Sunday, 30 August 2026
NEWS

‘ฮุนได’ จับมือ ‘JWON’ เปิดประสบการณ์งานศิลป์บนรถ ‘IONIQ 5’ เน้น!! พลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (HMT) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนแห่งโลกยานยนต์ ร่วมมือกับศิลปินไทยชื่อดัง ‘JWON’ สรายุทธ คุระแก้ว นำเสนอพลังสร้างสรรค์แห่งศิลปะที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ผ่านการสรรสร้างงานศิลปะหนึ่งเดียวบนรถยนต์ IONIQ 5 ในรูปแบบของ Art Car พร้อมจัดเวิร์กช็อปรอบเอ็กซ์คลูซีฟ ‘IONIQ Powering Arts x JWON’ ณ IONIQ Lab ให้ผู้เข้าร่วมงานสรรค์สร้างงานศิลปะด้วยตัวเอง ไปพร้อมกับสัมผัสการบรรจบกันของความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัย นอกจากนั้น ยังมีนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของ JWON ที่สรรค์สร้างขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ รวมถึงภาพที่วาดขึ้นใหม่ และรูปปั้น Dylie ขนาด 2 เมตร

ศิลปิน JWON สร้างสรรค์ศิลปะ Art Car บน IONIQ 5 ในธีม ‘Dylie, Embark on your journey to the world’ โดยนำก้อนเมฆมาเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจุดประกายการมุ่งหน้าสู่อนาคตที่สดใส และดีต่อชีวิตทุกคน Dylie ยังเป็นมากกว่าองค์ประกอบตกแต่ง แต่เชื่อมโยงผู้ชมเข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน พร้อมทั้งเป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางอันเปี่ยมชีวิตชีวา บนความยั่งยืนเสมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆที่สวยงาม การผสานพรสวรรค์ทางศิลปะของ JWON เข้ากับนวัตกรรมอันล้ำหน้าของ IONIQ 5 ในครั้งนี้ จึงแสดงถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของศิลปะ ผ่านการสรรค์สร้างแรงบันดาลใจ และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและความยั่งยืน จนก่อเกิดเป็นงานศิลป์บนยนตกรรม Art Car ชิ้นเอกคันแรกและมีเพียงหนึ่งเดียว

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่การนำเสนอผลงานศิลปะผ่าน IONIQ 5 เพียงอย่างเดียว หากยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดพิเศษที่ IONIQ Lab ให้ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสถึงการบรรจบกัน ของความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด โดย JWON ศิลปินผู้โด่งดังด้านการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย ได้ร่วมแบ่งปันเทคนิคพร้อมกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมงาน ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ และนำเสนอเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนอย่างอิสระ สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการก่อตั้ง IONIQ Lab เพื่อส่งเสริมการสร้างแนวคิดใหม่และสร้างพื้นที่ในการแสดงออกให้กับทุกคน กิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ ให้ผู้คนกล้าคิดบนแนวคิดที่แตกต่าง เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของนวัตกรรมไปสู่ขอบเขตแห่งการสร้างสรรค์ใหม่ไม่รู้จบ

ด้วยพรสวรรค์และสไตล์ศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของ JWON ซึ่งโด่งดังจากการจัดนิทรรศการในระดับนานาชาติมากมาย จึงถือเป็นโอกาสดีให้ IONIQ เป็นที่รู้จักของกลุ่มคนที่กว้างขวางขึ้น พร้อมดึงดูดความสนใจของกลุ่มผู้สนใจในงานศิลป์จำนวนมากมายังรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ต่อไป นอกจากนี้ การร่วมมือกับ JWON ซึ่งเป็นศิลปินไทย ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของ IONIQ กับกลุ่มผู้บริโภคในประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมที่จะมีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “IONIQ Lab มิใช่เพียงศูนย์นวัตกรรม หากเป็นเวทีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงบันดาลใจ ในการก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน เป็นศูนย์กลางแห่งความมุ่งมั่นและความร่วมแรงร่วมใจ ในการสร้างสรรค์อนาคตที่สดใสกว่าสำหรับทุกคน ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ยังสอดคล้องกับปณิธานของแบรนด์ ในด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน และการนำเสนออัตลักษณ์ของบุคคลอย่างสมบูรณ์แบบ เป้าหมายของเราคือการผสานศิลปะเข้ากับเทคโนโลยี เพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ที่นำไปสู่การสร้างโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยสไตล์ทางศิลปะที่โดดเด่นและชื่อเสียงในระดับโลกของ JWON ทำให้เราเชื่อมั่นว่า จะทำให้เราเข้าถึงกลุ่มผู้ชมในวงกว้างยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอศักยภาพของรถไฟฟ้า IONIQ ได้อย่างโดดเด่น เราจึงให้ความสำคัญกับศักยภาพของศิลปะ เพื่อใช้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกผ่านการจัดงานนี้ ด้วยการผสานทักษะทางศิลปะของ JWON เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยของ IONIQ 5 จนเชื่อมโยงกันอย่างกลมกลืน และสร้างแรงบันดาลใจพร้อมส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน อย่างโดดเด่นในโลกยานยนต์”

ร่วมสนับสนุนแนวคิดอากาศสะอาดเพื่อเราทุกคน ด้วยการแวะมาพบกับ Dylie พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการงานศิลป์ของ JWON ได้ที่ IONIQ Lab สถานที่ที่ศิลปะ เทคโนโลยี และแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมมาบรรจบกัน ได้ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม - 18 มิถุนายน 2567 โดยในนิทรรศการไม่มีได้มีเพียง IONIQ 5 Art Car เท่านั้น แต่ยังมีรูปปั้น Dylie ขนาด 2 เมตร พร้อมผลงานศิลปะจาก JWON อีกหลายชิ้นที่ไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน มาจัดแสดงที่นี่ ให้คุณชมก่อนใคร

'ชาวแอฟริกา' นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ในภาคเกษตร พลิกผืนทรายแห้งแล้ง เป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์ 'เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์' ได้

(23 พ.ค.67) เพจ 'เกษตร นานา' ได้โพสต์ข้อความชวนประทับใจผ่านเรื่องราวของอาณาจักรเลโซโท ระบุว่า...

ชาวเลโซโท ในทวีปแอฟริกา ได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยทำการเกษตรแบบผสมผสานไปใช้ในประเทศ จนสามารถพลิกฟื้นผืนดินจากทะเลทรายอันแห้งแล้งให้เป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ได้ โดยผ่านโครงการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในเลโซโท 

สำหรับโครงการนี้ มีการจัดตั้งศูนย์สาธิต Koete และชุมชน Makoabating เขต Matsieng กรุงมาเซรู ราชอาณาจักรเลโซโท เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้การพัฒนาการเกษตรโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนและชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชุมชนอื่นนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน

เชียงใหม่-นบ.ยส.35 แถลงผลการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ ห้วง 6 เดือน

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ห้องพลอยไพลิน โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พล.อ.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (ผบ.นบ.ยส.35) นางจิตติวรรณ เอมมณีรัตน์ อธิบดีอัยการภาค 5 นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย ที่ปรึกษา ป.ป.ส. นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผอ.ปปส.ภ.5 นายศราวุธ ภักดี ผอ.ปปส.ภ.6 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ เอมกมล ผบก.ภ.จว.ตาก พ.อ.กิดากร จันทรา รอง ผบ.กล.ผาเมือง และ พ.อ.ไมตรี ชูปรีชา รอง ผบก.กกล.นเรศวร ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ ในช่วง 6 เดือน 

ตามที่ รัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 11 อำเภอ ของจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย (อำเภอเวียงแหง, เชียงดาว, ฝาง, ไชยปราการ, แม่อาย, แม่จัน, แม่ฟ้าหลวง, แม่สาย, เชียงแสน, 
เวียงแก่น และ เชียงของ) ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาร่วม 6 เดือน 

ผลการปฏิบัติการสกัดกั้น มีเหตุการณ์สำคัญ 74 เหตุการณ์ โดยมีการปะทะกับกลุ่มขบวนการ 30 ครั้ง ตรวจยึด/จับกุม 40 ครั้ง และขยายผลยึดทรัพย์ 4 ครั้ง ตรวจยึดยาบ้ารวม 129 ล้านเม็ดเศษ, ไอซ์ 1,890 กก., เฮโรอีน 249 กก., ฝิ่นดิบ 188 กก. จับกุมผู้ต้องหา 1,507 ราย กลุ่มขบวนการเสียชีวิต 25 ศพ 

ในปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดในทุกพื้นที่ชายแดนของประเทศ ให้เห็นผล และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 
จึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 เห็นชอบให้เพิ่มพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนืออีก 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปาย และปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน, อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย, อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน และ อำเภอแม่สอด, อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ทั้งนี้ พลเอกนฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ(ผบ.นบ.ยส.35) ได้เปิดเผยว่า ในห้วงที่ผ่านมามีการจับกุมยาบ้าได้เป็นจำนวนมากในพื้นที่รับผิดชอบ อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มขบวนลักลอบขนยาเสพติด ใช้พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และพื้นที่ข้างเคียงเป็นทางผ่านเพื่อส่ง ไอซ์ และ เฮโรอีน ออกไปต่างประเทศมากขึ้น จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่สำคัญเร่งด่วน และพื้นที่อนุมัติเพิ่มเติม ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจภูธรภาค 6, ตำรวจปราบปรามยาเสพติด, กองกำลังผาเมือง, กองกำลังนเรศวร, ผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, พะเยา, น่าน และ ตาก ปปส.ภาค 5 และ ปปส.ภาค 6 ตลอดจนที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ และ อุตสาหกรรม ร่วมกันพิจารณาหารือ ถึงแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด ได้แก่การเพิ่มกำลังในพื้นที่ หรือการเพิ่มความถี่ในการปฏิบัติการ ซึ่ง นบ.ยส.35 จะต้องจัดส่วนแยกออกไปดำเนินการ ประสานการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้ง 6 จังหวัด18 อำเภอ ให้บรรลุ
ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

นอกจากนี้ นบ.ยส.35 ยังมุ่งเน้นการประสาน และหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการส่งหมายจับของผู้ต้องหา เพื่อขอความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับมารับโทษ ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือ
จากสื่อมวลชน ให้ประโคมข่าวผู้ต้องหาหลบหนีข้ามแดน ก็จะเป็นการกดดันหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศเพื่อนบ้านได้เร่งรัดและให้ความสำคัญ จากกระแสสื่อสังคมอีกทางหนึ่ง

การประชุมในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะในเรื่องของการประสานงาน และการบูรณาการ การปฏิบัติในระดับพื้นที่ หน่วยที่มาประชุมได้ ร่วมพิจารณาการนำเสนอข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะต่างๆ อันนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติ เพื่อลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป 

‘ชาวต่างชาติ’ เล่าความประทับใจ ทำมือถือหายใน ‘แท็กซี่’ ‘คนขับ’ รีบเอามาส่งคืนให้ ถึงแม้จะอยู่ไกล หลายร้อยกิโลเมตร

(22 พ.ค.67) ชาวต่างชาติรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้เรดดิท บอกเล่าเรื่องราวสุดประทับใจเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของคนไทยที่ทำเขาลืมไม่ลง

โดยเจ้าของกระทู้เล่าว่า เมื่อคืนก่อนเขาดื่มแอลกอฮอล์มากไปหน่อย ตื่นเช้ามาก็พบว่าโทรศัพท์ได้หายไป เขาจึงรีบเปิดโน้ตบุ๊กและเข้าเฟซบุ๊กเพื่อพูดคุยกับแฟน ต่อมานึกได้ว่าเผลอทิ้งโทรศัพท์ไว้ในโบลต์แท็กซี่ เขาจึงเข้าอีเมลเพื่อตรวจดูใบเสร็จและข้อมูลของคนขับ จากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้ไปค้นหาในเฟซบุ๊ก จนพบกับคนขับ

เขารีบส่งข้อความไปหาคนขับทันที ด้านคนขับก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว โดยแจ้งว่าเจอโทรศัพท์อยู่บนรถและจะนำไปคืนให้ แต่คงต้องใช้เวลาเพราะตอนนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ (ห่างจากชลบุรีประมาณ 80 ไมล์ หรือราว 128 กิโลเมตร)

และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทางคนขับก็ได้นำโทรศัพท์มาคืนตามที่บอกไว้ ซึ่งเขาประทับใจมากและไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรให้เพียงพอ เขาจึงให้ทิปคนขับไปจำนวนหนึ่ง พร้อมตั้งกระทู้เพื่อแบ่งปันความประทับใจครั้งนี้

ด้านความคิดเห็นชาวเน็ตนั้น ต่างเข้ามาชื่นชมในความจิตใจดีของคนขับ พร้อมเล่าประสบการณ์การทำของหายที่เมืองไทยเพียบ ซึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างประทับใจในความซื่อสัตย์และความใจดีของคนไทย

“คล้ายกับฉัน ตอนนั้นนั่งแท็กซี่จากสุวรรณภูมิไปนานา หอบทั้งกระเป๋าสะพายและกระเป๋าเดินทาง แล้วดันลืมโทรศัพท์ไว้บนรถ หลังจากเช็กอิน พนักงานก็เอากระเป๋าไปไว้บนห้อง แต่พอเปิดกระเป๋าก็พบว่าโทรศัพท์หายไป เลยไปล็อบบี้แล้วขอดูกล้องวงจรปิด ดูเรื่อยๆ ทายสิว่าใครจอดรถและเดินเข้ามาในล็อบบี้พร้อมโทรศัพท์ของฉัน!? คนขับแท็กซี่ เขาขับไปครึ่งทางแล้วแต่ก็วนกลับมา ฉันทั้งตกใจและโล่งใจเลยให้ทิป 1,000 บาท แต่เขาปฏิเสธ ฉันจึงยัดเงินลงในกระเป๋าของเขา พร้อมขอบคุณ”

“อย่างน้อยปีละครั้งที่ฉันลืมโทรศัพท์ไว้ในแกร็บ แต่ฉันก็ได้มันคืนมาเสมอ ไม่ว่าคนขับจะสังเกตเห็นและเอามาคืนเอง หรือฝั่งฉันจะยืมโทรศัพท์เพื่อนเพื่อโทรไปหาคนขับก็ตาม คนขับก็จะวนกลับมาภายใน 20 นาที”

“ภรรยาของฉันเคยทำโทรศัพท์หล่นไว้บนรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพ ฉันพูดได้เลยว่าเธอเสียใจมาก แต่เธอก็พยายามแสดงออกว่าโอเค ฉันเลยกระหน่ำโทรหาประมาณ 100 ครั้ง และในที่สุดคนขับก็ได้ยิน และเอาโทรศัพท์กลับมาคืนให้ภรรยา”

‘เศรษฐา’ ถึงโตเกียว เดินเที่ยวย่าน ‘กินซ่า’ ใส่เสื้อ ‘ผ้าขาวม้า’ สีสันสดใส อวดให้ชาวญี่ปุ่นเห็น

(22 พ.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมในช่วงเย็นวันนี้ (22 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง

นายเศรษฐาได้ใช้เวลาว่างออกมาเดินบริเวณหน้าโรงแรมที่พัก The Peninsula Tokyo ใกล้ย่านกินซ่า ก่อนปฏิบัติภารกิจการเข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29

โดยนายเศรษฐา สวมใส่เสื้อเชิ้ตที่ตัดจากผ้าขาวม้าสีสันสดใส จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาอวดชาวญี่ปุ่น ก่อนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า …

“ถึงโตเกียวแล้วครับ หลังเตรียมงานวันพรุ่งนี้ที่จะพบภาคเอกชนหลายรายทั้ง Mitsui & Co, Ajinomoto, Nidec Corporation, Sony และ MUFG & SoftBank เรียบร้อยแล้ว เลยเดินออกกำลังกายรอบโรงแรมที่พัก และไม่ลืมใส่เสื้อเชิ้ตผ้าขาวม้าสีสันสดใส จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาอวดชาวญี่ปุ่นด้วยครับ”

'ดร.หิมาลัย' ปลื้ม!! ตัวเทพธุรกิจชั้นนำไทยร่วมส่งพลังใจให้ 'พี่ตุ๋ย' หลังมุ่งมั่นสร้างความเป็นธรรมด้านราคาพลังงานไทยแบบพลิกโฉม

ย้อนไปเมื่อ 10 พ.ค.67 พี่วิกรม กรมดิษฐ์และพี่ๆ น้องๆ กลุ่มคนรักเดช (พี่เดช บุลสุข ผู้ก่อต้องแมคโดนัลด์ในไทย ซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่เพื่อนๆ ของพี่เดชยังมีการรวมตัวจัดงานระลึกถึงเป็นระยะๆ โดยมีพี่วิกรมฯ เป็นประธานจัดอยู่เสมอๆ) ได้กรุณาจัดงานเลี้ยงเล็กๆ แสดงความยินดีและให้กำลังใจผม ในการทำงานการเมืองในตำแหน่ง ผอ.พรรค รวมไทยสร้างชาติ

ในงานนี้ พี่วิกรมฯ ได้เปิดโอกาสให้พี่ๆ ในงานหลายท่านได้พูดคุยสอบถามถึงงานในด้านการเมืองของพรรคและนโยบายด้านพลังงานที่พรรครับผิดชอบอยู่ ผมได้มีโอกาสชี้แจงถึงการทำงานของท่านพีระพันธุ์ฯ ซึ่งพยายามทำงานอย่างหนัก ในการผ่าโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งท่านเห็นว่ายังไม่เป็นธรรมต่อประชาชน อาทิ...

การพยายามขอลดภาษีน้ำมัน / การขอเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซล / การจัดตั้งยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองของประเทศชาติ เพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ในยามวิกฤต รวมถึงให้ทหาร-ตำรวจได้ใช้ในภารกิจป้องกันประเทศและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ / การส่งเสริมการนำเข้าน้ำมันเฉพาะกลุ่ม เช่น ภาคการขนส่ง เพื่อให้ได้น้ำมัน ในราคาถูก ทำให้ต้นทุนในการขนส่งสินค้าลดลง / การจัดหาน้ำมันราคาถูกเพื่อเกษตรกร 

ผมได้เล่าให้ฟังอีกว่า ท่านพีระพันธุ์ ฯ ทำงานอย่างหนักทุกวัน เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อย่างการที่ให้บริษัทน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนน้ำมันซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย เป็นมาตรการขั้นต้น เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือในการพิจารณาในเรื่องราคาน้ำมัน และการชดเชยจากกองทุนน้ำมันอย่างเป็นธรรมได้มากขึ้น 

ทว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มีอุปสรรคทั้งในด้านระเบียบข้อบังคับกฎหมาย และอิทธิพลจากภายนอก อย่างปัจจุบันโรงกลั่นในประเทศไทยมีอยู่จำนวน 6 โรง ท่านพีระพันธุ์ ฯ ก็ได้มีนโยบายในการหาผู้ลงทุนโรงกลั่นเพิ่มในประเทศไทย แต่เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการเดิม และเกิดแรงต่อต้าน โรงกลั่นที่เกิดขึ้นใหม่ จึงให้กลั่นเพื่อการส่งออกเท่านั้น และรัฐจะเก็บภาษีเป็นน้ำมันเพื่อสำรองไว้ใช้ตามยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองของชาติโดยที่ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดิน ไปหาซื้อน้ำมันมาเก็บเป็นน้ำมันสำรองแต่อย่างใด 

หลังจากที่พี่ๆ ในกลุ่มได้ฟังถึงการทำงาน ของท่านพีระพันธุ์ ฯ นอกจากพี่ วิกรม กรมดิษฐ์ แล้ว พี่ๆ อีกหลายท่าน เช่น พี่สมพงษ์ ดาววิเศษ, พี่ประเสริฐ เตชะวิบูลย์ ได้ฝากให้กำลังใจท่านพีระพันธุ์ฯ ขอให้ประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อประเทศชาติและบ้านเมืองต่อไป ซึ่งผมได้นำเรียนให้ท่านพีระพันธุ์ ฯ ได้รับทราบถึงความปรารถนาดีของพี่ๆ ทุกท่าน ท่านได้ฝากขอบคุณพี่ๆ ทุกท่าน ที่กรุณาให้กำลังใจมา ณ โอกาสนี้

‘ทนายเดชา’ ชี้ ครูใช้ปัตตาเลี่ยน ตัดผมนักเรียน เป็นการกระทำผิดกฎหมาย  แจง!! เป็นเจตนาร้าย ต้องการให้อับอาย แนะ ‘ควรตัดคะแนน-เชิญผู้ปกครอง’

(22 พ.ค.67) เปิดเทอมปุ๊บ ดราม่าปั๊บ หลังพบคลิปครูใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมนักเรียนชาย ที่ไว้ผมรองทรง แม้ว่า กฎกระทรวงศึกษาจะมีการผ่อนคลายเรื่องทรงผมไปแล้วก็ตาม

โดยคลิปดังกล่าว ผู้ใช้ทวิตเตอร์ (X) รายหนึ่ง ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.ราชบุรี โดยระบุข้อความว่า 

“เราเห็นคลิปนี้ในเฟซบุ๊ก รบกวนดันคลิปนี้ให้หน่อยได้ไหมคะ ดึงผมนักเรียนแรง และทำเกินไป ดูจากข้างหลังน่าจะต่อแถวตัดผมกับครูกันยาวเลยค่ะ #สถานศึกษาแห่งนึงในราชบุรี”

ทั้งนี้คลิปดังกล่าว มีเสียงดังอยู่ในคลิปว่า “อาจารย์ มันเกินอันนี้ไปหน่อยนะ” ซึ่งอาจารย์ได้ตอบเสียงดังกลับมาว่า “ไม่เกิน”

จากกรณีนี้ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือ ทนายเดชา ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์ โดยระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “ครูใช้ปัตตาเลี่ยน ตัดผมนักเรียนที่ผมยาวผิดระเบียบ ผิดกฎหมายนะครับ ถือเป็นเจตนาร้าย เพราะทำให้เด็กอับอาย”

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “วิธีการที่ถูกต้องในการลงโทษนักเรียนคือการตัดคะแนนหรือเชิญผู้ปกครองมาพบ หรือสั่งพักการเรียน ส่วนการทำร้ายร่างกายการประจานเด็กหรือการตัดผมเด็ก เพื่อให้อับอาย เป็นวิธีการที่ผิดกฎหมาย ไม่มีกฎหมายรองรับ”

‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ข้อความลงเฟซ รำลึก 10 ปี การรัฐประหาร เผย!! มีความหวังที่จะเห็นประเทศไทย เดินไปสู่ประชาธิปไตย

(22 พ.ค.67) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra โดยได้ระบุว่า...

นับเป็นเวลา 10 ปีแล้วจากวันที่เกิดการรัฐประหาร เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 จนมาถึงวันนี้เป็นเวลาที่ยาวนาน แต่ดิฉันเริ่มมีความหวังค่ะ ก็คือการที่เห็นประเทศกลับคืนสู่หนทางแห่งประชาธิปไตย โดยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เขียนโดยประชาชน เพื่อประชาชน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนไปพร้อมๆกัน

รอความหวังที่จะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงค่ะ

พี่สาวสุดสตรอง แม่ติดธุระด่วน ฝากช่วยเลี้ยงน้อง เลยพามานั่งเรียนด้วย ชาวโซเชียลปลื้ม ที่เด็กไม่ยอมขาดเรียน ชี้!! เป็นภาพที่น่ารักมาก

(22 พ.ค.67) ถือเป็นคลิปวีดีโอที่เป็นไวรัลในขณะนี้ เมื่อเด็กน้อยมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียน แม้ว่าทางคุณแม่จะมีธุระด่วนทำให้ต้องเลี้ยงน้องช่วยคุณแม่ แต่น้องก็ไม่ยอมขาดเรียน โดยพาน้องมาเลี้ยงที่โรงเรียน และนั่งเรียนหนังสืออย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวถูกแชร์ผ่านผู้ใช้งานติ๊กต็อกชื่อ yingggzz ซึ่งเป็นคุณครูได้แชร์คลิปสุดน่ารัก โดยระบุข้อความว่า 

ไม่รู้คนเป็นครูเเบบเราจะรู้สึกยังไง เเต่สิ่งเดียวบอกกับเด็กเสมอว่า ไม่ว่ายังไงอย่าขาดเรียนนะลูก เเม่ไม่ว่างเอาน้องมาเรียนด้วยเลย เเล้วทำจริ้งงงง55555 ดีนะน้องไม่ดื้อ 

เมื่อคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปทำให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก อาทิ 

น้องแข็งแกร่งมาก มือนึงอุ้มน้อง อีกมือเขียนสมุด หนูลูกเก่งมาก

พี่เก่งมากเลยค่ะ ที่เลี้ยงน้องได้

ก่อนอื่นต้องชื่นชมครูเลยที่ให้โอกาสและเข้าใจความจำเป็นของเด็ก...น้องน่ารักและเก่งมาก ๆ ค่ะ

ไม่มีอะไรที่พี่คนโตทำไม่ได้โดยเฉพาะพี่สาว

เเข็งแกร่งมากเลยพี่สาวคนนี้

สายตามุ่งมั่นลูก หนํจ๋าโตมา โมเม้นท์นี่ต้องอยู่กับหนูทั้งสองนะคะ แล้วหนูจะน่ารักมาก เป็นต้น 

‘กทพ.’ ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง เพื่อ ‘อำนวยความสะดวก-ลดค่าใช้จ่าย’ ให้ปชช.

(22 พ.ค.67) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษ รวม 3 สายทาง ดังนี้

-ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จำนวน 19 ด่าน

-ทางพิเศษศรีรัช จำนวน 31 ด่าน

-ทางพิเศษอุดรรัถยา จำนวน 10 ด่าน

ในวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 (วันวิสาขบูชา) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. จำนวน 1 วัน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำปีตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ปรากฏในสัญญาสัมปทาน ฉบับแก้ไขใหม่ ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนในวันหยุด และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้ใช้ทางพิเศษสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง สภาพการจราจร และขอความช่วยเหลือจากศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ EXAT Call Center โทร 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ราชทัณฑ์’ แจงส่งตัว ‘วนรัชต์’ ผู้ต้องหาโกงหุ้น ‘STARK’ นอนโรงพยาบาลตำรวจ  ชี้!! ปฏิบัติตามมาตรฐานการแพทย์ ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

(22 พ.ค.67) กรมราชทัณฑ์ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจง ระบุว่า ตามที่สื่อมวลชนได้เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการเข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม ของกลุ่มผู้เสียหายจากคดีของ นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ผู้ต้องขัง คดีฉ้อโกง ซึ่งอยู่ระหว่างไต่สวน-พิจารณาคดี ออกไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย.2567 เป็นความจริงหรือไม่ นั้น

กรมราชทัณฑ์ ได้รับรายงานจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แจ้งว่า ได้รับตัว นายวนรัชต์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2567 ด้วยอาการป่วยหลายโรค

ซึ่งระหว่างรักษาตัวอยู่ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พบว่ามีความผิดปกติ เป็นก้อนเนื้ออักเสบในร่มผ้า ซึ่งได้ทำการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง 14 วัน แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2567 โดยให้เป็นผู้ป่วยใน

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2567 แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ได้ดำเนินการผ่าตัดเพื่อทำการรักษา แต่เนื่องจากมีอาการติดเชื้อ จึงจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสาน เพื่อขอความเห็นประกอบการพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ การรับตัวนายวนรัชต์ กลับไปยังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์จะต้องได้แจ้งจากโรงพยาบาลตำรวจก่อน กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า ผู้ต้องขังทุกรายหากมีอาการเจ็บป่วยภายในเรือนจํา จะได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยถือตามหลักสิทธิมนุษยชนและสุขภาพผู้ต้องขังเป็นสำคัญ

และหากอาการเจ็บป่วยเกินขีดความสามารถจะต้องพิจารณาส่งตัวออกไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอก เพื่อให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพและปลอดภัยของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงในการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563

อีอีซี เปิดศูนย์เครือข่ายพลังสตรี อีอีซีนำร่อง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง สร้างกลไกการรับรู้ถึงระดับชุมชน ดึงพลังท้องถิ่นร่วมพัฒนาอีอีซีต่อเนื่อง

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า ศูนย์เครือข่ายพลังสตรี อีอีซี จะเป็นกลไกสำคัญ เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี และประโยชน์สำคัญที่ในพื้นที่จะได้รับ ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง อีกทั้ง กลุ่มเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี จะร่วมเป็นแกนกลางในการผลักดันให้สินค้าและบริการของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งใน Supply Chain ของนักลงทุน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยศูนย์เครือข่ายพลังสตรี ที่อำเภอปลวกแดงแห่งนี้ จะร่วมกับอีอีซี ทำกิจกรรมประโยชน์ต่อสาธารณในพื้นที่ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

เพื่อให้สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าและบริการ ในระดับวิสาหกิจชุมชน ไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ ผ่านกลไกความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากพื้นที่ อีอีซี ได้มีช่องทางการตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น สร้างโอกาสให้แก่สินค้าชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการท่องเที่ยวของชุมชนให้มีมาตรฐาน รองรับการเข้ามาใช้จ่ายของนักลงทุน และผู้ที่จะมาทำงานในพื้นที่ อีอีซี ต่อไป

พัชรวาท เชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกันปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยลดโลกเดือด เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2567

(21 พฤษภาคม 2567) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชาของทุกปี โดยมี พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี และผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกิจกรรม พร้อมกับได้ปลูกต้นรวงผึ้ง บริเวณด้านหน้ากรมป่าไม้ 

พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 อนุมัติให้วันวิสาขบูชาของทุกปีเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และมีการจัดกิจกรรมเป็นประจำทุกปี เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ โดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้มีการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งจะก่อให้เกิดความรัก ความหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มคุณค่าของพื้นที่ป่าไม้ รวมถึงช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ลดมลภาวะจากฝุ่นและหมอกควัน ช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ จังหวัดเพชรบุรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบกล้าไม้มหามงคล "ต้นหัวใจเศรษฐี" ให้กับนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2567 ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยลดโลกร้อน โดยใช้โอกาสวันสำคัญในวันนี้

ด้านนายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในปีนี้กรมป่าไม้จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ 2567 พร้อมกันทั่วประเทศ โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทุกสำนัก และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้สาขาทุกสาขา ยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ปี 2567 ในวันนี้ โดยการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้กรมป่าไม้ ยังได้เตรียมกล้าไม้เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่สนใจได้นำกลับไปปลูกตามที่อยู่อาศัย วัด โรงเรียน พื้นที่สาธารณประโยชน์ ตามความเหมาะสม โดยสามารถติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ กรมป่าไม้ ทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ต้นไม้ให้คงอยู่เป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทรงคุณค่าตลอดไป 

และในโอกาสวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยกเว้นค่าบริการในการเข้าไปท่องเที่ยวพักผ่อนในวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 สำหรับบุคคลชาวไทยพร้อมยานพาหนะที่เข้าไปใช้บริการในป่านันทนาการ 3 แห่ง ได้แก่ ป่านันทนาการหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬ ป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี และป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จังหวัดยะลา โดยพื้นที่ป่านันทนาการทั้ง 3 แห่ง จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้ขยายตัวเพิ่มยิ่งขึ้น และช่วยส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติให้แก่ประชาชนควบคู่ไปกับการพักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่ป่านันทนาการได้อย่างเต็มที่

เปิดเรียน 6 วัน ถังแช่นมว่างเปล่า เพราะนมโรงเรียนมาไม่ถึง  ผู้ปกครองทำได้แค่โวย ผู้อำนวยการปวดใจไร้นมแจกเด็ก

ปัญหาความล่าช้าในการจัดสรรพื้นที่ผลิต-จำหน่ายนมโรงเรียนก่อปัญหาแล้ว เมื่อนมโรงเรียนไม่ถึงมือเด็ก ทำให้เด็กไม่ได้กินนม

ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งเปิดเผยว่า ตอนนี้เปิดเรียนมาแล้วเป็นเวลา 6 วันแล้ว แต่ยังไม่มีนมแจกเด็กนักเรียนสักชั้น ทาง อบต.เปิดเผยมีหน้าที่จัดซื้อออกเงินแต่ในพื้นที่ยังหาผู้ส่งนมไม่ได้อยู่ในขั้นตอนจัดหาบริษัทคาดจะได้เร็ววันนี้

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 58 (ห้วยคตสามัคคี) หมู่ที่ 3 บ้านป่าผาก ตำบลห้วยคต อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งทางนายขวัญชัย บารมี ผู้อำนวยการโรงเรียนเปิดเผยว่า ในตอนนี้ถังนมที่เคยแพ็กนมแล้วก็แช่นมไว้ว่างเปล่า ยังไม่มีผู้รับจ้างหรือรับเหมาในอำเภอห้วยคตมาส่งนมให้นักเรียนเลย 

โรงเรียนแห่งนี้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของทาง องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยคตมาอยู่ด้วยและมีเด็กจำนวน 38 คนและในส่วนของโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเองนั้น มีเด็กจำนวน 214 คน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึง ป.6 

นักเรียนส่วนใหญ่นั้นมีฐานะค่อนข้างยากจน ซึ่งพ่อและแม่ฝากให้อยู่กับตายาย เพราะต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวที่ต่างจังหวัด 

ตอนนี้ครูที่สอนอยู่นั้นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเปิดเรียนมา 6 วันแล้วแต่นมโรงเรียนนั้นไม่มีให้เด็กดื่มเลย จึงอยากให้แก้ปัญหาดังกล่าวอย่างรวดเร็วว่ามันติดขัดตรงไหนถึงล่าช้าแบบนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กนั้นขาดโอกาสไปมาก

ทั้งนี้ ทางโรงเรียนได้ทำตามนโนบายของกระทรวงศึกษาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องห้องน้ำก็ทำการปรับปรุงให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อพลานามัยของเด็กนักเรียน และได้งบประมาณค่าอาหารกลางวันหัวละ 22 บาท ซึ่งก็เพียงพอต่อความต้องการทำให้เด็กนั้นอิ่มท้องกันทุกวันอย่างไม่ขาดแคลน ไม่มีปัญหาอะไรเหมือนโรงเรียนต่างๆ ที่เป็นข่าว เพราะได้บริหารจัดสรรค์อย่าลงตัวมาตลอด โดยมีครูช่วยกันเพื่อเด็กนักเรียนจะได้พัฒนาการเรียนควบคู่กับการกินอยู่ระหว่างที่เด็กนักเรียนนั้นอยู่ในโรงเรียน แต่ในตอนนี้กลับมาติดขัดในเรื่องนมที่กล่าวมา และไม่รู้ว่าจะต้องรอจนถึงเมื่อไหร่ ซึ่งก็ไม่มีใครออกมาชี้แจงหรือกำหนดได้

กล่าวสำหรับการจัดสรรพื้นที่ผลิต-จำหน่ายนมโรงเรียนนั้น ทางหน่วยงานกำกับจะมีการจัดสรรตามปริมาณน้ำนมดิบที่โรงนมทำสัญญาซื้อขายไว้กับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม

แต่สำหรับปีนี้ตัวเลขจำนวนน้ำนมดิบถูกเก็บงำไว้ที่ส่วนกลาง จนโรงเรียนใกล้เปิดเทอม คือเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงแจ้งปริมาณน้ำนมดิบของแต่ละโรงนม เพื่อให้คณะอนุกรรมการจัดสรรพื้นที่ผลิต-จำหน่าย เรียกประชุมผู้ประกอบการโรงนมนักเรียน

คณะอนุกรรมการจัดสรรโควตา เรียกประชุมผู้ประกอบการโรงนมวันเสาร์ ให้ไปประชุมวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม และเมื่อได้โควตา ถูกสั่งกำชับให้เร่งผลิตให้ทันแจกในวันที่ 16 พฤษภาคม วันเปิดเรียนวันแรก แต่เข้าใจว่าโรงนมบางแห่งอาจจะมีเวลาเตรียมตัวน้อย จึงผลิต และเสนอขายผ่านท้องถิ่นไม่ทัน จึงไม่สามารถส่งนมให้โรงเรียนได้ทันวันเปิดเรียน

ข้ามมาที่นครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองนักเรียนในพื้นที่ อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีฯ ว่า มีโรงเรียนบางแห่งไม่ได้รับนมโรงเรียนเช่นกัน ทราบแต่เพียงว่า อบต.บางแห่งยังไม่ทำสัญญาซื้อขายนมโรงเรียนกับทางผู้ผลิต

"ไม่ทราบว่า ทาง อบต.ทำอะไรกันอยู่ที่เด็กนักเรียนยังไม่ได้ดื่มนมโรงเรียน ทั้งที่โรงเรียนได้ทำการเปิดเรียนมาแล้วตั้งแต่ 16 พ.ค.2567 จนถึงปัจจุบัน นักเรียนที่อยู่ในสังกัดของ อบต.ถ้ำพรรณราและ อบต.ดุสิต ยังไม่ได้ดื่มนมโรงเรียนเลยสักวัน แต่ในพื้นที่อื่นๆ ได้ให้เด็กนักเรียนดื่มนมโรงเรียนแล้วตั้งแต่เปิดเทอม เป็นต้นมา" ผู้ปกครองรายหนึ่งตั้งคำถามถึงผู้บริหารของ อบต.และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบว่า "ทำอะไรกันอยู่ จึงไม่สั่งนมโรงเรียนให้นักเรียนดื่มทั้งที่เวลาล่วงเลยมาหลายวันแล้ว"

นี่ขนาดเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มีการส่งเสริมให้เด็กตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมการศึกษาปีที่ 6 ดื่มนมฟรีตลอดปี เพื่อให้เด็กมีสุขภาพลานามัยแข็งแรง เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังของชาติ ซึ่ง อบต.ไม่เห็นความสำคัญของนโยบายรัฐบาลที่ทำมาตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ได้ดื่มนมฟรีตั้งแต่ พ.ศ.2540 เป็นต้นมา จึงอยากถามผู้บริหารเรื่องแค่นี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้หรือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกันไม่ลงตัว จึงอยากฝากได้ถึงนายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ

รายงานข่าวแจ้งว่า ในจังหวัดนครศรีฯ ไม่ใช่เฉพาะ อ.ถ้ำพรรณรา ที่เด็กยังไม่ได้กินนม อำเภออื่นบางอำเภอ เช่น เชียรใหญ่ โรงเรียนบางโรงก็ยังไม่มีนมให้เด็กกิน

มีรายงานว่า ท้องถิ่นบางแห่งมีเงื่อนไข ต้องการซื้อนมยูเอสทีไปแจกนักเรียน ทั้งๆ ที่เด็กควรได้ดื่มนมพาสเจอร์ไรท์ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำไมผู้บริหารท้องถิ่นบางคนจึงต้องการซื้อนมยูเอสทีไปแจกเด็ก

'สกุลธร' แจง 6 ข้อ ปมคดีติดสินบน 20 ล้าน เช่าที่ดินทรัพย์สินฯ ยัน!! ตนเองเป็นผู้เสียหาย แต่กลับกลายเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริต

เมื่อวานนี้ (21 พ.ค.67) นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกจดหมายชี้แจง หลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาลงโทษให้จำคุก 6 เดือน โดยได้ระบุว่า …

ผมเป็นผู้แจ้งเบาะแสทุจริต แต่กลับกลายเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริต

สืบเนื่องจากคดีการทุจริตซึ่งเกิดขึ้นกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตามที่ปรากฏในข่าว เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 โดยมีผมเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นจำเลยในคดีนี้

ผมขอชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ดังนี้

1) ผมและคณะทำงานในขณะนั้น ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยได้ดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนตามกฎหมายตามที่เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้แจ้งกับผมและทีมงานทุกประการ

แต่ต่อมาภายหลัง ผมได้ทราบว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้หลอกลวงผม ด้วยการปลอมแปลงเอกสารของสำนักงานทรัพย์สินฯ

2) เมื่อผมได้ทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่คนนี้หลอก ก็แสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยรีบแจ้งข้อเท็จจริงถึงเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานทรัพย์สินฯ จนเป็นเหตุทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ดำเนินคดีอาญากับบุคคลนี้ จนศาลพิพากษาลงโทษเขาพร้อมกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง และคดีถึงที่สุดไปแล้ว

3) ระหว่างสอบสวนคดีดังกล่าวในช่วงปี 2562 ผมยังเคยได้รับเชิญไปให้การในฐานะผู้เสียหายจากกรณีดังกล่าวด้วย แต่เนื่องจากในขณะนั้นผมติดภารกิจสำคัญอยู่ที่ต่างประเทศ จึงไม่ได้ไปให้การเป็นพยานกับพนักงานสอบสวน

4) ในช่วงระหว่างการดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงปลอมแปลงเอกสารสำนักงานทรัพย์สินฯ กลุ่มนี้ ตั้งแต่ในชั้นสอบสวนกระทั่งถึงในชั้นศาล พนักงานสอบสวนไม่เคยดำเนินคดีใดๆกับผมทั้งสิ้น

5) แต่หลังจากนั้น กลับมี“นักร้อง” ไปร้องให้ดำเนินคดีผม หาว่าผมรู้เห็นเป็นใจกับบุคคลนี้ และเป็นผู้ใช้ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวไปกระทำการทุจริต

6) ผมขอตั้งคำถามให้ทุกท่านลองพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ว่าหากผมมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าวจริงแล้ว เหตุใดผมจะต้องวิ่งไปแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหลอกลวงดังกล่าว เพื่อให้ตัวเองเดือดร้อนถูกดำเนินคดีไปด้วย?

ผมคือผู้เสียหายจากการหลอกลวงของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่จำเลย การที่ผมเป็นผู้เริ่มคดีขึ้นเสียเองด้วยการแจ้งเบาะแสการทุจริตไปยังสำนักงานทรัพย์สิน ก็เพราะไม่อยากให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้รับความเสื่อมเสียจากการที่มีบุคลากรแอบแฝงกระทำการหลอกลวงผู้อื่นเช่นที่ผมพบเจอด้วยตนเอง

ผมเคารพในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ผมขอใช้สิทธิต่อสู้คดีจนถึงที่สุด และพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ความสุจริตใจของผมตามครรลองของกระบวนการยุติธรรมต่อไป

สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ

21 พฤษภาคม 2567


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top