Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

‘ดร.สุวินัย’ ชี้!! ‘ครูกายแก้ว’ แท้จริงเป็นของขลังจากเขมร แต่ถูกพวกไสยพาณิชย์ ใช้เป็นเครื่องมือลวงเงินคนสิ้นหวัง

(17 ส.ค. 66)  ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ ‘ครูกายแก้ว’ โดยระบุว่า…

ครูกายแก้ว คือ ของขลังเขมรคล้ายกุมารทองที่พระธุดงค์นิรนามรูปหนึ่งจากลำปางได้มาจากเขมรแล้วมอบให้ อาจารย์ถวิล มิลินทจินดาซึ่งเป็นอาจารย์ของ อาจารย์สุชาติ รัตนสุข

ครูกายแก้วของจริง เป็นแค่ของขลังชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ต่อมาอาจารย์ถวิลได้มอบของขลังชิ้นนี้ (ปอบขาว) ให้อาจารย์สุชาติเก็บรักษาดูแล โดยที่อาจารย์สุชาติสามารถสื่อทางจิตกับ ปอบขาวตนนี้ได้

แต่หลังจากอาจารย์สุชาติสิ้นบุญแล้ว …‘ตำนานครูกายแก้ว’ ได้ถูกพวกไสยพาณิชย์เอามาปั่นสร้างกระแสงมงายเพื่อดูดเงินจากพวกที่กำลังสิ้นหวังในชีวิตเพราะประสบปัญหาหนี้สิน

ใครจะบูชา ‘ครูกายแก้ว’ ที่กำลังเป็นกระแส จงพิจารณาให้ดีให้ถี่ถ้วนเถิด

อวิชชา คือสิ่งที่อยู่คู่สังสารวัฏ 

อวิชชาทั้งหลายถือกำเนิดมาจาก ความกลัว 
พลังด้านมืดทุกชนิดก็มาจากความกลัว มิใช่ความรัก 
ความกลัวทำให้แบ่งแยก แตกแยก จากจิตเดิมแท้อันบริสุทธิ์

การจะเลือกนับถือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้นั้นจะต้องไม่เอากิเลสหรืออัตตาตัวตนนำหน้าเป็นอันขาด

คืออย่ามุ่งเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มารับใช้ตัวตนของตน หรือสนองความอยากทางโลกของตัวเองเป็นอันขาด

เพราะนี่คือการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ถูกต้อง เป็นมิจฉา... แถมมีดอกเบี้ยหรือราคาที่ต้องจ่ายแพงมาก ๆ เพราะโลกนี้ไม่มีของฟรีหรอก…ขอได้ แต่อาจแลกมาด้วยชีวิตของเจ้าตัวที่จะสั้นลงมาก

ในการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเลือกเคารพบูชา สิ่งสำคัญสุดคือ ‘การมอบตัวตน’ (surrender) ยินดีพลีกายใจเป็นเครื่องมือของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อข้ามพ้นตัวตนของตน

คนมีหลายระดับ ดอกบัวมีหลายประเภท

ถ้าใครยังพึ่งรัตนตรัยไม่ได้ ก็ควรมีความรู้ที่จะมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน

ผู้นำทางจิตแบบบูรณาการต้องมีใจที่เปิดกว้าง สามารถชี้นำคนทุกระดับได้ตามสติปัญญาของคนแต่ละประเภท

อย่าไปโจมตีลอย ๆ ว่า นั่นเป็นมาร ซาตาน แต่ควรเตือนสติคนที่หลงเชื่อว่า ตัวเขาบูชาครูกายแก้วเพื่ออะไร เพราะเหตุใด

ทำให้เขาเห็นจิตโลภ จิตหลงของตนเองก่อน

คนที่มีตบะ มีอำนาจจิตที่เข้มแข็งจะไม่ไปขอพร พึ่งอะไรแบบนี้หรอก

แต่อย่างว่าคนเราบุญวาสนาบารมีไม่เท่ากัน

ช่วยอย่างแรกที่ทำได้ทันทีเลย คือเตือนสติ

ช่วยอย่างที่สอง คือทำจิตตัวเองให้เข้มแข็งด้วยการฝึกจิต ฝึกลมปราณกรรมฐาน

คนที่ทำได้เท่านั้นถึงจะคู่ควร มีคุณสมบัติบำเพ็ญวัชรจิตได้

‘ทล.’ เปิดขายสัญญาร่วมลงทุนที่พักริมทาง ‘ศรีราชา บางละมุง’  ตั้งแต่ 23 ส.ค.- 22 ก.ย.นี้ คาดเริ่มสร้างปี 67 เปิดเต็มรูปแบบปี 69

(17 ส.ค. 66) กรมทางหลวงเปิดขายซองชิงงานร่วมลงทุนที่พักริมทางบนมอเตอร์เวย์สาย 7 ‘ศรีราชา และบางละมุง’ จำนวน 2 สัญญาตั้งแต่ 23 ส.ค. ถึง 22 ก.ย. 66 คาดเริ่มก่อสร้างปี 67 ใช้เวลา 2 ปี เปิดบริการเต็มรูปแบบปี 69 อำนวยความสะดวกผู้ใช้ทาง

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 สิงหาคม 2566 กรมทางหลวงได้ออกประกาศเชิญชวนโครงการร่วมลงทุน สำหรับการให้เอกชนร่วมลงทุนในการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา และโครงการสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้ทางและยกระดับการให้บริการของระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สู่มาตรฐานสากล โดยจะเป็นจุดแวะพักที่ผู้เดินทางสามารถพักผ่อนอิริยาบถจากการเดินทาง ทำธุระส่วนตัว ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ และความสูญเสียจากความเหนื่อยล้า หรือหลับในของผู้ขับขี่ ตลอดจนช่วยให้ผู้ใช้ทางประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่ายจากการเดินทางเข้า-ออกทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

สำหรับโครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา เป็นที่พักริมทางขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณ กม.93+500 ของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา ระหว่างทางแยกต่างระดับบางพระ (คีรี) และทางแยกต่างระดับหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แบ่งพื้นที่เป็นสองฝั่ง คือ ฝั่งทิศทางมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพมหานคร และฝั่งทิศทางมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร มีขนาดพื้นที่ฝั่งละประมาณ 59 ไร่

ส่วนโครงการสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง เป็นที่พักริมทางขนาดกลาง ตั้งอยู่บริเวณ กม.137+100 ของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด อยู่ระหว่างทางแยกต่างระดับห้วยใหญ่ และทางแยกต่างระดับเขาชีโอน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แบ่งพื้นที่เป็นสองฝั่ง คือ ฝั่งทิศทางมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพมหานคร และฝั่งทิศทางมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร มีขนาดพื้นที่ฝั่งละประมาณ 38 ไร่

โดยที่พักริมทางทั้ง 2 แห่งจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการที่ครบครัน ประกอบด้วย ที่จอดรถ พื้นที่พักผ่อน พื้นที่สีเขียว ห้องสุขา ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ที่จำหน่ายสินค้าและบริการ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ศูนย์บริการข้อมูลจราจรและเส้นทางการเดินทาง และการบริการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เดินทาง

สำหรับการดำเนินงานโครงการฯ จะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ในรูปแบบ PPP Net Cost โดยกรมทางหลวงจะส่งมอบพื้นที่โครงการฯ ให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างที่พักริมทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงมีหน้าที่บริหารจัดการและดูแลบำรุงรักษาโครงการฯ ตลอดจนเป็นผู้มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรายได้ของโครงการฯ โดยต้องชำระค่าตอบแทนให้กรมทางหลวงตามเงื่อนไขที่กำหนด ภายในระยะเวลาดำเนินโครงการ 32 ปี แบ่งเป็นงาน 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้าง เอกชนมีหน้าที่จัดหาแหล่งเงินทุน ออกแบบและก่อสร้างองค์ประกอบและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมถึงจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี

ระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา เอกชนมีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษา รวมถึงการบริหารจัดการโครงการฯ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี

ทั้งนี้ การดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนฯ ดังกล่าว เป็นไปตามขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยกรมทางหลวงจะจำหน่ายเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (Request for Proposal : RFP) ของทั้ง 2 โครงการพร้อมกัน ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม ถึง 22 กันยายน 2566 ระหว่างเวลา 09.00 น. ถึง 15.00 น. สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการฯ ข้อกำหนดคุณสมบัติต่างๆ และขั้นตอนการคัดเลือกเอกชน ได้จากประกาศเชิญชวนฯ (ฉบับทางการ) ที่เว็บไซต์ www.doh.go.th หรือ www.doh-motorway.com

โดยกรมทางหลวงกำหนดให้เอกชนยื่นข้อเสนอช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 และคาดว่าจะดำเนินการคัดเลือกเอกชนแล้วเสร็จในต้นปี 2567 พร้อมลงนามสัญญาและเริ่มต้นก่อสร้างช่วงกลางปี 2567 เพื่อเปิดให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการบางส่วนในปี 2568 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2569 ต่อไป

สำหรับการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง ช่วงชลบุรี-พัทยา และช่วงพัทยา-มาบตาพุด เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนที่มีศักยภาพและประสบการณ์มีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เพื่อยกระดับการให้บริการของระบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสู่มาตรฐานสากล

วปอ.-สถาบันพระปกเกล้า บันทึกประวัติศาสตร์ฟุตบอล “รักเมืองไทย” เชื่อมสัมพันธภาพ ก้าวข้ามความขัดแย้ง สร้างความปรองดองอย่างยั่งยืน 

วันที่ 16 สิงหาคม ที่สโมสรราชพฤกษ์ พลโท ชาติชาย ชัยเกษม ผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พลโท อภิชาติ ไชยะดา ประธาน วปอ.65 ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานฝ่ายจัดการแข่งขันของสถาบันพระปกเกล้า นายดํารง ประทีป ณ ถลาง ผู้แทนทีมฟตุบอลสถาบันพระปกเกล้า นาวาอากาศเอก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอล วปอ. นายเฉลิมวุฒิ สง่าพล หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลสถาบันพระปกเกล้า ปรัชญา เพิ่มพานิช หรือ “ฟีฟ่าแป๊ก”อดีตผู้ตัดสินฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันนี พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ตัวแทนกองเชียร์ วปอ.65 คุณเลิศลักษณา ยอดอาวุธ ตัวแทนกองเชียร์สถาบันพระปกเกล้า พร้อมศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของทั้งสองสถาบัน ร่วมแถลงข่าวการแข่งขันฟุตบอลประเพณี "รักเมืองไทย" ที่จัดขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2566 ณ สนามศุภชลาศัย 

พลโท ชาติชาย ชัยเกษม ผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กล่าวว่า วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นสถาบันชั้นสูงของประเทศ มีหน้าที่จัดการศึกษาหลักสูตรเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ และการป้องกันราชอาณาจักร ให้แก่ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน พนักงานองค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งเอกชน โดยฝึกปฏิบัติการวางแผนและนโยบายระดับชาติ การพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งที่ผ่านมาบุคคลสําคัญของประเทศในทุกสาขาอาชีพได้เข้ารับการอบรมและสำเร็จการศึกษาออกไปปฏิบัติงาน เป็นเครือข่ายร่วมกันสร้าง ประโยชน์ต่อประเทศชาติมาต่อเนื่องทุกปี

สําหรับการจัดกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอลประเพณี “รักเมืองไทย” ระหว่าง ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กับ สถาบันพระปกเกล้า  ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการชั้นนําด้านการพัฒนาประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีแรกนั้น ผมเห็นว่ามีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพแล้ว ยังเป็นกิจกรรมสื่อกลางให้ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ของทั้งสองสถาบัน ได้พบปะหารือ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อร่วมมือสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ สร้างความรัก ความสามัคคี และทั้งสองสถาบันคงจะจัดให้เป็นประเพณีนี้สืบต่อกันไปทุกปี

ด้าน นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การแข่งขันฟุตบอลประเพณี “รักเมืองไทย” มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อให้นักศึกษาหลักสูตรระดับสูงทั้งในอดีตและปัจจุบันของทั้งสองสถาบัน ได้มีโอกาสพบปะ สร้างสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านประชาธิปไตย สร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม โดยใช้กีฬาฟุตบอลเป็นสื่อกลางเชื่อมสัมพันธ์การแข่งขัน

โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุ 55 ปีขึ้นไป ชิงถ้วยรางวัลสภากาชาดไทย และรุ่นอายุ 44-55ปี ชิงถ้วยรางวัลจาก พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบัน ของทั้งสองสถาบัน รวมประมาณ 1,000 คน

 ทั้งนี้สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะสถาบันวิชาการ มุ่งเน้นการพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล สันติวิธี และนำความรู้สู่สังคมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เชื่อมั่นและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ และจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศและประชาชนชาวไทยต่อไป

ทางด้าน พลโทอภิชาติ ไชยะดา ประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 65 กล่าวว่า จากการประชุม ประสานงาน กำหนดกรอบแนวคิด ตรวจพื้นที่ซักซ้อม การปฏิบัติการร่วมกัน จนถึงปัจจุบันทุกอย่างมีความพร้อมที่จะให้ฟุตบอลประเพณีรักเมืองไทย เป็นสื่อกลางในการสร้างความรัก ความสามัคคี ระหว่างศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของทั้งสองสถาบัน 

โดยกิจกรรมจะมีขึ้นใน วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2566 ณ สนามศุภชลาศัย ที่เลือกจัดที่นี่ เนื่องจากเป็นสนามกีฬาที่เก่าแก่ เป็นสัญลักษณ์ด้านการพัฒนากีฬาของประเทศไทย   กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น.  เป็นการแสดงวงดุริยางค์ ของกองบัญชาการกองทัพไทย 17.00 น. เป็นการร่วมแสดงของศิษย์ทั้งสองสถาบัน เนื้อหาแสดงถึงความเสียสละ ความรัก ความสามัคคี นำมาซึ่งการรักษาความเป็นไทย มาถึงปัจจุบัน ต่อด้วยขบวนพาเหรด อัญเชิญถ้วยรางวัลเข้าสู่สนาม จากนั้นมีพิธีเปิดการแข่งขัน โดยมี พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานจากนั้นเริ่มการแข่งขันฟุตบอลคู่แรก ประเภท JUNIOR ต่อด้วยการแข่งขันฟุตบอลคู่ที่สอง ประเภท SENIOR ปิดท้ายพิธีมอบถ้วยรางวัลแก่ทีมชนะเลิศของทั้งสองประเภท และปิดการแข่งขัน

งานนี้มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันทางสถานีโทรทัศน์ True Visions มีเสื้อฟุตบอลประเพณี ของทั้งสองสถาบันจําหน่ายหน้างาน มีซุ้มอาหารบริการแก่ผู้ร่วมงาน จึงขอเชิญศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ของทั้งสองสถาบัน รวมถึงผู้ที่สนใจมาร่วมงานในครั้งนี้ 

นายถิรชัย วุฒิธรรม ประธานคณะทํางานประสานงานและจัดการแข่งขัน ฟุตบอลประเพณี “รักเมืองไทย” กล่าวว่า เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ สร้างความรัก ความสามัคคี ความสนุกสนาน ให้เป็น
ประเพณีสืบต่อกันไปทุกปีระหว่างศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งเพื่อเป็นกิจกรรมสื่อกลางให้ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ของทั้งสองสถาบัน ได้ พบปะหารือ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อประโยชน์ต่อความร่วมมือสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ เพื่อสื่อและสร้างจิตสํานึก ให้สังคมเห็นถึงความปรองดองสมานฉันท์ ความรัก ความสามัคคีระหว่างคนไทยด้วยกัน ในอันที่จะนําพาประเทศ ก้าวข้ามความขัดแย้ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกๆด้าน รวมถึงเพื่อรวบรวมผู้เล่นจากทั้งสองสถาบัน จัดตั้งเป็นทีมฟุตบอลรักเมืองไทย ดําเนินการอันเป็นสาธารณกุศลเพื่อมนุษยธรรมจัดการแข่งขันกับทีมกิตติมศักดิ์ต่างๆทั่วประเทศ เพื่อระดมทุนบริจาคผ่านสภากาชาดไทย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยออนไลน์ แก็งคอลเซ็นเตอร์ทำตัวเป็นปลิง หลอกดูดเลือดนักข่าว สูญเงิน 1.2 ล้าน

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.  และ พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง  ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. / หัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ  พล.ต.ท.ธัชชัย  ปิตะนีละบุตร  ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน เนื่องจากในช่วงนี้ มีคดีแก็งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้นักข่าวติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน สุดท้ายนักข่าวสูญเงินไป 1.2 ล้าน  จึงได้ร่วมกันแถลงข่าวให้ประชาชนทราบ  เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 เวลา 14.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ต.ชูศักดิ์  ขนาดนิด  ผบก.ตอท.  กล่าวว่า  กรณีนี้ได้มีคนร้ายแก็งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์หาเหยื่อแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน หลอกให้อัพเดทข้อมูลการชำระภาษีที่ดิน  จากนั้นคนร้ายได้ให้เหยื่อเพิ่มเพื่อนไลน์  และให้กดลิงก์เข้าเว็บไซต์กรมที่ดินปลอม  ต่อมาให้กดดาวน์โหลดที่ข้อความโฆษณา(Banner) ตรากรมที่ดิน  เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์ของเหยื่อ คนร้ายได้ให้เหยื่อดำเนินการตามขั้นตอน  โดยอ้างว่าเพื่อความปลอดภัยและปกป้องข้อมูลของเหยื่อ และให้เหยื่อยืนยันตัวตน โดยให้เหยื่อกรอกข้อมูลรหัสส่วนตัวที่ตั้งขึ้นสำหรับเข้าแอปพลิเคชัน เป็นตัวเลข จำนวน 6 ตัว จำนวน 2 ครั้ง เพราะจะใช้รหัสนี้ทุกครั้งในการเข้าแอปพลิเคชัน (ทำให้เหยื่อหลงไปตั้งรหัสซ้ำกับแอปพลิเคชันธนาคารจริงหรือตั้งรหัสแอปพลิเคชันธนาคารตรงกับ วันเดือนปีเกิด หรือเลขโทรศัพท์ หรือบัตรประชาชน) แล้วให้กดยินยอมที่หน้าจอ 3 จุด จากนั้นหน้าจอโทรศัพท์ของเหยื่อปรากฏการทำงานเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยคนร้ายได้ชวนเหยื่อคุยและบอกให้รอจนครบ 100% ระหว่างชวนคุยนั้น คนร้ายจะนำรหัสที่ได้ หรือหมายเลขโทรศัพท์ หรือวันเดือนปีเกิดกดเข้าแอปธนาคาร หรือหลอกให้เหยื่อกดเข้าแอปธนาคารด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อจะได้เห็นเลขรหัส จากนั้นคนร้ายได้หลอกให้เหยื่อสแกนใบหน้าโดยอ้างว่ายืนยันข้อมูลบุคคลและอัพเดทข้อมูลในกรมที่ดิน แต่ความจริงเป็นการปรับยอดการโอนในแอปให้สูงขึ้นหรือโอนเงินเกิน 50,000 บาทต่อครั้ง แล้วคนร้ายก็จะโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อออกไป  รวมทั้งได้ทำรายการถอนเงินสดจากบัตรเครดิตมาใส่ในบัญชีธนาคาร แล้วถอนเงินออกไปจนหมด

จุดสังเกต
1. ของปลอม
1.1 ไลน์เป็นชื่อบัญชีส่วนบุคคล และจะไม่ขอเพิ่มเพื่อนโดยเจ้าหน้าที่
1.2 นามสกุลของโดเมนของเว็บไซต์ มักลงท้ายด้วย .cc และไม่ได้ให้โหลดผ่าน Google Play (ให้กด 3 จุดด้านล่างขวา และบอกให้กดโหลด “ช่องทางอื่น” หรือ “chrome”)
1.3 ไม่สามารถกดเมนูปุ่มใดๆได้ ยกเว้นปุ่มเมนูที่คนร้ายบอก
2. ของจริง
2.1 ไลน์เป็นชื่อ Smart Lands ซึ่งเป็นบัญชีทางการ (Official) ไม่สามารถโทรคุยกับคนทั่วไปได้
2.2 แอปพลิเคชันของจริงจะโหลดได้จาก Google Play หรือ App store เท่านั้น
2.3 สามารถกดเมนูเพื่อเข้าไปยังหน้าจอต่างๆได้ตามปกติ

วิธีป้องกัน
1. หาช่องทางตัดสาย แล้ว “เช็ค ก่อน เชื่อ” คือโทรหาเบอร์ call center หน่วยงานที่คนร้ายแอบอ้างก่อนว่า “จริงหรือไม่” กรมที่ดินเบอร์ สายด่วนกรมที่ดิน หมายเลข 02-141-5555 หรือ กรมพัฒนาธุรกิจ เบอร์  1570, 02 528 7600 หรือ หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เบอร์ 1129 และ การไฟฟ้านครหลวง เบอร์ 1130 ซึ่งเป็น ซึ่งเป็น 3 แอป ยอดนิยมในการหลอก เพื่อสอบถามว่ามีจริงหรือไม่  หรือโทรมาที่ 1441 ก่อนดำเนินการใดๆ  
2. ไม่กดลิงก์ใน SMS หรือไลน์แปลกปลอม ที่เราไม่รู้จักตัวจริงหรือไลน์ทางการของหน่วยงานนั้นมาก่อน และที่สำคัญ อย่าติดตั้งแอปพลิเคชัน ใดๆ ตามคำแนะนำเป็นอันขาด หากต้องการติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ      ควรโหลดและติดตั้งจาก Google Play หรือ Apple Store  โดยเข้าไปค้นหา “ชื่อ” ด้วยตนเอง ห้ามบันทึกลิงก์(Copy) จากคนที่เราไม่รู้จักให้มาแล้วนำไปวางในช่องเว็บเบราว์เซอร์เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 กล่าวว่า สำหรับคดีคุณประวีณมัย บ่ายคล้อย นักข่าวช่อง 3 ที่โดนคนร้ายแก็งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์แล้วโอนเงินออกไปนั้น ถือได้ว่าคุณประวีณมัยฯ รู้ตัวว่าถูกหลอกและสามารถโทรศัพท์ไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุภัยทางการเงินของธนาคาร(สายด่วนธนาคาร)  เพื่อระงับบัญชีม้าไว้ได้อย่างรวดเร็ว (ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566) จากนั้นได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.ภาษีเจริญ ภายในเวลา 72 ชม.  และพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือภายในเวลาไม่เกิน 7 วัน สั่งให้ธนาคารอายัดเงินไว้  ทำให้สามารถอายัดบัญชีได้ทันบางส่วน จากนั้นได้มีการส่งเรื่องมาจาก บก.สอท.1 เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนต่อ ซึ่งขณะนี้ บก.สอท.1 ได้ดำเนินการอายัดบัญชีม้าทั้ง 6 แถว รวม 24 บัญชี ไว้ และได้เรียกเจ้าของบัญชีทุกบัญชีให้มาชี้แจง เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาต่อไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน   จึงขอแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าปัจจุบันยังมีคนร้ายแก็งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างกรมที่ดิน ตั้งแต่เดือน มี.ค.2566 ถึงปัจจุบัน มีกว่า 800 เคส โดยเฉพาะเดือน ก.ค.2566 ที่ผ่านมา มีการหลอกหลวงโดยวิธีการดังกล่าวมากถึง 190 เคส เพื่อให้ติดตั้งแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์เพื่อโอนเงินออกไป และยังมีภัยออนไลน์ที่คนร้ายได้พัฒนาวิธีการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก และเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่  สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com    Facebook https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์  หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1441 กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.com

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าร่วมประชุมหารือศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในจังหวัดเมียวดี ร่วมกับ 4 ประเทศภาคี เพื่อร่วมจัดแผนปฏิบัติการพร้อมรับมือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

วันนี้ (16 ส.ค. 66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) พร้อมคณะได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมศูนย์ประสานงานไตรภาคีเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในพื้นที่จังหวัดเมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งราชอาณาจักรไทย กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรีล่า จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วมประชุม รวมทั้งผู้แทนจากกระทรวงป้องกันความสงบ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย จีน และเมียนมา ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลอกลวงคนไปทำงานในแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายหลักหลายพันล้านบาท จึงได้มีแผนการในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งในครั้งนี้ได้มีผู้แทนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญและเสนอความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นประเทศที่ 4 ซึ่งจะทำให้การปราบปรามอาชญากรรมซึ่งกำลังกระจายตัวไปทั่วภูมิภาคนี้ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานที่ตั้งศูนย์ประสานงาน ซึ่งคาดว่าจะตั้งศูนย์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ของไทย รวมทั้งมีการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประสานงานของแต่ละประเทศเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มไปยังอีก 2 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ตำรวจสากลและ UN ร่วมสังเกตการณ์ และหลังจากนี้จะผลักดันให้มีการปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่จากประเทศภาคีทั้งหมด และโดยทางการจีนจะมีการสนับสนุนในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ รวมถึงงบประมาณและเทคโนโลยีในการปฏิบัติการต่างๆ ในการนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งค์คอลเซนเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งการประสานงานระหว่างประเทศในการเข้าช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงไปทำงานคอลเซนเตอร์ร่วมกับประเทศต่างๆ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทย จีน และเมียนมา ซึ่งถือเป็นความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งสำคัญซึ่งเดินทางเข้าสู่ระยะที่ 2 แล้ว แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในการปราบปรามและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การหลอกคนไปทำงานในแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งในครั้งนี้ ทางการลาวได้เห็นความสำคัญและเข้าประสานความร่วมมือเป็นประเทศที่ 4 จะทำให้การดำเนินการประสานงานของทุกประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากการประชุมในครั้งนี้แล้ว จะทำให้การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเป็นโครงร่างที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งแผนปฏิบัติงานร่วมกันของทุกประเทศ จากนี้จะเร่งขับเคลื่อนให้การจัดตั้งศูนย์ประสานงานให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว และมีการบูรณาการร่วมกันของประเทศภาคีเข้าปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ เพื่อตอบสนองต่อการเกิดขึ้นของอาชญากรรมให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ตำรวจไซเบอร์จับเครือข่ายหลอกทำงานเสริมออนไลน์ อ้างแค่กดไลก์เฟซบุ๊ก แต่เหยื่อโดนไปจุก ๆ กว่า 4 แสน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2565 ผู้เสียหายพบโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่ารับสมัครทำงานเสริมออนไลน์ เพียงใช้เวลา 5-10 นาที สามารถได้เงิน 500 - 1,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้ติดต่อพูดคุยกับมิจฉาชีพ จากนั้นได้พูดคุยกับแอดมินผ่านแอปไลน์ โดยช่วงแรก ผู้เสียหายเริ่มงานด้วยการกดไลก์ในเฟซบุ๊กแล้วได้ผลตอบแทนจริง

ต่อมา แอดมินได้ให้ผู้เสียหายทำงานถัดไปคือ การกดสั่งซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้าออนไลน์ ผ่านทางแพลตฟอร์ม SHOPEE โดยได้ส่งลิงก์เว็บไซต์ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นให้ลงทะเบียน แล้วเริ่มทำงานโดยการให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปสำรองในระบบเพื่อสั่งซื้อสินค้า ซึ่งในช่วงแรกๆ นั้น เมื่อทำงานเสร็จแล้วผู้เสียหายจะได้รับเงินทุนพร้อมค่าคอมมิชชั่นคืน ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อว่าได้เงินจริง อีกทั้ง มิจฉาชีพอ้างว่าผู้เสียหายได้เลื่อนระดับ จึงถูกดึงเข้ากลุ่ม VIP แล้วโดนหลอกให้โอนเงินเพิ่มขึ้น โดยมีสมาชิกหน้าม้าในกลุ่มคอยสนทนาสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 9 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 430,974 บาท 

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 ส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนเร่งหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง

ต่อมา เมื่อช่วงค่ำของ วันที่ 15 ส.ค. 2566 พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ ชูบุญเรือง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 ได้นำกำลังชุดสืบสวนร่วมกันลงพื้นที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการที่ได้เปิดบัญชีธนาคารไว้สำหรับรับโอนเงินจากเหยื่อในคดีดังกล่าว จนสามารถเข้าจับกุมตัว นายเอกชัย อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดมหาสารคาม ตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันโดยทุจริตหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” โดยควบคุมตัวได้บริเวณ หน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.บ้านใหม่ อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน .กก.4 บก.สอท.1 ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1
และ พ.ต.อ.ศุภรฐโชติ จำหงษ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 สั่งการให้ พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ ชูบุญเรือง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม

‘เศรษฐา’ โต้ ‘ชูวิทย์’ บิดเบือนปมซื้อที่ดิน เล็งฟ้องถึงที่สุด ย้ำ!! ‘แสนสิริ’ ยึดมั่นในธรรมาภิบาลจนนำพาบริษัทเติบโต

‘เศรษฐา’ โพสต์เฟซบุ๊กโต้ ‘ชูวิทย์’ ยันซื้อที่ดินตามราคาตลาดปกติ ยกผลงาน ‘แสนสิริ’ เติบโตมีทรัพย์สิน 130,000 ล้าน กำไรปีที่ผ่านมา 4,000 ล้าน การันตีบริหารมีธรรมาภิบาล ยืนยันพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การบิดเบือนปลุกปั่นโดยมีเป้าหมายบางประการ ต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายจนถึงที่สุด

(16 ส.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin’ ว่า…

“ตามที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลง สุขุมวิท 55 ที่ปัจจุบันคือโครงการ คุณ บาย ยู (KHUN by YOO) และทางบริษัทแสนสิริได้ออกแถลงการณ์ข้อเท็จจริงแล้วนั้น

ผม นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตเคยบริหารแสนสิริมากว่า 30 ปี บริษัทฯ ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง โดยที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของประเทศ เติบโตมาจนมีทรัพย์สินรวมเกือบ 130,000 ล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 4,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ จากทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคมทั่วไป น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทแสนสิริได้ถูกบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล”

“การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และไม่บิดเบือน หรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ในขณะที่ผมเป็นผู้บริหารบริษัทฯ ที่ดินแปลงสารสินซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อซื้อมาในราคา ตารางวาละ 1,100,000 บาท ซึ่งเป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น

การกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ฝ่ายกฎหมายจะรวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน การที่ฝ่ายกฎหมายของบ้านเมืองเข้ามาตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพึงกระทำ แต่การที่บุคคลหนึ่งปลุกปั่น ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง โดยมีเป้าหมายบางประการ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง” นายเศรษฐาระบุ

ตร. จับมือ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เปิดโครงการ “ห้องปฏิบัติการกฎหมาย” (Special Law Lab//YLPE : Young Lawyers-Police Engagement) สานต่อ สร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่ ร่วมกันแลกเปลี่ยน เรียนรู้งานตำรวจตั้งแต่ต้นทาง สร้างแนวร่วมป้องกันภัยทางออนไลน์และการสืบสวนยุคใหม่

วันนี้ (16 ส.ค.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. พร้อมด้วย รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ณภัทร สรอัฑฒ์ รองคณบดีฯ (ฝ่ายบริหาร) และนิสิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 1-4 ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 24 คน เข้าร่วมพิธี เปิดโครงการ “ห้องปฏิบัติการกฎหมาย” (Special Law Lab//YLPE : Young Lawyers-Police Engagement) ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยโครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law Lab) ที่จัดขึ้นในห้วงวันที่ 16 – 25 ส.ค.66 นั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ จัดโครงการฯ ดังกล่าวขึ้น เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงในพื้นที่จริง ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม การตรวจค้น การจับกุม การสอบสวนปากคำ ฯลฯ ได้รับทราบ เรียนรู้ ทำความเข้าใจข้อกฎหมายนำไปสู่การปฏิบัติ โดยลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจสืบสวน สอบสวน ป้องกันปราบปราม จราจร พื้นที่ สน.ห้วยขวาง ลุมพินี พญาไท พระโขนง และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตลอดจนศึกษา ดูงาน ศูนย์ควบคุม สั่งการฯ CCOC กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สำนักงานนิติเวชวิทยา , สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.), ยุทธวิธีและการยิงปืนขั้นพื้นฐาน การรับแจ้งเหตุและการควบคุม สั่งการ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กล่าวเปิดพิธีฯ และบรรยายพิเศษ โดยกล่าวว่า แต่เดิม โครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law LAB) ที่ได้รับความร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง นิสิตที่เข้าร่วมโครงการให้ความสนใจเรียนรู้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดี จึงได้มีการขยายผล สานต่อความร่วมมือกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จึงถือเป็นอีกหนึ่งผลสำเร็จ ในความร่วมมือที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภาคภูมิใจ และจะได้ขยายผลต่อยอดไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ในจังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ (ห้วงเดือน ส.ค.- ก.ย.) และจังหวัดต่างๆ ต่อไป

บทสรุปคนจนหมั่นเพียร สร้างรายได้โกยกำไร กลายเป็นเศรษฐี สวนทางคนไหว้ผี บูชาปีศาจ จนอนาถ วิทยาศาสตร์ไม่ช่วยอะไร

(16 ส.ค.66) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความเตือนสติถึงคนไทยที่ยังหลงติดกับวัฒนธรรมโง่ ๆ ผ่านเฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat ระบุว่า...

ผมยกตัวอย่าง 3 ครอบครัว...

ครอบครัวแรก คือคุณทวดทางคุณพ่อ เสื่อผืนหมอนใบมาจากจีน ล่องแม่น้ำท่าจีนกับคนจีนยุคนั้นไปปักหลักที่ อ.บางปลาม้า ขยันทำมาหากิน (คุณปู่ผมลูกจีน 100% ตั้งใจเรียนจนสอบได้ทุนในหลวง ไปจบแพทย์ Harvard)

ครอบครัว 2 ไทยแท้ที่ปากพนัง เห็นการทำนามีแต่จะจนลง ๆ ก็มานั่งอ่านเกษตรทฤษฎีใหม่ในหลวง ค่อย ๆ เอาที่ดินเพียง 17 ไร่ มาทำเกษตรหลากชนิด ตอนนี้ไฮไลต์คือส้มโอทับทิมสยาม ฐานะดีจนส่งลูกเรียนเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว

ครอบครัว 3 เป็นไทยเชื้อสายอินเดีย มาไทยมือเปล่า แต่มุ่งหน้าเรียนรู้ทำด้านยา เภสัช เพราะมองว่าการรักษาโรคนั้นยังไงก็จำเป็น จนรุ่นลูกจบแพทย์ เปิดคลินิกใหญ่โตร่ำรวย หากรวมคนไทยเชื้อสายอินเดียอีกบ้าน คนนั้นไปขนาดเปิดโรงงานยาเอง ตอนนี้รายได้ปีละ 5-8,000 ล้านบาท

3-4 ครอบครัวนี้เป็นตัวอย่าง ไทยแท้ที่เคยยากจน

- คนไทยเชื้อสายจีนเสื่อผืนหมอนใบ
- คนไทยเชื้อสายอินเดียเดินเท้ามือเปล่ามาดินแดนสยาม
- แถมตอนนี้เริ่มมีเศรษฐีพม่าที่รวยจากในไทยมากขึ้น ๆ

ตัดกลับมาพวกแห่มานับถือภูติผีปีศาจ คนกลุ่มนี้ไม่ต่างอะไรกับพวกไปไหว้ขอนไม้ / ไปไหว้หมา 2 หัว

คือ เป็นคนอ่อนแอ...

แทนที่จะกล้าเปลี่ยนตัวเองให้ขยัน หมายถึงขยันทั้งกาย ขยันทั้งการหมั่นหาความรู้ให้เก่ง กลับอ่อนแอนับถือทุกอย่างที่ไร้แก่นสาร แต่ไม่นับถือตัวเอง

นอกจากปัญหาใหญ่เกิดจากการศึกษาที่ไม่ทำให้คนเชื่อในความรู้ และคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว วัฒนธรรมความเชื่อโง่ ๆ ที่ยังกระจายอยู่ในหลายส่วนของสังคมไทยยังเป็นตัวบ่อนทำลายความเจริญของประเทศเป็นอย่างมาก

ไม่ต่างจาก เอาพระมาเจิมรถ แต่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย / ขับกระบะซิ่งบนถนน โดยยังมีดอกไม้ไหว้แม่ย่านางแปะหน้ารถ / ไปสักยันต์กลางศีรษะให้เป็นเจ้าคนนายคน แต่กลับเกียจคร้าน

ประเทศไม่เจริญเพราะคนเหล่านี้แหละครับ

‘ทนายนกเขา’ ฟาดสื่อหลายสำนัก ปั่นข่าวเบี้ยผู้สูงอายุจนเละ  นำเสนอไม่ครบถ้วน ทั้งที่ประกาศใหม่ ทุกคนยังได้สิทธิคงเดิม

เมื่อไม่นานนี้ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ทนายนกเขา’ ทนายความที่รับว่าความคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานภาครัฐ ปัจจุบันเป็นกรรมการฝ่ายสิทธิมนุษยชนประจำสภาทนายความ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนหลายๆ สำนัก ที่ได้ทำข่าวประเด็นเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย ปี 66 ในลักษณะที่บิดเบือน และข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้สังคมเกิดความสับสน จนนำไปสู่การวิจารณ์รัฐบาลด้วยความเข้าใจผิด โดยระบุว่า…

“ในเรื่องเบี้ยยังชีพของคนชราที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ จริงๆ แล้ว น่าตบปากสื่อมวลชนหลายสำนัก นำเสนอข่าววันแรก ก็นำเสนอไม่ครบ นำเสนอวันที่ 2 ก็ปั่นกระแสจนวุ่นวายหมด ไม่ได้ดูเลยว่า การที่รัฐบาลออกประกาศใหม่มานั้น ทุกคนยังได้สิทธิ์คงเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และผู้รับสิทธิ์รายใหม่ ที่อายุกำลังจะถึง 60 ปี ก็ยังได้สิทธิ์ดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อ คณะกรรมการผู้สูงอายุไปกำหนดระเบียบ ประกาศ กำหนกหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งก็อยู่ในประกาศข้อที่ 17-18 ที่มีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีกระแสปั่นจนเกิดความเข้าใจผิด”

“พี่น้องประชาชนลองคิดดูว่า ถ้าการจ่ายเงินแบบสุรุ่ยสุร่าย ไร้สาระ เช่น คนที่ไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะได้ ให้ทำอย่างไร? เหมือนที่คุณอนุพงษ์ เผ่าจินดา เขาพูดว่า ถ้าหากเขา หรือ พล.อ.ประยุทธ์ได้เบี้ยคนชรา สังคมจะรู้สึกอย่างไร?

ส่วนคุณเศรษฐา คงจะไม่รู้สึกอะไร เพราะเขาคงแจกเงินคนรวยจากเงินดิจิทัลอยู่แล้ว พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของพวกคุณธนาธร คุณพิธา เขาเดือดร้อนขนาดนั้นเลยหรือ? เดือดร้อนถึงขั้นต้องมาเอาเงินจากภาษีของพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันจ่ายเลยหรือ?”

“เพราะฉะนั้น ‘ความเท่าเทียม’ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องได้เบี้ยคนชรา เมื่อมีอายุครบเกณฑ์แล้ว แต่หมายความว่า เมื่ออายุเข้าสู่ผู้สูงวัยแล้วนั้นจะต้องมีการดูแลให้ใกล้เคียง หรือมีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อ เหมือนกับผู้สูงอายที่มีรายได้ มีฐานทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้ว”

มันก็อาจจะก่อเกิดความคิดที่ว่า คนที่ยังต้องดูแล อาจจะได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นก็ได้ หากบริหารจัดการจากเม็ดเงินตรงนี้ดีๆ ก็จะได้ประโยชน์อย่างเป็นถาวร เป็นนิรันดร์ เศรษฐกิจต่างๆ มันก็อาจจะฟื้นตัวดีขึ้นได้ แต่เราเจอนักเมืองที่ไม่ประสีประสาเรื่องนโนยบายการเงิน การคลังของประเทศ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประสีประสามากน้อยแค่ไหน? คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประสีประสามากน้อยแค่ไหนกันเชียว? กับเรื่องงบประมาณการเงิน การคลังของประเทศในภาพรวมทั้งหมด พูดแต่วิธีจ่ายเงินออกไปทั้งนั้นเลย วิธีหายรายได้ให้ประเทศ พูดเป็นไหม? พูดได้ไหม?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top