Monday, 13 July 2026
NEWS

สมาพันธ์รวมใจชาวจีนทั่วโลกเป็นหนึ่งเดียว มอบเงินและสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เมื่อวานนี้ (8 ต.ค. 67) สมาพันธ์รวมใจชาวจีนทั่วโลกเป็นหนึ่งเดียวร่วมกันกับสมาคมจีนต่าง ๆ ในประเทศไทย ส่งมอบสิ่งของจำเป็นและเงินจำนวนกว่า 3,800,000 บาทผ่านท่านทูตหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมระลอก 2 ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยมีท่านอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นสักขีพยาน และกระจายไปยังพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ

คุณอมร อภิธนาคุณ ประธานสมาพันธ์รวมใจชาวจีนทั่วโลกเป็นหนึ่งเดียว เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์น้ำท่วมทางภาคเหนือทวีความรุนแรงมากขึ้น เกิดพายุฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สะสมทับมาจนถึงเดือนตุลาคมนี้ ทำให้มีปริมาณฝนมากกว่าปกติถึง 50-60% จึงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำไหลทะลักมาท่วมบ้านเรือนราษฎร เทียบเท่ากับเหตุน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 และบางพื้นที่เกิดความเสียหายมากกว่าเดิมอีกด้วย 

“สมาพันธ์รวมใจชาวจีนทั่วโลกเป็นหนึ่งเดียว ได้เล็งเห็นถึงวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ทวีความรุนแรงมากกว่าขึ้นกว่าทุกปี ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากรวมถึงการฟื้นตัวจะต้องใช้เวลานาน โดยที่ผ่านมาเห็นว่าผู้ประสบภัยพิบัติส่วนใหญ่ยังขาดแคลนปัจจัย 4 อย่างฉับพลันโดยเฉพาะใน 24 ชั่วโมงแรก ซึ่งถือเป็นช่วงวิกฤตและความทุกข์ยากที่ประชาชนต้องประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวจีนและสมาคมชาวจีนต่าง ๆ  รวมไปถึงนักธุรกิจชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย  เห็นถึงความยากลำบากของพี่น้องชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ จึงได้รวมพลังกันผ่านสมาพันธ์ฯ เพื่อระดมทุนและสิ่งของที่จำเป็นสำหรับน้ำท่วม เพื่อช่วยลดความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยภาคเหนือ ทั้งจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย”

โดยนักธุรกิจชาวจีนที่อยู่ในสมาคมต่าง ๆ ร่วมกันบริจาคทรัพย์ กว่า 17 องค์กร คือ 1.สมาพันธ์รวมใจชาวจีนทั่วโลกเป็นหนึ่งเดียว 2.สมาคมการค้าการส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจไทย-ซานตง 3. สมาคมเตี่ยอันเเห่งประเทศไทย 4.สมาคมการค้าไทย-ซานซี 5.สมาคมการค้าไทย-กวางตุ้ง 6.สมาคมการค้าไทย-หูหนาน 7.สมาคมหนานอัน 8.ชมรมนักธุรกิจโชคดี 9.สมาคมการค้ารวมใจนักธุรกิจรุ่นใหม่จีน-เอเชีย 10.สมาคมความปลอดภัย 11.สมาคมเจียงเจ้อหู้ 12.สมาคมเจียงซี 13.สมาคมกวางสี 14.สมาคมซูซาน 15.สมาคมฟูเจี้ยนอานซี 16.สมาคมย่าไท่ 17.สมาคมกวางตุ้งและร่วมบริจาคสิ่งของ คือ 1.หอการค้าเยาวชนแห่งเอเชียเพื่อสันติภาพและการพัฒนา บริจาคเป็น ปลากระป๋องใหญ่ มาม่า และครีมสำหรับน้ำท่วม 2.คุณหวังคาน เหอ บริจาคข้าวสาร 100 ถุง  3.คุณจาง จุนหมิง บริจาคผ้าห่ม 400 ผืน  4.คุณ ซูซานจงฮุ้ย บริจาคผ้าห่ม 100 ผืน 5.สมาคมซานตง บริจาคเป็นผ้าขนหนู จำนวนเงินกว่า 300,000 บาท 7.คุณเจิง ซูเจียน บริจาคเป็น เครื่องปั่นไฟ 2 เครื่อง  8.คุณอู่ปิงหลิน บริจาคเป็นเสื้อกันฝน 300 ตัว และอื่น ๆ 

“อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ติดตามข่าวสาร เพื่อเตรียมตั้งรับกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน และขอให้ระมัดระวังอันตรายในการเดินทางสัญจรไปในที่ที่อาจจะเกิดอุทกภัย และเกิดอุบัติเหตุตามมาได้ ซึ่งทางสมาพันธ์ฯ ก็ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในส่งมอบกำลังใจผ่านสิ่งของและเงินสมทบจากชาวจีนร่วมกับสมาคมจีนต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ของพี่น้องประชาชน ขอให้ผู้ประสบภัยปลอดภัย และสามารถผ่านวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ในเร็ววัน และอยากส่งผ่านข้อความนี้ไปยังคนไทยทุกคนให้ทราบว่า คนจีนทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยไม่เคยนิ่งดูดายกับความเดือดร้อนที่ทุกท่านประสบ และจะหาทางช่วยเหลือเสมอ หากมีโอกาส”คุณอมรกล่าวในตอนท้าย

ด้านคุณสื่อ ต้าถัว ประธาน ประธานสมาคมการค้าการส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจไทย-ซานตง กล่าวว่า สมาคมมีแนวทางที่ยึดถือมาตลอดตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมคือ "อยู่ประเทศไทยเพื่อประเทศไทย อยู่ประเทศไทยรักประเทศไทย" และจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ทำให้น้ำไหลบ่าท่วมบ้านเรือนประชาชนเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งมีประชาชนและสัตว์เลี้ยงติดค้างหลายราย ซึ่งถือเป็นอุทกภัยน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่และหนักที่สุดในรอบ 60 ปี ทางสมาคมฯ ไม่ได้นิ่งเฉย ได้ระดมสิ่งของและกำลังทรัพย์ของสมาชิกภายในสมาคม ที่เป็นนักธุรกิจคนจีนรวมเป็นเงินมูลค่า 750,000 บาท เพื่อร่วมส่งต่อความห่วงใยผ่านทางสมาพันธ์ฯ ไปยังประชาชนผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ

“การร่วมระดมกำลังทรัพย์เพื่อประชาชนคนไทยในครั้งนี้ เพราะประชาชนคนจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นตระหนักถึงความเดือดร้อน และความเสียหายคนไทยได้รับเป็นอย่างดี จึงร่วมแรงร่วมใจกันระดมความช่วยเหลือในทุกทางที่มีผ่านสมาคมต่าง ๆ เพื่อช่วยเยียวยาคนไทยและถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างจีนและไทยให้แนบแน่นยิ่งขึ้น และเป็นการสื่อสารที่ชัดขึ้นว่า คนจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่มีวันทิ้งคนไทยที่ประสบความเดือดร้อนแน่นอน”

พิธีมอบเงินและสิ่งของบริจาคในครั้งนี้มีท่านอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นสักขีพยาน โดยมีท่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย หาน จื้อเฉียง เป็นผู้ส่งมอบ เพื่อแสดงถึงความห่วงใยและกำลังใจจากชาวจีนในประเทศไทยแก่ผู้ประสบภัย และจะมีการส่งต่อไปยังผู้ว่าในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายต่อไป

พสบ.ทร. แสดงความยินดี นายกสมาคมภริยาทหารเรือ ท่านใหม่

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 67) คุณพัชรณันษ์ พัชรวราทิพย์ประธานนักศึกษา หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร (พสบ.ทร.) กองทัพเรือ รุ่นที่ 18 และคณะฯ เข้าแสดงความยินดีกับ นาวาเอกหญิง ดร.ทพญ.จีระวัฒน์  กฤษณพันธ์ ว่องวิทย์ (พี่หมอไก๋ พสบ.ทร.18) ในโอกาส รับตำแหน่งนายกสมาคมภริยาทหารเรือ ซึ่งนับว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาว พสบ.ทร. เป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านเป็นนายกสมาคมภริยาทหารเรือท่านแรก ที่เป็นสมาชิก พสบ.ทร. ณ ห้องรับรองสมาคมภริยาทหารเรือ กรุงเทพฯ

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี 0909535645 รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฎิบัติงานใน พื้นที่รับผิดชอบกองกำลังสุรนารี เน้นย้ำเฝ้าระวังป้องกันชายแดนทุกด้าน

(8 ต.ค. 67) ที่ กองบัญชาการกองกำลังสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เดินทางเข้าตรวจเยี่ยม และรับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานในพื้นที่กองกำลังสุรนารี โดยมี พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พันเอก จิรัฏ  ช่วงฉ่ำ , พันเอก บุญเสริม  บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้กองกำลังสุรนารี มีภารกิจในการป้องกันชายแดนในเขต 5 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน ตามพันธกิจ 5 ประการ ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยที่ผ่านมาได้ฝึกเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลทุกด้าน และทำการเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนตลอดเวลา โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ ดำเนินการพัฒนา และแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำ การป้องกันชายแดน เฝ้าระวังปัญหายาเสพติด และการหลบหนีเข้าเมือง โดยให้มีการประสานความร่วมมือ หน่วยงานต่างไป และกองกำลังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ และเป็นการร่วมมือในการป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสารในพื้นที่เฝ้าระวังป้องกันจนนำไปสู่การปฏิบัติด้านยุทธการต่อไป

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

ยกย่องเชิดชู "พันจ่าทหารเรือ" ช่วยผู้ป่วยสูงอายุขนมปังติดคอ

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 67) พลเรือตรี ชาตรี เปี่ยมศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ มอบใบประกาศเกียรติคุณเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ แด่ พันจ่าเอก ภูษิต วิริยะกิจ จากเหตุการณ์ที่ พันจ่าเอก ภูษิต วิริยะกิจ เจ้าหน้าที่คัดกรองคนไข้ นั่งที่จุดคัดกรองคนไข้ที่ รพ.อาภากรฯ ซึ่งเป็นเวลาพักกลางวันกำลังจะไปรับประทานอาหาร มีข้าราชการ ชั้นยศ จ.อ.ที่ประจำอยู่ท่าเรือแหลมเทียน ขับมอเตอร์ไซร์มาขอความช่วยเหลือ ได้ให้ข้อมูลว่า มีผู้ป่วยข้าราชการบำนาญชาย ชั้นยศ พล.ต.ท. ซึ่งมากับครอบครัว มาลอยอังคารญาติ ที่ท่าเรือแหลมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ขณะนั้นญาติได้ลงเรือไปลอยอังคาร แต่ผู้ป่วยไม่ได้ลงไปด้วย เนื่องจากเป็นผู้ป่วยนั่ง Wheel chair ได้รับประทานขนมปังติดคอ หายใจไม่ออก พ.จ.อ.ภูษิต หลังรับแจ้ง ได้รีบขึ้นรถจักรยานยนต์ ไปกับ จ.อ.ท่านนั้น จนสามารถช่วยผู้ป่วยที่อาหารติดคอ ในขณะนั้น จนผู้ป่วยที่มีอาการอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย ปากซีด โดยการ Choking heimlich maneuver จนอาหารหลุดออกมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยจนได้รับความปลอดภัยและส่งต่อยังโรงพยาบาลฯ ต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

‘ขนส่งทางบก’ ปูพรมตรวจสอบสภาพรถติดตั้งก๊าซทั่วไทย ขีดเส้น 30 พ.ย. 67 ทุกคันต้องผ่านการตรวจสภาพ

(8 ต.ค. 67)รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เดินหน้ามาตรการด้านความปลอดภัยสูงสุดสำหรับรถโดยสารที่ติดตั้งก๊าซ CNG และ LPG โดยออกประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจสภาพรถตามเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนส่งสำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัด หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง พ.ศ.2567 เพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบการรถโดยสารที่ใช้ก๊าซ CNG และ LPG ทั่วประเทศ ต้องนำรถเข้ามาตรวจสภาพรถ ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-5 สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา

โดยมาตรฐานการตรวจสภาพรถต้องตรวจผ่านตาม Check list อาทิ เครื่องอุปกรณ์ และส่วนควบต้องมีความมั่นคงแข็งแรง ไม่ชำรุด เช่น ถังก๊าซต้องไม่บุบ บวม ผุกร่อน เหล็กรัดถัง และสกรูยึดขาถังต้องยึดอย่างมั่นคงแข็งแรง ตัวถังก๊าซต้องไม่หมดอายุตามวันที่ผู้ผลิตกำหนด หมายเลขถังก๊าซและจำนวนถังก๊าซต้องตรงกับที่ปรากฏอยู่ในระบบงานตรวจสภาพรถของกรมฯ

รวมถึงตรวจสอบอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ประตูฉุกเฉิน ทางออกฉุกเฉิน ประตูทางขึ้น - ลง เข็มขัดนิรภัย ค้อนทุบกระจก เครื่องดับเพลิง ต้องมีขนาด จำนวน และการติดตั้งถูกต้องระเบียบ พร้อมใช้งาน หากรถโดยสารที่เข้ามาตรวจสภาพรถแล้วไม่ผ่านการตรวจสภาพ เช่น ถังก๊าซหมดอายุ จำนวนถังไม่ตรงกับที่ปรากฏอยู่ในระบบงานตรวจสภาพของกรมฯ เครื่องอุปกรณ์ และส่วนควบชำรุด ตรวจพบการรั่วไหลของก๊าซ และตรวจพบน้ำหนักเกิน กรมฯ จะพ่นข้อความห้ามใช้จนกว่าจะนำรถไปแก้ไขก่อน และนำมาตรวจสภาพให้ถูกต้องอีกครั้ง จึงจะสามารถนำรถกลับมาใช้ใหม่ได้

ทั้งนี้ กรมฯ กำชับให้ผู้ประกอบการต้องนำรถโดยสารเข้ามาตรวจสภาพรถให้แล้วเสร็จ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พ.ย.67 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายใดมีความพร้อมสามารถนัดหมายการตรวจสภาพล่วงหน้าได้ที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-5 สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด และเพื่อความสะดวก รวดเร็ว กรณีนัดหมายมาตรวจสภาพรถ ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 รถโดยสารสามารถจอดรอคิวเพื่อเรียกเข้าตรวจสภาพ ณ สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากการรถไฟแห่งประเทศไทยในการอำนวยความสะดวกเพื่อจัดหาพื้นที่จอดรถดังกล่าว

สำหรับการตรวจสภาพรถโดยสารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เนื่องด้วยมีปริมาณรถมากกรมการขนส่งทางบกได้จัดทำแผนบริหารจัดการรถที่เข้าตรวจสภาพเพื่อบรรเทาการจราจรไม่ให้ติดขัด ดังนี้

1.รถโดยสารไม่ประจำทางขนาดใหญ่ (CNG) + รถตู้/รถมินิบัส ไม่ประจำทาง และประจำทาง (CNG) เฉพาะใน กทม. ให้ตรวจสภาพรถให้แล้วเสร็จภายใน 31 ต.ค.2567

2.รถโดยสารประจำทางขนาดใหญ่ (รถบัส CNG) ให้ตรวจสภาพรถให้แล้วเสร็จภายใน 30 พ.ย. 2567

3.รถที่ติดตั้ง (LPG)  ให้ตรวจสภาพรถให้แล้วเสร็จภายใน 30 พ.ย.2567

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกประสานไปยังกระทรวงศึกษาธิการในกรณีที่โรงเรียนจะมีการจัดทัศนศึกษา และเดินทางด้วยรถโดยสาร ขอความร่วมมืองดเว้นการใช้รถโดยสารในกลุ่มดังกล่าวในการเดินทางจนกว่ามาตรการตรวจรถโดยสารนี้จะแล้วเสร็จ เพื่อความปลอดภัยรวมถึงจะบูรณาการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาทั่วประเทศ ในกรณีมีความจำเป็นต้องใช้รถเช่าเหมาหรือรถโดยสารไม่ประจำทาง (30) นำนักเรียนไปทัศนศึกษาหรือเดินทางนอกพื้นที่ ขอให้สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานสำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบความพร้อมของรถ และซักซ้อมมาตรการความปลอดภัยก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

12 ตุลานี้งานแห่ประจำปีวัดแขก สีลม แจ้งปิดถนน 4 เส้นทางโดยรอบ

(8 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเขตบางรักแจ้งว่าวันที่ 12 ต.ค. 67 ที่จะถึงนี้มีการปิดจราจรใน 4 เส้นทางได้แก่ 

ถนนสีลม ตั้งแต่แยกนรารมย์-แยกสุรศักดิ์ ตั้งแต่เวลา 16.00-04.00 น.
ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งแต่แยกนรินธร-แยกนรารมย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-02.00 น.
ถนนสาทรเหนือ ตั้งแต่แยกสาธร-แยกนรินธร ตั้งแต่เวลา 19.00-04.00 น.
ถนนสุรศักดิ์ ตั้งแต่แยกสุรศักดิ์-แยกสาทร ตั้งแต่เวลา 16.00-04.00 น.

ทั้งนี้งานนวราตรี คือ งานที่จัดขึ้นเพื่อบูชาและเฉลิมฉลองให้กับพระแม่ทุรคา หรือพระแม่ปารวตี หรือพระแม่อุมาเทวีทั้ง 9 คืน ซึ่งแปลตรงตัวจากคำว่า “นวราตรี” อย่างไรก็ดี ตามประเพณีการจัดงานจะจัดขึ้นทั้งหมด 10 คืนแทน เนื่องจากคืนที่สิบถือเป็นคืนสำคัญที่พระแม่ทุรคาปราบมหิงษาสูร อสูรควายชั่วร้ายได้สำเร็จ หรือที่เรียกกันว่า “วันวิชยาทศมี”, “วิชัยทัสมิ” หรือ “ทศหรา”

งานนวราตรีเป็นงานสำคัญในศาสนาฮินดู โดยลักษณะรูปแบบงานอาจจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมหรือความเชื่อของแต่ละพื้นที่ ซึ่งในงานนวราตรี ปี 2567 วัดแขกจะมีการทำพิธีบูชา อัญเชิญเทวรูปพระแม่อุมาเทวี รวมถึงเทวรูปอื่นๆ แห่ขบวนให้ผู้ที่ศรัทธาได้สักการบูชา

>>>งานนวราตรี 2567 จัดขึ้นวันที่ 2-14 ตุลาคม 2567 โดยมีกำหนดการ ดังนี้

วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2567
- พิธีบูชาองค์พระพิฆเนศวร (บรมครู) พิธีบูชาเทพประจำแผ่นดิน เทพแห่งดาวนพเคราะห์ทั้งเก้า พิธีบูชาเพื่อขออนุญาตต่อองค์มหาเทวีและมหาเทพทั้งหลายที่ประดิษฐานภายในวัด เพื่อเริ่มงานพิธีนวราตรี ประจำปี 2567
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.30 น. และพิธีเย็นจัดขึ้นเวลา 17.00 น.
**หลังเสร็จพิธี อัญเชิญองค์พระพิฆเนศวร, องค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี, องค์พระแม่ศรีมหาซูลั่มกาลี ออกแห่

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2567
- เริ่มพิธีนวราตรี ประจำปี 2567 (Navarathri2024 Day 1)
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น. บูชาองค์พระแม่ศรีมหาทุรคาเทวี, พิธีเย็นจัดขึ้นเวลา 17.00 น. บูชาองค์พระแม่ศรีมหาทุรคาเทวี และเวลาประมาณ 18.30 น. อัญเชิญธงสิงห์ขึ้นเสา

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2567
- พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาทุรคาเทวี
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น., พิธีเย็นจัดขึ้นเวลา 17.00 น. และพิธีบูชาใหญ่จัดขึ้นเวลา 19.30 น.

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2567
- พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาทุรคาเทวี
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น., พิธีบูชาโฮมัมจัดขึ้นเวลา 17.00 น. และพิธีบูชาใหญ่จัดขึ้นเวลา 19.30 น.

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2567
- พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาลักษมีเทวี
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น., พิธีบูชาโฮมัมจัดขึ้นเวลา 17.00 น. และพิธีบูชาใหญ่จัดขึ้นเวลา 19.30 น.

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2567
- พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาลักษมีเทวี
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น., พิธีบูชาโฮมัมจัดขึ้นเวลา 17.00 น. และพิธีบูชาใหญ่จัดขึ้นเวลา 19.30 น.

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2567
- พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาลักษมีเทวี
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น., พิธีบูชาโฮมัมจัดขึ้นเวลา 17.00 น. และพิธีบูชาใหญ่จัดขึ้นเวลา 19.30 น.

วันพุธที่ 9 ตุลาคม 2567
- พิธีสยุมพรองค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวีและองค์พระศิวะมหาเทพ
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น. (พิธีสยุมพร), พิธีบูชาโฮมัมจัดขึ้นเวลา 17.00 น. (พิธีบูชาพระแม่นั่งชิงช้า) และพิธีบูชาใหญ่จัดขึ้นเวลา 19.30 น. (พิธีบูชาพระแม่นั่งชิงช้า)

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2567
- พิธีบูชาพระแม่ศรีมหาอุมาเทวีและองค์พระศิวะมหาเทพ
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น., พิธีบูชาโฮมัมจัดขึ้นเวลา 17.00 น. และพิธีบูชาใหญ่จัดขึ้นเวลา 19.30 น.

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2567
- พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาสรัสวตีเทวี
*พิธีเช้าจัดขึ้นเวลา 09.00 น., พิธีบูชาโฮมัมจัดขึ้นเวลา 17.00 น. และพิธีบูชาใหญ่จัดขึ้นเวลา 19.30 น.

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2567
- งานแห่ประเพณี เนื่องในวันวิชัยทัสมิ ประจำปี 2567 (Vijaya Dasmi 2024)
*ขบวนแห่เริ่มเคลื่อนออกจากวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ในเวลาประมาณ 19.30 น. เป็นต้นไป

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2567
- พิธีอัญเชิญธงสิงห์ลง และพิธีอาบน้ำคณะพราหมณ์และคณะคนทรง
*พิธีเริ่มเวลา 17.00 น. ซึ่งหลังจากเสร็จพิธีคณะพราหมณ์ จะผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ที่ทำพิธีมาแล้วให้แก่สานุศิษย์ทุกท่านฟรี

>>>การเดินทางไปร่วมงานนวราตรี 2567 หรือวัดแขกสามารถทำได้หลายรูปแบบ ดังนี้

- รถไฟฟ้า BTS สถานีสุรศักดิ์ ทางออกที่ 3 เดินต่ออีกประมาณ 800 เมตร
- รถไฟฟ้า BTS สถานีเซนต์หลุยส์ ทางออกที่ 2 หรือ เดินต่ออีกประมาณ 750 เมตร
- รถไฟฟ้า MRT สถานีสีลม ทางออกที่ 2 เดินต่อหรือนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

งานนวราตรี 2567 เป็นพิธีสำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้ที่สนใจเข้าร่วมพิธีสามารถเดินทางเข้ามาร่วมงานได้ตลอด 9 วัน 9 คืน โดยไม่มีการจำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรืออายุ ทั้งนี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด และศึกษาข้อมูลควรรู้ในเบื้องต้นก่อนเข้าร่วมพิธี

OR มอบรางวัล การประกวด 'Green Innovation Contest' ประจำปี 2567 ตอกย้ำภารกิจ ‘เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน’ บนโลกเดียวกันที่ยั่งยืน

(8 ต.ค. 67) นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกิจการพิเศษ 1 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ทีมแข่งขันจากการประกวดโครงการ 'Green Innovation Contest' ประจำปี 2567 ณ ห้อง The Synergy Hall ชั้น 6 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี กรุงเทพมหานคร

นางสาวราชสุดา เปิดเผยว่า OR ได้จัดโครงการ 'Green Innovation Contest' เป็นครั้งแรก ในหัวข้อ 'นวัตกรรมสีเขียวเพื่อโลกที่ยั่งยืน' โดยมุ่งหวังสนับสนุนให้เยาวชนไทยแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และประเทศชาติต่อไป

ในโดยในปีนี้ OR ได้เปิดรับสมัครเยาวชนจากกลุ่มนิสิต นักศึกษา และอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 100 ทีม การคัดเลือกแบ่งออกเป็น 3 รอบ คัดเหลือ 15 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดยทีมที่ชนะการประกวด มีดังต่อไปนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม C-dots Coating Cell ผลงาน นวัตกรรมสเปรย์ฟิล์มเคลือบผิวโซลาร์เซลล์สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยอนุภาคนาโนคาร์บอนดอทจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Plankton collector ผลงาน หุ่นยนต์เก็บแพลงก์ตอนอัจฉริยะพลังงานแสงอาทิตย์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Bio-Farmer ผลงาน ถังน้ำหมักชีวภาพจากขยะครัวเรือนด้วยระบบอัตโนมัติ (Bio-Auto Fermenter)

โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา 30,000 บาท ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 จะได้รับเหรียญทอง เหรียญเงิน ประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา 20,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชย 12 ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ โดยได้รับเหรียญทองแดง ประกาศนียบัตร และทุนการศึกษา 5,000 บาท 

กิจกรรมเด่นภายในงาน นอกจากการนำเสนอผลงานของทั้ง 15 ทีมที่ผ่านเข้ารอบแล้ว ยังมีบูธนิทรรศการแสดงนวัตกรรมของแต่ละทีม รวมถึงบูธเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ OR ซึ่งสะท้อนการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีกิจกรรมสร้างความสนุก อาทิ การร่วมแสดงความคิดเห็น และกิจกรรมคีบของรางวัล เพื่อร่วมลุ้นรับของรางวัลรักษ์โลก การจัดงานทั้งหมดออกแบบเพื่อลดการสร้างขยะให้น้อยที่สุด โดยขยะที่เกิดขึ้นบางส่วนจะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี เช่น ขวดน้ำและฝาขวดจะถูกคัดแยกและส่งต่อไปยังโครงการ 'แยกแลกยิ้ม x GC Youเทิร์น' เมื่องานเสร็จสิ้น 

โครงการ 'Green Innovation Contest' นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ OR ผลักดันและส่งเสริมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลักของ OR ที่มุ่ง “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน ในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับสู่นวัตกรรมในแบบฉบับของ OR” นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนาเยาวชนที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนให้ OR บรรลุเป้าหมายที่มุ่งเน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Healthy Environment) ซึ่งรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสถานประกอบการ และการลดปริมาณขยะ มุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การเป็นองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 นางสาวราชสุดา กล่าวเสริมในตอนท้าย

ติดตามภารกิจ ‘บิ๊กเล็ก-ณัฐพล’ ลงพื้นที่ติดตามการทำงานไม่หยุดพัก ประสานงาน ‘ศปช.ส่วนหน้า’ ใกล้ชิด เร่งคือสาธารณูปโภคพื้นฐาน

(8 ต.ค. 67) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม หรือ ศปช.ส่วนหน้า ได้ลงพื้นที่ในตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อสำรวจผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในภารกิจ ‘30 วันกอบกู้แม่สาย’

พล.อ.ณัฐพล เปิดเผยว่า ปัจจุบันภารกิจในพื้นที่คืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ 60 ประชาชนในพื้นที่เริ่มทยอยกลับเข้าอยู่อาศัย แต่อย่างไรก็ตามยังติดขัดในส่วนปัญหาสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า ซึ่งเสียหายไปพร้อม ๆ กับเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม

ตนจึงได้ประสานงานไปยังนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธาน ศปช.ส่วนหน้า ให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยประธษน สปช.ส่วนหน้า ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น การประปาส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคโดยเร็ว

องค์การสวนสัตว์ฯ เปิดตัวบัตรสมาชิก ‘สโมสรผู้รักสวนสัตว์’ ลายใหม่ หมูเด้งสุดน่ารัก ราคา 2,999 บาท สิทธิประโยชน์ติดบัตรเพียบ

(8 ต.ค. 67) องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ZPOT) เผยแพร่บัตรสมาชิก "สโมสรผู้รักสวนสัตว์แห่งประเทศไทย" ลายใหม่ "หมูเด้ง" รายได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์ในสวนสัตว์ทุกแห่ง ราคาใบละ 2,999 บาท อายุบัตร 2 ปี เข้าชมสวนสัตว์ฟรีพร้อมกัน 5 คน และที่จอดรถฟรี 1 คัน

จากกระแสความนิยมของ "หมูเด้ง" ฮิปโปแคระที่กลายเป็นขวัญใจชาวเน็ตทั้งไทยและต่างประเทศ ล่าสุดวันนี้ (8 ต.ค.) เฟซบุ๊ก "องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ - ZPOT"

ได้เผยแพร่บัตรสมาชิก "สโมสรผู้รักสวนสัตว์แห่งประเทศไทย" หรือ Zoo Lovers Society ลายใหม่ "Moo Deng" เพื่อนำรายได้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์ในสวนสัตว์ทุกแห่งในความดูแลขององค์การสวนสัตว์ฯ ได้แก่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์ขอนแก่น โครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์ และสวนสัตว์ที่จะเปิดให้บริการในอนาคตโดยบัตรสมาชิกสโมสรผู้รักสวนสัตว์ ราคาใบละ 2,999 บาท บัตรมีอายุ 2 ปี 

สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกสโมสร ได้แก่ มีสิทธิ์ผ่านประตูสวนสัตว์ภายใต้สังกัด ฟรี ทั้ง 6 แห่ง (สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์ขอนแก่น) ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ระยะเวลา 2 ปี 

เข้าชมสวนสัตว์ได้พร้อมกัน 5 ท่าน รวมเจ้าของบัตร เปลี่ยนผู้ติดตามได้ และฟรีค่าธรรมเนียมจอดรถ 1 คัน โดยเงื่อนไข เจ้าของบัตรสมาชิกสโมสรฯ ต้องมาด้วยทุกครั้ง พร้อมแสดงบัตรประชาชนควบคู่ทุกครั้ง บัตรนี้ไม่สามารถเปลี่ยนมือเจ้าของบัตรได้

สำหรับผู้สนใจสมัครสมาชิกได้ด้วยตัวเอง ณ สำนักงานสโมสรฯ ขององค์การสวนสัตว์ ตามวันและเวลาราชการ วันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. หรืออินบ็อกซ์ข้อความให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ โดยแจ้งชื่อ นามสกุล (ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ) เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่สำหรับจัดส่งบัตรสมาชิก ที่เฟซบุ๊กเพจ "องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ - ZPOT" และสามารถซื้อมอบเป็นของขวัญได้ โดยแจ้งระบุชื่อผู้ถือบัตรอีกด้วย

‘ป้าแสงเดือน’ โอด บอบช้ำหนักจากภัยพิบัติ ยังมีแต่คนคอยบิดเบือนซ้ำเติม อาจพิจารณาเดินหน้าฟ้องหากล้ำเส้น ขอทำงานต่อเพื่อสัตว์ที่ไร้เสียง

(8 ต.ค. 67) น.ส.แสงเดือน ชัยเลิศ ผู้อำนวยการศูนย์บริบาลช้างและประธานมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม และเป็นเจ้าของศูนย์บริบาลช้าง Elephant Nature Park อำเภอแม่แตง ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระบุว่า 

“ดิฉันไม่ชอบทำงานท่ามกลางดราม่า และไม่อยากเสียเวลากับเรื่องอย่างนี้ เพราะคิดอยู่เสมอว่าชีวิตคนเรามันสั้นเรามีเวลาจงใช้เวลาในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ดรามาเป็นเรื่องปกติแต่การใส่ร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ หลายวันที่ผ่านมาถ้าสังคมจะเห็นประเด็นใส่ร้ายป้ายสีโจมตีต่าง ๆ นานาต่อตัวดิฉันจนกระทั่งนักข่าวแทบทุกสำนักต้องมาสอบถามข้อเท็จจริงจากดิฉัน เรื่องดราม่าไม่ใช่มีแค่วันนี้แต่มันมีมาเกือบยี่สิบปี หลายคนถูกฟ้องและลงข้อความขอโทษทางหนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ หลายคนถูกพิพากษาติดคุก บางคนทั้งปรับทั้งจำ บางคนอยู่ระหว่างรอลงอาญา เมื่อมีเวลาดิฉันจะทยอยเอาลงสื่อมาให้สังคมได้รับทราบแล้วท่านจะได้โยงถูกกับประเด็นดราม่าว่าต้นตอมาจากไหน

วันที่พวกเราบอบช้ำอย่างหนักจากการสูญเสียแต่มีการโยงพวกเราจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งแม้กระทั่งบิดเบือนข้อมูลควาญช้างเพื่อสร้างประเด็นให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม ดิฉันพยายามอดกลั้นอดทนเนื่องจากพวกเรากำลังผ่านเรื่องเลวร้ายมาควาญหลายครอบครัวที่ไร้ที่อยู่ต้องไปขออาศัยตามที่ต่าง ๆ เพราะบ้านพังไหลไปกับน้ำ เราต้องเร่งฟื้นฟูช่วยเหลือเพราะบางครอบครัวมีลูกเล็ก ๆ นอกจากนั้นเรายังมีสัตว์เจ็บป่วยระงม สัตว์จำนวนมากที่ยังต้องไปฝากไว้ที่อื่นเพราะสภาพพื้นที่เข้าไม่ได้เพราะพื้นที่ยังไม่พร้อมเต็มไปด้วยดินโคลน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า พวกเราต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้ ดิฉันเป็นหัวหน้าครอบครัวที่นี่ชีวิตเหล่านี้คือความรับผิดชอบ

แต่ประเด็นดราม่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ดิฉันอยากจะให้สังคมวิเคราะห์และตั้งคำถามว่า คนที่เลือกออกมาโจมตีคนอื่นในช่วงระหว่างการสูญเสียนี่มันมีเบื้องหลังหรือไม่อย่างไร คนที่มีศีลธรรมเขาเลือกที่จะทำอย่างนี้หรือ

ในวันที่พวกเรามีสัตว์ที่รับผิดชอบอยู่หลายพันชีวิตดิฉันไม่สามารถใช้เวลามาต่อสู้กับคนที่มีแต่ความเกลียดและจิตใจเต็มไปด้วยอคติ

การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลที่ดีเป็นเรื่องที่รับฟังได้และดิฉันพร้อมที่จะรับฟังและนำไปแก้ไขแต่เรื่องมีการวิจารณ์ที่เต็มไปด้วยอคติและไม่เป็นความจริง ดิฉันจำเป็นต้องมาแจ้งความจริงให้สังคมได้รับทราบ ผู้คนที่มาเยี่ยมโครงการของเราคนไทยจำนวนมากที่มาเยี่ยมน้องช้างในศูนย์ของเรา บางคนมานอนเป็นอาทิตย์คนเหล่านี้ต่างหากที่เห็นความจริงในพื้นที่แห่งนี้

การกล่าวหาว่าที่ศูนย์ช้างเราไม่มีควาญประจำ ไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าพูดออกมาโดยที่ไม่รู้จริง โครงการของเรามีควาญช้างมากกว่าจำนวนช้างเสียด้วยซ้ำ คนพูดเคยมาเห็นวันที่พวกเราประชุมควาญช้างทุก ๆ สองอาทิตย์หรือไม่

เรื่องการขายทัวร์ในวันน้ำท่วมนี่ก็ยิ่งไปใหญ่โปรแกรม Volunteer ของเรามีการจองล่วงกันมาข้ามปีเราจะมีปฏิทินในเว็บไซต์อย่างชัดเจน และวันที่เราเกิดอุทกภัยเราประกาศแจ้งปิดให้อาสาสมัครและนักท่องเที่ยวได้ทราบในจดหมายข่าวอย่างชัดเจน

ดิฉันขอแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบในตรงนี้ว่าดิฉันจะไม่เสียเวลามานั่งตอบคำถามดราม่าเหล่านี้อีกต่อไปเพราะดิฉันมีชีวิตของสัตว์นานาชนิดที่รอการช่วยเหลือและต้องรับผิดชอบ อยากถามกลับคนที่ออกมาวิพากษ์ด่าเทสาดเทเสียดิฉันว่าบ้านคุณมีหมาแก่มาพิการเลี้ยงเต็มบ้านเกือบร้อยตัวเหมือนดิฉันไหม ถ้าคุณมีคุณจะเข้าใจว่าทำไมดิฉันถึงไม่ให้ค่าความเป็นดราม่าของคุณ บอกตรง ๆ ดิฉันไม่อยากเขียนอะไรอย่างนี้ออกมาด้วยซ้ำเพราะกัลยาณมิตรที่ดีที่อยู่รอบข้างดิฉันต่างบอกว่าใส่ใจ การได้รับความเมตตาจากทุกท่านในวันที่พวกเรามีวิกฤตทำให้ดิฉันมองเห็นสองด้านของความเป็นคนได้อย่างชัดเจน

ทุก ๆ วันเราต่างมีบทเรียนจากการดำรงชีวิต ความสูญเสียที่เกิดขึ้นพวกเราใจแหลกสลาย และพวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชีวิตสัตว์ที่เหลืออยู่ในความดูแลของพวกเราให้ดีที่สุด

ดิฉันขอบคุณคนรักสัตว์ทุกท่านที่เข้าไปตอบช่วยตอบแทนในหลายคอมเมนต์ ดิฉันเข้าใจดีถึงการที่พวกท่านทนไม่ได้ต่อสิ่งที่บิดเบือนเหล่านั้น แต่ดิฉันอยากขอร้องทุกท่านว่าอย่าไปตอบโต้ ถ้าท่านรักดิฉันเราเอาเวลาไปช่วยกันไปช่วยกันหาทางช่วยเหลือหมาแมวสัตว์ต่าง ๆ และชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจากน้ำท่วมกันเถอะค่ะ จะได้ประโยชน์มากกว่า

แต่ข้อมูลไหนที่คิดมันล้ำเส้นเกินไปขอส่งมาทางอินบ็อกซ์ดิฉันจะส่งต่อให้กับทีมทนายพิจารณาค่ะ เพราะการใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นมีมูลค่าที่ต้องจ่ายเสมอ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้นะคะ

ขอจบดรามาในหน้าเพจนี้นะคะเพราะชีวิตที่เหลือของดิฉันจะทำงานเพื่อสัตว์ที่ไร้เสียงเท่านั้นค่ะ“

‘ทนายนพ’ พร้อมลงชิงเก้าอี้ ‘นายกสภาทนายความ’ แย้มนโยบายจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ-ทำงานเป็นทีม

( 8 ต.ค.67) ‘ทนายนพ’ แย้มนโยบาย ทำงานเป็นทีม เพื่อเพื่อนทนาย เน้นกระจายอำนาจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ผลักดันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ ทำงานอย่างมีอิสระ ปลอดจากการเมือง

ดร.ธนพล คงเจี้ยง ‘ทนายนพ’ ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยถึงแนวนโยบายในการขันอาสาลงสมัครว่า จะมาร่วมกันพลิกฟื้นทวงคืนบทบาทของสภาทนายความ ให้กลับมาทำงานเพื่อทนายความ ด้วยการทำงานเป็นทีม โดยสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารด้วยการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง ให้ กรรมการส่วนกลาง กรรมการส่วนภูมิภาคและประธานสภาทนายความจังหวัด ดูแลช่วยเหลือกันในการทำงานตามบทบาทอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสภาทนายความ เพื่อดูแลเพื่อนพี่น้องทนายความอย่างใกล้ชิดและทั่วถึงและมีความเสมอภาคกัน

“จะปรับปรุงสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความให้มีการบริหารอย่างมืออาชีพ จะควบคุมมรรยาทด้วยการสร้างความเข้าใจในบทบาทของวิชาชีพทนายความ เน้นการป้องปรามไม่ให้ทนายความประพฤติผิดมรรยาท จะลดจำนวนคณะกรรมการมรรยาททนายความลงเหลือไม่เกิน 15 คน ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ ที่เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน” ดร.นพ กล่าว 

ทนายนพ กล่าวว่า ที่สำคัญ คือ จะส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิกสภาทนายความ ด้วยการกระจายอำนาจให้กรรมการบริหารสภาทนายความภาค และประธานสภาทนายความจังหวัดมีบทบาทในการบริหารงานสภาทนายความในส่วนภูมิภาคอย่างจริงจัง รวมทั้ง  จัดตั้งกองทุนสวัสดิการทนายความ ให้ครอบคลุมทุกเขตพื้นที่ประธานจังหวัดเพื่อช่วยเหลือดูแลทนายความ

รวมทั้ง จะกระจายบทบาทให้อำนาจประธานสภาทนายความจังหวัด พิจารณาช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างจริงจัง

“เราจะเข้ามานำพาองค์กรสภาทนายความ เพื่อรับใช้ทนายความอย่างแท้จริง ด้วยการทำงานเป็นทีม สร้างความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพทนายความกระจายอำนาจให้เป็นจริง นโยบายที่ทำได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม มั่นใจจะทำให้สภาทนายความเป็นที่พึ่งของทนายความและที่พึ่งของประชาชนให้ได้” ว่าที่ผู้สมัครนายกสภาทนายความฯ หนุ่มไฟแรง กล่าว

ทนายนพ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญ สภาทนายความซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ต้องมีความเป็นอิสระจริง ๆ ปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง เหมือนองค์กรวิชาชีพอื่น

ตชด.23 ตามสืบเครือข่ายยาบ้า จับกุมต่อเนื่องได้กว่า 200,000 เม็ด

ตามนโยบายเน้นหนักของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน โดยให้เพิ่มความเข้มงวดและเพิ่มมาตรการในการปราบปราม เพื่อมิให้มีการขนย้ายยาเสพติดเข้าสู่ตอนในของประเทศ

เมื่อวานนี้ (7 ต.ค.67) เวลา 11.30 น. ที่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 ค่ายศรีสกุลวงศ์ อ.เมือง จ.สกลนคร นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วย  พล.ต.ต.สมจิตร เหล่ามงคลนิมิต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร, ว่าที่ร้อยตรีรวยรุ่ง ใครบุตร ปลัดจังหวัดสกลนคร,  พ.ต.อ.วุทธยา สิงห์กิ้ง ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23, ผู้แทนจากกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, ผู้แทน ปปส.ภ.4 ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม ผู้ต้องหาพร้อมยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) รวม 200,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สกลนคร

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการจับกุม นายอัษฎาวุธกับพวก พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 170,000 เม็ด เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผล ตามสืบ จนพบว่ายังมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก 1 คน คือ นายธเนศพล แก้วก่อง อายุ 20 ปี จึงให้สายลับติดตามพฤติการณ์ จนเมื่อวันที่ 6 ต.ค. เวลา 15.00 น. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนด้าน จ.เลย เข้ามาพักไว้ที่บ้านเช่าของ นายธเนศพล เพื่อรอลำเลียงเข้าพื้นที่ตอนใน โดยใช้รถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค ป้ายทะเบียน 8 กจ 157 กรุงเทพมหานคร เป็นพาหนะในการลำเลียงยา จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาและแจ้ง นปส.นครพนม, เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่

จนเมื่อเวลา 23.20 น. เจ้าหน้าที่จับกุมพบรถยนต์ คัน ดังกล่าว บริเวณแยกบ้านธาตุ อ.เมือง จ.สกลนคร จึงได้สะกดรอยตามไป เมื่อไปถึงบ้านเช่าแห่งหนึ่ง พบนายธเนศพลกับนายรัฐภูมิ  (ทราบชื่อภายหลัง) กำลังช่วยกันยกห่อวัตถุลงจากท้ายรถ จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม และเข้าตรวจสอบ พบเป็นยาบ้าจำนวน 100 มัด ประมาณ 200,000 เม็ด จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก่อให้เกิดการแพร่กระจาย ในกลุ่มประชาชนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ก่อนจะนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี และดำเนินการสอบสวนขยายผลต่อไป 

เปิดมุมมอง! บุคลิกประเทศไทยที่ไม่เคยสังเกต สยามเมืองยิ้ม ดินแดนแห่งความกลมเกลียว

(8 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘เพื่อนลงทุน’ ได้โพสต์วิเคราะห์บุคลิกของคนไทยและประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ ความว่า 

ประเทศไทยมีดีตรงไหน? มุมมองจากพี่มี่

“ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีอนาคต แต่อนาคตมันมองยาก อนาคตไม่เหมือนคนอื่น” พี่มี่เล่าให้ฟังแบบเป็นกันเองแต่เนื้อหาแน่นมาก แอดนั่งดูวิดีโอนี้แป๊บเดียวจบ ขอหยิบมาสรุปให้ฟังเฉพาะมุมมองต่อประเทศไทยของพี่มี่นะครับ 

พี่มี่เปรียบเทียบแต่ละประเทศในโลกว่าใครเป็นใครในห้องเรียนให้ฟัง
“อเมริกา คือหัวหน้าห้อง ที่ฉลาดแต่ขี้เกียจ และใช้เงินเก่ง”
“จีน เป็นรองหัวหน้าห้อง ฉลาดน้อยกว่า แต่ขยัน”
“เวียดนาม ไม่ได้ฉลาดสุด ไม่ได้ขยันสุด แต่เข้ากันได้ดีกับหัวหน้าห้องและรองหัวหน้าห้อง คนแบบนี้ก็อาจจะพอมีอนาคตไปได้แหละ เค้าจับกับข้างนี้ที จับกับข้างนั้นที”
“ไทย ไม่ได้ฉลาด ไม่ได้ขยัน แต่สวย เซ็กซี่ ขี้เล่นและเป็นกันเอง”

“ผมว่าอนาคตของคนแบบนี้วิเคราะห์ยากนะ อยู่ ๆ .. ปุ๊บ ๆ เละ ๆ ไปเป็นเมียเสี่ยเงี้ย มาไง ชีวิตขับซูเปอร์คาร์เฉย.. เฮ้ย มาไง! มันจะต้องมีบุคลิกแบบคนชอบเค้าเยอะ ผมมองเมืองไทยเป็นแบบนั้นอะ” พี่มี่พูดติดตลก แต่แอดว่าพี่มี่เปรียบเทียบเสน่ห์ของประเทศไทยได้ดีมาก ของแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเลียนแบบกันได้
พี่มี่เล่าต่อถึงเสน่ห์ของประเทศไทยจากที่พบเจอคนหลาย ๆ ประเทศ

คนจีนมาอยู่ไทย ส่งลูกมาเรียน “อย่างโรงเรียนนานาชาติ Harrow ถ้าที่เซี่ยงไฮ้ค่าเทอม 3,700,000 บาท ที่ไทย 900,000 บาท แบรนด์เดียวกัน”

พี่มี่ยังมีเพื่อนต่างชาติคนนึงที่ครอบครัวไม่กินอาหารบางอย่าง แต่พอมาอยู่ไทย เตะบอลกับพี่มี่แล้วพากันไปกินได้ เพื่อนคนนั้นบอกพี่มี่ว่า “ถ้าอยู่บ้านเรากินไม่ได้ แต่ถ้าออกมากับพวกนายเรากินได้”

“คนญี่ปุ่นอยู่บ้านเค้าเข้าแถวเป็นระเบียบ ขึ้นรถไฟเป็นระเบียบ มาอยู่ทองหล่อขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่งกว่าคนไทยอีกนะ จอดหน้าวิลลามาร์เก็ต เดินไปซื้อยา” พี่มี่มองว่าไม่มีความเป็นญี่ปุ่นหลงเหลือแล้ว อยู่เมืองไทยสบาย ๆ มาอยู่แล้วก็หลอมกลืน

นอกจากนั้น พี่มี่ยังมองว่าประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ
“คนจีนแผ่นดินใหญ่กับคนฮ่องกงไม่ถูกกัน คนจีนแผ่นดินใหญ่กับคนไต้หวันไม่ถูกกัน แต่มาเมืองไทย เค้ากินหมาล่าที่จินดาด้วยกัน เค้าเป็นเพื่อนกันได้ที่นี่” 
“ที่พัทยาเราเห็นรัสเซียกับยูเครนนั่งกินเบียร์ด้วยกัน” 
“พอมาที่นี่ปุ๊บ เป็นดินแดนปลอดภัย เป็นดินแดนที่ช่างมันเถอะ เรื่องราวบนโลกเดี๋ยวมันก็ตายแล้ว” พี่มี่เล่าถึงความเป็นอริในเวทีโลกที่กลับมากอดคอกันได้ในประเทศไทย

พี่มี่ยังพาย้อนไปดูสถิติ “คุณไปดูช่วงปี 1920 เรา GDP ต่ำสุดในอาเซียน สลับกันกับพม่า ไม่เราก็พม่าต่ำสุด ทุกคนบอกขี่ควายต่อไปเถอะ เมืองไทยแย่แล้ว”
“แต่สุดท้ายเราก็มี GDP อันดับต้น ๆ ของอาเซียนได้ เพราะเรามีเสน่ห์บางอย่างที่ตอบไม่ได้ เรามีความเป็น United States ในโลกผมไปมา 40 กว่าประเทศ มี 2 ประเทศที่เป็น United States คือ อเมริกากับไทย"
พี่มี่อธิบายว่า United States คืออะไร ? “ในห้องประชุมนี้ ใครบ้างที่สืบเผ่าพันธุ์แล้วเป็นไทยแท้ ? ขอซักคนเดียว.. ไม่มี แต่ทุกคนบอกกูเป็นคนไทย ถูกมั้ย” 

// United แปลว่า รวมกัน, ปึกแผ่น, กลมเกลียว, พร้อมใจกัน
“เนี่ยคือบุคลิกของ United States มันไม่มีคนท้องถิ่นอะ ถ้าสืบไปเรื่อย ๆ ผมอาจจะมาจากแปะซัวเล็ก ซัวเถา อะไรอย่างเงี้ย เช็กไปทุกคนมาจากไหนก็ไม่รู้” 
“แต่พอมาอยู่ที่นี่ กลายเป็นว่ามันหลอมคนทั้งหมด ให้อยู่ที่นี่เลย กลายเป็นคนที่นี่ แล้วไม่อยากไปที่อื่นอีกแล้ว มันมีบุคลิกของความกลมเกลียวที่หาได้ยาก” พี่มี่บอก

ความน่ารัก ความเป็นกันเอง ความใจดีมีน้ำใจของสยามเมืองยิ้มนี้เองเป็นจุดแข็งของประเทศไทย และของแบบนี้อาจจะมีไม่กี่ประเทศในโลกที่จะมาทดแทนหรือมาเลียนแบบเราได้ 

พี่มี่ ทิวา ชินธาดาพงศ์ เป็นนักลงทุนที่คอยแบ่งปันความรู้ให้สังคมตลอด ดูวิดีโอที่พี่มี่เล่าแบบเต็มจาก Super Trader Republic ได้ที่ลิงก์ สนุกมาก ดูไปขำไป ความรู้แน่น พูดตรงไปตรงมา สุดยอด https://youtu.be/5wIz0i3swVs?si=f16w14CWNYLfzgew

สุดซึ้ง! ทหารใหม่ทำความเคารพอดีตทหารผ่านศึก คอมเมนต์เอกฉันท์แห่ขอบคุณและชื่นชมวีรบุรุษลายพราง

(8 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ข่าวดัง ออนไลน์’ ได้มีการเผยแพร่เรื่องราวของทหารผ่านศึกสุดประทับใจว่า 

เรื่องเล่าจากคุณลุงผู้เป็นทหารผ่านศึก ที่ได้รับการแสดงความเคารพจากทหารรุ่นน้องที่ไม่รู้จักกันมาก่อน มีคนถามคุณลุงว่าแล้วทหารท่านนั้นทราบได้อย่างไรว่าคุณลุงคือทหารผ่านศึก คุณลุงตอบว่าเพราะเสื้อกั๊กที่ใส่อยู่นั้น มีสัญลักษณ์ของทหารผ่านศึกติดอยู่ 

“..มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากคราวหนึ่งในชีวิตครับ วันนั้นผมปั่นจักรยานไปกระทรวงมหาดไทยเพื่อไปรับเหรียญพิทักษ์เสรีชน และ เหรียญราชการชายแดน ขากลับปั่นจักรยานผ่านสวนจิตรลดา จะมีป้อมทหารยามเป็นจุด ๆ รอบสวนจิตรลดา มีอยู่จุดหนึ่งน้องทหารเขาได้ตกปืนทำความเคารพ เสียงค่อนข้างดัง ผมหันไปมอง น้องทหารเขาก็มองตอบมา ผมจึงหันไปรอบตัว พบว่ามีผมอยู่คนเดียว จึงทราบว่าน้องเขาแสดงความเคารพให้ผม ผมก็ยกมือวันทยหัตถ์ตอบ น้องเขาลดปืนและมาอยู่ในท่าระเบียบพัก ผมปั่นจักรยานจากมาพร้อมกับน้ำตาไหลซึม ขอบใจน้องทหารที่ให้เกียรติกันอดีตทหารผ่านศึก เล่นเอาผม อดีตทหารผ่านศึกแก่ ๆ คนหนึ่ง น้ำตาร่วงได้..”

ในโพสต์ดังกล่าวได้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เช่น 

“อ่านแล้วภูมิใจมาก ขอบคุณ ท่านทหารผ่านศึก ที่ท่านเคยเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเราให้ได้มีแผ่นดินไทยอยู่ ขอให้สุขภาพท่านแข็งแรง และมีความสุขค่ะ ^___^
... จากครอบครัวผู้สูญเสียวีรบุรุษหินร่องกล้า”

“สวัสดีครับ ท่านสมาชิก อผศ.ในภาพที่สวมเสื้อวินมอไซค์ ท่านยังดูแข็งแรงอยู่มาก..ทำมาหากินไปครับ พวกเราต่อสู้ขับไล่ศัตรูแผ่นดินเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชนกันมา บางท่านก็พลีชีพ บางท่านบาดเจ็บพิการทุพพลภาพ ขอให้ท่านผู้ผ่านศึกทุกนายที่ยังมีชีวิตอยู่จงมีแต่ความสุขกายสุขใจตลอดไปนะครับ จากผมสมาชิก อผศ.บัตรชั้นที่ 3 ครับ..”

"ชื่นชมค่ะ.. จากครอบครัวทหาร.ค่ะ.. (... หลายปีที่ผ่านมา.เคยมีโอกาสเดินทางไปจ๋าหน่ายดอกปี้ในวันทหารผ่านศึก... ตามหน่วยงาน, องค์กรต่าง ๆ เพื่อนำรายได้จากการจ๋าหน่ายไปช่วยเหลือ น้อง ๆ ทหารหาญที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนค่ะ.. ฯ.."ภาคภูมิใจค่ะ...”

“ขอร่วมภาคภูมิใจด้วยพี่ทหารทั้งสองท่านด้วยค่ะ และน้ำตาร่วงกับพี่ด้วยความชื่นชมอิ่มใจ ใน ทหารค่ะขอบคุณ ๆ”

สมุทรปราการ-แถลงข่าวงานประเพณีรับบัว “นมัสการองค์หลวงพ่อโต” หนึ่งเดียวในประเทศไทยของอำเภอบางพลี

เมื่อวานนี้ (7 ต.ค. 67) นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธาน การแถลงข่าวการจัดงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2567 พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ นายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี นางสาวชูศรี สัตยานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบางพลี นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานฉะเชิงเทรา นายรัชชานนท์ ทองอร่าม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คณะสมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการจัดงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2567 ณ บริเวณศูนย์การค้ามาร์เก็ควิลเลจ สุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 ตุลาคม 2567 ตรงบริเวณที่ว่าการอำเภอบางพลี วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง และบริเวณคลองสำโรง เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีโบราณของอำเภอบางพลีที่สืบทอดมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการ ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย ทั้งการแสดงวิถีชีวิตชาวบางพลีในอดีต การละเล่นพื้นบ้าน การประกวดขบวนแห่เรือองค์หลวงพ่อโตทางน้ำ การแข่งขันเรือมาด การประกวดหนุ่มสาวรับบัว รวมถึงการจำหน่ายสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ของดีของอำเภอบางพลี

ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมาแต่โบราณของชาวอำเภอบางพลี ที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อต่อคนต่างถิ่นที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี และแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความผูกพันกับสายน้ำของพี่น้องชาวอำเภอบางพลี ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 16 ตุลาคม 2567 โดยจะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตองค์จำลองลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณสองฝั่งคลอง รวมถึงประชาชนโดยทั่วไปได้ร่วมพิธีสักการะองค์หลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์

โดยความเชื่อที่ว่าหากโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ แล้วตั้งจิตอธิษฐานสิ่งใดไว้ก็จะประสบความสำเร็จดังหวังทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม ทางอำเภอบางพลีมุ่งหวังให้ประเพณีรับบัวซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวอำเภอบางพลีไม่เลือนหายไป อำเภอบางพลีจึงได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมอนุรักษ์ประเพณีนี้สือต่อไป อีกทั้งประเพณีรับบัวของอำเภอบางพลี ได้รับการประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี 2555 โดยกระทรวงวัฒนธรรม

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top