ร่วมมาด้วย เป็นที่บ่งบอกแล้วว่าเราให้ความสำคัญกับปัญหาของพี่น้องประชาชนชาวอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ทั้งนี้เรื่องการป้องกันน้ำท่วมทำได้หลายมิติ ในระยะยาวต้องมีการบริหารจัดการน้ำตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เสนอขุดคูคลองเพิ่ม ตรงนี้ถือเป็นแผนระยะยาว แต่ระยะสั้นเรื่องการปล่อยน้ำทางกรมชลประทานรับปากว่าจะไปทบทวนดูแลวิธีกักน้ำปล่อยน้ำ ซึ่งต้องบริหารจัดการกันไป หากเกิดภาวะอุทกภัยหรือน้ำท่วมเกิดขึ้นหน่วยงานทุกหน่วยงานพร้อมไม่ว่าจะเป็นของนายเกรียง  รมช.มหาดไทยที่ดูแลด้านป้องกันสาธารณภัยนายสุทิน กระทรวงกลาโหม

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารราบพัฒนาก็มาดูแลช่วยเหลือบำบัดทุกข์ให้พี่น้องประชาชน แต่เราไม่อยากให้ถึงจุดนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมดูแลสร้างถนนหนทางเข้ามาด้วย โดยสัญญาว่า จะทำถนนและสะพานอีก 2 สะพานที่น้ำท่วม ซึ่งจะต้องจัดการโดยเร็ว และระหว่างที่ตนนั่งรถเข้ามาได้คุยกับเจ้าหน้าที่รัฐหลายท่านบอกว่าที่นี่อำเภอนี้หมู่บ้านนี้มีความผูกพันมาก มีโครงสร้างสถาบันครอบครัวที่แข็งแรง พี่น้องไม่ได้ออกไปทำงานนอกเขตอยากอยู่ในเขตพื้นที่ช่วยเหลือจุนเจือด้วยกัน ดูแลผู้แก่ผู้เฒ่าด้วยกัน ผลดีตรงนี้ไม่มีใครทราบ ตนมาที่นี่ไม่มีใครบ่นเรื่องปัญหายาเสพติด เพราะสถาบันครอบครัวแข็งแรงพี่น้องคนแก่คนเฒ่าดูแลลูกหลานดีมีเวลาพูดคุยกันมีเวลาให้ความอบอุ่นแก่ครอบครัวตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นสังคมตัวอย่างที่หลายๆ อำเภอหลายๆ จังหวัด ควรที่จะนำไปพัฒนาต่อ วันนี้ดีใจที่ได้มาพบปะพูดคุย แม้มาในสภาพที่น้ำท่วมไม่ค่อยน่ายินดีสักเท่าไหร่ แต่ก็อยากมาในบริบทที่มีรอยยิ้มอย่างจริงจังและวันนี้ก็ยิ้มสุดๆ หน่อย เพราะมาถึงก็เห็นน้ำท่วม ตนมาเพียงวันเดียวยังเศร้าใจ เข้าใจถึงความลำบาก วันนี้ที่มาที่นี่มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ซึ่งทุกคนเข้าใจและสัญญาจะกลับมาดูแลพี่น้องประชาชน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้มอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชน จำนวน 300 ชุม และยังได้มอบถุงยังชีพของเกษตรอำเภอให้กับเกษตรกรจำนวน 300 ชุดรวมถึงมะปรางซึ่งเป็นอาหารของปศุสัตว์ในช่วงที่น้ำท่วมรวมถึงต้นกล้าพันธุ์พืชเช่นมะละกอพริกและมะเขือให้กับประชาชนด้วย

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างเดินทางกลับตามเส้นทางซึ่งมีน้ำท่วมสูงเป็นระยะ นายกรัฐมนตรีได้ลงลุยน้ำและนำถุงยังชีพไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่ประสบความเดือดร้อนตามรายทาง พร้อมให้กำลังใจว่า ขอให้สู้อดทนอีกหน่อยรัฐบาลพร้อมช่วยเหลือ

เปิดจดหมาย ‘พ่อแม่’ ผู้ก่อเหตุสลดที่สยามพารากอน น้อมรับผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมขอโทษ-ขอขมาเหยื่อ

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.66) ครอบครัวของเด็กชายวัย 14 ปี ที่ก่อเหตุสลดในห้างสรรพสินค้าพารากอน เขียนจดหมายแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า…

ผมและครอบครัวรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งและขอโทษอย่างที่สุดกับผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัว สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกชายของเราที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนที่ผ่านมา รวมทั้งกับประชาชน นักท่องเที่ยว เจ้าของกิจการ ห้างร้าน และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือบริเวณใกล้เคียงที่ต้องอพยพ หรือเดือดร้อน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งของประเทศไทย จีน เมียนมา ลาว และทุกฝ่าย 1 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นส่วนรวมของประเทศด้วย

ผมและครอบครัวต้องขออภัยที่ไม่ได้สื่อสารต่อสาธารณะให้เร็วกว่านี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมและครอบครัวอยู่ในระหว่างกระบวนการและขั้นตอนทางกฎหมาย ลูกชายเราถูกควบคุมตัวไว้ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนตามคำสั่งศาลคดีเต็กและเยาวชน โดยผมและครอบครัวไม่ได้ยื่นขอประกันตัว เพราะผมและครอบครัวตั้งใจจะให้ความร่วมมือกับทางการอย่างเต็มที่ ในการค้นหาข้อเท็จจริง และให้เกิดความมั่นใจว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำขึ้นอีกจากกรณีเดียวกัน

เราเสียใจและตกใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และน้อมรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่เท่าที่เราสามารถจะกระทำได้ ทั้งขอให้คำมั่นว่า เราจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และทุกหน่วยงาน ในการดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งบรรเทาและเยียวยาผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้ง

ผมและครอบครัวกราบขอโทษและขอขมาต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากเหตุการณ์นี้และทุกคนจากใจด้วยความเคารพครับ

ผู้ปกครองของเด็กที่ก่อเหตุ

ผบ.ตร.ห่วงใยความปลอดภัยเด็กและเยาวชนจมน้ำช่วงปิดเทอม ตำรวจน้ำสานต่อความห่วงใย จัดโครงการสอนน้องว่ายน้ำ หวังลดความสูญเสีย

วันนี้ (7 ตุลาคม 2566) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. มีความห่วงใยเด็กๆ และเยาวชนที่เล่นน้ำในช่วงปิดภาคเรียนอาจเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตได้ และการจมน้ำเสียชีวิตนั้นนับเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่คร่าชีวิตเด็กและเยาวชนไทย โดยเป็นอุบัติภัยที่สามารถป้องกันด้วยการใช้ความระมัดระวัง

ในช่วงปิดเทอมนี้ กองบังคับการตำรวจน้ำ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดฝึกสอนการว่ายน้ำให้กับเด็ก และเยาวชน ในห้วงเดือนตุลาคมนี้ ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ล่าสุด ตำรวจน้ำสมุยได้จัดโครงการตำรวจน้ำสอนน้องว่ายน้ำ ระหว่างวันที่ 5 -7 ต.ค.66 เวลา 16.00 - 18.00 น. ณ โรงแรมราชพฤกษ์ สมุย รีสอร์ท อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี  โดยมีน้องๆ เด็กและเยาวชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 15 คน 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการจมน้ำของเด็ก และมีหัวข้อการสอนดังนี้ ฝึกการลอยตัว แนะนำอุปกรณ์ช่วยชีวิต การใช้งานอุปกรณ์ แนะนำสาธิตการเอาตัวรอดทางน้ำ เมื่อตกน้ำ สาธิตการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ/CPR การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ (ตะโกน โยน ยื่น) และอื่นๆ

‘วิรไท สันติประภพ’ ยกคำกล่าว ‘อาจารย์ป๋วย’ เป็นข้อคิดในการบริหารบ้านเมือง

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.66) นายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ 'การบริหารบ้านเมืองด้วยความรับผิดชอบ เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของผู้มีอำนาจรัฐ' ระบุว่า...

อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้ทำนองว่า

ถ้าแพทย์รักษาผู้ป่วยผิดพลาด อาจจะสร้างผลกระทบให้กับชีวิตของผู้ป่วยหนึ่งคนและครอบครัว

ถ้าวิศวกรสร้างตึก หรือสะพานผิดพลาด อาจจะหมายถึงชีวิตคนหลายสิบหรือหลายร้อยคนที่ใช้งาน

แต่ถ้านักเศรษฐศาสตร์ทำนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาดแล้ว อาจจะกระทบต่อชีวิตของคนหลายสิบล้านคนทั้งประเทศ

วันนี้ ด้วยพลังของตลาดที่รู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี แค่ผู้มีอำนาจรัฐเริ่มคิดจะทำนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่รับผิดชอบ ก็ส่งผลเสียต่อชีวิตคนได้ทั้งประเทศแล้ว ผ่านกลไกของตลาดเงินและตลาดทุน

เรามีตัวอย่างนโยบายภาครัฐจากอดีตหลายอันที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสั้นๆ แต่สร้างความบิดเบือนให้กับกลไกตลาด และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ สร้างภาระทางการคลังแบบได้ไม่คุ้มเสีย และส่งผลกระทบต่อผลิตภาพยาวนานไปอีกหลายปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด หรือโครงการรถคันแรก 

ถ้าเริ่มต้นบริหารประเทศด้วยการทำนโยบายที่หวังผลต่อ GDP แค่ช่วงสั้นๆ ผลที่จะเกิดขึ้นกับฐานเสียงในการเลือกตั้งสี่ปีข้างหน้า อาจจะกลับทิศได้อีกด้วย ถึงเวลาใกล้เลือกตั้งรอบหน้าเศรษฐกิจที่โดนกระตุ้นด้วยยาโด๊บเงินดิจิทัล ก็คงหมดพลังลงพอดี นอกจากนี้โครงการภาครัฐดีๆ อีกนับสิบนับร้อยโครงการที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในวันนี้และวันหน้าอาจโดนถูกตัดงบประมาณลง

ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าประชาชนจำนวนมากต้องการ การเปลี่ยนแปลง การปฏิรูป มากกว่านโยบายประชานิยม เชื่อว่าในอีกสี่ปีข้างหน้า กระแสเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปจะยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก ในขณะที่ทรัพยากรด้านการคลังจะยิ่งจำกัดมากขึ้น

นอกจากนี้ ถ้าผู้มีอำนาจรัฐเริ่มต้นบริหารประเทศด้วยนโยบายที่ไม่รับผิดชอบแล้ว ความน่าเชื่อถือจะไหลลงเร็ว ทั้งจากในและต่างประเทศ จะทำอะไรต่อไปก็จะยากไปหมด มีแต่ความไม่เชื่อมั่น ความแคลงใจกัน นโยบายที่จะสนับสนุนการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตของประเทศจะยิ่งเกิดได้ยากมาก

โจทย์ในวันนี้น่าจะเป็นว่า จะช่วยกันหาทางลงให้กับนโยบายที่หาเสียงไว้แล้ว แต่ไม่ควรทำได้อย่างไร มากกว่าที่จะเดินหน้าต่อ ทั้งที่รู้ว่าจะสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่เขตบางกะปิ จัดคาราวาน ปันความสุข ให้ชุมชน ครั้งที่ 3 มอบของรางวัลกว่าร้อยรายการ ณ โรงเรียนบ้านบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566)  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ จัดคาราวาน “ป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน” ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นางสาววรินดา คุปติธรรมกุล (ปุ๊กกี้) นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวอรภัสญาน์ สุกใส (มิ้วส์) นางสาวไดอนา แอน คาฮิลส์ และอาสาสมัครศิลปินอีกหลายท่าน ร่วมกิจกรรมแจกของขวัญ และของรางวัลสุดพิเศษกว่า 100 รายการ พร้อมจัดบริการด้านการแพทย์ฟรีจากหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกิจกรรมนันทนาการจากหน่วยงานในเครือ 3 สถาบัน ได้แก่ โรงพยาบาลหัวเฉียว คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อาทิ กิจกรรม ตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกจ่ายยา นวดทุยหนา ตรวจและแจกแว่นสายตา ตัดผม การบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 การเจาะเลือด เพื่อตรวจการทำงานของตับ ไต ไขมันในเส้นเลือด น้ำตาลในเลือด และเก๊าท์เบื้องต้น ฯลฯ รวมทั้งจัดให้มีการแจกจ่ายอาหารและเครื่องดื่มให้กับประชาชนภายในเขตบางกะปิ  โดยมี นายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นผู้กกล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายชูชาติ พุ่มน้อย ผู้อำนวยการเขตบางกะปิ อาสาสมัครมูลนิธิฯ แขกผู้มีเกียรติ และประชาชนจำนวนมาก ร่วมในพิธี ณ โรงเรียนบ้านบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

‘อนุทิน’ นำทีมเบิร์ธเดย์ ‘เนวิน’ ครบ 65 ปี บอกอวยพรตามประเพณีด้วยจิตใจที่รักเคารพ

(7 ต.ค.66) ที่ จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย (มท.) ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยถึงการอวยพรวันเกิดนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีอายุครบ 65 ปี เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 6 ต.ค. ภายหลังการสัมมนาสส.ของพรรค นายอนุทิน และแกนนำพรรค พร้อมด้วยสส.ของพรรค ได้อวยพรวันเกิดนายเนวิน ว่า เราอวยพรตามประเพณีด้วยจิตใจที่เรารักเคารพ

เมื่อถามว่า นายเนวินฝากอะไรบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำงานกันเป็นทีมอยู่แล้ว ซึ่งการเป็นพรรคการเมือง เราต้องทำงานให้ประชาชน

เมื่อถามว่า นายเนวินได้พูดถึงเป้าหมายจำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความขยันของผู้สมัครแต่ละคนด้วย แต่ว่าผู้ปฏิบัติที่บริหารราชการแผ่นดิน ก็ต้องทำงานเต็มที่

‘พ่อเด็ก 14’ โผล่ขอขมาศพผู้เสียชีวิตชาวเมียนมา ยืนยัน พร้อมให้การช่วยเหลือและเยียวยาเต็มที่

(7 ต.ค.66) หลังจากนำร่าง นางสาว Moe Myint หรือ ตะวัน ชาวเมียนมา ผู้เสียชีวิตจากเหตุยิงที่ห้างสยามพารากอน ยังคงตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 2 วัดผาสุกมณีจักร อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  โดยเมื่อค่ำวันที่ 6 ต.ค. 66 แม่ของนางสาว Moe Myin ได้เดินทางจากเมียนมา มาถึงประเทศไทย เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้มาร่วมงานสวดอภิธรรมศพ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า บิดาของเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมาร่วมงานสวดอภิธรรมศพ โดยนั่งอยู่ด้านนอกศาลาร่วมฟังสวดคนเดียว ก่อนจะเข้าไปพูดคุยกับนายจ้างของ น.ส.ตะวัน พร้อมกับขอโทษนายจ้าง ญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ เผยเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้ 

ส่วนเรื่องคดีก็ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย โดยขอไม่พูดถึงรายละเอียดอื่นๆ ขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น เพราะพูดไปก็เหมือนเป็นการแก้ตัว ส่วนสาเหตุที่มาร่วมงานศพช้า เพราะต้องจัดการเรื่องคดี

ทั้งนี้ หลังจากพระสงฆ์สวดอภิธรรมเสร็จ บิดาของผู้ก่อเหตุก็ได้เข้าไปกราบขอขมาศพ จากนั้นจึงไปลานายจ้างของผู้เสียชีวิต แล้วเดินทางกลับทันที

สำหรับร่างของนางสาว Moe Myint จะตั้งบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมถึงวันที่ 7 ตุลาคมนี้ และจะมีพิธีฌาปนกิจศพในวันที่ 8 ตุลาคม 2566 เวลา 13.00 น.

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราโชวาท ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2565

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'ศุกลภัทร์ มะรินทร์' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ... เมื่อวันนี้ของวันศุกร์ที่ ๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๕ เป็นวันที่ ๒

โดยวันนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย รวม ๓,๖๔๔ คน ประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับปี ๒๕๖๖ นี้ พระราชทานพระราโชวาท ความตอนหนึ่งว่า 

คำว่าอิสระทางความคิด ต้องมีอิสระทางความคิด เป็นที่นิยมใช้กันหลายวงการ จนเข้าใจกันไปว่า ไม่ต้องฟังความคิดผู้อื่น ถือความคิดของตนเป็นใหญ่ จริงอยู่ คำว่าอิสระ แปลว่า เป็นใหญ่ เป็นไทแก่ตัว ไม่ขึ้นแก่ใครๆ แต่ความเป็นใหญ่ทางความคิด ไม่สามารถเกิดขึ้นลอยๆ ได้ ความคิดอ่าน ต้องมีพื้นฐานของความรู้ความคิดรอบด้าน จะเป็นใหญ่ทางความคิดได้ ต้องอาศัยการสะสมความรู้ กลั่นกรอง ไตร่ตรองให้ถูกต้องแจ่มชัด จึงจะสามารถเป็นใหญ่ทางความคิด นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ แก่ตนเอง และส่วนรวมได้ เช่นนี้ จึงนับว่า เป็นใหญ่เหนือความคิด บังคับบัญชาความคิดได้ การดื้อดึงถือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ที่ไม่มีรากฐาน ไม่ฟังความคิดผู้อื่น ไม่หาความรู้เพื่อตรวจสอบว่า คิดถูกต้อง สมควรเป็นประโยชน์หรือไม่ เรียกได้ว่า เป็นทาสของความคิด ถูกความคิดอันไม่ได้ไตร่ตรอง ให้ถูกต้องครอบงำ เมื่อนำไปใช้ จึงเกิดความเสียหายเดือดร้อน อาจจะรุนแรงถึงเป็นภัยฆ่าฟันกัน บัณฑิตทั้งหลาย เป็นผู้เล่าเรียนมาก จึงเป็นความหวังของบ้านเมืองว่า จะได้รู้จักใช้ความคิด รู้จักไตร่ตรอง ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักเสาะแสวงหาความรู้ มาพิจารณา ให้ทราบตระหนักว่า ความคิดอ่านของตนถูกต้อง เป็นประโยชน์รอบด้าน เป็นคุณต่อบ้านเมือง

‘วินทร์’ ชี้ ‘สังคมปัจจุบัน’ กำลังหล่อหลอม ‘เด็ก’ ให้กลายเป็นปีศาจ ‘ความรู้-จริยธรรม’ จึงเป็นธุระของคนทั้งชาติ ที่ต้องคอยช่วยกันปลูกฝัง

เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.66) วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กระบุว่า…

ข่าวเด็กวัย 14 ก่อเรื่องร้ายสร้างความสะเทือนใจแก่ทุกคน แม้ว่าเรายังไม่ได้รับรายงานสาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นปัญหาทางจิต เช่น โรคจิตเภท หรือปัญหาครอบครัว หรืออะไร เราก็น่าจะฉวยโอกาสนี้สำรวจสถานการณ์เด็กบ้านเราในภาพรวม

หลายปีนี้ผมเจอเรื่องเด็กหลงทางหลายคนที่เป็นลูกหลานของเพื่อน ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวบ้าง ปัญหายาเสพติดบ้าง สร้างความทุกข์มหันต์ให้พ่อแม่ ในฐานะคนที่เคยเลี้ยงลูกวัยนี้ รู้ว่าพฤติกรรมหลงทางของเด็กเป็นฝันร้ายของพ่อแม่ทุกคน

พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการให้ลูกเป็นนักเรียนชั้นเลิศ ได้เกรด 4 ทุกวิชา แค่ต้องการให้เรียนวิชาพอมีความรู้ประกอบอาชีพ ไม่สร้างปัญหาแก่ใคร ได้เท่านี้ก็ดีใจแล้ว

แต่การเลี้ยงลูกในยุคนี้ยากขึ้นทุกที ทั้งอิทธิพลจากเพื่อนๆ จากสื่อ โลกโซเชียล จากเกม จากหนัง ไปจนถึงการเมือง

เด็กก็คือเด็ก ฉลาดแค่ไหนก็มีวุฒิภาวะแค่ระดับหนึ่ง แต่มักคิดว่าตนเองรู้จักโลกมากพอแล้ว จึงไม่ฟังใคร

วุฒิภาวะต้องใช้เวลาและประสบการณ์ชีวิตด้วย

เมื่อเกิดปัญหา เรามักชี้นิ้วไปที่ปัจเจกไม่กี่คน หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก แต่ความจริงปัญหาของเด็กแต่ละคนที่ทำผิด ก็คือปัญหาของคนทั้งชาติที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน จะชี้นิ้วไปที่คนไม่กี่คนในวงแคบๆ ไม่ได้

ดังที่เคยบอกว่า สิ่งมีค่าที่สุดของชาติคือทรัพยากรคน และการสร้างทรัพยากรคนเริ่มที่เด็ก ต้องปลูกฝังความรู้และจริยธรรมควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง จึงจะได้เด็กที่มีคุณภาพและวุฒิภาวะที่สูงพอ เป็นปัญญา ไม่ใช่ปัญหาของสังคม

จะสร้างความรู้และจริยธรรมได้ เป็นธุระของทุกคนและทุกระบบในประเทศ

แต่ภาพในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม หลายปีนี้เราได้ยินข่าวเด็กถูกผู้ใหญ่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเสมอ บางคนบางฝ่ายสามารถล้างสมองเด็กเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขาได้อย่างเลือดเย็น 

ปัญหาของเด็กคนหนึ่งจึงมักเป็นยอดของภูเขาน้ำแข็งที่ประกอบด้วยปัญหาอื่นๆ ของคนอื่นๆ คนจำนวนมากไม่ได้อยู่บนยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งนั้น อาจไม่ใช่ปัญหาโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะทุกอย่างในสังคมดำเนินไปแบบ cause - effect 

cause #1 สร้าง effect #1, effect #1 สร้าง cause #2, cause #2 สร้าง effect #3... ต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ใครคนหนึ่งคอมเมนต์ด่าคนอื่น มันจะกลายเป็น cause ที่สร้าง effect ใหม่ จากคนต่อคน จนถึงจุดหนึ่ง effect ก็ไปถึงเด็กที่ยังมีปัญญาและวุฒิภาวะไม่สูงพอ เด็กคนนั้นก็อาจหลงเชื่อว่าตนเองเป็นทางแก้ปัญหา ทั้งที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และก่อปัญหาสังคมได้โดยที่เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนเองกำลังช่วยสังคม

ดังนั้นปัญหาสังคมจากเด็กก็คือปัญหาของคนทั้งชาติที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งผู้ใหญ่ที่เจตนาปั่นหัวเด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ไม่แย้งผู้ใหญ่คนนั้น

ท่านพุทธทาสภิกขุเทศน์หัวข้อเรื่อง “ยิ่งจะทำให้ดี, โลกมันยิ่งบ้า” ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2513 ว่า

"เสรีภาพในการเขียน ไม่มีใครว่าใครได้ แล้วก็เขียนเรื่องลามก อนาจาร ลงไปในหนังสือประจําวัน, แพร่หลายทั่วไปหมด ; ย้อมนิสัยเด็กๆ ให้เสียไปโดยไม่รู้สึกตัว, โดยไม่ต้องรู้สึกตัว, เขียนเรื่องอ่านเล่นโดยนามปากกา ที่มีชื่อเสียง นิยมนับถือกันทั้งประเทศ แต่แล้วก็เขียนเรื่องที่ทําให้เด็กมีจิตใจเลวทราม, เสื่อมเสียทางศีลธรรมโดยไม่รู้สึกตัว คุณไปเอาหนังสือพิมพ์มาพิจารณาดูเอาก็แล้วกัน ก็จะมองเห็น...

"ยังมีอะไรอีกมากที่ทําให้เด็กๆ กลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์ คนโตๆ ไม่เป็นไร ไม่กี่ปีก็ตาย แต่ว่าการที่ทําให้เด็กๆ มากลายเป็นอย่างนั้นนั้น มันน่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่าเขายังจะอยู่ไปอีกนาน..."

นั่นคือภาพเมืองไทยในปี 2513 เมื่อ 53 ปีก่อน วันนี้ปัญหาเด็กที่เกิดจากปีศาจผู้ใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย และรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้นความล้มเหลวที่จะสร้างคนที่มีคุณภาพ ก็คือความล้มเหลวของทั้งสังคม

ทุกคำที่เราพูด ทุกประโยคที่เราด่า ทุกแง่ลบที่เราแสดง เป็นส่วนหนึ่งของ cause - effect ของสังคมรวม

วินทร์ เลียววาริณ
6 ตุลาคม 2566

ตร.ทท.พัทยา ปชส.การท่องเที่ยวและความปลอดภัยสร้างความเชื่อมั่น นทท.จีน ที่เข้ามาท่องเที่ยวพัทยา

พ.ต.ท.พิชญะ เขียวเปลื้อง สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ล่ามแปลภาษาจีน และตำรวจจาก กองกำกับการควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (กก.คธม.) ออกประชาสัมพันธ์ข้อมูล ด้านการท่องเที่ยวและด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวสัญชาติจีน ที่เข้ามาท่องเที่ยวพัทยา  ณ บริเวณท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ตำรวจท่องเที่ยว พร้อมบริการประชาชน  สามารถแจ้งเหตุผ่าน สายด่วน 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง และแอพพลิเคชัน ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว Tourist police I lert u

Tourist police with public service. You can report the incident via 1155 toll-free 24 hours a day and the Tourist Support Application for Tourist Tourist Police Alert.

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ คนใหม่ฟิต บินขึ้นเหนือ ตรวจเยี่ยมร้านปันรักษ์ เจียงฮาย สนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ จากครอบครัวตำรวจ มุ่งพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ในครัวเรือน

วันที่ 6 ตุลาคม 2566 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เดินทางไปตรวจเยี่ยม ร้าน “ปันรักษ์ เจียงฮาย” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ จากแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย 

โดยได้รับฟังปัญหา และให้คำแนะนำเพื่อการพัฒนาต่อไป โดยมี คุณเสาวณีย์ สุขวัฒนพันธ์  ผู้แทนประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และคณะแม่บ้านให้การต้อนรับ ซึ่งนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจคนใหม่ มุ่งพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ในครัวเรือน 

สำหรับแบรนด์ปันรักษ์ สร้างรากฐานยั่งยืน สร้างอาชีพเสริมให้ครอบครัวตำรวจ โดยร้านปันรักษ์ คาเฟ่ มีเครื่องดื่ม กาแฟ ผลิตภัณฑ์กาแฟ และผลิตภัณฑ์สินค้า ของฝากฝีมือครอบครัวตำรวจทั่วประเทศ เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า สร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ครอบครัวตำรวจมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นไปตามจุดประสงค์หลักที่เราต้องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพ เริ่มจากการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ตำรวจ และครอบครัวตำรวจต่อไป

ผู้ปกครองหวั่นวิตก อัดวิชาการหนัก ส่งผลเสียรุนแรงจริงหรือ?

สถาบัน แคร์โรลล์ เพรพ โดยนางพนิดา  แคร์โรลล์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียน ฯ ได้ออกมาแสดงความวิตก ถึงสถานการณ์ของระบบการศึกษาไทย โดยระบุถึงสถานการณ์ในช่วงนี้ทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับมาย้อนดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นในชีวิตเด็ก ที่สุดท้ายนำพาให้เขานำตัวเองเข้ามาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าเราจะป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างไรในฐานะผู้ใหญ่ พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก ผู้ที่เป็นสภาพแวดล้อมสำคัญของเด็ก มนุษย์มีความต้องการจำเป็นอยู่ 3 อย่าง 1. ความเป็นอิสระ การได้ตัดสินใจด้วยตนเอง  2. ความรู้สึกว่าตนเองทำได้  3.ความรู้สึกเป็นที่รักเป็นที่ยอมรับ  

เมื่อไหร่ที่ความต้องการ 3 อย่างนี้ได้รับการดูแลตอบสนอง มนุษย์จะมีแรงกระตุ้นให้ทำสิ่งต่างๆ  มีความสุขและทนทานต่อปัญหาทางจิตเวช (Deci, E.L. & Ryan, R.M.2000)
 
แต่ผู้ปกครองจำนวนน้อยนักที่จะตระหนักรู้ถึงความจริงข้อนี้ 

ทั้งนี้ คุณพนิดา แคร์โรลล์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแคร์โรลล์ เพรพ กล่าวย้ำอีกว่า 

พิมพ์เขียวของชีวิตเด็กเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่วัยอนุบาล โดยพัฒนาตั้งแต่แรกเกิดผ่านการเลี้ยงดู การตอบสนองของพ่อแม่ พ่อแม่จึงเหมือนสถาปนิกสร้างมนุษย์ ถ้าพ่อแม่มีความรู้ความเข้าใจและใส่ใจที่จะออกแบบก่อสร้างตามหลักของความปลอดภัย เด็กๆ เหล่านี้ก็จะตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคง แต่บ่อยครั้งความเข้าใจยังน้อย บางครั้งเข้าใจแล้ว แต่การสร้างตามหลักมาตรฐานมันยาก มันไม่ใช่แบบที่คุ้นเคยเลยไม่อยากทำ และบางครั้งความรู้สึกไม่มั่นคงในตนเองของพ่อแม่ สุขภาพจิต ความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการไม่ดูแลตนเองของพ่อแม่ก็เข้ามาขัดขวาง บางครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อแม่ไม่มีอำนาจในการควบคุม จะเห็นว่ามีอุปสรรคเกิดขึ้นได้นับไม่ถ้วน ดังนั้นไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้น สังคมเองก็ต้องทำความเข้าใจและร่วมสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลเลี้ยงดูเด็กในประเทศด้วย

หลายคนสงสัยว่ามันส่งผลรุนแรงได้ขนาดนั้นจริงหรือ? คงระบุไม่ได้ชัดเจน แต่ถ้ามองในมุมทฤษฎีความต้องการจำเป็นของมนุษย์ที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อพ่อแม่บังคับให้เด็กต้องทำสิ่งที่ไม่สมวัย ความจำเป็นข้อแรก คือ ความเป็นอิสระ การได้เลือกตัดสินใจด้วยตนเอง มักไม่ได้รับการตอบสนองแล้ว 1 อย่าง และเมื่อเด็กไม่ได้เลือกเอง ไม่ได้อิสระ สิ่งที่โดนบังคับทำก็ไม่ได้มาจากแรงผลักดันภายใน หมายความว่าพ่อแม่ก็จะต้องบังคับให้เรียนไปตลอด การที่เราไม่ได้ทำสิ่งที่ตนเองสนใจ ส่วนใหญ่มักทำออกมาได้ไม่ดีหรอกค่ะ ซึ่งก็เลยตามมาด้วยข้อ 2 ความรู้สึกว่าตนเองทำได้ มีความสามารถ ก็ไม่เกิดขึ้นอีก และข้อ 3 ก็จะตามมาติดๆ เวลาที่เด็กต้องทะเลาะกับพ่อแม่เรื่องการบ้าน เรื่องเรียน เกิดความขัดแย้ง เด็กรู้สึกเหมือนว่าถ้าตัวเองไม่เก่ง ก็ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่เป็นที่รัก ดังนั้นเรื่องนี้เรื่องเดียวสามารถที่จะขัดขวางความต้องการจำเป็นของมนุษย์ได้ครบทั้ง 3 อย่างเลยค่ะ

นอกจากนั้นเวลาที่พ่อแม่สุดโต่งพัฒนาในด้านใดด้านหนึ่ง สิ่งนั้นมักจะกินเวลาของการพัฒนาทักษะอื่น เช่น ถ้ามัวแต่เรียนอย่างเดียว ก็ไม่ได้พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากในการอยู่ในโลกใบนี้อย่างมีความสุข ชีวิตคนเราไม่ใช่ว่าต้องราบรื่นและมีความสุขตลอดเวลา แต่เวลาที่เราทุกข์ เรามีคนรับฟังไหม มีเพื่อนที่จะเป็นกำลังใจให้เราไหม ตรงนี้จะพาให้เราผ่านเวลายากลำบากไปได้

แต่ถ้าความสัมพันธ์ของเด็กกับพ่อแม่ไม่ดี อาจจะเพราะความหวังดีต่อลูกทำให้พ่อแม่ต้องบังคับเคี่ยวเข็ญหลายอย่าง หรือบางครั้งก็รักมากจนปกป้องมากเกินไปจนเด็กไม่ได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อตนเอง (ทำให้ข้อ 2 ความรู้สึกว่าตนเองทำได้ไม่เกิดขึ้น) เด็กก็จะไม่รู้ว่าจะสร้างสัมพันธ์ดีๆ กับคนอื่นอย่างไร เขาไม่มีแบบ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสม ใช้ความรุนแรง เด็กก็อาจนำไปใช้กับเพื่อน ความสัมพันธ์ก็เกิดขึ้นไม่ได้
 
"โรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญเหมือนกัน"
 
เด็กมีอิสระมากแค่ไหนในโรงเรียน? มีเด็กมากแค่ไหนที่รู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทสำคัญ? เด็กได้รับการยอมรับไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามไหม? หรือเราสนใจแต่เด็กเก่งๆ และแทบไม่มีพื้นที่ให้เด็กแบบอื่นเลย
 
บางครั้งโรงเรียนก็รับอิทธิพลมาจากผู้ปกครองมากจนลืมความต้องการของเด็ก ส่วนตัวมองว่ามันมาจากการที่เราทำอาชีพ ทำธุรกิจ ด้วยแรงจูงใจ(Motivation)ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัญหาของแรงงานเกือบทั้งประเทศ เราถูกเลี้ยงมาแบบให้คุณค่าเรื่องเงินเป็นหลัก ปัญหาคือ เมื่อแรงจูงใจ (Motivation) มันมาแบบผิดๆ ความพยายามมันก็ไปลงผิดจุด ผลประโยชน์จึงไม่ได้ไปที่เด็ก แต่อาจจะไปที่ความพึงพอใจ ความสบายใจของผู้ปกครอง ของความต้องการของตลาด แคร์โรลล์ เพรพ เป็นโรงเรียนที่สร้างมาเพื่อลูกของเรา และสิ่งที่เราใส่ใจที่สุดคือการพัฒนาด้านตัวตน อารมณ์ และสังคมของเด็ก ให้อิสระเขาให้มากที่สุดแต่ยังสนับสนุนวินัยตามวัย และเราก็พบว่า เด็กมีแรงจูงใจด้วยตัวเองได้จริงๆ เด็กสามารถบอกเราได้ว่า อยากเรียนภาษาจีนเพิ่ม เหตุผลเพราะอะไร แล้วที่เราต้องทำคือการตอบสนองความต้องการ การตัดสินใจนั้นของเด็ก ถึงแม้บางครั้งจะล้มเหลว ก็ต้องให้เด็กได้เผชิญกับมัน

แน่นอนว่าไม่ง่ายเลยที่จะสนับสนุนเด็กขนาดนี้ บุคลากรในประเทศส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจ และแน่นอนผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็เช่นกัน เราจึงต้องฝึกบุคลากรใหม่หมด และให้ความรู้ผู้ปกครองไปพร้อมๆกัน

"พ่อแม่ควรต้องทำอย่างไรต่อไป?" 

ทำความเข้าใจตัวเอง ตระหนักรู้ในตนเองก่อนค่ะ ใช้เวลา 15 นาทีเช้าเย็นทุกวัน คิด ว่าวันนี้เราทำอะไรไปบ้าง เรารู้สึกอะไรบ้าง เรากำลังกังวลอะไร ทำไมเราถึงเลือกทำสิ่งเหล่านั้น การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ การนอนไม่พอก็ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้เต็มศักยภาพ การไม่มีเวลาพัก สมองก็ไม่ได้จัดข้อมูล เหมือนกับการขึ้นเครื่องบินจริงๆ ที่เมื่อไหร่ที่มีปัญหาคุณต้องใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อน แล้วจึงจะช่วยเด็กข้างๆได้
 
มองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ระบุว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำคือปัญหาของใคร ของเราหรือของลูก ถ้าเป็นของลูก ให้อิสระลูกจัดการเอง พ่อแม่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา พยายามให้อิสระ ให้ตัวเลือกให้มากที่สุด สำหรับเด็กเล็กอิสระคงกว้างมากไม่ได้ สามารถเป็นในรูปแบบของการให้ตัวเลือก 2 แบบ เช่น จะนอนเลยทันที หรือจะฟังนิทานก่อนนอน ส่วนเรื่องการแต่งตัว การกิน จะกินเท่าไหร่ กินน้อยกินมาก ให้เด็กเลือกเองทั้งหมด นี่คือตัวอย่างของอิสระ
 
ให้โอกาสเด็กทำเอง ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด งานไหนยากไป ช่วยแบ่งเป็นขั้นให้เด็กทำเองได้ รองเท้าต้องใส่ง่าย ใส่เองได้ เสื้อผ้า กางเกงถอดง่าย เพื่อจะได้ถอดเข้าห้องน้ำเองได้ การเรียนก็ต้องเรียนตามวัยให้เหมาะสม ไม่ยากเกินจนเด็กมองไม่เห็นทางสำเร็จ ถ้าจำเป็นต้องเรียนยาก ต้องมีกิจกรรมอื่นที่เด็กชอบและทำได้ดีทำประกบไปด้วยกัน เด็กต้องรู้สึกภูมิใจในตนเอง มีคุณค่า
 
ความรู้สึกเป็นที่รักและได้รับการยอมรับเป็นพื้นฐานที่น้อยที่สุดที่พ่อแม่ควรจะให้ได้ ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข อาจแสดงออกด้วยการไม่ทำอะไรเลย เวลาที่ลูกเล่นของเล่นผิดประเภท เขียนผิดแต่ภูมิใจ การปล่อยให้เขาได้ทำโดยไม่เข้าไปสอนก็เป็นการแสดงการยอมรับอย่างหนึ่ง การรับฟังอย่างตั้งใจเวลาลูกมาเล่าสิ่งต่างๆโดยไม่ตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก ไม่สั่งสอน ก็ช่วยให้เด็กรู้สึกสบายใจและอยากมาเล่าให้ฟังอยู่เรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่เด็กยังเล่าให้เราฟัง เราก็ยังมีโอกาสให้คำปรึกษา
 
สุดท้ายอย่าลืมเรื่องการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม ทักษะนี้สำคัญมากและพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงวัยอนุบาล เมื่อเด็กรู้จักอารมณ์ เด็กจึงจะกำกับควบคุมมันได้ และนำมาซึ่งการตัดสินใจที่รับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตลอดชีวิต จะเห็นว่าเราไม่เจาะจง Hard Skills ใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ เพราะเมื่อเด็กได้รับการตอบสนองความต้องการจำเป็นแล้ว เด็กมีทักษะทางอารมณ์และสังคมที่ดีแล้ว เด็กจะสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้ที่ต้องการ ดังนั้นการนำ Hard Skills มาก่อนความต้องการจำเป็นของมนุษย์จึงเหมือนการดันก้นม้าให้ม้าเดินไปข้างหน้า ทั้งที่จริงๆถ้าม้าเห็นหญ้าสวยๆ น่ากินมันก็เดินไปกินเองอยู่แล้ว

สำหรับผู้สนใจข้อมูลของแคร์โรลล์ เพรพ สามารถดูข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.carrollprep.ac.th หรือช่องทางเฟสบุ้ค Carroll Preparatory School

‘น้าเน็ก’ สอน!! เงินมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ขอคนยุคนี้ อย่าให้ ‘วัตถุ-เงินทอง’ มีค่าเหนือชีวิต

(6 ต.ค.66) สายสัมภาษณ์หนึ่งที่โทรเข้ามาในรายการอย่าหาว่าน้าสอน ได้สอบถามถึงคุณค่าของเงินในโลกทุนนิยม โดยน้าเน็กได้ให้ข้อคิดส่วนหนึ่งสะท้อนผ่านมุมคิด ‘ความฝันแบบทุนนิยม’ ไว้ในรายการว่า...

“พี่รู้จักคนที่มีมากกว่าหมื่นล้านอีก แต่เขายังต้องทำงานหนัก พี่ก็ได้แต่สงสัยว่าตัวเลขเท่าไหร่ถึงจะพอ เพราะไปถึงตรงนั้นเขาไม่ได้ต้องการอิสระแล้วครับ เขาต้องใช้ชีวิตทั้งหมดเพื่อดูแลธุรกิจระดับหมื่นล้านของเขาครับ แล้วสิ่งของรอบกายของเขาไม่ว่าจะเป็น แต่ความรับผิดชอบ หรืออะไรบางอย่างที่มันใหญ่โตตามตัว มันก็ไม่ได้ทำให้เขามีอิสระทางการเงินหรอกครับ

“ในความเชื่อของพี่นะครับ พี่มีความรู้สึกว่า พี่ไม่เคยเอาสิ่งของภายนอกมายืนยันตัวตนภายใน สมมุติว่าเราเห็นใครสักคน ไอ้นี่ใครไม่รู้ แต่แม่งใส่นาฬิกาปาเต๊ะด้วย แปลว่าอะไร นาฬิกาใหญ่กว่าคน พี่ไม่มีวันยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตครับ แปลว่าคนต้องใหญ่กว่าของ แต่ในโลกทุนนิยมมันเป็นการยากที่มันจะยืนยันตัวตนภายใน ผู้คนก็เลยใช้วิธีการใช้ของภายนอก ยืนยันตัวตนภายใน

“แล้วคนจำนวนไม่น้อยก็ยึดถือซะด้วย กูไม่รู้หละ ว่ามึงเป็นใคร แต่มึงมีกระเป๋าแบรนด์เนมแปลว่ามึงเจ๋ง มึงดูรวยมึงดูฟู่ฟ่า มึงลงไอจีกินแต่อาหารแพง แปลว่ามึงเป็นคนเจ๋งแน่ โดยไม่มีใครสนว่ามึงรวยมาจากอะไร มึงอาจจะเทาๆ ก็ได้ แต่คนไม่สนขอแค่มึงรวยก็พอ … เต้ (ผู้โทรเข้าสาย) เป็นเด็กอายุ 20 อย่าติดกับดักของทุนนิยม พี่ไม่เถียงว่าเงินก็มีความสำคัญในการมีชีวิต แน่นอนพี่ไม่ได้โลกสวยขนาดนั้น ไม่มีตังกูจะเอาอะไรมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จ้างลูกน้อง แต่ อย่าให้มันเป็นทั้งหมดในชีวิตครับ...”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top