Saturday, 11 July 2026
NEWS

กต.แจงช่วยเหลือ 4 ลูกเรือไทยในเมียนมา ประสานเต็มที่ ทั้งทางการเมือง-ทางด้านกงสุล

ตามที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศกรณีลูกเรือประมงไทย 4 คน ที่ถูกจับกุมโดยทางการเมียนมา นั้น

เมื่อวันที่ (5 ก.พ. 68) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงบทบาทของกระทรวงต่างประเทศในเรื่องนี้ 2 ด้าน ดังนี้

1. การดำเนินการทางการเมือง กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการอย่างเต็มที่มาโดยตลอด โดยได้เข้าพบผู้แทนฝ่ายเมียนมาในหลายระดับเพื่อผลักดันให้ทางการเมียนมาปล่อยตัวลูกเรือทั้ง 4 คนโดยเร็ว และได้นำส่งหนังสือของญาติที่ขอให้ปล่อยตัวลูกเรือให้กับทางการเมียนมา และติดตามในหลายโอกาส บนพื้นฐานของการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน รวมถึงเป็นผู้ประสานงานอำนวยความสะดวกการเข้าเยี่ยมลูกเรือของคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทางการเมียนมาได้อนุมัติคำขอของไทย

2. การดำเนินการด้านกงสุล นับตั้งแต่ลูกเรือไทยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับทางการเมียนมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย รวมทั้งได้ติดต่อญาติของลูกเรืออย่างสม่ำเสมอ โดยผู้แทนกรมการกงสุลประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้เดินทางไปพบปะและอำนวยความสะดวกให้แก่ญาติของลูกเรือที่จังหวัดระนอง และผู้แทนญาติลูกเรือได้เดินทางมาพบผู้แทนกรมการกงสุลที่กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังคำแนะนำในเรื่องนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง พร้อมญาติลูกเรือ ได้เข้าเยี่ยมลูกเรือที่จังหวัดเกาะสอง ภาคตะนาวศรี ตลอดจนได้ประสานงานฝ่ายเมียนมาให้มีการเข้าเยี่ยมของญาติลูกเรือเป็นระยะ

ขอให้มั่นใจว่า การคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์และสวัสดิภาพของคนไทยเป็นหัวใจหลักของนโยบายต่างประเทศ โดยกรณีนี้มีความละเอียดอ่อนในภาพรวมความสัมพันธ์ของสองประเทศ ดังนั้น จึงต้องอาศัยความอดทนและแนบเนียนตามแนวปฏิบัติทางการทูต โดยกระทรวงฯ จะดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป

ครม. ไฟเขียวหนุนสร้าง ‘อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ’ ส่งไปติดตั้งยานอวกาศฉางเอ๋อ 7 ก่อนขึ้นสู่วงโคจรดวงจันทร์ปี 69

‘ศุภมาส’ เผย ครม.ไฟเขียวมีมติหนุนกระทรวง อว. สร้าง ‘อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ’ ฝีมือคนไทย เพื่อนำไปติดตั้งกับยานสำรวจอวกาศฉางเอ๋อ 7 ก่อนนำส่งขึ้นสู่วงโคจรของดวงจันทร์ในปี 2569 เผยเป็นก้าวสำคัญ รวมทั้งเป็นการประกาศให้โลกรับรู้ศักยภาพและความพร้อมของไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอวกาศ 

เมื่อวันที่ (4 ก.พ. 68) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวง อว.แห่งราชอาณาจักรไทยกับองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (China National Space Administration: CNSA) เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนา “อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ” (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope – MATCH) ที่จะร่วมติดตั้งไปกับยานสำรวจอวกาศฉางเอ๋อ 7 สำหรับสำรวจสภาพอวกาศโดยรอบของดวงจันทร์ ภายใต้โครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS) ตามที่กระทรวง อว.โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) และมหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอ

รมว.กระทรวง อว.กล่าวต่อว่า  ทั้งนี้  “อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ” (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope – MATCH) ที่จะร่วมติดตั้งไปกับยานสำรวจอวกาศฉางเอ๋อ 7 สำหรับสำรวจสภาพอวกาศโดยรอบของดวงจันทร์ มีแผนจะนำส่งขึ้นสู่วงโคจรของดวงจันทร์ในปี 2569 และจะลงจอด ณ บริเวณแอ่งขั้วใต้เอตเคน (South Pole-Aitken) ของดวงจันทร์ เพื่อตรวจวัดรังสีคอสมิกจากกาแล็กซีและอิเล็กตรอนจากดาวพฤหัสบดี รวมถึงศึกษาเชิงกลไกของอนุภาคพลังงานสูงระหว่าง โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ที่สำคัญนับเป็นครั้งแรกที่อุปกรณ์สำรวจอวกาศของไทย จะถูกนำไปใช้งานในภารกิจการสำรวจอวกาศห้วงลึก (Deep Space Exploration) และมีผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยมนุษยชาติในภารกิจการสำรวจอวกาศในอนาคต เป็นก้าวแรกของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรวิจัยของไทย ทั้งจาก สดร.และ มหาวิทยาลัยมหิดล ในโครงการความร่วมมือด้านอวกาศในระดับโลก ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ในการพัฒนาคน และ องค์ความรู้ของประเทศไทย ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

สำหรับ อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ หรือ MATCH ดำเนินการโดย สดร.และมหาวิทยาลัยมหิดล มีเป้าหมายเพื่อตรวจวัดอนุภาคมีประจุพลังงานสูง ศึกษาปริมาณของรังสีคอสมิกในอวกาศ ทั้งด้านที่มาจากพื้นผิวของดวงจันทร์ และด้านที่หันออกจากพื้นผิวของดวงจันทร์  ขณะนี้อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ  MATCH อยู่ในขั้นตอนการบูรณาการ ประกอบและทดสอบความเข้ากันได้ทางไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงระบบโครงสร้างเชิงกลในระดับต้นแบบวิศวกรรม(Engineering model) ที่ขึ้นรูปด้วยวัสดุพิเศษแมกนีเซียมอัลลอย (MB-15) ภายในห้องปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลขั้นสูงของ NARIT แมกนีเซียมอัลลอยเป็นวัสดุวิศวกรรมด้านอวกาศที่มีน้ำหนักเบากว่าอลูมิเนียมถึง 40% กระบวนการขึ้นรูปชิ้นงานมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้ความระมัดระวัง แม้สะเก็ดเพียงเล็กน้อยก็อาจลุกติดไฟได้  ปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดในประเทศไทยเคยขึ้นรูปด้วยวัสดุชนิดนี้มาก่อน และท้ายที่สุดชิ้นส่วนเหล่านี้ จะถูกนำไปประกอบเป็นอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยที่จะส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์กับโครงการฉางเอ๋อ 7 ในปี 2569” น.ส.ศุภมาส กล่าวและว่า

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจดวงจันทร์ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญยิ่งของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอวกาศ ที่จะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เทคโนโลยีอวกาศระหว่างไทยกับนานาชาติ เป็นความท้าทายทางวิศวกรรม อันนำมาซึ่งโอกาสการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะ และสมรรถนะสูงทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ยกระดับขีดความสามารถของวิศวกรไทย ในฐานะผู้ออกแบบ ผลิต ค้นคว้า และวิจัย หนึ่งในอุปกรณ์ที่จะไปสำรวจดวงจันทร์ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ได้จากโครงการนี้ จะเป็นข้อมูลวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า ซึ่งยังไม่เคยศึกษาและค้นพบมาก่อน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นโจทย์ท้าทายและเป็นบททดสอบสำคัญ ที่จะประกาศให้โลกทราบถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอวกาศ

กองเรือยุทธการเปิดกิจกรรม จิตอาสาพระราชทาน เราทำความดีด้วยหัวใจ ภายใต้แนวคิด  กองทัพเรือ เสริมสร้าง เพื่อการศึกษา พัฒนาเยาวชน

วันนี้ 5 ก.พ.68 ที่โรงเรียนสัตหีบ เขตกองเรือยุทธการ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พร้อมด้วย  คุณ สุธาทิพ  เดี่ยววานิช อุปนายก สมาคมภริยาทหารเรือ ท่านที่ 5 ประธานชมรมภริยากองเรือยุทธการ มาเป็นประธานในพิธี เปิดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เราทำความดีด้วยหัวใจ ภายใต้แนวคิด “กองทัพเรือ เสริมสร้าง เพื่อการศึกษา พัฒนาเยาวชน” โดยมี คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่  หน่วยงานกองทัพเรือในพื้นที่สัตหีบ   ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ครู อาจารย์ ตลอดจนนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนา ทำความสะอาด ภายในโรงเรียน 

สำหรับ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เราทำความดีด้วยหัวใจ ภายใต้แนวคิด “กองทัพเรือ เสริมสร้าง เพื่อการศึกษา พัฒนาเยาวชน” มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างความร่วมมือที่ดีระหว่างโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานต่างๆในพื้นที่สัตหีบ ตลอดจนปลูกฝังให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีจิตสาธารณะ มีความรัก ความสามัคคี มีความเสียสละ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม 

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323 

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5. แถลงข่าวสำคัญในพื้นจังหวัดเชียงใหม่ 3 คดี คดีลักทรัพย์ ค้าประเวณีเด็ก และจับกุมผู้ลักลอบเผา

ตร.ภ.5 แถลงการจับกุมคดีสำคัญในพื้นที่ 3 คดี พร้อมจับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น / จับกุมผู้ต้องหาคดีค้าประเวณีเด็ก และผลการปฏิบัติการจับกุมดำเนินคดีตามมาตรการหยุดฝุ่น PM 2.5 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ชั้น 2 อาคารตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 แถลงข่าว จับกุมคดีสำคัญในพื้นที่ 3 คดี จับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น / จับกุมผู้ต้องหาคดีค้าประเวณีเด็ก และผลการปฏิบัติการจับกุมดำเนินคดีตามมาตรการหยุดฝุ่น PM 2.5 

คดีที่ 1 จับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 3 ก.พ.68 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมชุดสืบสวนสภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ทำการจับกุมตัวนายวงค์ตะวัน หรือหนึ่ง อายุ 35 ปี บ้านอยู่ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในข้อหา "วิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม"

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากช่วงหัวค่ำวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมาได้มีนักท่องเที่ยวหญิงชาวญี่ปุ่น อายุ 63 ปี กำลังเดินท่องเที่ยวชมเมืองในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ จากนั้นมีคนร้ายขับรถจยย.มาประกบแล้วกระชากกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น จนล้มได้รับบาดเจ็บก่อนชิงเอากระเป๋าที่มีเงินสดจำนวน 1,500 บาท เอกสารสำคัญหลายอย่างและโทรศัพท์มือถือก่อนหลบหนีไป หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสามารถตามจับนายวงค์ตะวัน ได้ที่บ้าน เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าตกงาน ไม่มีเงินจึงก่อเหตุขึ้น โดยในอดีตคนร้ายเคยมีประวัติ ลักทรัพย์ และยาเสพติดติดคุกเข้าออกหลายครั้ง

คดีที่ 2 จับกุมผู้ต้องหาคดีค้าประเวณีเด็กพล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5  พร้อมชุดสืบสวนภาค5 ได้แถลงทลายเครือข่ายลักลอบขายประเวณีเด็ก โดยทางชุดสืบสวนภาค5 ได้รับแจ้งในโลกออนไลน์ว่ามีการโพสต์ว่ามีเด็กรับงานnv  ซึ่งหมายความว่ารับงานดูแลและจบที่การมีเพศสัมพันธ์ รับงานในเชียงใหม่คนละ 3,500 บาท ทางเจ้าหน้าจึงปลอมตัวเข้าไปติดต่อ ล่อชื้อ จำนวน 3 คนที่โรงแรมม่านรูดในพื้นที่อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ต่อมาได้มีเด็กสาว อายุ 14 สองคน และอายุ 16 หนึ่งคน เข้าที่โรงแรมม่านรูดพร้อมขอรับเงินค่างาน ทางเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวจับกุมทั้งหมดไว้ ก่อนนำตัวมาให้สหวิชาขีพสอบสวน 

โดยกลุ่มเด็กทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าทำงานแบบนี้มานานมีลูกค้าทั้งข้าราชการ นักท่องเที่ยวมากมายที่เคยมาร่วมหลับนอน สาเหตุที่ทำเพื่อหาเงินไว้กินเที่ยวตอนกลางคืน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลการจับกุมไปถึงกลุ่มคนชื้อบริการเพื่อขยายผลการกระทำผิดต่อผู้มาใช้บริการกับเด็กต่อไป

คดีที่ 3 ผลการปฏิบัติการจับกุมดำเนินคดีตามมาตรการหยุดฝุ่น PM 2.5 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่าจากนโยบายของรัฐบาลในการดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาการลักลอบเผาหาของป่า ที่เป็นจุดเริ่มของปัญหา โดยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ได้มีการดำเนินนโยบาย ตรวจสอบยานพาหนะที่ปล่อยควันดำ การตรวจสอบโรงงานและสถานที่ก่อสร้าง การควบคุมการเผา 

ในพื้นที่ภาค 5 ได้มีการเร่งดำเนินการทุกข้อสั่งการโดยผลการดำเนินการได้มีการตรวจสอบยานพาหนะมลพิษควันดำ ตรวจสอบยานพาหนะจำนวน 2,684 ครั้งโดยแบ่งเป็นรถขนส่ง 279 ครั้ง รถโดยสาร 244 ครั้ง รถยนต์ 985 ครั้งและรถจักยานยนต์อีก 1,156 ครั้ง 

ด้านการลักลอบเผามีการจับกุมจำนวน 47 ครั้งในห้วง 4 วันที่ผ่านมานี้ และให้ตำรวจทุกพื้นที่ออกให้คำแนะนำประชาชนอยู่สม่ำเสมอ ด้านโรงงานต่างๆได้มีการออกตรวจสอบไม่ให้มีการปล่อยมลพิษอยู่เป็นประจำ ซึ่งทุกมาตราการจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหามลพิษในปีนี้ให้ได้

ซึ่งพื้นที่เชียงรายประกาศห้ามเผา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.68 จนถึงวันที่ 31 พ.ค.68 เชียงราย 1 มี.ค.-31 พ.ค.68,เชียงใหม่ 1 ม.ค.จนถึง 15 พ.ค.68, น่าน 15 มี.ค.จนถึง 30 เม.ย.68, พะเยา 20 ก.พ.จนถึง 20 เม.ย.68, แพร่ 15 ก.พ.จนถึง 30 เม.ย.68, แม่ฮ่องสอน 1 ก.พ. จนถึง 30 เม.ย.68, ลำปาง 1 ม.ค. จนถึง 15 พ.ค.68 และลำพูน 1 มี.ค.จนถึง 30 เม.ย.68 จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ในพื้นที่งดเผาตามห้วงการประกาศห้ามเผาข้างต้น 

ตำรวจภูธรรภาค 5 มีความพร้อมในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชน และยังคงเน้นย้ำในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ทั้งนี้หากพบเห็นอาชญากรรม หรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิด โปรดแจ้งสายด่วน 191 หรือ line@police5 (ผบช.ก.5 ) และ Application Police i lert U ได้ตลอด 24 ชม. ในการดำเนินการปราบปรามจับกุม ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนโดยรวม

สตม.รวบเวียดนาม ลอบขายกัญชา ยึดของกลางกว่า 300 กิโล

กก.2 บก.สส.สตม. จับกุมคนต่างด้าวสัญชาติเวียดนาม จำนวน 7 คน ดังนี้
1. MR.ANH VU (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี

2. MR.MANH DUNG (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี

3. MR.TIEN DUY (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี       

4. MR.LAM NHAT (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี

5. MRS.THI LINH (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี      

6. MR.MINH HIEU (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี

7. MR.THANH HUNG (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี

พร้อมของกลางช่อดอกกัญชา ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ จำนวน 300.25 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 10,000 บาท รวมมูลค่า 3,002,500 บาท, เครื่องชั่งดิจิทัล จำนวน 2 เครื่อง, เครื่องนับธนบัตร จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องซีลบรรจุภัณฑ์ จำนวน 2 เครื่อง, เครื่องซีลสุญญากาศ จำนวน 1 เครื่อง โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันจำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บ้านพักในซอยลาดพร้าว 107 แยก 26 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2568 เวลาประมาณ 03.15 น. กก.2 บก.สส.สตม.ได้รับการประสานจาก กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ว่าได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก MS.NGUYEN อายุ 27 สัญชาติเวียดนาม โดยการพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์มือถือของตนแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาเข้าด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ บก.ตม.2 ว่าไม่ประสงค์ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยการเดินทางในครั้งนี้ ตนได้เดินทางมาจากประเทศฟิลิปปินส์ จึงได้สอบถาม MS.NGUYEN แจ้งว่าได้รับการชักชวนจากเพื่อนหญิงชาวเวียดนามใน Facebook ชื่อ sam ทราบภายหลังว่าชื่อ MS.LUONG ได้ชักชวนให้ไปเที่ยวที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ภายหลังจึงทราบว่าเป็นการหลอกลวงให้ไปทำงานเกี่ยวกับพนันออนไลน์ มีหน้าที่แปลภาษาเวียดนามเป็นภาษาอังกฤษ ในการเดินทางครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 7 คน เป็นคนสัญชาติเวียดนาม จำนวน 5 คน ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และคนสัญชาติจีน จำนวน 2 คน ได้แก่ MR.PENG (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี และ MR.JUNJIAN (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี โดยคนจีนทั้ง 2 คนนั้น เป็นคนจัดการเรื่องการจองตั๋วเครื่องบินจากเวียดนามไปยังกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ต่อมา MS.NGUYEN แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าขณะที่ตนพร้อมเพื่อนชาวเวียดนามทั้งหมด อยู่ที่กรุงมะนิลา MR.JUNJIAN ได้ยึดหนังสือเดินทางของพวกตนไว้ จะให้พวกตนถือหนังสือเดินทางต่อเมื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่เท่านั้น ต่อมาตนและเพื่อนชาวเวียดนาม ทราบจากการพูดคุยว่าคนจีนทั้งสองคน จะนำพวกตนไปส่งขึ้นรถตู้ที่เตรียมไว้ไปส่งที่ อ.แม่สอด จว.ตาก เพื่อข้ามฝั่งไปยังประเทศเมียนมา เมื่อทราบดังนั้นจึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความขอความช่วยเหลือจากหน้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาเข้าตรวจสอบพบว่า MR.MANH DUNG ได้รับการตรวจอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว และยังไม่ทราบถึงความปลอดภัยดีหรือไม่เนื่องจาก MR.MANH DUNG ถูกหลอกลวงให้ไปทำงานที่ ประเทศฟิลิปปินส์ เช่นกัน เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2568 เวลาประมาณ 03.10 น. รถแท็กซี่สีเขียว ได้ไปส่ง MR.MANH DUNG ที่บ้านหลังหนึ่งในซอยลาดพร้าว 107 แยก 26 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นบ้านสองชั้น เนื้อที่ประมาณ 100 ตรว. มีรั้วรอบขอบชิด กก.2 บก.สส.สตม. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นจากศาลอาญา ผลการตรวจค้นพบ MR.ANH VU แสดงตนเป็นผู้ครอบครองบ้าน และภายในบ้านยังพบ MR.MANH DUNG ที่เจ้าหน้าที่ได้ติดตามจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ MR.TIEN DUY, MR.LAM NHAT, MRS.THI LINH, MR.MINH HIEU, MR.THANH HUNG และพบช่อดอกกัญชา ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ จำนวน 300.25 กิโลกรัม พร้อมของกลางอีก 4 รายการ จึงได้ประสานไปยัง เจ้าหน้าที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบช่อกัญชาดังกล่าว โดย MR.ANH VU ได้นำใบอนุญาตให้จำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้ามาแสดง เจ้าหน้าที่ฯ ได้ตรวจสอบใบอนุญาตดังกล่าวพบว่าเป็นใบอนุญาตให้จำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า โดยผู้รับใบอนุญาต ได้แก่บริษัท ซึ่งตั้งอยู่ที่ หมู่ 11 ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา จว.ชลบุรี ซึ่งใบอนุญาตฯ ดังกล่าวมีเลขที่ตั้งไม่ตรงกับบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมทั้ง 7 คน ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว

"จากการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ จีนไม่เคยพูด หรือมีคำพูดในลักษณะตำหนิทางการไทย จึงควรหยุดการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว"

เมื่อวันที่ (3 ก.พ. 68) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศชี้แจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า การเยือนไทยของผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ จีนเป็นการประสานงานในกรอบความร่วมมือของหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศไม่ใช่ผู้ประสานงานหลักของการเยือนดังกล่าว จึงไม่ทราบรายละเอียด และสำหรับกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ข้อความว่า ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ จีนตำหนิทางการไทยนั้น จากการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ จีน ไม่เคยพูด หรือมีคำพูดในลักษณะดังกล่าว จึงควรหยุดการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเองได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือในเวทีระหว่างประเทศในทุกระดับมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือ รวมถึงการประสานงานกับทุกหน่วยงานเพื่อร่วมกันจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

'หมอเบียร์' รพ.แม่สอด จี้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหา 'ศูนย์ผู้อพยพ' หลังเบียดบังเวลาดูแลคนไข้ ลั่น! คนไทยชายแดนเสียสละมากพอแล้ว

เมื่อวันที่ (3 ก.พ. 68) แพทย์หญิงณัฐกานต์ ชื่นชม อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลแม่สอด ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nuttagarn Chuenchom ระบุว่า ผู้บริหารบอกว่าให้หมอเบียร์รับตรวจเคสวัณโรคกับเอชไอวีในศูนย์อพยพ เพราะ รพช. ไม่สามารถดูแลได้ จะให้รถโรงพยาบาลไปรับคนไข้เอามาให้ตรวจที่แม่สอด ..โดยไม่ดูภาระงานที่ทำอยู่ตอนนี้เลย

ไม่ผิดคาดนะ ที่จะเป็นแบบนี้ เบียร์คิดมาหลายวันแล้ว .. ให้เวลาอีกครึ่งวัน ถ้าผู้บริหารยังไม่เปลี่ยนแนวคิด จะไปเขียนใบลาออกราชการวันนี้แหละ อายุราชการ 20 ปีก็อุทิศตนมามากพอละ ไม่มีวินาทีไหนเลยที่ไม่ทำเพื่อผู้อื่น

บอกอยู่ตลอดว่าศูนย์อพยพเป็นเรื่องของประเทศไทย ไม่ใช่สาธารณสุขท้องถิ่น คนไทยชายแดนเสียประโยชน์มาเยอะแล้ว ได้รับบริการช้า เสียเวลารอนาน ยังต้องแบ่งหมอของพวกเขาไปให้คนอื่นอีกหรอ ส่วนกลางโน่นต้องมาจัดการ

ไม่ทนอีกต่อไป.. ลาก่อนละค่ะ

หมอเบียร์ ยังโพสต์เพิ่มเติมว่า เรื่องของการจัดการค่ายผู้อพยพไม่ใช่เรื่องของสาธารณสุขท้องถิ่น มันเป็นเรื่องระดับชาติ เป็นเรื่องการจัดการของรัฐบาล การแก้ไขกฎหมาย การผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศเดิม

ความเห็นของเบียร์คือต้องจัดบุคลากรอีกชุดหนึ่งเพื่อมาดูแลค่ายอพยพ ในช่วงเร่งด่วน แนะนำให้เขาหางบประมาณมาจ้างหมอเมียนมากลุ่มเดิมที่เคยดูแลอยู่แล้วระหว่างรองบประมาณใหม่ แต่เค้าไม่ทำแบบนั้น เค้ามาแบ่งหมอจากโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไปไปออกตรวจ จำนวนผู้ลี้ภัยทั้งหมดเท่ากับประชากรหนึ่งอำเภอเลย

ในระยะยาวต้องพูดคุยเรื่องการแก้กฎหมายผู้ลี้ภัยให้ถูกต้อง และมีการผลักดันกลับประเทศเดิม

คนไทยชายแดนเสียสละมามากพอแล้ว ทุกวันนี้บุคลากรก็ไม่พอ คนไข้ก็ต้องรอนาน รอทุกอย่างทั้งรอหมอและรอคิวในการตรวจ บางคนเป็นมะเร็งก็ต้องรอการวินิจฉัยและการรักษา แล้วจะมาให้เค้าเสียสละเพิ่มโดยการแบ่งหมอของพวกเขาไปให้คนอื่นอีกหรอคะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าได้มีผู้เข้าไปให้กำลัง และแสดงความเห็นใจหมอเบียร์เป็นจำนวนมาก พร้อมกับเห็นด้วยกับการเรียกร้องแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจาเป็นปัญหาระดับประเทศ ไม่ใช่ให้หมอมาแบกรับภาระเองทั้งหมด ไม่งั้นเราก็จะต้องรับภาระตรงนี้ไปเรื่อย ๆ แบบเตี้ยอุ้มค่อม

ศค.จชต.เสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการศึกษา “ส่งเสริมการศึกษานอกระบบแบบร่วมมือและบูรณาการในจังหวัดชายแดนภาคใต้”

(4 ก.พ. 68) ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดกิจกรรมเสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการศึกษา ภายใต้ โครงการ “ส่งเสริมการศึกษานอกระบบแบบร่วมมือและบูรณาการในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ใหม่นาโต๊ะขุน ตำบลแป-ระ อำเภอท่าเเพ จังหวัดสตูล และสถาบันศึกษาปอเนาะอุมมุลฮาซานาต ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล โดยมี นายนิกร เซ้งเถียร ผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมทั้งบรรยายพิเศษ “สร้างเครือข่ายในการบูรณาการและการสร้างความร่วมมือในการบริหารจัดการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้และสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูลได้ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอผลการดำเนินงานฯ โดยผู้บริหารศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ใหม่นาโต๊ะขุน และกิจกรรมสัมมนาแนวทางการสร้างเครือข่าย การนำหลักฮูกุมปากัต (ธรรมนูญหมู่บ้าน) บูรณาการในการบริหารและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา นอกจากนี้กิจกรรมดังกล่าว ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางขับเคลื่อนเครือข่ายการจัดการศึกษานอกระบบใน จชต. และเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้บริเวณสถาบันศึกษาปอเนาะ อุมมุลฮาซานาต ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล จำนวน 4 ฐาน ได้แก่ 

ฐานที่ 1  มุมการเรียนรู้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ฐานที่ 2  มุมการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงปอเนาะเรา
ฐานที่ 3  Pondok ของฉันฮาฟีเซาะห์
ฐานที่ 4  มุมการศูนย์การเรียนรู้อาชีพสร้างรายได้ของฉัน

โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้บริหารและผู้สอนในสถานศึกษานอกระบบในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดสงขลา 4 อำเภอ (อำเภอเทพา จะนะ นาทวี และสะบ้าย้อย) จำนวน 100 คน จากสำนักงานส่งเสริมการเรียนเรียนรู้และสำนักงานการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาการศึกษาของสถาบันศึกษาปอเนาะและศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้แนวทางการสร้างความเข้าใจการจัดการศึกษาและการดูแลผู้เรียนของสถาบันศึกษาปอเนาะและศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และให้เยาวชน ประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม ดำรงชีวิตถูกต้องตามหลักศาสนา มีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ร่วมสร้างสังคมสันติสุขต่อไป

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เหตุลอบวางระเบิดรถยนต์เจ้าหน้าที่ ตำรวจ สภ.ศรีสาคร

(4 ก.พ. 68) เวลาประมาณ 09.00 น. ได้เกิดเหตุระเบิดรถยนต์ทะเบียน กฉ-4006 ยะลา ที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถของ สภ.ศรีสาคร บ้านซากอ ตำบลศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นของ จ.ส.ต.ซุลกิฟลี เจ๊ะมามะ อายุ 32 ปี โดยเมื่อคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 จ.ส.ต.ซุลกิฟลีฯ ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดไว้ในที่จอดรถของบ้านพักส่วนตัวของตนเอง แล้วเข้าไปพักผ่อนในบ้าน ซึ่งมีผู้พักอาศัย คือ จ.ส.ต.ซุลกิฟลีฯ ภรรยา และลูกอีก 2 คน รวม 4 คน ช่วงเช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ จ.ส.ต.ซุลกิฟลีฯได้ขับรถไปส่งลูกโรงเรียน และส่งภรรยาไปทำงานที่โรงพยาบาล จากนั้นนำรถมาจอดไว้หน้า สภ.ศรีสาคร โชคดีที่ระเบิดทำงานขณะที่ไม่มีใครอยู่ภายในรถ คาดว่าผู้ก่อเหตุนำระเบิดมาซุกไว้บริเวณท้ายรถหลังบังโคลนระหว่างซุ้มล้อ เบื้องต้น สภ.ศรีสาคร ได้กั้นบริเวณที่เกิดเหตุ และประสานเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด เพื่อทำการตรวจพิสูจน์ พร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่บ้านของ จ.ส.ต.ซุลกิฟลีฯ และบริเวณเส้นทางที่สามารถเข้าออกบ้าน จ.ส.ต.ซุบกิฟลีฯ ต่อไป

ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อทราบเหตุได้ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุในทันที โดยเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.30 น. พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์เหตุลอบวางระเบิดรถยนต์เจ้าหน้าที่ ตำรวจ สภ.ศรีสาคร ภายหลังตรวจสอบที่เกิดเหตุได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่ให้มากขึ้น และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแส บุคคลต้องสงสัยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า โทร.1341 หรือหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ซัดคนบางกลุ่มไร้จิตสำนึก เผาป่า อช.ดอยสอยมาลัยฯ หวังเพียงได้หญ้าใหม่ไว้เลี้ยงวัว

(3 ก.พ. 68) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไฟป่าในเขตพื้นที่ภาคเหนือของไทย ว่า ขณะนี้ อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย-ไม้กลายเป็นหิน มีไฟป่ามากที่สุดในประเทศแล้ว เนื่องจากมีการจุดเผา ร่วมสิบกองในเวลาใกล้ ๆ กัน

ถึงแม้ว่า เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ จะสนธิกำลังกัน 75 นาย แต่หน้าผาสูงชันมาก เป็นอุปสรรคที่จะเข้าไปถึงจุดที่ไฟไม้ได้อย่างยากลำบาก

นายวีระศักดิ์ ระบุว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น ได้รับแจ้งข่าวว่ามาจากการเผาป่าเอาหญ้าใหม่ในหน้าฝน เพื่อนำไปเลี้ยงวัว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้จิตสำนึก เพราะส่งผลให้ฝุ่นพิษกระจายไปทั่ว เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน รวมถึงจังหวัดในภาคเหนือและอีกหลายจังหวัดในภาคกลาง และขอประณามการกระทำของกลุ่มคนดังกล่าวที่เลี้ยงวัวบนปอดคน โดยไม่สนใจผลกระทบต่าง ๆ ที่จะตามมา

อินเตอร์ลิงค์ จัดงานขอบคุณผู้ประกอบการหน้าร้าน พาพักผ่อนริมทะเลชายหาดจอมเทียนสุดหรู พร้อมเดินหน้าสานต่อความเชื่อมั่นให้เหนียวแน่นและยั่งยืน

(3 ก.พ. 68) "INTERLINK THANK YOU VIP 2025" ส่งมอบความสุข แทนคำขอบคุณให้ผู้ประกอบการหน้าร้าน ด้วยการพักผ่อนริมทะเลชายหาดจอมเทียนสุดหรู สานต่อความเชื่อมั่นให้เหนียวแน่น ก้าวพาธุรกิจสู่การเติบโต อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนร่วมกัน

กระชับความสัมพันธ์ คืนกำไรด้วยความสุข บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ จัดงาน "INTERLINK THANK YOU VIP 2025" ให้คู่ค้าผู้ประกอบการหน้าร้าน มอบประสบการณ์พักผ่อนให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ ร่วมเติมเต็มเก็บเป็นความทรงจำสุดพิเศษ ท่ามกลางธรรมชาติริมทะเลสุดหรู ในบรรยากาศสุดชิล ชมวิวริมทะเลแบบพาโนรามา เพื่อตอบแทนความไว้วางใจ และขอบคุณลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ให้การสนับสนุน และร่วมเดินทางมาทั้งปีด้วยดีเสมอมา ตั้งใจมอบความสุขเหนือระดับที่เต็มไปด้วยความประทับใจ และความสุขแบบไม่รู้ลืม ณ Ocean Marina Hotel Pattaya เมื่อวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

ภายในงาน เริ่มต้นด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทีมงานอินเตอร์ลิ้งค์ฯ โดยได้ต้อนรับด้วยเครื่องดื่มแสนสดชื่น เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกท่านได้ไปดื่มด่ำกับบรรยากาศแห่งการพักผ่อนอย่างเต็มที่ สัมผัสกลิ่นอายบรรยากาศสุดหรูของชายหาดจอมเทียน ท่ามกลางทิวทัศน์เวิ้งน้ำที่งดงาม มองเห็นท่าเรือยอร์ชที่จอดเทียบท่าเรียงรายอย่างตระการตา อีกทั้งทุกท่านยังจะได้ดื่มด่ำกับ Exclusive Dinner สุดพิเศษแห่งค่ำคืน ในธีมแคมป์ปิ้ง พร้อมแต่งกายสบาย ๆ สไตล์ชิล ๆ ริมทะเล ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลาย และเป็นกันเอง 

นำโดย นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้ขึ้นกล่าวขอบคุณลูกค้า และพันธมิตรทุกท่าน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทาง และนวัตกรรมโซลูชันล้ำสมัยแห่งปี 2025 นอกจากนี้ ยังมีการอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลที่พร้อมรองรับการพัฒนาระบบโครงข่ายพื้นฐานในปีนี้ ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพจาก LINK AMERICAN & 19" GERMANY EXPORT RACK อีกทั้ง ยังเผยข่าวดีเกี่ยวกับความก้าวหน้าของบริษัทฯ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ LINK AMERICAN CABLING ให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน และยังได้นำโซลูชันมาจัดแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญอย่างทรางประสิทธิภาพ ที่มาพร้อมกับสินค้า และอุปกรณ์มากด้วยคุณภาพอย่างครบวงจรให้ลูกค้าทุกท่านได้เห็นที่งานนี้อีกด้วย ไฮไลต์สำคัญของงาน มีโซนกิจกรรมร่วมทำของที่ระลึกสุดพิเศษ เทียนหอม ที่อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้จัดเตรียมไว้ให้แขกคนสำคัญโดยเฉพาะ เพื่อบันทึกเป็นความทรงจำอันแสนอบอุ่นร่วมกัน 

งานนี้ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากคู่ค้าหน้าร้านกว่า 120 ท่าน ที่มาร่วมสังสรรค์ และแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าคนสำคัญนั้น อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้เนรมิต จัดสรรค์ประสบการณ์พักผ่อนอย่างมีระดับ ทุกท่านจะได้ลิ้มรสอาหารระดับพรีเมียม ดื่มด่ำกับอาหารเลิศรสที่คัดสรรมาอย่างดี ชมวิวริมทะเลแบบพาโนรามา 360 องศา พร้อมมองเห็นพระอาทิตย์อัสดงที่สะท้อนประกายระยิบระยับบนผืนน้ำ ภายใต้สายลมเย็นที่พัดผ่านให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และในค่ำคืน ทุกท่านยังได้มองเห็นท้องฟ้าที่ เคียงคู่กับพระจันทร์เต็ม โอบล้อมด้วยดวงดาวพร่างพราว พร้อมเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีอันครื้นเครงที่ได้มาร่วมสร้างสีสันให้ตลอดทั้งค่ำคืน เป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่เต็มอิ่มไปด้วยความสนุกสนาน และความประทับใจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมมากมาย เพื่อให้ทุกท่านได้ร่วมสนุก เพื่อลุ้นรับแจกของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เตรียมไว้เซอร์ไพรส์แทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งงาน พร้อมกันนี้ยังมีการแสดงมายากลสุดตื่นตาตื่นใจจากนักแสดงมืออาชีพ ที่มาร่วมสร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะตลอดทั้งคืน

เช้าวันถัดมา ลูกค้าคนสำคัญได้ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อเสริมสิริมงคล และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข บรรยากาศของพิธีเป็นไปอย่างสงบ อบอวลด้วยความอบอุ่น และความปรารถนาดีต่อกัน นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ช่วยเติมเต็มความทรงจำดี ๆ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอินเตอร์ลิ้งค์ และลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

งาน INTERLINK THANK YOU VIP 2025 ไม่เพียงเป็นการตอบแทนคำขอบคุณ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ และแสดงความซาบซึ้งต่อการสนับสนุนที่ดีจากลูกค้า และพันธมิตร อินเตอร์ลิ้งค์ฯ จึงขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ และพร้อมมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างประสบการณ์พิเศษ พร้อมนำนวัตกรรมที่ดีที่สุดมาตอบแทนความไว้วางใจของลูกค้า เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

TCL ยกทัพสินค้า โชว์ความยิ่งใหญ่ในงาน CES 2025: ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เผยโฉมนวัตกรรมจอแสดงผล – เปิดตัว AI สุดล้ำในผลิตภัณฑ์ใหม่

TCL Electronics แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคชั้นนำและแบรนด์ผู้ผลิตทีวีอันดับ 2 ของโลก ยกทัพสินค้าบุกงาน CES 2025 ณ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เผยโฉมนวัตกรรมใหม่ เทคโนโลยีจอแสดงผลหลากหลายประเภท เปิดตัว AI สุดล้ำในผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมระบบนิเวศบ้านอัจฉริยะแบบครบวงจร สะท้อนความมุ่งมั่นการมอบไลฟ์สไตล์ที่ชาญฉลาด สร้างสุขภาวะที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจสู่ความยิ่งใหญ่ไปทั่วโลก

บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) ประกาศแต่งตั้ง นายแกรี่ จ้าว ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ในช่วงต้นปี 2025 ทั้งนี้ นายแกรี่ ถือเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศของ TCL Thailand การันตีด้วยยอดขายที่เติบโตเป็นอย่างมากในปี 2024 ที่ผ่านมา

นายแกรี่ จ้าว กล่าวว่า “ในปีนี้ TCL มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ และ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน และเป็นฟังก์ชันที่ช่วยปกป้องผู้บริโภคจากสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนไป อาทิ เครื่องปรับอากาศที่มีนวัตกรรมฟอกกลิ่น ลดฝุ่น ลดการใช้พลังงาน

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการออกแบบและเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากความมุ่งมั่นในการยกระดับเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่ง TCL ได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปจัดแสดง ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์จริงในงาน CES 2025 ณ เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Consumer Technology Association (CTA)”

ทั้งนี้ TCL ประกาศศักดาความเลิศทางเทคโนโลยี ด้านนวัตกรรมจอแสดงผล และ โซลูชันสมาร์ทโฮม โดยมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ได้แก่ สมาร์ทโฟน TCL 50 PRO NXTPAPER 5G ซึ่งได้รับรางวัลนวัตกรรม CES 2025 อันทรงเกียรติในประเภทอุปกรณ์พกพา อุปกรณ์เสริม และ แอป พร้อมด้วย 6 รางวัลจากงาน Global Top Brands Awards Ceremony (GTB) ประจำปี 2024-2025 โดย International Data Group (IDG) ซึ่งจัดโดย Asia Digital Group และ Europe Digital Group ร่วมกับ TWICE โดยได้รับการสนับสนุนจาก IDC ถือเป็นรางวัลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมีสินค้าที่ได้รับรางวัลตั้งแต่ ทีวีและเครื่องปรับอากาศ ไปจนถึงเครื่องซักผ้า TCL Premium QD-Mini LED TV X11K ได้รับรางวัล "Mini LED Display Technology Innovation Award" จากรายละเอียดภาพ ความคมชัด และความลึกที่ไม่มีใครเทียบได้  , เครื่องปรับอากาศรุ่น FreshIN ได้รับรางวัล "Smart Fresh Air Technology Innovation Award", เครื่องซักผ้าฝาหน้ารุ่น Super Drum ของ TCL ได้รับรางวัล "Clean Technology Innovation Gold Award" 

นอกจากนี้ TCL ยังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งใน "10 แบรนด์ยอดนิยมแห่งยุโรป 2024-2025" และ "10 แบรนด์ทีวีระดับโลก 2024-2025" ซึ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำและมีอิทธิพลในอุตสาหกรรม ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ เช่น สมาร์ทล็อค แว่น AR RayNeo และ เราเตอร์เคลื่อนที่ ยังได้รับรางวัล "Best of CES 2025" จากสื่อต่างประเทศหลายรางวัล, รางวัล “CES Picks Award” ประจำปี 2025 ในประเภท TechRadar Pro ในผลิตภัณฑ์ TCL LINKPORT IK511 ซึ่งเป็นดองเกิล 5G RedCap ของ TCL พร้อมด้วย TCL 50 PRO NXTPAPER 5G และ ท้ายสุดกับรางวัล “Circana Consumer Electronics Performance” Award ประจำปี 2025 สำหรับส่วนแบ่งการตลาดทีวีที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในอเมริกาเหนือ

>> ปฏิวัติเทคโนโลยีจอแสดงผล 
TCL ผู้นำด้านนวัตกรรมจอแสดงผล โดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง TCL X11K QD-Mini LED TV ที่มาพร้อมนิยามความบันเทิงภายในบ้านรูปแบบใหม่ ด้วยโซนหรี่แสงเฉพาะจุดกว่า 14,000 โซน ซึ่งให้ความคมชัดและความแม่นยำในการแสดงภาพ ยกระดับด้วยเทคโนโลยี All-domain Halo Control ให้ประสบการณ์การรับชมเสมือนจริง 

พร้อมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Bang & Olufsen แบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ เพื่อนำเสนอโซลูชันเสียงเฉพาะตัวให้แก่ผู้ใช้งาน รวมถึง TCL A300 Series TV ดีไซน์บางเฉียบและสไตล์โดดเด่น พร้อมประสบการณ์เสียงระดับพรีเมียม 

ภายในงานยังมีการจัดแสดง TV QD-Mini LED ขนาด 115 นิ้ว รุ่น QM891G ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมด้วย Q85 Soundbar คู่หูที่สมบูรณ์แบบสำหรับทีวีขนาดใหญ่พร้อมประสิทธิภาพเสียงที่สมจริง และ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม R83 Professional Monitor Series ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การรับชมภาพที่มีความแม่นยำสูงระดับพิกเซล

>> เทคโนโลยี NXTPAPER 4.0 และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
นอกจากนี้ TCL ยังได้นำเสนอ NXTPAPER 4.0 เทคโนโลยีจอแสดงผลกระดาษอิเล็กทรอนิกส์สี ซึ่งได้รับรางวัลด้านการออกแบบ ช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตาจากการใช้งานหน้าจอในระยะยาว โดยเปิดตัวใน TCL NXTPAPER 11 Plus Tablet และ มีแผนขยายไปยังสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ 

อีกหนึ่งไฮไลท์ คือ แว่นตาอัจฉริยะ RayNeo X3 Pro ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AR ด้วยพลังการประมวลผลในตัว ที่ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ภายนอก และมาในรูปแบบของดีไซน์ที่กะทัดรัด และ PLAYCUBE Projector โปรเจกเตอร์พกพาที่มาพร้อมสไตล์และความอเนกประสงค์ ยิ่งไปกว่านั้น TCL ยังจัดแสดงนวัตกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ด้วยโซลูชันห้องนักบินและการขับขี่อัจฉริยะ

>> ผู้บุกเบิกคุณสมบัติ AI และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ 
ภายในงาน CES 2025 ยังได้เปิดตัว TCL Ai Me หุ่นยนต์ AI โมดูลาร์รุ่นแรกของโลก มาตรฐานทรงแคปซูลที่สามารถถอดประกอบได้ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผสมผสานให้เข้ากับการใช้ชีวิตอัจฉริยะได้อย่างลงตัว ยกระดับชีวิตประจำวันด้วยการโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ มอบประสบการณ์ที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของแต่ละบุคคลได้ 

อีกหนึ่งไฮไลท์ คือ ทีวีรุ่นเรือธงต่างๆ ของ TCL ที่ผนวกโมเดล Gemini ของ Google และมีแผนเปิดตัว Google TV รุ่นใหม่ที่มีความสามารถของ Gemini ในปี 2025 โดยมุ่งปฏิวัติความบันเทิงภายในบ้านที่สามารถโต้ตอบได้อย่างสมจริงมากขึ้น

ด้านการเชื่อมต่อเครื่องเราเตอร์ TCL LINKHUB HH516 5G AI CPE ที่มาพร้อมความเสถียรของเครือข่ายอัจฉริยะด้วยปริมาณข้อมูลที่สูงขึ้น ความหน่วงต่ำลง และใช้พลังงานน้อยลง และยังจัดแสดง Smart Lock D1 Series รวมถึง D1 Pro ที่มาพร้อมการจดจำเส้นเลือดในฝ่ามือด้วย AI รุ่นใหม่ และ D1 Ultra กลอนประตูอัจฉริยะ 4-in-1 รุ่นแรกของโลกที่รวมกุญแจอัจฉริยะ กล้องรักษาความปลอดภัย กริ่งประตูวิดีโอ และ จอแสดงผลนวัตกรรมขนาด 3.5 นิ้วเข้าไว้ด้วยกัน

>> เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนและการออกแบบ
ภายในบูธของ TCL ได้นำเสนอความมุ่งมั่นในการออกแบบที่ตระหนักถึงผู้ใช้งานและนวัตกรรมด้วยบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ มีสไตล์ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยไฮไลท์เป็นรีโมทคอนโทรลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำจากใบชารีไซเคิลและเฟอร์นิเจอร์กระดาษแข็ง เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ต่อแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนของ TCL ในการใช้ชีวิตอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ TCL ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมพร้อมโซลูชันบ้านอัจฉริยะและยั่งยืนอีกด้วย

เครื่องปรับอากาศ TCL FreshIN 3.0 นิยามใหม่ของเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสริมสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความสะดวกสบาย โดยมีช่องรับอากาศบริสุทธิ์แบบยกได้ ทำหน้าที่นำอากาศจากภายนอกเข้ามา กำจัดกลิ่น เพิ่มระดับออกซิเจนภายในห้อง และยังใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน สามารถปรับความถี่ในการทำงานได้อย่างชาญฉลาด อีกทั้งสามารถสั่งการควบคุมด้วยเสียงอัจฉริยะยังช่วยให้ใช้งานแบบแฮนด์ฟรีได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ตู้เย็น TCL FREE BUILT-IN ที่มีดีไซน์บางเฉียบ ประหยัดพื้นที่และใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยถนอมอาหารได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับชุดเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า P680 ที่ออกแบบมาให้สามารถวางซ้อนได้สำหรับพื้นที่จำกัด มาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันรอยยับและมีรอบการทำงานอัจฉริยะเพื่อการดูแลเสื้อผ้าที่ดีที่สุด

หัวใจสำคัญในความพยายามด้านสิ่งแวดล้อมของ TCL คือ ระบบจัดการพลังงานบ้านอัจฉริยะ (Smart Home Energy Management Solution - HEMS) ที่ผสานแผงโซลาร์เซลล์ การกักเก็บพลังงาน และฮีตปั๊มเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

>> ความเป็นเลิศด้านการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก 
ด้วยการเป็นพันธมิตรกับทรัพย์สินทางปัญญาด้านกีฬาและความบันเทิงชั้นนำทั่วโลก ได้แสดงพลังแห่งนวัตกรรมให้กับคนรุ่นใหม่ในงาน CES 2025 TCL ได้ร่วมมือกับ NFL ลีกกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในอเมริกาเหนือ โดยมี Mr. Charles Woodson สมาชิก NFL Hall of Fame ร่วมพบปะกับแฟนๆ ที่งานเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง TCL กับผู้ชม

การมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดของ TCL กับชุมชนท้องถิ่นและพันธมิตรระดับโลกได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากผลงานในปี 2024 จากการที่ TCL ครองอันดับ 2ของโลกในด้านการจัดส่งทีวีและในอเมริกาเหนือในด้านปริมาณการขายปลีกทีวีในช่วงสามไตรมาสแรกของปี

สำหรับ TCL Electronics (1070.HK) ถือเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคชั้นนำที่เติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมทีวีระดับโลก ก่อตั้งในปี 2524 ปัจจุบัน TCL ดำเนินงานในตลาดมากกว่า 160 แห่งทั่วโลก บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภค ตั้งแต่ทีวี เครื่องเสียงไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอัจฉริยะ อุปกรณ์เคลื่อนที่ แว่นตาอัจฉริย

‘ดร.สุชัชวีร์’ ยกความมหัศจรรย์ AI พลิกโลกของ DeepSeek ชี้ เป็นความมุ่งมั่นของ "คนจีน" ที่ไม่ยอมแพ้ต่อทุกข้อจำกัด

(3 ก.พ. 68) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกสภามหาวิทยาลัย CMKL มหาวิทยาลัย AI แห่งแรกของไทย  โพสต์เฟซบุ๊กว่า  "DeepSeek AI กระบี่อยู่ที่ใจ" ทำไม AI จีนถึงเก่งได้ แล้วไทยจะอยู่อย่างไร

"ความมหัศจรรย์" และ "ความน่าสงสัย" ของ "แฟลตฟอร์ม AI" สะท้านโลก "DeepSeek" จากแดนมังกร คืออะไร ผมมีคำตอบ พยายามอธิบายเรื่อง "ยากมาก" แบบง่ายๆครับ

การพัฒนา AI  ระดับสูง จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 3 ด้าน และทำไม "DeepSeek" ถึง "มหัศจรรย์" ปนความ "น่าสงสัย"

1. "พลังการคำนวน" จาก "ฮาร์ดแวร์" เครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ AI  ซึ่ง "Nvidia" คือ ผู้นำในการผลิต "GPU" หรือ หน่วยประมวลผลข้อมูล ยิ่งมี GPU เยอะ ก็ยิ่งมี "ประสิทธิภาพ" หรือ "ความเร็ว" ในการคำนวนมากยิ่งขึ้นตาม

มักใช้หน่วย "ความเร็ว PetaFLOPS (PFLOPS)" ซึ่งเป็นหน่วยวัดประสิทธิภาพของการคำนวณ โดย 1 PFLOPS = 1,000 ล้านล้าน (10¹⁵) เลขทศนิยมต่อวินาที

ปัจจุบัน "อีลอน มัสก์" กำลังจะติดตั้งซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ของบริษัท xAI ที่รัฐเทนเนสซี โดยซื้อ GPU รุ่นล่าสุด "ทันสมัยสุด" B200 จาก Nvidia ของ "เจนเซ่น หวง"  ถึง 200,000 ชุด มากที่สุดในโลก โดยมีความเร็วในการคำนวน หลายแสน PetaFLOPS คือ "โคตรเร็ว"

แต่ "DeepSeek" ใช้ "ฮาร์ดแวร์" GPU รุ่นเก่า H800 ของ Nvidia เพียง 2,000 ชุด แถมยัง "ถูกลดสเปค" เพราะโดนกีดกันจากรัฐบาลสหรัฐ ความเร็วน้อยกว่าเครื่องของ "อีลอน มัสก์" เป็นร้อยๆเท่า

นี่จึงเป็น "ความมหัศจรรย์เรื่องแรก"  ที่ "ค่าย AI จีน" ใช้ทรัพยากรน้อยกว่านับร้อยเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับ "ค่าย AI อเมริกัน"

2. "โมเดล" หรือ "ซอฟต์แวร์" ที่ใช้เป็นชุดคำสั่งการคำนวน AI มีความสำคัญมาก เพราะยิ่งมีอัลกอริทึมที่มี "ตัวแปร" เยอะก็ครอบคลุมการคำนวณข้อมูลที่ "ละเอียด" ได้มากกว่า

โมเดลที่นิยมสำหรับการคำนวณ Generative AI ที่เราใช้กันอยู่หรือที่เรียกกันว่า LLM (Large Language Model) หรือ GPT (Generative Pre-trained Transformer) คือ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่มาก ที่ได้รับการฝึกฝนบนข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาล เพื่อตอบสนองข้อความ ได้อย่างซับซ้อนและเป็นธรรมชาติ

"DeepSeek" เป็น LLM ที่มีตัวแปรมากถึง "685,000 ล้าน!" ตัวแปร ซึ่งมากกว่าตัวแปรของ LLM Opensource ตัวอื่น แต่ที่แตกต่างคือ DeepSeek เป็นโมเดลรุ่นแรกที่ฝึกด้วย 8-bit floating point (FP8) ที่ช่วยลดปริมาณการใช้ GPU แต่ยังสามารถมีตัวแปรจำนวนมาก ในขณะที่โมเดลก่อนหน้านี้ใช้ FP16 ซึ่งทำให้ต้องใช้ GPU ที่มีหน่วยความจำสูงกว่า DeepSeek กว่า 2 เท่า

นี่คือ "ความมหัศจรรย์เรื่องที่สอง" ที่ทำให้ "DeepSeek" มีประสิทธิภาพสูงในต้นทุนที่ต่ำกว่าค่ายอื่น 

3. "ข้อมูลขนาดมหึมา" หรือ Big Data ให้อัลกอรึทึม AI ได้ "เรียนรู้" เพื่อสร้างความฉลาดล้ำเมื่อถูกใช้งาน ซึ่งการได้มาของข้อมูลขนาดมหึมานี้ เป็นความ "น่าสงสัย" ในตัว "DeepSeek" และ แพลตฟอร์ม AI แทบทุกสำนัก เพราะแหล่งข้อมูลมีทั้งจากข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลเฉพาะ ข้อมูลบุคคคล ข้อมูลธุรกิจ ข้อมูลมีลิขสิทธิ์ และข้อมูลที่ AI   สร้างเอง ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการคำนวนทั้งสิ้น

นี่คือ "ความมหัศจรรย์เรื่องที่สาม" ว่า "DeepSeek" ได้ข้อมูลขนาดมหึมานี้ ในเวลาสั้นๆ จากแหล่งใด 

ดังนั้น "การไขความลับ" แห่งความสำเร็จของ "DeepSeek" จึงยังคงเป็นปริศนา และยังมีเรื่อง "งบประมาณ" ที่ใช้ซึ่งน้อยมากจนเหลือเชื่อ 

กระนั้นต้อง "ยอมรับ" ชื่นชมในความสามารถและความมุ่งมั่นของ "คนจีน" ที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัด #จะทำก็ทำได้ แล้ว "คนไทย" เราจะศิโรราบต่อ "ชะตา" เชียวหรือ ทิ้งท้ายไว้ให้คิดนะครับ

มจธ. บางมด จัดงานใหญ่ มหกรรมหุ่นยนต์ที่สุดแห่งปี ฉลอง 30 ปี FIBO ชวนสัมผัสเทคโนโลยีงานเดียว ครบ จบทุกเรื่องหุ่นยนต์และ AI

(3 ก.พ. 68) ผศ. ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปีแห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยฯ และครบรอบ 30 ปีแห่งการก่อตั้งสถาบันฯ ทางมหาวิทยาลัยฯ จึงได้จัดงานใหญ่ด้านหุ่นยนต์ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยและผู้ที่สนใจ ร่วมสัมผัสประสบการณ์ สุดล้ำกับโลกแห่งหุ่นยนต์และ AI ที่มางานเดียว ได้ครบทุกมิติ

โดยภายในงาน จะมีไฮไลต์สำคัญ อาทิ การแสดงผลงานที่ผสานเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI - สัมผัสเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนแปลงอนาคต, นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต - แนวคิดหุ่นยนต์เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน, การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ - ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ, เปิดตัวโครงการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย - โครงการที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ และการแสดงเทคโนโลยีสุดล้ำจากบริษัทชั้นนำ - อัปเดตเทรนด์ล่าสุดจากผู้นำในวงการ

นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษ โรโบติกส์ ไทยแทร่ - สนุกกับนิทรรศการรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟที่จะนำเสนอเทคโนโลยีผ่านความเชื่อและวิถีแบบไทย ๆ , คลินิกให้คำปรึกษา - แนะนำบริการ การศึกษาต่อ และกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย

โดยจัดเต็มตลอด 3 วัน! ระหว่างวันที่ 6 - 8 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น.
ณ อาคาร ฟีโบ้ (N9) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ. บางมด) มาร่วมเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ พร้อมชมผลงานที่สร้างสรรค์โดยนักพัฒนาไทยและพันธมิตรระดับโลก
★ รายละเอียดกิจกรรม 👉 https://fiboevent.com/fibo30th 
★ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานและสำรองที่นั่ง 👉 https://fiboevent.com/register 


 

 

ปมกล่าวหาส่งกลุ่มต้านกลับไปถูกฆ่า ยันมีเสรีภาพนับถือศาสนา พร้อมย้ำชัด การรื้ออัลกุรอาน-ภาษาอาหรับ ไม่เป็นจริง

สถานทูตจีน สวนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โกหกใส่ร้ายจีนรื้ออัลกุรอาน-ฆ่ากลุ่มต้านลั่นพลเมืองมีเสรีภาพนับถือศาสนา กล่าวหารื้ออัลกุรอาน-ภาษาอาหรับ ไม่จริง

เมื่อวันที่ (1 ก.พ. 68) เพจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese embassy in Bangkok) ได้โพสต์ถึงกรณีกรรมการสิทธิมนุษยชนไทย ได้มีการพาดพิงถึงประเทศจีน มีเนื้อหาดังนี้

คำกล่าวของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

ตามรายงานของสื่อไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม มีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย ได้มีคำกล่าวอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาในซินเจียงของจีน และการส่งผู้ที่เข้าออกประเทศโดยผิดกฎหมายกลับประเทศจีน สถานทูตจีนประจำประเทศไทยจึงต้องคัดค้านอย่างหนักและแสดงจุดยืนดังต่อไปนี้:

1. “ทางประเทศเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชน” “พลเมืองจีนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา” และ “ทางประเทศปกป้องกิจกรรมทางศาสนาตามปกติ” สิ่งเหล่านี้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญจีนและเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนด้วย เสรีภาพในการนับถือศาสนาของชาวมุสลิมในซินเจียงของจีนได้รับการรับประกันอย่างสมบูรณ์ คำกล่าวที่ว่า “ปัจจุบันรัฐบาลจีนรื้ออัลกุรอานและภาษาอาหรับออกทั้งหมด” นั้นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงอย่างเด็ดขาด

2. เมื่อ 10 กว่าปีก่อน มีพลเมืองจีนบางส่วนถูกยุยงและหลอกลวงโดยกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มกำลังต่อต้านจีนในต่างชาติ และลักลอบเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ถูกส่งกลับประเทศจีนนั้นได้รับการจัดการตามกฎหมาย สิทธิตามกฎหมายของพวกเขา ได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างสมบูรณ์ และพวกเขาส่วนใหญ่ก็ได้กลับคืนสู่สังคม และดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของพวกเขา เชื่อว่าถูกฆ่าตายไปแล้วทั้งหมด” เป็นการกลับเท็จเป็นจริง ปั้นน้ำเป็นตัว และเป็นคำโกหกอันชั่วร้ายและน่าอับอาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top