Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

‘รัฐมนตรีพิพัฒน์' ถือฤกษ์ดีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก ยัน พร้อมเดินเครื่องทำงานทันที

‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รัฐมนตรี ถือฤกษ์ดี เวลา 08.15 น.เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ในโอกาสรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 17 ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา และเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา          

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 7 กันยายน 2566 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถือฤกษ์เดินทางเข้ากระทรวงแรงงานหลังถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ ศาลพ่อปู่สุชินพรหมมา โดยมี นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงานให้การต้อนรับ 

นายพิพัฒน์ กล่าวภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ ว่า ในวันนี้เป็นวันแรกที่เข้ามากระทรวงแรงงานหลังจากถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ และประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษเมื่อวานนี้ (6 ก.ย.66) จึงถือโอกาสฤกษ์งามยามดีเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกระทรวงแรงงานทั้ง 5 จุด พร้อมได้เข้ามาพบปะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งวันนี้คงไม่ได้ให้นโยบายอะไรมาก เนื่องจากต้องรอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อสภาก่อนในวันที่ 11 – 12 กันยายนนี้ เมื่อได้รับนโยบายจากรัฐบาลแล้ว หลังจากนั้นจะได้มาแถลงนโยบายให้กับข้าราชการกระทรวงแรงงาน รวมทั้งฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายนายจ้างได้ทราบว่า หลังจากนี้ไปอีก 4 ปีข้างหน้ารัฐบาลจะทำอะไรบ้าง และกระทรวงแรงงานได้รับนโยบายจากรัฐบาลจะทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ อยากเห็นกระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ เพราะคำว่าแรงงาน เข้าถึงทุกภาคส่วนองคาพยพในประเทศไทย และหลังจากได้พบกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แล้ว จะได้ไปพบปะหารือกัน 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายสหภาพแรงงาน นายจ้าง และข้าราชการให้ครบ เพื่อนำความคิดเห็นจากทุกฝ่ายมาประมวลว่าเราจะเดินไปในทิศทางไหน ส่วนนโยบายที่ท่านสุชาติ ชมกลิ่น เคยทำเอาไว้และเป็นนโยบายที่ดีอยู่แล้วก็จะทำต่อเนื่อง จะไม่นับหนึ่งใหม่ และจะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป 

จากนั้น นายพิพัฒน์ ได้เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน โดยมี นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต้อนรับและแนะนำตัว จากนั้น อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) แนะนำตัวและนำเสนอภารกิจของแต่ละหน่วยงานตามลำดับ ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน 

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ มีกำหนดการเดินทางไปพบปะหารือกับกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ย.66) ที่อาคารบรรเจิด ชลวิจารณ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยพบกับนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าไทย  เพื่อรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะ นอกจากนี้ยังมีนัดหมายพบปะตัวแทนผู้ใช้แรงงานในสัปดาห์ต่อไปอีกด้วย 

สำหรับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2498 เป็นชาวจังหวัดสงขลา ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนที่ 17 สำเร็จการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต และรัฐศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ประวัติการทำงาน เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ได้แก่ เป็นผู้ก่อตั้ง ผู้ถือหุ้นบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันคือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้ง และผู้ถือหุ้น บริษัท ปิโตรเลียมไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ก่อตั้ง และผู้ถือหุ้น บริษัท อาม่า มารีน จำกัด ประธานกรรมการ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ประธานกรรมการ บริษัท รัชกิจ คอร์โปเรชั่น จำกัด ปี 2562 เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และในปี 2566 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบัน

‘มหาดไทย’ ประกาศขึ้นค่าตอบแทน ‘เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น’ ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ มีผล 1 ต.ค. นี้

(7 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566 ลงนามโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า โดยที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ได้มีมติให้ปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ค่าครองชีพและทัดเทียมกับค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ รวมทั้งสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เดียวกันด้วย

อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทย ด้วยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1.ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566”

ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับได้รับเงินตอบแทนตำแหน่งเพิ่มไปรวมกับอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งที่รับอยู่ในวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับของแต่ละตำแหน่ง เป็นอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งใหม่ ดังนี้

(1) กำนัน ให้ได้รับเพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท
(2) ผู้ใหญ่บ้าน ให้ได้รับเพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท
(3) แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ให้ได้รับเพิ่มอีกคนละ 1,000 บาท

ทั้งนี้ อัตราเงินตอบแทนตำแหน่งใหม่แต่ละคนตามวรรคหนึ่งจะต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงของแต่ละตำแหน่งตามบัญชีเงินตอบแทนขั้นต่ำขั้นสูงท้ายระเบียบนี้ตามข้อ 4 วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบนี้

ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทน ตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ พ.ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 4 เงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำ บล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ให้ใช้บัญชีเงินตอบแทนขั้นต่ำ ขั้นสูงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ท้ายระเบียบนี้ การเลื่อนขั้นเงินตอบแทน ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ

ในรอบปีงบประมาณหนึ่ง ๆ จะเลื่อนได้ไม่เกินสองขั้น โดยมีเงินตอบแทนตำแหน่งขั้นละสามร้อยบาท และให้ได้รับการเลื่อนสองขั้น ติดต่อกันไม่เกินสองครั้ง โดยการเลื่อนขั้นเงินตอบแทนจะต้องจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบนี้”

ข้อ 5 ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ ให้มีอำนาจตีความและ วินิจฉัยปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ได้

ประกาศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานพร้อมมอบนโยบายกำลังพล เจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16 จังหวัดเพชรบูรณ์

ที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16 (อ่านว่าหนึ่งหก) สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานพร้อมพบปะมอบนโยบายกำลังพล เจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16 จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี พลเอก อนุสรรค์ คุ้มอักษร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และพลตรี อภิรัชฎ์ รามนัฏ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 1 นาวาอากาศเอก ยุทธศาสตร์ ธรรมเดชศักดิ์ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16 ให้การต้อนรับ 

สำหรับการตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานพร้อมพบปะมอบนโยบายกำลังพล เจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16 จังหวัดเพชรบูรณ์ ของผู้บัญชาการทหารสูงสุดในครั้งนี้ เพื่อเป็นการ ติดตามผลการปฏิบัติงานและปัญหาข้อขัดข้อง และสร้างขวัญและกำลังใจกำลังพล เจ้าหน้าที่ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16 อีกทั้งยังเป็นการมอบแนวทางการปฏิบัติภารกิจของหน่วย ในการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ ให้กำลังพลมีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน สามารถสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อกองบัญชาการกองทัพไทย

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย มิจฉาชีพปลอมบัญชีไลน์อาจารย์หลอกลวงนักศึกษาให้กู้ยืมเงิน กยศ.

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ได้รับรายงานจากการตรวจสอบสถิติการรับแจ้งความผ่านศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์พบว่า ในช่วงที่ผ่านมามีผู้เสียหายหลายรายซึ่งเป็นนักศึกษาสถาบันการศึกษาต่างๆ ถูกมิจฉาชีพปลอมบัญชีไลน์แอดมิน แอบอ้างเป็นครูอาจารย์หลอกลวงนักศึกษาที่อยู่ภายในกลุ่ม Line Open Chat แจ้งว่าให้ผู้กู้รายใหม่ปี 2566 มีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด จำนวน 310 บาท พร้อมกับให้แจ้งชื่อ-นามสกุล และสถานะแอปพลิเคชันของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ผ่านบัญชีไลน์ชื่อ “งานลงทะเบียน” ตามลิงก์ที่ส่งเข้ามาในกลุ่มดังกล่าว เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อทำตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว คนร้ายจะส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายกดเพื่อยืนยันทำการโอนเงินผ่านบริษัทที่ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ อ้างว่าเพื่อเป็นการตรวจสอบบัญชี โดยจะแจ้งผลให้ผู้เสียหายทราบภายในเวลา 2 ชั่วโมง ต่อมาคนร้ายจะแจ้งผู้เสียหายว่าธุรกรรมดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ จะส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายกดเพื่อยืนยันทำการโอนเงินอีกครั้ง จำนวน 1,310 บาท ผู้เสียหายทราบว่าถูกหลอกลวงจึงมาแจ้งความให้ดำเนินคดีกับคนร้ายดังกล่าว 

ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 1 – 31 ส.ค.66 มีประชาชนถูกหลอกลวงให้กู้เงินออนไลน์กว่า 1,578 เรื่อง หรือคิดเป็น 8.97% สูงเป็นลำดับที่ 3 ของจำนวนเรื่องการรับแจ้งความออนไลน์ และมีความเสียหายรวมกว่า 70.6 ล้านบาท บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนให้กู้เงินผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งถือว่าเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันมิจฉาชีพจะฉวยโอกาสปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์แอบอ้างเป็นบุคคลต่างๆ เพื่อหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ แล้วก่อเหตุตามแผนประทุษกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในกลุ่ม Line Open Chat ซึ่งผู้ใช้หรือสมาชิกจะสามารถตั้งชื่อหรือใช้ภาพโปรไฟล์ใดก็ได้ มิจฉาชีพมักจะแอบอ้างเป็นผู้ที่ทำหน้าที่แอดมินของกลุ่ม ที่ผ่านมานอกจากการหลอกลวงในเรื่องเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แล้ว ยังคงพบว่ามิจฉาชีพมักส่งข้อความเข้าไปในกลุ่มแจ้งเตือนว่าจะลบกลุ่มเดิม ให้สมาชิกย้ายหรือติดตามไปยังกลุ่มใหม่ผ่านลิงก์ที่แนบมาให้ เมื่อเข้าไปในกลุ่มของมิจฉาชีพแล้วจะมีบัญชีอวตารหลายบัญชีทำหน้าที่พูดคุยหลอกลวงผู้เสียหายที่เข้ากลุ่มมา ในลักษณะว่าทำงานเสริมออนไลน์แล้วได้รับเงินจริง อย่างไรก็ตามการหลอกลวงให้กู้ยืมเงิน มิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นผู้ให้บริการเงินกู้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ผ่านข้อความสั้น (SMS) และผ่านการโทรศัพท์ไปยังประชาชน โฆษณาชวนเชื่อในลักษณะต่างๆ เพราะฉะนั้นประชาชนต้องพึงระวังการกู้เงินในลักษณะดังกล่าว ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ให้บริการได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องหรือไม่ หากจำเป็นต้องกู้เงินควรเลือกกู้เงินจากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ และศึกษารายละเอียดของผู้ให้กู้ให้ดี รวมถึงมีสัญญาการกู้ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ หากพบเห็นความผิดปกติ หรือขอเสนอที่ดีเกินไปควรหลีกเลี่ยง อย่าหลงเชื่อว่าตัวเองนั้นโชคดี

จึงขอฝากประชาสัมพันธ์แนวทางป้องกันการถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ดังนี้

1.หากผู้ให้บริการเงินกู้รายใด แจ้งให้ผู้กู้โอนเงินก่อน ไม่ว่าจะเป็นค่าใด หรือเพื่อสิ่งใดก็ตาม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ
2.ระวังบัญชี Line Open Chat แอดมินปลอม บัญชีแอดมินจริงจะมีไอคอนวงกลมมงกุฎขาวพื้นสีน้ำเงิน หรือมงกุฎน้ำเงินพื้นขาว อยู่ด้านล่างขวาของรูปโปรไฟล์ 
3.บัญชีแอดมินจริงจะอยู่เป็นชื่อลำดับแรกๆ ต่อจากชื่อบัญชีของเราเสมอ 
4.ระวังบัญชีไลน์ทางการปลอม ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีสัญลักษณ์ยืนยันตัวตนโล่สีเขียว หรือโล่สีน้ำเงิน หรือไม่ 

5.ไม่ควรกู้เงินผ่านแอปพลิเคชัน ที่ถูกส่งลิงก์แนบมากับข้อความสั้น (SMS) หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ
6.ไม่ควรหลงเชื่อเพียงเพราะมีการสร้างความน่าเชื่อ เช่น สอบถามข้อมูลส่วนตัว ให้ทำสัญญาเงินกู้ และขอเอกสารต่างๆ เช่น สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สมุดบัญชีเงินฝาก คล้ายกับการขอกู้ที่ธนาคารจริง
7.ช่วยกันแจ้งเตือนผู้อื่น และกดรายงานบัญชีสแปมที่น่าสงสัย โดยการกดรายงานที่รูปโปรไฟล์ของสมาชิกนั้นๆ แล้วกดปุ่ม รายงานปัญหา 

‘อาจารย์น้ำนุ่น’ ชี้!! ข้อจำกัด ‘ละครไทย’ สร้างภายใต้ปัจจัยเหนี่ยวความบูม ต่างจาก ‘เกาหลีใต้’ เสรีคอนเทนต์ สร้างสรรค์ได้อิสระจนของดีล้นตลาด

จากกรณีเมื่อไม่นานนี้ ที่ ‘คุณบอย เอนเตอร์เทน’ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ดาราไทยกำลังตกงาน ล่าสุดละครลดการผลิต รายการทีวีขอลดค่าตัว ดาราหันไปหาอาชีพใหม่หนีตายแล้ว ไม่ดังอยู่ยาก เรื่องเยอะก็ไม่จ้าง ดาราไทยมูลค่าการตลาดสูงลิ่ว ค่าตัวแพงสวนทางคุณภาพ พัฒนาแค่เรื่องหล่อสวย แต่ขาดความยั่งยืนเรื่องฝีมือ หรือจะเรียกว่ามีตัวจริงไม่กี่คนก็ได้” ซึ่งสวนทางกับเกาหลีใต้ ที่ปัจจุบันนี้เกาหลีใต้มีซีรีส์ที่ล้นตลาดกว่าหนึ่งร้อยเรื่องที่ยังหาคิวออนแอร์ไม่ได้ 

จากกรณีดังกล่าวนี้ ทางรายการ ‘ถลกข่าว ถลกปัญหา’ ประจำวันที่ 5 ก.ย. 66 โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES เผยแพร่ผ่านช่องทางรับชมในเครือ THE STATES TIMES, MAYA Channel ช่อง 44, NAVY AM RADIO AM 720 kHz และวิทยุ KCS RADIO ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร บุญนาจเสวี ได้เชิญ ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ หรือ ‘อาจารย์น้ำนุ่น’ อาจารย์ประจำสาขานวัตกรรมการสื่อสาร วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมถกในเชิงวิชาการ ถึงข้อจำกัดในวงการ ‘ละครไทย’ โดย อ.น้ำนุ่น เผยว่า...

หากย้อนไปดูทีวีบ้านเราตอนนี้ เช่น ช่อง 3 จะเห็นว่าเริ่มนำละครเก่ามารีรัน ส่วนช่อง 7 รีรันได้สักพักใหญ่แล้ว และบางช่องอย่าว่าแต่รีรัน มีการไปเอาซีรีส์เกาหลี หรือซีรีส์จีนมาออนแอร์ โดยที่ไม่ผลิตละครอีกแล้ว ซึ่งจริงๆ มันเป็นมาสักพักแล้ว และดิฉันเองก็เคยเขียนเรื่องนี้ลง THE STATES TIMES เมื่อหลายปีก่อน และพอผ่านมาหลายปี เราก็ยังไม่เดินไปไหนเลย ในขณะที่รอบบ้านเราเริ่มเร่งเครื่องกันแล้ว 

อันที่จริงประเทศไทยเรามีทรัพยากรที่ดีและมีคนที่เก่ง แต่เวลาเราจะพัฒนาอะไร ควรต้องไปด้วยกันทั้ง ‘อุตสาหกรรม’ จะพัฒนาไปแค่ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นสถานี หรือเป็นช่องที่ผลิตไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เปรียบเหมือนวงการกีฬา ที่บางชนิดกีฬามักไม่ได้รับความนิยมเหมือนกันกับกีฬาหลักๆ 

ทีนี้ถ้าหากหันไปมองเกาหลีใต้ เราก็ต้องยอมรับว่า เขามีนโยบายในการสนับสนุน Soft power ล่วงหน้าก่อนเรามาราว 20 ปีที่แล้ว แปลว่าเขาไม่ได้เกิดจากความฟลุ้ก แต่เกิดได้จากสิ่งที่รัฐบาลได้วางนโยบายไว้ว่าเขาต้องการจะผลักดัน Soft power ผ่านซีรีส์ ผ่านละครต่าง ๆ และก็ทําอย่างเป็นระบบ

หลังจากนั้น พอมันบูม ก็จะเริ่มมีเงินหมุนเวียนเข้ามาในอุตสาหกรรม ทําให้เขาพัฒนาได้ต่อเนื่องและไปไกลก่อนเรามาก มากขนาดที่สามารถเข้าไปตีได้ทุกตลาดและทุกช่วงเวลา อย่างตอนที่โควิด19 ระบาดหนัก เขาก็สามารถนำซีรีส์ต่างๆ เข้าเจาะช่องทางอย่าง Netflix ที่กินเวลาชีวิตผู้คนในช่วงนั้นได้ทันที เพราะเนื้อหา โปรดักชัน มีความน่าติดตาม พอ Netflix เห็นแบบนี้ ก็กล้าให้เงินสนับสนุนมาทำ ทำให้มีเงินทุนหนุนเข้าสู่อุตสาหกรรมซีรีส์เกาหลีใต้ได้หลากหลายทาง

"วันนี้อุตสาหกรรมรอบข้างไทยอย่างเกาหลีและจีน มีซีรีส์มหาศาลที่พร้อมเทมาบ้านเรา ยิ่ง Netflix ที่เพิ่งประกาศลงทุน 85,000 ล้านบาท เพื่อสร้างคอนเทนต์เกาหลี ซึ่งเป็นการลงทุนเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปี 2016 เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทั่วโลกดูคอนเทนต์จากทางเกาหลีมากที่สุด ก็ยิ่งทําให้ Netflix กล้าเอาเงินไปลงทุนกับทางฝั่งของเกาหลีค่อนข้างมากขึ้น ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราต้องเจอคอนเทนต์เกาหลีไหลเทตามมาอีกมากมาย”

"ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า การที่เขาแข็งแรงและได้รับการตอบรับจากผู้ชมไม่ใช่แค่คนไทยนั้น ล้วนมาจากเนื้อหาที่เป็นจุดเด่น ซึ่งมันใหม่และแตกต่าง ขณะเดียวกันกองเซ็นเซอร์ของเขาน้อยกว่าบ้านเรา อย่างบ้านเราเห็นเหล้าไม่ได้ แต่เกาหลีกระดกโซจูโชว์ จนทําให้โซจูกลายเป็น Soft power ของเกาหลีไปโดยอัตโนมัติ แต่บ้านเรายังมีข้อจํากัดอีกหลายอย่างที่แตะประเด็นอ่อนไหวไม่ได้อย่างเราจะพูดถึงประเด็นพระในวัดอีกมุมหนึ่ง ที่เราเห็นข่าวว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ทําไมพอเป็นหนังกลับสร้างไม่ได้ คือประเทศไทยมีการปิดกั้นในการสร้างเนื้อหา เพราะมีกองเซ็นเซอร์”

"ดิฉันไม่ได้ต้องการจะบอกว่าอะไรผิดหรือถูก แต่การทำงานของพวกเขา (เกาหลีใต้) อยู่ภายใต้การทําอะไรที่ได้มากกว่าบ้านเรา มันเลยไม่ไปจํากัดความคิดสร้างสรรค์ของคนทํางาน และนั่นก็ทำให้หลายๆ อย่างในซีรีส์เกาหลีที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากตัวซีรีส์ กลายเป็น Soft power ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็น อาหาร การแต่งกาย วัฒนธรรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว ที่ถูกสอดแทรกเข้าไป"

อย่างไรก็ตาม อ.น้ำนุ่น ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่เริ่มดีขึ้นในไทย หลังจากเริ่มมีหน่วยงานในไทยพยายามเข้ามาสนับสนุน Soft Power ในเชิงอุตสาหกรรมบันเทิง ผ่านกระแส T-pop ที่เริ่มขยายวง ควบคู่ไปกับการรีรันละครที่ขายได้ตลอด เช่น บุพเพสันนิวาส หรือ ทองเนื้อเก้า ซึ่งเป็นละครดีรีรันกี่ทีก็ยังขายได้ รวมถึงละครรีเมกบางเรื่องที่ยังตราตรึงหัวใจคนไทยอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยยังเปิดรับคอนเทนต์ดีๆ เสมอ และฐานคนดูก็ไม่ได้น้อยลง แต่อย่างใด ยกตัวอย่าง เช่น ‘มาตาลดา’ ตอนจบมีการรับชมผ่านออนไลน์ 7 แสนกว่าวิว ซึ่งไม่น้อยเลย…เขาแค่เปลี่ยนช่องทางในการรับชม แปลว่าคนดูไม่ได้ดูน้อยลง และประชากรพร้อมดู คำถาม คือ คุณพร้อมที่จะเสิร์ฟผลงานให้เขาได้ดูหรือเปล่าเท่านั้นเอง ในระยะนี้อาจจะได้เห็นละครรีรันเพราะช่องอยากจะลดค่าใช้จ่าย เนื่องจาก ‘เงินเฟ้อ’ ขึ้นตามสถานการณ์โลก ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เลยแพงขึ้น ค่าออกกองแพงขึ้น ก็เลยไม่แปลกที่เห็นละครรีรัน แต่ในอนาคตพอมันกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ เราควรจะได้เห็นละครน้ำดีใหม่ๆ เยอะขึ้น

เมื่อถามถึงแนวโน้มในเมืองไทยกับการลดกำลังผลิต การลดค่าตัว หรือละครรีรันที่ถูกรีรันอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน? อ.น้ำนุ่น มองว่า...

"เรื่องนี้ต้องมอง 2 มุม อย่างมุมแรกการนำละครฮิตมารีรัน มันคือช่วงโควิด-19 ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะออกกองไม่ได้ เขาก็เลยต้องรีรันละคร ส่วนสถานการณ์จะเป็นอีกนานไหม มันต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของสถานี อาจจะบอกไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งเราไม่ใช่คนที่อาจจะอยู่ในฝั่งของการออกนโยบายของสถานี”

"แต่อีกมุมหนึ่ง มองว่า ช่องกําลังหยั่งเชิงอะไรอยู่หรือไม่ ว่าละครประเภทไหนกําลังจะมา…เช่นตอนนี้เอาบุพเพสันนิวาสมาปูก่อน อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาจะมีบุพเพสันนิวาส 2 หรือเปล่า นั่นก็คือ 'พรหมลิขิต' ซึ่งตรงนี้อาจเป็นการปูทางเพื่อดูว่าคนยังสนใจละครแนวนี้อยู่หรือไม่...สิ่งนี้น่าสนใจ”

"ส่วนเรื่องค่าตัวนักแสดงหรือทีมงานอันนี้ คงตอบยาก เพราะเท่าที่พอทราบ เบื้องหน้าเขายังรู้สึกว่ารายได้หรือค่าตัว ยังไม่คุ้มกับการทํางานของเขา แต่ก็มีข่าวออกมาว่า คนเบื้องหน้าบางรายอาจจะได้ค่าตัวที่มันสูงแล้ว จนทําให้การรับงานมันน้อยลง"

ส่วนข้อคำถามที่ว่า ‘คนกลัวว่าถ้าทําละครมาแล้วดาราไม่ดัง จะขายยาก แล้วนักแสดงหน้าใหม่จะเกิดได้ยังไงนั้น? อ.น้ำนุ่น มองว่า...

"จริง ๆ แล้ว เราจะเห็นว่าทุกช่อง มีการปูนักแสดงหน้าใหม่ไว้อยู่แล้ว เวลาจะมีละครสักเรื่องหนึ่ง นักแสดงหน้าใหม่คงไม่ได้เล่นเลยหรอก แต่จะไปเป็นตัวสองตัวสามก่อน เพื่อดูกระแส หรือเอานักแสดงเบอร์ใหญ่มาเพื่อเล่นประกบคู่บทพระ-นาง ซึ่งมันจะเป็นการ ‘หมุนเวียนคน’ แต่ถ้าทั้งเรื่องเป็นนักแสดงใหม่หมดเลย...มันยาก!! นอกจากซีรีส์ ซีรีส์ที่เราดูกันทางช่อง GMM25 หรือ ONE ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของเขาคือ ‘วัยรุ่น’ จะเป็นคนละแบบ อันนั้นเราอาจจะได้เห็นนักแสดงหน้าใหม่ที่เขาไปตีตลาดออนไลน์ ขายจิ้น และพอไปตีตลาดทางออนไลน์ได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็ค่อยกลับเข้ามาเล่นในช่องสถานี ซึ่งเราก็จะได้เห็นการเติบโตของนักแสดงที่มาจากสายวายและเซ็นสัญญากับทางช่อง ในเชิงของละครโดยเฉพาะละครหลังข่าว ภายใต้การประกบกันระหว่างนักแสดงเก่ากับนักแสดงใหม่ ที่มาเล่นรวมคละๆ กัน เพื่อให้เกิดการส่งต่อระหว่างรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง”

ท้ายสุด อ.น้ำนุ่น ยังได้แนะนำให้วงการละครไทยคิดต่ออีกด้วยว่า "โอกาสของละครไทย กับทิศทางการซื้อลิขสิทธิ์ละครเกาหลีเข้ามาทำใหม่ อาจจะไม่ได้ต่อยอดอะไรให้กับช่องได้จริง เพราะการสร้างละครเอง มันได้ทั้งเรตติ้ง ได้ทั้งโฆษณา ได้ทั้งลิขสิทธิ์เป็นของตน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การปั้นนักแสดงให้ดัง แล้วไปเก็บกินข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ พรีเซนเตอร์ ดังนั้นส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าละครหลังข่าวของบ้านเรา คงจะยังไม่ยอมให้ซีรีส์เกาหลีมาทดแทนช่วงเวลานี้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้"

‘AAIB’ สรุปสาเหตุเฮลิคอปเตอร์ ‘เจ้าสัววิชัย’ ตกที่เลสเตอร์ เผย เกิดจากความบกพร่องในการออกแบบ-ผลิต ของบริษัทผู้ผลิต

(6 ก.ย. 66) สำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษ (Air Accident Investigation Branch – AAIB) ตีพิมพ์รายงานอุบัติเหตุทางอากาศเกี่ยวกับอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สนามฟุตบอลของสโมสรเลสเตอร์ ซิตีเมื่อเดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้โดยสาร 5 ราย ได้แก่ เจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี นายวิชัย ศรีวัฒนประภา, กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์, กัปตันอิสซาเบลลา โรซา เลโควิช, นายกวีพร พันธุ์แพ และนางสาวนุสรา สุขหน้าไม้

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศซึ่งมีความยาวและรายละเอียด 209 หน้า ได้แสดงถึงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ และความเคลือบแคลงในการผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของ เลโอนาร์โด เอส.พี.เอ. (Leonardo S.p.A.) บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ สัญชาติอิตาลี

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศได้สรุปสาเหตุของโศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ตกในครั้งนี้ ว่ามีสาเหตุมาจากความล้มเหลวของระบบควบคุมใบพัดหางที่หลุดออกจากกัน ทำให้เฮลิคอปเตอร์หมุนคว้างจนเสียการควบคุมและตกลงมาสู่พื้นดินในที่สุด ทั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนว่านักบินไม่มีส่วนในอุบัติเหตุครั้งนี้ และเป็นเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนักบิน

สำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษตรวจพบสาเหตุของอุบัติเหตุว่า เกิดจากตลับลูกปืนที่ใบพัดหางแตก อันเนื่องมาจากการแตกร้าว การเสียดสี การเสื่อมสภาพของจาระบีก่อนกำหนด และความร้อนที่สูงเกินไปในตลับลูกปืน ทำให้ตลับลูกปืนแตก

รายงานยังระบุอีกว่า เลโอนาร์โด มีความบกพร่องในการออกแบบและผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์จนทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ กล่าวคือ

- ไม่ส่งผลการทดสอบการบินที่สำคัญให้แก่บริษัทผู้ผลิตตลับลูกปืน เพื่อให้ยืนยันว่าตลับลูกปืนที่เลือกใช้เหมาะสมกับเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ ทั้งนี้ หากเลโอนาร์โดได้ส่งข้อมูลการทดสอบดังกล่าวให้แก่บริษัทผู้ผลิตตลับลูกปืน ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะไม่เลือกใช้ตลับลูกปืนดังกล่าวกับเครื่องรุ่นนี้

- ไม่มีข้อกำหนดของผู้ผลิตให้ตรวจสอบสภาพและความสมบูรณ์ของตลับลูกปืนเป็นประจำตามกำหนดเวลาและชั่วโมงบิน ทั้งๆ ที่ทราบว่า ตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อการทำการบินของเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์

- ไม่มีแผนหรือมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อตลับลูกปืน เพื่อลดทอนหรือบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผู้โดยสาร ทั้งๆ ที่เลโอนาร์โดเองระบุว่า ตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมาก และหากตลับลูกปืนเสียหายอาจทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้

นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี ได้ซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้มาเพราะเชื่อว่า เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่มีความปลอดภัยและล้ำสมัยที่สุดในเวลานั้น

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศยังได้ชี้อีกว่า เลโอนาร์โดไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่สำคัญหลายประการ ทำให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องบินที่ผลิตโดยบริษัทแห่งนี้

อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกและรายงานอุบัติเหตุทางอากาศที่ตีพิมพ์ออกมานี้ ได้สร้างความเศร้าโศกอย่างยิ่งแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกราย ซึ่งทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ขอบคุณสำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษ ที่ได้ทำการสอบสวนและจัดทำรายงานสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้โดยละเอียด

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บุตรชายของวิชัย ศรีวัฒนประภา กล่าวว่า “ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่ผมสูญเสียคุณพ่อไป รายงานฉบับนี้ เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความกังวลเกี่ยวกับเลโอนาร์โด คุณพ่อของผมเชื่อว่าได้ซื้อเฮลิคอปเตอร์ที่ปลอดภัยมาจากหนึ่งในผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก หากคุณพ่อของผมได้รับทราบสิ่งที่ระบุไว้ในรายงานฉบับนี้ก่อน ท่านคงไม่เอาชีวิตของท่านไปเสี่ยงกับเครื่องบินแบบนี้แน่นอน ความเศร้าโศกที่ผมและครอบครัวได้รับเป็นสิ่งที่เกินกว่าจะบรรยายได้ จนถึงทุกวันนี้ ครอบครัวของผมยังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศกนับตั้งแต่วันที่คุณพ่อจากไป คุณพ่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผมและสมาชิกในครอบครัวทุกคนมาตลอด พวกเราคิดถึงท่านมาก”

ครอบครัวของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช ได้ว่าจ้างสำนักงานกฎหมายชั้นนำที่ประเทศอังกฤษ อย่าง ‘Stewarts’ ในการดำเนินการทางกฎหมายต่อบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ โดยครอบครัวของกัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช ได้ยื่นฟ้องคดีที่ศาลในประเทศอิตาลีแล้ว

กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช เป็นคู่รักกันและในฐานะนักบิน ทั้งคู่ได้รับการยอมรับและความเคารพในระดับโลก ในฐานะนักบินที่มีประสบการณ์สูงและยังเป็นครูฝึกสอนนักบินอีกด้วย

นายปีเตอร์ นีแนน ทนายความแห่งสำนักงานกฎหมาย Stewarts ให้ความเห็นว่า “รายงานฉบับนี้คือการเล่าเรื่องที่น่าตกใจมากสำหรับโอกาสที่ได้พลาดไปแล้ว

รายงานได้ยืนยันว่า บริษัทผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์อย่างเลโอนาร์โด ไม่มีแผนการทำงานในการออกแบบเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกต้อง ไม่มีการส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่โรงงานผลิตตลับลูกปืน ไม่มีการติดต่อให้โรงงานผู้ผลิตตลับลูกปืนทดสอบความถูกต้องของการติดตั้งตลับลูกปืน ไม่มีแม้กระทั่งซอฟต์แวร์ เพื่อทดสอบแรงตกกระแทกที่ตลับลูกปืนจะสามารถรองรับได้ ไม่มีการออกข้อกำหนดของผู้ผลิต ในการตรวจสอบตลับลูกปืนอย่างเป็นประจำ และเปลี่ยนตลับลูกปืนก่อนการเสื่อมสภาพ ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการที่ตลับลูกปืนแตก และไม่มีข้อกำหนดของผู้ผลิตในการถอดตลับลูกปืนออกมาตรวจสอบว่า การออกแบบของบริษัทนั้นถูกต้องหรือไม่

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เลโอนาร์โดเองรู้อยู่แล้วว่าตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญ และหากตลับลูกปืนทำงานล้มเหลว เฮลิคอปเตอร์อาจเกิดอุบัติเหตุได้และจะส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิต

เลโอนาร์โดไม่มีมาตรการบรรเทาความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่เพียงพอสำหรับใบพัดหาง เพื่อป้องกันการสูญเสียการควบคุมของเฮลิคอปเตอร์จากการไม่ทำงานของตลับลูกปืน ทั้งๆ ที่มีการเตือนที่สำคัญก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม มาตรการเหล่านี้ รวมถึงการเปลี่ยนเกลียวที่ยึดใบพัดหาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เลโอนาร์โดได้ใช้กับเฮลิคอปเตอร์รุ่นก่อนอย่าง AW 139”

“นี่คืออุบัติเหตุที่รอเวลาให้เกิดขึ้นแท้ๆ”

นางดีโบราห์ ซัตตัน มารดาของกัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ ให้ความเห็นว่า “นี่คือฝันร้ายสำหรับคนที่เป็นแม่ทุกคนอย่างแน่นอนและเวลาก็ไม่เยียวยาอะไร เอริกและอิสซาเบลลาเป็นคู่รักที่ตัวติดกันตลอด ทุ่มเทเวลาให้กันและกันรวมถึงเรื่องการบินด้วย พอไม่มีพวกเขา ชีวิตพวกเราก็ขาดสิ่งสำคัญไป ฉันคิดถึงพวกเขาตลอดเวลาและมากเกินกว่าจะอธิบายได้”

นางเคท เลโควิช น้องสาวของกัปตันอิสซาเบลลา เลโควิช ให้ความเห็นว่า “พี่สาวของฉันกับเอริกเป็นดั่งแสงสว่างในชีวิตฉัน เราออกเดินทางร่วมกัน แต่พวกเขามีแผนการและความฝันที่อยากทำให้สำเร็จมากกว่าฉัน มีเพื่อนจากอุตสาหกรรมการบินติดต่อมาหาฉันมากมาย แสดงให้เห็นว่าผู้คนนับถือพวกเขามากเพียงใด เรารับรู้ว่าพวกเขาได้รับความรักมากมายจากข้อความต่างๆ

เมื่อเร็วๆ นี้พวกเขาเพิ่งซื้อบ้านหลังใหม่และเพิ่งเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน และใช้เวลามากขึ้นในการดูแลสวัสดิภาพสัตว์และโครงการอื่นๆ ที่มีคุณค่าต่อพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้พบกับหลานชายของพวกเขา ลูกชายของฉัน ธีโอ เอริค ที่เกิดหลังจากงานศพของทั้งคู่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น ฉันได้ตั้งชื่อลูกตามชื่อของเอริก ลุงที่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน ไม่มีสิ่งใดจะเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้ สิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาได้ คือ การที่ร็ว่าเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกันแล้วชั่วนิรันดร์ รักและคิดถึงตลอดไป”

‘หนุ่ม CM108’ เจ้าของเพจชื่อดัง เสียชีวิตลงในวัย 56 ปี จากภาวะหัวใจล้มเหลว หลังเพิ่งเดินทางไปรีวิวร้านอาหาร

(6 ก.ย.66) รายงานข่าวแจ้งว่า ‘หนุ่ม CM108’ หรือ นายนราธิป หิรัญวุฒิกุล อายุ 56 ปี ผู้ก่อตั้งเพจ CM108 ชื่อดังของ จ.เชียงใหม่ ได้เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา นายนราธิป พร้อมด้วยทีมงานเดินทางไปรีวิวร้านอาหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่แล้วเกิดอาการไม่สบาย โดยหนุ่มได้บอกทีมงานให้กลับไปก่อน จากนั้นเจ้าตัวได้ขับรถมาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม 1 ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ต่อมาได้เสียชีวิตลงจากอาการภาวะหัวใจล้มเหลวดังกล่าว

สำหรับประวัติของ นายนราธิป หิรัญวุฒิกุล เกิดที่บ้านแม่ฮ้อยเงิน ต.แม่ฮ้อยเงิน อ.ดอยสะเก็ด ไปทำงานที่ กทม. เป็นผู้สนใจเรื่องไอทีมาตั้งแต่ต้น จึงเข้าสู่วงการสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ก่อนปี 2540 จากนั้นได้ก่อตั้งเว็บไซต์ ‘หรรษา@com’ และอีกหลายเว็บไซต์

และได้ขายให้กับกลุ่มทุนใน กทม. เกือบ 30 ล้านบาท หอบเงินกลับมาเปิดธุรกิจและเว็บไซต์ข่าวสาร CM108.com จนเกิดสมาชิกจำนวนมากต่างนำเสนอข่าวสาร และข้อร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว ล่าสุดปี 2565 มีผู้เข้าชมมากกว่าล้านคนแล้ว

‘กองทุนดีอี’ ติดตามโครงการโดรนสำรวจความสมบูรณ์ของป่าไม้ ชี้ ผลสำเร็จตามเป้า หลังเก็บข้อมูล 11 อุทยาน กว่า 10 ล้านไร่

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลสำเร็จในการดำเนินงาน โครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนฯ ในปีประกาศ พ.ศ. 2564 ตามมาตรา 26(1) ภายใต้กรอบนโยบาย Digital Government and Infrastructure

วันที่ 4 กันยายน 2566 กองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำโดยคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ ผู้แทนจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการ ผู้อำนวยการกองทุนฯ และเจ้าหน้าที่กลุ่มติดตามและประเมินผล ได้ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลความสำเร็จในการดำเนินงาน “โครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ของ กองการบิน สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กองการบินฯ ได้ขอทุนสนับสนุนในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่มีภารกิจในการดูแลทรัพยากรป่าไม้ของประเทศและการดูแลประชาชน ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ การบินลาดตระเวนทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ ในการสนับสนุนภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาจัดทำฐานข้อมูลแผนที่ป่าอุทยาน และพัฒนาระบบจัดเก็บ แลกเปลี่ยน และแสดงผลข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูงสำหรับสนับสนุนการจัดการพื้นที่ทำกิน ให้บริการแก่ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลสถานการณ์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ด้านไฟป่าและน้ำป่าไหลหลากในรูปแบบ real time บน web map service และ mobile application เพื่อแจ้งเตือนประชาชน

โดยกองการบินฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานของโครงการที่มีผลสัมฤทธิ์ในโครงการตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ สามารถพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับแบบขึ้นลงแนวดิ่ง จำนวน 14 ระบบ แบ่งเป็น อากาศยานขนาดใหญ่ใช้ในการลาดตระเวนทางอากาศ จำนวน 4 ระบบ อากาศยานขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน 10 ระบบที่ใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายทางอากาศแบบหลายช่วงคลื่น แล้วนำไปเก็บข้อมูลทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่ครอบคลุมพื้นที่ป่าจำนวน 11 อุทยาน บนพื้นที่กว่า 10 ล้านไร่ และพัฒนาระบบบริหารจัดการในการใช้งาน ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ในโครงการ เป็นฐานข้อมูลในการปฏิบัติงานและบูรณาการการใช้งานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการลดการบุกรุกพื้นที่ป่า การบริหารจัดการพื้นที่ทำกิน รวมถึงการแจ้งเตือนสถานการณ์ไฟป่า น้ำป่าไหลหลากให้ประชาชนได้ทราบอย่างทันท่วงที โดยกองการบินได้สาธิตการทำงานของอากาศยานไร้คนขับในแต่ละระบบ โดยจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ณ สนามบินเล็กพัทยา จ.ชลบุรี มีผลความสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี

ดิสนีย์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พลิกโฉมห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 กันยายน 2566 – บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พลิกโฉมปรับปรุงสภาพแวดล้อมห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังเพื่อพัฒนาการเรียนรู้อย่างรอบด้านของผู้ป่วยเด็กทุกช่วงวัย ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังได้รับการปรับปรุงฝาผนัง ,ประตู กระจกตลอดจนพื้นที่เล่นและโซนอ่านหนังสือ ด้วยภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังของตัวละครดิสนีย์, พิกซาร์ แอนิเมชัน สตูดิโอส์ และมาร์เวลที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ และมอบ iPad อุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของเด็กเมื่อเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล  ความร่วมมือนี้มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ให้ความรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบายให้กับผู้ป่วยเด็กทุกช่วงวัย ซึ่งสามารถช่วยลดความวิตกกังวลของการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยเด็กที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สามารถมีประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและสนุกสนาน

ความพยายามในครั้งนี้ ได้สืบสานพระราชปณิธานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาเด็กป่วยในโรงพยาบาล เราหวังว่าห้องเรียนนี้จะช่วยส่งเสริมความคิดเชิงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ และปลูกฝังประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและสนุกสนานให้เด็กป่วยในโรงพยาบาล” รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นโรงพยาบาลในประเทศไทยแห่งแรกสำหรับโครงการโรงพยาบาลเด็กของเรา ดิสนีย์มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการพลิกโฉมปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลผ่านเรื่องราวและตัวละครที่เป็นขวัญใจของเด็ก สร้างพื้นที่จะมอบความรู้สึกสุข ความสนุก ความสบายใจให้กับเด็ก ๆ และครอบครัวในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการมากที่สุด” Vineet Puri รองประธานและผู้จัดการทั่วไปบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

เพื่อเป็นเกียรติและขอขอบคุณอย่างยิ่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้จัดพิธีส่งมอบห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังฯ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยรศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ รองผู้อำนวยการฯ ฝ่ายสนับสนุนบริการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ณ ตึก สก. ชั้น 12 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลส่งต่อระดับตติยภูมิที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นรากฐานของความเป็นเลิศด้านการดูแลสุขภาพและวิชาการ ดำเนินการภายใต้สภากาชาดไทยอันทรงเกียรติและเป็นโรงพยาบาลจัดการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครองตำแหน่งที่โดดเด่นในภูมิทัศน์การแพทย์ของประเทศ

ด้วยจำนวนเตียงผู้ป่วยใน 1,435 เตียง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นหนึ่งในสถาบันการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย บทบาทที่สำคัญในฐานะโรงพยาบาลผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอัตลักษณ์ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และเอื้ออาทร ที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงพยาบาลและคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา วิจัย และการดูแลผู้ป่วยทางการแพทย์สูงสุด มีการให้บริการผู้ป่วยทุกเพศทุกวัยด้วยการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสูงและครอบคลุมทุกสาขาวิชาชีพ ทีมแพทย์และพยาบาลที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญจะทำงานร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อมอบประสบการณ์การดูแลที่อบอุ่นและเอาใจใส่ และยังเป็นศูนย์วิจัยทางการแพทย์ชั้นนำที่มุ่งมั่นในการค้นหาวิธีรักษาและป้องกันโรคใหม่ๆ ผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำระดับโลก
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไทย และยังคงเป็นผู้นำในการดูแลสุขภาพและการศึกษาทางการแพทย์ต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ช่วยเหลือผู้พิการด้อยโอกาสในส่วนภูมิภาค จัดทีมลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร และนครสวรรค์ มอบรถเข็นวีลแชร์พร้อมค่าพาหนะ รวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท

วันนี้ (วันพุธที่ 6 กันยายน 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และนายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก และนางสาวศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร มอบรถเข็นวีลแชร์ ในโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” แก่ผู้พิการ จำนวน 100 คัน พร้อมมอบค่าพาหนะ คนละ 500 บาท คิดเป็นมูลค่า 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) พร้อมนำหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการทันตกรรม และบริการตัดผม ฯลฯ โดยมีประชาชนเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก โดยมี นางสาววรางคณา วงศ์มหาชัย พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนครในนามผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธานในพิธี คณะเมตตาธรรมมูลนิธิสกลนคร เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วย  อาสาสมัครศิลปิน นำโดย นางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) ร่วมแจกจ่ายในครั้งนี้  ณ เมตตาธรรมมูลนิธิสกลนคร อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

และในวันศุกร์ที่ 8 กันยายน 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์พร้อมค่าพาหนะ จำนวน 100 คัน พร้อมนำหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการทันตกรรม และบริการตัดผม แก่ประชาชน ณ บริเวณโรงเรียนประชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

รวมการดำเนินการมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดสกลนคร และนครสวรรค์ จำนวน 200 คัน  พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 500 บาท รวมงบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 595,000 บาท (ห้าแสนเก้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

สำหรับ“โครงการ ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” มอบรถเข็นวีลแชร์ให้กับผู้พิการ เป็นส่วนหนึ่งที่มูลนิธิได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 และได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 113 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุก ๆ ด้าน ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top