Tuesday, 25 August 2026
NEWS

ทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 ฝึกยิงอาวุธประจำกายด้วยกระสุนจริง เพื่อสร้างพื้นฐานการเป็นนักรบ ของกองทัพเรือ🇹🇭 

(27 มิ.ย. 68) น.อ. ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) ตรวจเยี่ยมการฝึกยิงอาวุธประจำกาย ด้วยกระสุนจริงของทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูฝึก เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และทหารใหม่ฯ ณ สนามยิงปืน ศูนย์ฝึกทหารใหม่กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การฝึกยิงอาวุธประจำกาย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสบการณ์ ความภาคภูมิใจและมีความพร้อมด้านจิตใจ ให้แก่ทหารใหม่ที่จะปฎิบัติหน้าที่ให้กับหน่วยต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยกำลังรบ ของกองทัพเรือต่อไป

ทั้งนี้การฝึกดำเนินการภายใต้การปฏิบัติในการยิงอาวุธอย่างเคร่งครัดเป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัย

‘เจ้าคุณโซลาร์เซลล์’ แจงปมฟ้องธนาคารเรียก 1,354 ล้าน ชี้เป็นเงินของ 2 มูลนิธิฯ สะสมมากว่า 50 ปี ก่อนถูกยักยอก

(27 มิ.ย.68) จากกรณีที่พระปัญญาวชิรโมลี (เจ้าคุณโซลาร์เซลล์) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในฐานะเลขามูลนิธิหลวงปู่ศรี มหาวีโร ให้ทีมกฎหมายเอาผิดกับธนาคารชื่อดัง ฐานไม่ยอมคืนเงินของมูลนิธิพระอาจารย์ศรี มหาวีโร กรณีที่มีเจ้าหน้าที่ธนาคารอนุมัติเบิกจ่ายเงินโดยมิชอบ  คือนำไปจ่ายค่าประกันชีวิตกว่า 270 กรมธรรม์ และนำไปซื้อกองทุนธนาคารของเครือข่ายธนาคาร(ที่ถูกฟ้อง) สร้างความเสียหายให้กับ 2 มูลนิธิกว่า 1,354,000,000 บาท

ทั้งนี้ มี 2 โจทก์ที่ยื่นฟ้องธนาคารชื่อดัง คือ
1. มูลนิธิพระอาจารย์ศรี มหาวีโร
2. มูลนิธิอนุสรณ์พระกฐินต้น

โดยมูลนิธิพระอาจารย์ศรี มหาวีโร โจทก์ที่ 1 ได้ฟ้องขอเงินต้นคืน เป็นเงิน 752,045,117.24 บาท และฟ้องขอดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายเป็นจำนวนเงิน 348,730,312.20 บาท (คิดตั้งแต่วันที่เงินจำนวนนั้น ๆ ถูกถอนออกไปจนถึงวันฟ้อง) และฟ้องค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ (ดอกเบี้ยพันธบัตร คือเงินที่เราคาดว่าจะได้รับถ้าไม่มีการถอนเงินออกไปโดยมิชอบ) จำนวน 144,300,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,245,075,429.44 บาท

ส่วนโจทก์ที่ 2 คือ มูลนิธิอนุสรณ์พระกฐินต้น ฟ้องเรียกเงินต้นคืนจำนวน 68,989,449.32 บาท และฟ้องเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย จำนวน 30,483,312.20 บาท (คิดตั้งแต่วันที่เงินจำนวนนั้น ๆ ถูกถอนออกไป คิดจนถึงวันฟ้อง) และฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ (ดอกเบี้ยพันธบัตร คือเงินที่เราคาดว่าจะได้รับถ้าไม่มีการถอนเงินออกไปโดยมิชอบ) จำนวน 9,750,000 บาท รวมทั้งสิ้น 109,222,635.46 บาท

รวมเงินของทั้ง 2 มูลนิธิ ฟ้องเรียกเงินคืนจากธนาคารชื่อดัง เป็นเงิน 1,354,298,064.91 บาท

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากมีข่าวออกไป หลายคนมีข้อสงสัยว่าเหตุใดทางวัดจึงมีเงินมากมายขนาดนั้น โดยไม่ได้ดูถึงรายละเอียดที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 68 พระปัญญาวชิรโมลี ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงอีกครั้ง โดยมีข้อความว่า ผู้กำกับไม่ได้มาจับ แต่มาดูแล

ผู้กำกับสภ.โขงเจียม รีบมาดูแต่เช้า เพราะพาดหัวข่าวเมื่อวานคนเข้าใจว่าอาตมามีเงินฝาก แต่ถ้าหากอ่านเกินสามบรรทัดก็จะทราบว่าเป็นเงินของมูลนิธิหลวงปู่ที่ตั้งมากว่า 50 ปี มีผู้มีจิตศรัทธามากมายจนเป็นที่รู้จักว่า “หลวงปู่ศรีผู้มากล้นบารมี”

ท่านมีดำริจัดตั้งมูลนิธิเอาดอกผลไว้ดูแลวัดสาขากว่า 150 วัด และสร้างสาธารณูปการ สาธารณสงเคราะห์ และงานเผยแผ่พระศาสนาตามแนวปฏิปทาหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มีลูกศิษย์ทั้งพระทังโยมอย่างกว้างไกล

อาตมาเป็นลูกศิษย์ที่มาดูแลวัดป่าศรีแสงธรรม ซึ่งเป็นสาขาได้รับความไว้วางใจจากพระราชพัชรญาณมุนี หรือหลวงปู่ทองอินทร์ที่ดูแลวัดสาขาแทนหลวงปู่ศรี มหาวีโร ให้มาดำเนินการในหลาย ๆ อย่างรวมทั้งเป็นเลขานุการของมูลนิธิทุกแห่งของวัดป่ากุง การดำเนินการสืบเสาะหาข้อมูลมาแล้ว 10 เดือน จึงได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายดำเนินการ

เงิน 1,354 ล้านจึงไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสมบัติของสงฆ์ที่ลูกหลานดูแลให้พ่อแม่ครูอาจารย์ และสะสมมานานแล้ว หากไม่พูดเกินจริงไปเวลาที่หลวงปู่ไปงานนิมนต์ที่ไหนมีแต่คนอยากร่วมทำบุญกับท่านจนเต็มท้ายรถ นั่นเพราะบุญบารมีท่านที่ปฏิบัติจนถึงความหลุดพ้นแล้ว 

ท่านสร้างพระเจดีย์ชัยมงคล ที่อ.หนองพอก, สร้างตึกให้โรงพยาบาล, สร้างวัดสาขาให้ธรรมะภาคปฏิบัติกระจายไปทั่วทุกภาค นั่นคือสร้างความร่มเย็นในใจของสาธุชนไปด้วยความเมตตา พวกมาด่าว่าพระนั้นให้สร้างโรงพยาบาลดีกว่า ท่านก็สร้างไปแล้ว และทำต่อเนื่อง ตัวเองมีใครบริจาคสร้างตึกสักหลังมีไหมที่ด่า ๆ พระอยู่นั่น ลองเอาสลิปหรือหลักฐานมาแสดงบ้าง อย่าแสดงเพียงปัญญาแค่หางอึ่งเท่านั้น

อย่าได้พากันปรามาสหรือหิวแสงจะอาศัยจังหวะเล่นงานวัด เล่นงานพระเล่นงานศาสนา หาช่องทางเอาเรทติ้งก็เพลา ๆ ลงบ้าง

ขณะที่ ก่อนหน้านี้ พระปัญญาวชิรโมลี ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิทั้ง 2 แห่ง ว่า มูลนิธิพระอาจารย์ศรี มหาวีโร และมูลนิธิอนุสรณ์พระกฐินต้น ทั้ง 2 มูลนิธินี้เป็นเครือข่ายเดียวกัน ก่อตั้งโดยอาจารย์ศรี มหาวีโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ก่อตั้งมา 50 ปี จึงทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วโลก ทางมูลนิธิได้ตั้งพระ 16 รูป และ ฆราวาสอีก 4 ท่าน เข้ามาเป็นกรรมการ ดูแลเรื่องการใช้จ่ายเงินต่าง ๆ ของมูลนิธิ 

ต่อมาอาจารย์ศรี มหาวีโร มรณภาพลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554  ทางคณะกรรมการจึงประชุมลงความเห็นกันว่า ให้พระอาวุโส 3 รูป เป็นผู้อนุมัติเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเงินในบัญชีได้ (การถอนแต่ละครั้งต้องมีลายเซ็นพระสามรูปนี้พร้อมกัน) โดยทุกครั้งที่จะนำเงินของมูลนิธิออกไปทำอะไร จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการทั้งหมด จะเปิดประชุมได้ก็ต่อเมื่อมีพระเข้าร่วมครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการ แต่ตั้งแต่ปี 2556 มาจนถึงทุกวันนี้ (14 ปี) ไม่มีการเรียกประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ตนผิดสังเกต จึงขอตรวจสอบเงินฝากของมูลนิธิ พบว่าเหลือเพียง 48,000 กว่าบาท ทั้งที่ปี 2557 มีเงินอยู่ประมาณ 803,000,000 บาท

ตนจึงทำการสืบสวนกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน มีการเอาเงินจากมูลนิธิทั้ง 2 มูลนิธิไปทำประกันชีวิตให้พระและญาติโยมหลายร้อยท่าน โดยมีผู้รับผลประโยชน์เป็นชื่อของมูลนิธิ และมีการนำเงินมูลนิธิไปลงทุนกับธนาคาร และมีการนำธนบัตรของมูลนิธิไปขายขาดทุนอีก ทั้งนี้มีการปลอมลายเซ็นผู้มีอำนาจเบิกงาน และปลอมลายเซ็นผู้ซื้อประกัน 

หลังได้ข้อมูลละเอียด ตนก็มีการทวงเงินคืนจากธนาคารเรื่อยมา แต่ทางธนาคารก็ปฏิเสธการคืนเงิน ดังนั้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ตนกับฝ่ายกฎหมายจึงฟ้องศาลจังหวัดร้อยเอ็ดเรียกเงินคืน โดยศาลได้เห็นว่าคดีมีมูล และรับฟ้องเป็นคดีคุ้มครองผู้บริโภคเรียบร้อยแล้ว

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้ม สร้างความเชื่อมั่นผู้โดยสาร หลังเหตุลอบวางระเบิดที่จังหวัดภูเก็ต

(27 มิ.ย. 68) นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุการณ์ตรวจพบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยภายในพื้นที่ท่าอากาศยานภูเก็ต เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งพบวัตถุคล้ายระเบิดซุกซ่อนอยู่ภายใน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ดำเนินการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทันที เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการทุกคน โดยมีการปรับแผนเพิ่มความถี่ในการตรวจตราพื้นที่จากเดิมวันละ 5 รอบ เป็น วันละ 7 รอบ และเพิ่มการตรวจสอบสิ่งของต้องสงสัยหรือของหลงลืมในอาคารผู้โดยสาร และพื้นที่สาธารณะจากเดิม วันละ 10 รอบ เป็น วันละ 14 รอบ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ บุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของ ที่ผ่านเข้า–ออกเขตควบคุมและเขตหวงห้ามของท่าอากาศยานอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น 

ขณะเดียวกัน ได้มีการประชาสัมพันธ์ไปยังเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่จอดทิ้งไว้เป็นเวลานานภายในพื้นที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ขอความร่วมมือนำหลักฐานแสดงตน ได้แก่ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ และบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อฝ่ายรักษาความปลอดภัยในวันและเวลาราชการ เพื่อรับรถกลับคืน ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่ และป้องกันเหตุที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ขอขอบคุณผู้โดยสารและประชาชนทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ และขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นไปด้วยความ มั่นใจ ปลอดภัยในทุกสถานการณ์

‘อิน-เอม’ 2 พี่น้องนักเรียนไทย คว้ารางวัลเหรียญทอง จากผลงานวิชาการระดับนานาชาติ ASIACHEM2025

สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ The 20th Asian Chemical Congress (20 ACC )หรือ ASIACHEM2025 จาก Federation of Asian chemical societes (FACS) เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางด้านวิทยาศาสตร์เคมีในสังคม โดยมีเป้าหมายนำไปสู่ความยั่งยืนของโลก ภายใต้ชื่องาน 

สำหรับงานดังกล่าวทาง สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ได้รับสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพจาก The Federation of Asian Chemical Societies (FACS) และเจ้าภาพร่วมคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุภา หารหนองบัว เป็นประธานคณะกรรมการจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 23-27 มิถุนายน 2568 ภายใต้หัวข้อการประชุมหลักคือ “Responsible Chemical Sciences for World Sustainability” ณ Berkeley Hotel Pratunam กรุงเทพฯ วัตถุประสงค์ของงานประชุมเพื่อมุ่งเน้นสื่อสารถึงความรับผิดชอบด้านวิทยาศาสตร์เคมีของสังคม เพื่อความยั่งยืนของโลก การประชุมจะครอบคลุมสาขาวิชาเคมีและมีเนื้อหาพิเศษที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของเครือข่ายเคมีทั่วโลก เป็นการประชุมที่รวบรวมผู้เข้าร่วมจากทั่วทุกภูมิภาคและทั่วโลก 

ภายในงานนี้ นาย อริณชย์ ทองแตง (อิน) และ นางสาว อริสา ทองแตง (เอม) นักเรียน year 12 และ 11 จากโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพเข้าร่วมการประกวด 20th Asian Chemical Congress (20ACC), ASIACHEM2025 ในหัวข้อ Living Carbonomics: Tracking Footprint and Storage Dynamics Above and Below Ground ซึ่งปรากฏว่า ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลระดับเหรียญทอง พร้อมกับสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อีกครั้ง

‘ดร.อานนท์’ แนะหากต้องรบกับเขมรจริง ควรตีประจันตคีรีเขตกลับคืนมาเป็นของไทย ชี้ คนพื้นที่พูดภาษาไทย ทรัพยากรทางทะเลเพียบ ส่วนด้านพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณปล่อยไป เหตุคนคุณภาพต่ำคุยกันไม่รู้เรื่อง

(27 มิ.ย.68) รศ. ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล (Citizen data sciences) คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ถ้ารบกันจริง ๆ อยากให้ไทยตีเอาประจันตคีรีเขตกลับคืนมาเป็นของไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่ประชากรพูดภาษาไทย มีทรัพยากรทางทะเลมากมหาศาล ทำให้ขยายน่านน้ำของไทยออกไป ปกครองง่ายกว่าเพราะพูดภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหาข้อพิพาทเกาะกูดไปได้หมดสิ้น น้ำมันปิโตรเลียมในอ่าวไทยก็เป็นของเราทั้งหมด ทางออกทะเลของเขมรก็จะแคบลง

ส่วนมณฑลบูรพา คือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ นั้น แม้พื้นที่กว้างกว่า แต่ไม่มีทรัพยากรอะไร ประชากรพูดภาษาเขมร สื่อสารกันยาก ประชากรการศึกษาต่ำ คุณภาพประชากรไม่ค่อยดี เอามาเป็นของไทยก็เป็นภาระประเทศไทย ไม่สมควรรบเพื่อเอากลับคืนมาครับ ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

‘ทหารพราน’ รวบชาวไทยลอบข้ามแดนไป-กลับกัมพูชา สองจุดตรวจจับได้ 43 ราย เผยจุดหมายปอยเปตทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ (25 มิ.ย.68) เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพราน ฉก.อรัญประเทศ คุมเข้มแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณด่านคลองลึก จ.สระแก้ว ตรวจพบกลุ่มบุคคลลักลอบข้ามแดนใกล้บ้านผ่านศึก ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จึงประสานผู้นำท้องถิ่นเข้าตรวจสอบและจับกุมได้ทั้งหมด 33 คน เป็นชาย 20 หญิง 12 และเด็กชาย 1 คน ทั้งหมดเป็นชาวไทยที่เดินทางกลับจากกรุงปอยเปต กัมพูชา

กลุ่มดังกล่าวให้การว่าเคยทำงานอยู่ในฝั่งกัมพูชา แต่ต้องการเดินทางกลับไทยเนื่องจากสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่แน่นอน พยายามเลี่ยงด่านตรวจโดยอ้อมออกจากเส้นทางหลักและข้ามตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่พบผู้ใดเป็นคนนำพากลุ่มเหล่านี้

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่อีกชุดในพื้นที่ อ.ตาพระยา ตรวจพบบุคคลต้องสงสัยเดินเท้าตามแนวสวนปาล์มใกล้เขตแดนไทย-กัมพูชา เมื่อเข้าตรวจสอบพบว่าเป็นชาวไทย 13 คน (ชาย 6 หญิง 7) พยายามลักลอบออกนอกประเทศเพื่อกลับไปเก็บของที่พักฝั่งกัมพูชา โดยมีนายหน้าคนไทยประสานให้ชาวกัมพูชามารับ ก่อนทั้งหมดถูกจับกุมระหว่างทาง

เจ้าหน้าที่ทหารได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่า จากเหตุการณ์จับกุมทั้งสองกรณี รวมถึงกรณีอื่นที่ผ่านมา พบว่าชาวไทยที่ลักลอบผ่านแดนผิดกฎหมายล้วนมีจุดหมายอยู่ที่กรุงปอยเปต ทั้งขาเข้าและขาออก เจ้าหน้าที่จึงยังคงวางกำลังเข้มแนวชายแดนเพื่อสกัดการลักลอบอย่างต่อเนื่อง

สตูล จัดการฝึกป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรณีสึนามิ (C-MEX 25) เตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ 

(27 มิ.ย. 68) ที่โรงเรียนบ้านหาดทรายยาว ตำบลตันหยงโป อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล นายคณิต คงช่วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วย นางสาววิภารัตน์ อร่ามเรือง หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์และการจัดการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสตูลและหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร และน้องๆนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับภัยสึนามิ และการซักซ้อมขั้นตอนเตรียมความพร้อม อาทิ การทดสอบระบบวิทยุสื่อสาร และโดรนสำหรับสำรวจความเสียหาย 

ทั้งนี้การฝึกซ้อมแผนฯ มีประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมและลดความสูญเสียจากภัยพิบัติสึนามิ โดยช่วยให้ผู้คนเข้าใจวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน  ปฏิบัติตามขั้นตอนการอพยพที่ถูกต้อง และสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ทันท่วงที ทั้งยังเป็นการสร้างความตระหนักและเข้าใจ การซ้อมแผนช่วยให้ผู้คนในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าใจถึงลักษณะของสึนามิ สัญญาณเตือนภัย และวิธีการอพยพที่ถูกต้อง ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การซ้อมแผนสึนามิมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติสึนามิ ช่วยให้ผู้คนสามารถเอาตัวรอดและช่วยเหลือผู้อื่นได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง

‘ฮุน เซน’ ปูดแผน ‘ทักษิณ’ ป่วยทิพย์หลอกคนไทย ลั่น!! เห็นกับตาไม่มีอาการป่วย แต่เมื่อถ่ายรูปกลับสวมเฝือก

(27 มิ.ย. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย นายทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่า ทักษิณแกล้งป่วยหลายโรคเพื่อหลบเลี่ยงโทษทางกฎหมาย 

รายงานจากเฟรชนิวส์และพนมเปญโพสต์ระบุว่า ในการปราศรัยที่จังหวัดพระวิหาร ฮุนเซนกล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2567 เขาเข้าพบนายทักษิณ ซึ่งขณะนั้นดูปกติดี ไม่มีอาการป่วยใด ๆ แต่เมื่อถ่ายรูปกลับสวมเฝือกคอและชุดผู้ป่วย เพื่อหลอกสายตาประชาชนและเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย

ฮุนเซนยังเปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวตลอด 30 ปีกับทักษิณต้องสิ้นสุดลง เพราะรู้สึกถูกดูหมิ่นจากแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาออกมาเปิดเผยความจริงทั้งหมด

นอกจากนี้ ฮุนเซนยังตั้งคำถามต่อรัฐบาลไทยว่า หากเชื่อว่ากัมพูชารุกล้ำดินแดนจริง เหตุใดจึงไม่ดำเนินการอย่างเป็นทางการผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมเรียกร้องให้ไทยแสดงความชัดเจนในเวทีสากล ไม่ใช่กล่าวหาเพียงลอย ๆ

ทัพเรือภาคที่ 1 บูรณาการความร่วมมือด้านกิจการมวลชนและประชาสัมพันธ์ร่วมกับ กอ.รมน.

พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 / ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 (ศรชล.ภาค 1) ให้การต้อนรับ พลตรี ธนาธิป สว่างแสง รองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางมาประสานความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์และกิจการมวลชนในพื้นที่ความรับผิดชอบของ กอ.รมน.ภาค 1

การพบปะในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านข้อมูลข่าวสาร การใช้มวลชนเป็นสื่อกลางในการสร้างการรับรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่าง ทัพเรือภาคที่1 กอ.รมน. ศรชล.ภาค 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการประชาสัมพันธ์ทั้งทางบกและทางทะเล ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ในช่วงบ่าย คณะฯ ได้เดินทางเยี่ยมชมการสาธิตการตรวจค้นเรือต้องสงสัย โดยชุดตรวจค้นจากเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.996 จากกองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ ทัพเรือภาคที่1 ในการรักษาความมั่นคงทางทะเล

จับตา! ‘ฮุนเซน’ เตรียมแฉทักษิณ 27 มิ.ย. เปรียบยุค ‘ประยุทธ์’ สัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่าชัดเจน

(27 มิ.ย. 68) สถานการณ์การเมืองไทย-กัมพูชา กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง พนมเปญโพสต์ รายงานว่า สมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เตรียมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ 'ทักษิณ ชินวัตร' อดีตผู้นำไทย โดยจะเปิดโปงแผนเปลี่ยนผู้นำ และกล่าวหาว่ามีการดูหมิ่นสถาบัน พร้อมระบุจะเผยรายละเอียดให้คนไทยทราบภายในวันนี้ (27 มิ.ย.)

นอกจากนี้ ฮุนเซนยังกล่าวว่า ขณะนี้กัมพูชายังรอเจรจากับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย แต่ยังไม่ชัดเจนว่าใครคือผู้มีอำนาจตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ พรรคการเมือง หรือผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาล ซึ่งทำให้การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องชะงัก

เขายังเปรียบเทียบสถานการณ์ในอดีตว่า ในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามีเสถียรภาพและอยู่ในระดับสูงสุด แม้ประยุทธ์จะมีภูมิหลังเป็นทหาร แต่ก็สามารถรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไว้ได้ดีตลอดช่วงดำรงตำแหน่งเกือบสิบปี

ในทางกลับกัน ฮุนเซนมองว่า รัฐบาลไทยปัจจุบันกลับประสบปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านรอบด้าน ทั้งชายแดนเมียนมา ลาว มาเลเซีย และล่าสุดกับกัมพูชา ที่ต้องปิดจุดผ่านแดนฝ่ายเดียว โดยยังไม่มีความชัดเจนในการเจรจา ทำให้ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีกำลังเผชิญภาวะถดถอย

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์การเรียน-กีฬา และเวชภัณฑ์ แก่โรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ และศูนย์การศึกษาพิเศษฯ ประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 25 – 26 มิถุนายน 2568 ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ยาและเวชภัณฑ์ พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ และศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หน่วยบริการบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและส่งเสริมสุขภาพของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

ในการนี้ นายนนทวัฒน์ ตรีนันทวัน ผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ และนายพิชญุตม์ พงษ์สระพัง หัวหน้าหน่วยบริการบางสะพาน พร้อมคณะครูและนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับคณะจากทัพเรือภาคที่ 1 อย่างอบอุ่น

กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงสร้างความสุขและรอยยิ้มให้แก่เด็ก ๆ อีกทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือกับประชาชนในพื้นที่ อันจะเป็นฐานความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันในอนาคต

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 ชื่นชมผลการฝึก 8 สัปดาห์ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากพลเรือน สู่ทหารที่มีความองอาจ เข้มแข็ง เกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจของน้องเล็กของกองทัพเรือ ก้าวสู่ชายชาติทหาร

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย. 68)พล.ร.ท.อดิศักดิ์ แจงเล็ก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 1/68 ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ศฝท.ยศ.ทร.) โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) และคณะให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการ ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การจัดพิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนพลกองประจำการหลักสูตรทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 จำนวนทั้งสิ้น 2,894 นาย จัดเป็นกรมสวนสนาม ประกอบด้วย 4 กองพัน (19 กองร้อย และจัด 1 กองร้อยวิ่งสวนสนาม) แสดงออกถึงความเป็นทหารที่มีความองอาจ เข้มแข็ง พร้อมเพรียง และมีระเบียบวินัย ผ่านการสวนสนามให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ตลอดจนญาติได้เห็นผลของการฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ที่เปลี่ยนแปลงจากพลเรือนมาเป็นทหาร อีกทั้งยังแสดงออกถึงความสามัคคี และความสง่างาม สมกับการเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือ

โอกาสนี้ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมการแสดงออกของทหารใหม่ในการสวนสนามว่า “ผมอยากบอกกับทุกนายว่า ราชนาวีไม่ใช่แค่กองทัพ แต่คือบ้าน บ้านของลูกผู้ชาย บ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้อบอุ่นด้วยความสะดวกสบาย แต่บ้านหลังนี้อบอุ่นด้วยหัวใจของนักรบ อบอุ่นด้วยวินัย ความเข้มแข็ง และความห่วงใยแบบพี่น้อง ที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างกันในยามยาก

จากวันที่พวกท่านเดินเข้าสู่ประตูศูนย์ฝึกด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคำถามและความกังวล จนถึงวันนี้ ท่านได้กลายเป็นชายชาติทหารที่กล้าหาญ มีวินัย และมีเกียรติ

ทหารเรือไม่ใช่แค่ตำแหน่งในเครื่องแบบ แต่คือผู้ที่พร้อมยืนหยัดกลางพายุ และไม่ถอยแม้ยามคลื่นลมแรง และวันนี้ผมเห็นแล้วว่าพวกท่านพร้อมแล้ว ผมขอชื่นชมในความพยายาม ความเสียสละ และความอดทนที่ทุกนายได้แสดงออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ และขอขอบคุณผู้บังคับบัญชา ครูฝึก และเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ สมกับความไว้วางใจของกองทัพเรือ

รวมถึงขอขอบคุณผู้ปกครองทุกท่าน ที่มอบบุตรหลานให้กับบ้านหลังนี้ บ้านของราชนาวี เราจะดูแลเขาอย่างดีที่สุดในฐานะทหาร ในฐานะลูกหลาน ในฐานะน้องเล็กของกองทัพเรือ และในฐานะนักรบแห่งราชนาวีไทย”

ทั้งนี้ทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ โดยจะมีการส่งตัวในวันที่ 1 ก.ค.68 ต่อไป

รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิกิติ์ฯ ต้อนรับคณะ นศ. วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก

น.อ.หญิง อรัญญา เชยดี รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ฝ่ายการพยาบาล ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานหลักสูตรฝึกอบรมการพยาบาลเฉพาะทางสาขา การบริหารการพยาบาล รุ่นที่ 18 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก 

ซึ่งประกอบด้วย นายทหารนักเรียน และคณาจารย์ จำนวน 54 คน ในการเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานห้องปรับความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Chamber) โดยมี ทีมแพทย์จากศูนย์เวชศาสตร์ความดันบรรยากาศสูงฯ ทำหน้าที่บรรยายในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และเจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ เยี่ยมบำรุงขวัญทหารเรือชายแดน จว.ตราด

พล.ร.อ.ณัฎฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร. ) และคณะ พร้อมด้วย พล.ร.ต. วชิรวิชญ์ ขาวคม เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ (จก.วศ.ทร.) และคณะ ปฏิบัติราชการ มชด./1 เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่และความพร้อมจาก มชด./1 พร้อมมอบน้ำดื่ม ขนาด 600 มล. จำนวน 2,000 โหล และฝุ่นโรยเท้า จำนวน 1,400 ขวดให้กับเรือใน มชด./1 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จว.ตราด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้ารับฟังความคิดเห็น 'ร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.วิ.อาญา' ต่อเนื่อง จัดเวทีเสวนาภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ที่นครสวรรค์ 

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย. 68)เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ฝึกตำรวจภูธรภาค 6 จังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รับผิดชอบงานด้านกฎหมายและคดี) ร่วมรับฟังการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “การคุ้มครองสิทธิของประชาชน บนเส้นทางการสืบสวนสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต่อร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อาญา (ร่างของ ส.ส.พรรคประชาชน)ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน โดยมี พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6, พล.ต.ท.วสันต์ วัสสานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6, พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน กรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ, พล.ต.ท.ดำรงค์ เพ็ชรพงค์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับ รองผู้บัญชาการ และ ผู้บังคับการ ในสังกัด ตำรวจภูธรภาค 5 และ ภาค 6 ร่วมงานเสวนา   

การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้นับเป็นเวทีครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่ ตร. จัดเสวนาอย่างต่อเนื่อง จากเวทีในพื้นที่ภาคกลาง (ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จ.นครปฐม) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.ขอนแก่น) และภาคใต้ (จ.ภูเก็ต) โดยมีเป้าหมายเพื่อรับฟังความคิดเห็นที่มีต่อร่างกฎหมาย ให้รอบด้าน ครอบคลุม ทุกมิติ และทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ภายในงาน ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในกระบวนการยุติธรรมร่วมอภิปราย ได้แก่ ท่านเปรมศักดิ์ ศรีนวล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครสวรรค์, พล.ต.ท.ดำรงค์  เพ็ชรพงค์  อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ดร.ชำนาญ ชาดิษฐ์ กรรมการอำนวยการ สำนักงานธนานุเคราะห์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และทนายความ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เครือวัลย์ อินทรสุข ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, นายโสฬส วัฒนศิลป์ กต.ตร.จังหวัดนครสวรรค์  และ พ.ต.อ.ดร. เทิดสยาม บุญยะเสนา ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 5 การเสวนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ประกอบด้วย ตัวแทนหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ภาคประชาชน นักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนพนักงานสอบสวนและข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.5 และ ภ.6 ภายหลังการเสวนาในภาคเช้า ยังมีกิจกรรมสัมมนากลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อระดมความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอในการพัฒนางานสอบสวนจากผู้ปฏิบัติ

สำหรับร่าง แก้ไข ป.วิ.อาญา มีสาระสำคัญคือ การให้อัยการมีอำนาจกำกับดูแลงานสืบสวนสอบสวน  เช่น ในการสืบสวนเมื่อพบเหตุต้องแจ้งให้พนักงานอัยการทราบทันที การออกหมายเรียก หรือขอศาลออกหมายจับ ต้องให้พนักงานอัยการให้ความเห็นชอบก่อน รวมถึงให้อำนาจพนักงานอัยการมากำกับการสอบสวนในคดีสำคัญ หรือคดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งในเวทีเสวนาวันนี้หลายฝ่ายได้แสดงความเห็นว่า ขั้นตอนการปฏิบัติที่ร่างกฎหมายกำหนด อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการสอบสวน เพราะกระบวนการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อนระหว่าง พนักงานสอบสวน อัยการ และศาล  ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เป็นผู้เสียหายทำให้เข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้ล่าช้าขึ้น ย่อมจะกลายเป็นความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied) ในเวทีเสวนา ยังได้ยกตัวอย่างคดีในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งต้องมีการสืบสวนสอบสวนคดียาเสพติดเพื่อป้องกันปัญหาการนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน หากนำขั้นตอนการปฏิบัติตามร่างกฎหมายมาใช้ อาจไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ ในการสืบสวนสอบสวน จับกุม ตรวจค้น คดียาเสพติดได้ในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ในวงเสวนายังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องงบประมาณของรัฐที่จะต้องจัดสรรเพิ่มเติมให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการ ในการจัดหาบุคลากร ทรัพยากรต่างๆ  และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มเติม เพื่อรองรับภาระงานต่างๆ ที่มีเพิ่มขึ้นจากร่างกฎหมายนี้        

ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนกันในการเสวนา คือ การแก้ไขกฎหมายต้องมีเหตุผลและความจำเป็นที่เหมาะสม  แต่การเสนอแก้ไข ป.วิ.อาญา ครั้งนี้  เป็นการยกปัญหาเป็นข้อบกพร่องส่วนบุคคล ในงานสอบสวนแค่บางส่วน แต่มาเสนอแก้หลักการของกฎหมายแม่บท ทั้งที่การแก้ไขปัญหานั้นสามารถดำเนินการผ่านกลไกการประสานงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หรือการแก้ไขระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เหมาะสม และรวดเร็วกว่า โดยไม่จำเป็นต้องไปแก้ไข ป.วิ.อาญา เพราะจะทำให้ไปกระทบหลักการของระบบกฎหมายอาญาที่เป็นระบบกล่าวหาของประเทศไทยทั้งระบบโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้น ร่าง ป.วิ.อาญาฉบับแก้ไข เน้นประเด็นการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาค่อนข้างมาก 

ทั้งที่โดยหลักแล้วกระบวนการยุติธรรมต้องมีความสมดุลกันระหว่าง ผู้เสียหายและผู้ต้องหา และยังต้องคำนึงถึงมิติการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมอาชญากรรม (Due process) ตามหลักอาชญาวิทยาด้วย หากร่างกฎหมายมุ่งแก้ไขเพียงบางประเด็น จะทำให้เกิดความไม่สมดุลในกลไกของกระบวนการดำเนินคดี  และยังส่งผลให้ขัดหรือแย้งกับมาตราอื่นๆ ที่ไม่ได้เสนอแก้ไขในคราวเดียวกันนี้อีกด้วย อาจเกิดความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติ  สุดท้ายย่อมส่งผลกระทบให้เกิดความล่าช้าในการสอบสวนโดยไม่จำเป็น และส่งผลเสียต่อประชาชนผู้เสียหายในที่สุด     

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รวบรวมผลการเสวนาทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ นำมาจัดทำเป็นเล่มรายงานทางวิชาการ 4 ฉบับ เพื่อเป็นข้อมูลการทำความเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมาย เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งเผยแพร่ให้ผู้สนใจ ได้ศึกษาข้อมูลผลการเสวนาดังกล่าวต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top