Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘เศรษฐา’ ยินดี!! อพยพคนไทยกลับถึงประเทศลุล่วง พร้อมสั่ง ‘ก.แรงงาน’ หางานเหมาะสมรองรับ

(6 ต.ค. 66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 11/2566 หลังเครื่องบินกองทัพอากาศอพยพคนไทยในอิสราเอลจำนวน 130 คน ถึงยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ว่า ก็ดีใจที่คนไทยได้เดินทางกลับประเทศ หลังจากนี้ให้กระทรวงแรงงานช่วยหางานที่เหมาะสมให้ประกอบอาชีพ ส่วนเรื่องการอพยพคนไทยที่เหลือก็พยายามทำอย่างเต็มที่และจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

ส่วนเที่ยวบินที่รับคนไทยเดินทางกลับยังยืนยันว่าเป็น 32 เที่ยวใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่างน้อย ต้องมี 32 เที่ยวบิน และจะต้องเพิ่มขึ้น

‘หน.อุทยานฯ เขาใหญ่’ แจงดรามา กลุ่มคนวิ่งไล่ตามถ่ายภาพช้างป่า เตือน!! อย่าหาทำ เพราะเป็นช่วงฤดูตกมัน หวั่นเกิดอันตรายกับ นทท.

หลังมีดรามา ตามถ่ายภาพช้างป่าเขาใหญ่ 3 ตัว ชื่อแม่ด้วน ช้างแม่ลูกอ่อน ‘น้องจิ๊ดริด’ และพี่สาวชื่อไพริน ออกมาหากินริมถนน ระหว่า กม.37-38 ถนนที่ทำการไปเหวนรก บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังดูแลและเพื่อต้อนช้างป่าอยู่นั้น มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จอดรถลงไปเดินตามช้างถ่ายภาพ ดูแล้วอาจจะเกิดอันตรายหากช้างมีอาการหงุดหงิด และบางคนวิ่งตามถ่ายภาพ เห็นภาพแล้วหลายคนบอกเป็นการไปรบกวนช้างป่าหรือไม่

ล่าสุดวันที่ 15 ต.ค. 66 นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า หลังจากมีการเผยแพร่ภาพทางโลกโซเชี่ยล หลายคนก็โทรมาสอบถาม และได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลในเวลานั้นว่า เหตุการณ์จริงช่างภาพ กับช้างอยู่ห่างกันไกลพอสมควร ประมาณ 50 เมตร แต่มุมภาพจะดูว่าอยู่ใกล้ช้าง

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรให้นักท่องเที่ยวหรือช่างภาพลงมาเดินถ่ายภาพ อาจจะเกิดอันตรายหากมีช้างตัวอื่น ๆ ที่หลบอยู่ในป่าข้างทางวิ่งออกมาทำร้ายได้ เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูช้างตกมัน และพื้นที่ก็เป็นบ้านของสัตว์ป่า และได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดมากกว่านี้ ถ้าเป็นไปได้ อย่าหาทำ

ซึ่งก็ขอฝากนักท่องเที่ยวขึ้นไปท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ 4 ม.คือ 1.) ไม่ขับรถเร็ว 2.) ไม่ส่งเสียงดังรบกวน 3.) ไม่ให้อาหารสัตว์ป่า 4.) ไม่ทิ้งขยะ และห้ามนำสัตว์เลี้ยงขึ้นไปไม่กดแตรรถ ไม่ดับเครื่องยนต์ และอย่าเข้าใกล้สัตว์ป่าอยู่ห่างอย่างน้อย 50 เมตร เพื่อความปลอดภัย

‘รัฐบาล’ เตือน ‘คนไทยในฝรั่งเศส’ เลี่ยงพื้นที่ชุมนุม-สถานที่ท่องเที่ยว  หลังทางการออกประกาศยกระดับเฝ้าระวังเหตุก่อการร้ายสูงสุด

(15 ต.ค. 66) นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชาสัมพันธ์ข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประกาศเตือนคนไทยในฝรั่งเศสให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง-ท่องเที่ยว ภายหลังทางการฝรั่งเศสประกาศยกระดับการเฝ้าระวังสถานการณ์การก่อการร้ายเป็นระดับสูงสุด

จากกรณีเกิดเหตุร้ายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งทางการฝรั่งเศสคาดว่าอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง อีกทั้งต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ทางการฝรั่งเศสได้มีการอพยพผู้คนโดยด่วนออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และพระราชวังแวร์ซาย และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอื่น ๆ เนื่องจากทางการฝรั่งเศสได้รับแจ้งเตือนว่าอาจมีการวางระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว

ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ จึงได้ประกาศเตือนคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวไทยในฝรั่งเศสให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยว ตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง และการเปิดทำการของสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการฝรั่งเศสอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากมีเหตุด่วนและฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตฯ กรุณาติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน +33 6 03 59 97 05 และ +33 6 46 71 96 94

“รัฐบาลห่วงใยสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนไทยทุกคนด้วยขอให้ติดตามข่าวสารจากช่องทางหลักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนการเดินทาง หรือก่อนวางแผนการเดินทางทุกครั้ง” นายสัตวแพทย์ชัย กล่าว

ขอนแก่น-"อาชีวศึกษาเอกชน" 19 แห่ง ร้อง ไม่ได้รับเงินอุดหนุน จากรัฐ ต้องยืมเงินจ่ายเงินเดือนครู 

โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน 19 แห่งในขอนแก่น ร้อง ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ทำโรงเรียนแย่ ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนให้ครู ต้องยืมเงินดอกมา สำรองจ่ายก่อน ส่งเรื่องให้กรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เสนอเรื่องพิจารณาการทำงานของ ผอ.สนง.อาชีวศึกษา ทำไมไม่อนุมัติและไม่ดำเนินการในเรื่องเงินอุดหนุนให้ทางโรงเรียน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 15 ตุลาคม 2566 ที่สำนักงาน สส.เอกราช ช่างเหลา ริมถนนเลี่ยงเมือง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้มี นายพยัต ชาญประเสริฐ ผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยเทคโนโลยีพิมพ์ไทย และ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ,ผศ.ดร.ดำรงพล ดอกบัว ผู้อำนวยการวิยาลัยเทคโนโลยีภูเวียงพณิชยการ พร้อมด้วย ดร.ปกรณ์ ขันช้อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอมตะ,ผศ.ดร.เกรียงไกร ปัญญาประเสริฐกุล ผู้ก่อตั้ง / ผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการวิทยาลัยเทคโนโลยีชุมแพ ไทย - เยอรมัน (จีเทค) ขอนแก่น, ดร.อัษฎางค์ แสวงการ ผู้รับใบอนุญาต และผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนในระบบ ในฐานะตัวแทนโรงเรียนเอกชนในระบบ 19 โรงเรียน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียน ร้องทุกข์กับนายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษาไม่ได้รับเงินอุดหนุน ประจำเดือนกันยายน 2566
 

ดร.ปกรณ์ ขันช้อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอมตะ  กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรื่องของเงินอุดหนุนไม่เคยมีปัญหา และได้ย้ายมาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาหรือ สอศ.มีการจ่ายเงินอุดหนุนเป็นไตรมาส และมีการตรวจสถานศึกษาปีละ 2 ครั้ง คือตรวจในช่วงเทอมที่ 1 และเทอมที่ 2 ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ  โดยมีคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่นควบคุมดูแล ซึ่งการจ่ายเงินอุดหนุนนั้นจะจ่ายให้โรงเรียนเอกชนในระบบทั้ง  19 โรงเรียน   ประมาณวันที่ 25-26 เงินก็เข้าในระบบแล้ว แต่ในเดือนกันยายน 2566 ซึ่งอยู่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ทุกโรงเรียนยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ทั้งที่มีการตรวจผ่านไปแล้ว ซึ่งทราบว่ามี 12 โรงเรียนที่ผ่านตามระเบียบส่วนที่เหลือจะมีการตรวจรอบที่ 2  แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ไม่อนุมัติจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงเรียนที่ผ่านมาตราฐานแล้ว  แต่กลับเหมารวมไม่จ่ายทั้งจังหวัด รวม 19 แห่ง และเป็นเพียงจังหวัดเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน  ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเพราะสาเหตุใด เพราะไม่มีการแจ้งรายละเอียดให้ทางโรงเรียนทราบ

จึงเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมกับโรงเรียนทั้ง 19 แห่ง  เพราะเงินอุดหนุนนั้นเป็นเงินภาษีของประชาชน ที่รัฐบาลจัดสรรมาอุดหนุนโรงเรียน ให้จัดการศึกษาให้นักเรียนที่ต้องการเรียนหนังสือ  โรงเรียนบางแห่งไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนครู  ไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ต้องไปกู้ยืมเงินดอกมาจ่ายแทน ทุกอย่างเกิดปัญหาโดยรวมทั้งหมด  จึงได้รวมตัวกันเขียนหนังสือร้องเรียน มาร้องเรียนกับ กรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้พิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่นว่าเหมาะสมหรือไม่ เพื่อแก้ไขปัญหาให้โรงเรียนเอกชนในระบบทั้ง 19 แห่ง

ทางด้าน ผศ.ดร.ดำรงพล ดอกบัว ผู้อำนวยการวิยาลัยเทคโนโลยีภูเวียงพณิชยการ  กล่าวถึงปัญหาของโรงเรียนเอกชนในระบบ 19 โรงเรียน  ในขณะนี้ว่า เกิดจากผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ไม่อนุมัติและไม่ดำเนินการในเรื่องเงินอุดหนุนให้ทางโรงเรียน เพราะถ้าคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ลงพื้นที่ตรวจสถานศึกษาจนเสร็จเรียบร้อยรายงานไปยังผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการก็ต้องอนุมัติเรื่องไปยังกระทรวง แล้วกระทรวงก็จะจ่ายเงินมาให้ทางโรงเรียน แต่ไม่มีการจ่ายของเดือนกันยายน 2566 ทั้ง 19 แห่งของจังหวัดขอนแก่น

“ในส่วนของการตรวจสถานศึกษานั้น หากพบว่าในวันตรวจ นักเรียนมาไม่ครบตามจำนวนที่แจ้งไป ทางโรงเรียนก็สามารถแจ้งหรือรายงานเข้าระบบในภายหลังได้ และถ้าโรงเรียนใดบกพร่อง คณะกรรมการการอาชีวศึกษาก็จะต้องแจ้งให้ปรับปรุงแก้ไข  ไม่ใช่เหมารวมไม่จ่ายทั้งจังหวัดเช่นนี้  เพราะทำแบบนี้ปัญหามันเกิดกับทางโรงเรียน ไม่มีเงินใช้จ่ายภายใน จึงอยากให้มีการแก้ไขการบริหารงานในสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่นด้วย เพราะขณะนี้ทั้ง 19 โรงเรียนเดือดร้อนกันทั้งหมด”

ท้ายสุด นายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น ในฐานะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร  กล่าวว่า วันนี้พึ่งทราบรายละเอียดจากทางผู้ร้องเรียน ในเบื้องต้นจะทำการประสานกับผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงและขอทราบเหตุผลการไม่จ่ายเงินอุดหนุนให้โรงเรียนเอกชนทั้ง 19 แห่งว่า เกิดจากอะไร  ถ้าคุยกันรู้เรื่องก็จบกัน ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ก็จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร และหากเรื่องไม่จบอีกก็จะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไปตามขั้นตอน.

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัยแก๊ง Call Center อ้างเป็นตำรวจ แจ้งว่าเป็นผู้เช่าบ้านที่มีการตรวจค้นพบยาเสพติด และพัวพันกับการฟอกเงิน ให้โอนมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ได้รับรายงานจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ในช่วงที่ผ่านมาตรวจสอบพบแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพแก๊ง Call Center โทรศัพท์ไปยังผู้เสียหายจำนวนหลายรายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจธุรการคดี สังกัดสถานีตำรวจต่างๆ ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นสถานีตำรวจในพื้นที่ห่างไกล เริ่มจากสร้างความน่าเชื่อถือโดยการแจ้งชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน หรือแจ้งข้อมูลตัวของผู้เสียหายได้อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง จากนั้นมิจฉาชีพจะแจ้งว่าผู้เสียหายมีชื่อเป็นผู้เช่าบ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งจากการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวพบยาเสพติด และสิ่งของผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบ้านหลังดังกล่าว มิจฉาชีพจะให้ผู้เสียเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์กับสถานีตำรวจเพื่อทำการสอบสวนปากคำ ระหว่างนั้นมิจฉาชีพจะส่งเอกสารราชการปลอมให้ตรวจสอบ รวมถึงสวมเครื่องแบบตำรวจเปิดกล้องโทรศัพท์วิดีโอคอลกับผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง นอกจากนี้จะแจ้งผู้เสียหายว่าเพื่อไม่การสอบสวนปากคำถูกเสียงภายนอกรบกวน ให้อยู่เพียงตัวคนเดียวในสถานที่ที่ไม่มีผู้อื่นอยู่

ต่อมามิจฉาชีพจะสอบถามว่าผู้เสียหายมีบัญชีธนาคารกี่บัญชี แต่ละบัญชีมีจำนวนเงินเท่าใดบ้าง กระทั่งแจ้งผู้เสียหายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจให้โอนเงินมาตรวจสอบถึงแหล่งที่มา โดยเมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นจะคืนเงินให้ผู้เสียหาย

ทั้งนี้ จากสถิติศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 - วันที่ 30 ก.ย.66 พบว่า การข่มขู่ทางโทรศัพท์ (Call Center) มีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์กว่า 24,601 เรื่อง หรือคิดเป็น 7.34% จากเรื่องการรับแจ้งความทั้งหมด สูงเป็นลำดับที่ 5 รองจากการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน หลอกให้กู้เงิน และการหลอกลวงให้ลงทุน โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 5,449 ล้านบาท สูงเป็นลำดับที่ 2 ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด รองจากการหลอกลวงให้ลงทุน

ที่ผ่านมา บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนของนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ส่งข้อความสั้น (SMS) หรือโทรศัพท์ไปหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งนี้นอกจากการระดมกวาดล้างจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดในหลายๆ ปฏิบัติการแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ยังได้ร่วมกันแสวงหาแนวทาง และวางมาตรการป้องกันในการแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการเตือนภัยไซเบอร์วัคซีน การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสถาบันการเงิน การบังคับกฎหมายตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 การแก้ไขการรับจ้างการเปิดบัญชีธนาคาร การครอบครองซิมโทรศัพท์มือถือ การอายัดบัญชีธนาคารอย่างรวดเร็วให้ทันท่วงที การตรวจจับบัญชี หรือการทำธุรกรรมการเงินที่ต้องสงสัย และการยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมการเงินที่มีวงเงินสูง เป็นต้น 

การกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน ” หรือกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง 

โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่า สิ่งแรกที่มิจฉาชีพมักจะทำคือการสร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้เสียหาย โดยการทราบชื่อนามสกุลของผู้เสียหาย ใช้จิตวิทยาเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของเหยื่อ มีการเขียนบทสนทนาให้มิจฉาชีพใช้พูดคุยกับเหยื่อ มีการแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมือนจริง เพื่อทำให้เหยื่อคล้อยตามหลงเชื่อ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในการหลอกลวง เช่น การใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติ IVR (Interactive Voice Response) หรือเทคโนโลยี Deepfake เป็นต้น เพราะฉะนั้นประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน ให้พึงระมัดระวังการรับสายโทรศัพท์หมายเลขที่ไม่คุ้นเคย ทั้งหมายเลขที่โทรมาจากในประเทศ หรือโทรมาจากต่างประเทศ ขอให้ท่านอย่าตื่นตระหนก อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว อย่าหลงเชื่อเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน และโอนให้กับผู้ใดโดยเด็ดขาด

พร้อมขอประชาสัมพันธ์แนวทางป้องกันภัยจากมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดังนี้ 
1.หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานเอกชน ไม่มีนโยบายที่จะต้องโทรศัพท์ไปยังประชาชน เพื่อแสดงเอกสารราชการ กล่าวอ้างว่าท่านเกี่ยวข้องกับกระทำความผิดกฎหมาย หากท่านได้รับสายในลักษณะดังกล่าวสันนิษฐานได้ว่าเป็นมิจฉาชีพอย่างแน่นอน
2.ไม่ตกใจกลัว ไม่เชื่อเรื่องราวต่างๆ จากบุคคลที่ไม่รู้จัก ให้วางสายการสนทนาดังกล่าว ตรวจสอบก่อนโดยการโทรศัพท์ไปยังหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง หรือโทรศัพท์สอบถามไปยังสายด่วนตำรวจไซเบอร์ หมายเลข 1441
3.ไม่เพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีตำรวจ หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างๆ  
4.อย่าโอนเงินเด็ดขาด หากมีคำพูดว่าให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หรือเพื่อสิ่งใดก็ตาม นั่นคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ
5.ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลการเงินกับผู้ใดทั้งนั้น เช่น เลขบัตรประชาชน เลขบัญชีธนาคาร รหัสหลังบัตร รหัส OTP เป็นต้น 
6.ท่านสามารถบล็อกสายเรียกเข้าที่มาจากต่างประเทศได้ ด้วยการกด *138*1# แล้วโทรออก 
7.ติดตั้งแอปพลิเคชัน Whos Call เพื่อแจ้งเตือนระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก ป้องกันภัยจากมิจฉาชีพที่อาจโทรศัพท์มาหลอกลวง

พอเสียที!! ตีข่าวในหลวงรับค่าธรรมเนียมพระราชปริญญาบัตร แม้สถาบันการศึกษามอบให้ พระองค์ก็ทรงคืนกลับไปทั้งหมด

เมื่อไม่นานนี้ พลตรี วันชนะ สวัสดี หรือ ‘ผู้พันเบิร์ด’ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ ‘เงินค่าธรรมเนียมรับปริญญา’ โดยระบุว่า…

ที่ผ่านมา มักจะมีคําถามเกี่ยวกับ ‘เงินค่าธรรมเนียมรับปริญญา’ มาโดยตลอด เพราะมีคนที่มีความพยายามจะทําให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่า เงินค่าธรรมเนียมรับปริญญาที่บัณฑิตต้องจ่ายในพิธีรับปริญญานั้น จะถูกนำไปถวายให้ ‘ในหลวง’

ไม่จริงเลยครับ…

เงินค่าธรรมเนียมรับปริญญานั้น เป็นเงินที่ใช้สําหรับเป็นค่าบริหารจัดการของหน่วยงานนั้นๆ นะครับ ที่เขาจะเอาไปใช้จ่ายเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเปิดหอประชุม หรือค่าธุรการอะไรต่างๆ สำหรับในพิธีรับปริญญาทั้งหมด เป็นค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นหน้าที่ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ จะต้องชี้แจงกับนักศึกษา

ผมยังไม่รู้เลยว่า เรื่องนี้นั้น จะมีใครบางคนชี้แจงแบบบิดเบือนหรือไม่ อีกทั้ง อาจจะมีอาจารย์บางท่านที่ชี้แจงอย่างไม่ครบถ้วนว่า เงินค่าธรรมเนียมนี้นั้น ส่วนนึงจะถวายให้ในหลวง จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่นักศึกษา สิ่งนี้ก็เลยอาจจะทำให้นักศึกษาเกิดอคติ เกิดความคิดที่ไม่ดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์

แล้วเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ เหล่านี้ มีการถวายให้ในหลวงจริงหรือไม่?

การที่มหาวิทยาลัยได้จัดการพระราชทานปริญญาบัตร และในหลวงท่านทรงเสด็จพระราชดำเนินไปมอบปริญญาบัตรแก่บัณฑิตนั้น มีการถวายเงินให้กับสถาบันฯ จริง

แต่เงินที่ถวายให้กับสถาบันฯ นั้น เป็นเงินที่ทางมหาวิทยาลัยนั้นๆ ทูลเกล้าถวายให้กับสถาบันฯ เปรียบเหมือนเป็นการขอบพระคุณพระองค์ น้อมรำลึกถึงความกรุณาของพระองค์ท่าน

แต่เงินที่ถวายนั้น ไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมรายหัวของนักศึกษาที่เข้ารับปริญญา เงินที่ถวายนั้น เป็นเงินหลังจากการที่ทางมหาวิทยาลัยบริหารจัดการทั้งหมดแล้ว จึงอยากทูลเกล้าถวาย หรืออาจจะเป็นเงินที่มาจากงบประมาณส่วนอื่นๆ ก็ได้

แต่สิ่งที่สําคัญยิ่งกว่านั้นคือ ในหลวงท่านไม่รับ…

ในหลวงทรงพระราชทานเงินทั้งหมดนั้นคืนแก่ทางมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยในเครือราชภัฏ

ในหลวงท่านทรงพระราชทานคืนมาทุกครั้ง ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระองค์ยังเป็นมกุฎราชกุมาร

ทูลเกล้าถวายไปกี่ครั้ง พระองค์ท่านก็จะทรงพระราชทานคืนลงมาที่ ‘มูลนิธิคุรุอุปถัมภ์’

เพราะฉะนั้น การที่เกิดอคติแบบนี้ขึ้นมาในสังคม แล้วไม่ใครออกมาชี้แจงข้อมูล อธิบายข้อเท็จจริง ผมจึงต้องออกมาอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง

ข้อเท็จจริงที่ว่า “ในหลวงทรงไม่เคยรับเงินค่าธรรมเนียมรับปริญญา และพระองค์ทรงพระราชทานคืนแก่มหาวิทยาลัยทั้งหมด”

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมวางพวงมาลาและกล่าวรำลึก ในงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ประจำปี 2566

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 66 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมวางพวงมาลาและกล่าวรำลึก ในงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ประจำปี 2566 และกล่าวรำลึกในภายในงาน รวมทั้งผู้แทน 3 ศาสนา ได้แก่ พุทธ อิสลาม และคริสต์ ผู้แทนพรรคการเมือง ตลอดจนประชาชน ร่วมกิจกรรม ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร

โดยในช่วงหนึ่งของงาน นายชัชชาติได้กล่าวสดุดีวีรกรรมของเหล่าวีรชนผู้กล้าในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไว้ว่า…

“ขอกล่าวง่าย ๆ เพียงประเด็นเดียวว่า เผด็จการฉลาดขึ้น คนที่เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยฉลาดขึ้น เราดูบทเรียนจาก 14 ตุลา เขาก็ดูบทเรียนเหมือนกัน เช่นเดียวกับเผด็จการทั่วโลกที่ฉลาดขึ้น

ฉะนั้น เราต้องรู้เท่าทัน เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนทะเลาะกัน เมื่อนั้นเผด็จการจะเข้ามาฉวยโอกาสทุกที สิ่งสำคัญที่สุด คือ พวกเราต้องตื่นรู้ในตัวเราเอง เผยแพร่อุดมการณ์ ความคิด และเหตุการณ์ให้ประชาชนทุกคนเข้าใจด้วยตัวเอง เพราะเมื่อมีความเข้าใจถึงปัญหา มีความสามัคคีกัน ก็จะไม่หวั่นไหวต่อคนไม่หวังดีต่อประชาธิปไตยที่จะทำให้เราแตกกัน

ขอให้พวกเราร่วมมือกัน กทม.พร้อมจะสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยในทุกด้าน ขอให้กรุงเทพมหานครและประเทศไทยของเรา มีความเป็นประชาธิปไตยที่เจริญ มั่นคง โดยมีรากจากเมล็ดพันธุ์ที่วีรชนได้หว่านไว้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว” นายชัชชาติ กล่าว

‘รพ.นครพิงค์’ ผ่าตัด ‘หญิงตั้งครรภ์ในช่องท้อง’ สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นเคสยากที่มีโอกาสรอดต่ำ และอันตรายถึงชีวิตทั้งแม่-ลูก

(14 ต.ค.66) เพจ ‘โรงพยาบาลนครพิงค์’ ได้โพสต์ภาพขณะทีมแพทย์ผ่าตัดหญิงตั้งครรภ์อายุ 23 ปี ที่ตั้งครรภ์ในช่องท้อง (Abdominal pregnancy) ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยทางเพจระบุข้อความว่า "การตั้งครรภ์ในช่องท้อง(Abdominal Pregnancy) คือการตั้งครรภ์นอกมดลูกรูปแบบหนึ่ง ที่ตัวอ่อนมีการฝังตัวในช่องท้อง นอกมดลูก นอกท่อนำไข่ ซึ่งการตั้งครรภ์ลักษณะนี้พบได้น้อยมาก แต่มีอันตรายรุนแรงถึงชีวิตทั้งมารดาและทารก และมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าการตั้งครรภ์นอกมดลูกแบบอื่นๆ

เนื่องจากการฝังตัวในตำแหน่งที่ผิดปกติ ตัวอ่อนจึงมีโอกาสรอดชีวิตต่ำมากและมักจะเสียชีวิตตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆมีน้อยรายที่จะสามารถตั้งครรภ์ต่อจนให้กำเนิดทารกได้

ผู้ป่วยรายนี้เป็นหญิงตั้งครรภ์อายุ 23 ปี ครรภ์ที่สอง อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีหมู่เลือด Rh ลบ และมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ได้รับการส่งตัวจากโรงพยาบาลชุมชน มาตรวจฝากครรภ์ที่รพ.นครพิงค์พบว่าเป็นการตั้งครรภ์ในช่องท้อง ทารกอยู่นอกมดลูก อยู่ในท่าขวาง โดยรกเกาะเหนือยอดมดลูกทางด้านขวาและปีกมดลูกขวา

ทีมสูตินรีแพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์ จึงได้ตัดสินใจ ผ่าตัดทำคลอดทารก ให้กำเนิดทารกเพศหญิง น้ำหนักแรกเกิด2,050 กรัม ปลอดภัยทั้งมารดาและทารก"

ภัยออนไลน์รุกหนัก นักวาดการ์ตูนไทย จับมือกับมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)และสสส.ประชุมร่วมหาทางปกป้องเด็กและเยาวชน แฉเว็บพนันออนไลน์ขยายตัวกว่า 100 %

จากช่วงโควิดเป็นความอำมหิตเงียบ ผู้ทรงคุณวุฒิสสส.เสนอนายกฯคุยแบงค์ชาติให้ธนาคารพาณิชย์คุมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ตัดแขนขาเว็บพนัน สื่อการ์ตูนเสนอสร้างการรู้เท่าทัน พร้อมให้ข้อมูลกับสังคม

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) ร่วมกับ สมาคมการ์ตูนไทย   เครือข่ายการ์ตูนไทยสร้างสรรค์สังคม โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมเสวนาเรื่อง "รวมพลังการ์ตูนไทย ต้านภัยออนไลน์ " เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม  2566 ณ ห้องการะเกด โรงแรมแมนดาริน สามย่าน  กรุงเทพ มีนักวาดการ์ตูนจากหนังสือพิมพ์และสื่อสำนักต่างๆเข้าร่วม โดยมี นายพิธพงษ์ จตุรพิธพร ผู้ประกาศ ข่าวเด็ด 7 สี สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD เป็นผู้ดำเนินรายการ ​นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน​ กล่าวว่า การพนันออนไลน์ยังขยายตัวไม่หยุด จำนวนเว็บพนันขยายตัวมากกว่า 100% นับจากช่วงโควิด ขณะที่จำนวนผู้เข้าพนันที่ตกเป็นเหยื่อ เล่นพนันจนเกิดปัญหามีมากกว่าล้านคน 10%เป็นเด็กและเยาวชน สิ่งที่สังคมต้องตระหนักคือพนันออนไลน์และพนันออนไซต์ มีอิทธิฤทธิ์ที่ต่างกัน พนันออนไลน์ร้อยทั้งร้อยเป็นพนันอย่างเข้มที่เข้าถึงง่าย รู้ผลแพ้ชนะเร็ว เมื่อเสียแล้วแก้มือได้ทันที จึงยิ่งเล่นยิ่งหัวร้อน เล่นแล้วหยุดยาก ต่างกับพนันออนไซต์ที่ยังพอจะมีช่วงให้เว้นวรรค หรือมีความถี่ต่ำกว่า การพนันออนไลน์จึงอาจมีฤทธิ์ในการทำลายล้างมากกว่ากันหลายสิบเท่า ถ้าเทียบเป็นยักษ์อาจกล่าวได้ว่ายักษ์พนันออนไลน์ใหญ่กว่ายักษ์พนันออนไซต์หลายสิบเท่า

​เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวต่อว่าเว็บพนันออนไลน์ถือเป็นความอำมหิตเงียบ เพราะได้ทำลายชีวิตเหยื่อไปจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียเงินทอง  แต่เป็นกระบวนการที่นำมาสู่การเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อเล่นพนันจนเสียหนัก ผู้เล่นส่วนมากจะพยายามทำทุกอย่างให้ได้เงินมาเล่นอีก และเริ่มกระทำผิดต่อคนใกล้ตัว โกหก หยิบยืมเงิน ลักขโมย จนถึงขั้นมีการกระทำรุนแรงกับคนในบ้าน  ขณะเดียวกันก็รู้สึกเครียด รู้สึกผิด รู้สึกแย่กับตัวเอง ความรู้สึกจะดิ่งลงเรื่อย ๆ  และอาจนำมาสู่การเสียสุขภาพจิตได้สองอาการ หนึ่ง คือ การเสพติดพนันจนไม่อาจจะเลิกได้ สอง คือ เกิดภาวะซึมเศร้า  ทั้งสองอาการล้วนต้องการความช่วยเหลือในการบำบัดรักษา ฉะนั้น ผู้ที่คิดจะให้พนันออนไลน์เป็นสิ่งถูกกฎหมาย โดยไม่คิดถึงการควบคุมให้รอบคอบและเป็นจริง อาจกลายเป็นการปล่อยยักษ์ใหญ่ที่เราคุมไม่ได้ให้ออกมาจากตะเกียง และสร้างความเสียหายต่อชีวิตประชาชนเป็นล้านคน    

​นายวิเชษฐ์  พิชัยรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ( สสส.)ในฐานะสื่ออาวุโส กล่าวว่าภัยออนไลน์กำลังเป็นปัญหาที่รุนแรง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่าคนไทยเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์มากสุดคือการหลอกลวงซื้อขายสินค้า ตามมาด้วยหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานและหลอกให้กู้เงิน ส่วนการพนันออนไลน์ยังคงรุนแรง ดังนั้นสื่อมวลชนต้องช่วยกันชี้ให้เห็นว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.การพนัน ข้อมูลส่วนตัวที่ทุกคนไปสมัครเป็นสมาชิกจะถูกเว็บพนันนำไปใช้หาประโยชน์โดยที่เราไม่รู้ตัว นอกจากจะเสียเงินค่าสมัครแล้วหลายครั้งจะไม่ได้รับเงินจริงและสุดท้ายอาจถูกยึดทรัพย์ตามความผิดฐานฟอกเงินเนื่องจากประวัติการเงินจะถูกระบุว่าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน การพนันออนไลน์รุนแรงมากไม่เฉพาะในกทม.แต่ได้แพร่หลายไปสู่จังหวัดใหญ่ๆ ช่วงหลังมีการจับกุมเครือข่ายพนันออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และเป็นที่รู้ กันว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของพนันออนไลน์คือเด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุ เพราะรูปแบบการพนันนอกจากสล็อตและบิงโกแล้ว ในแต่ละเว็บพนันจะมีรูปแบบของเกมต่างๆไว้หลอกล่อไม่ต่ำกว่า 300 เกม

ผู้ทรงคุณวุฒิจากสสส.เสนอว่าการแก้ปัญหาพนันออนไลน์ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังทั้งการปิดเว็บพนัน การยึดอายัดทรัพย์สินของเจ้าของเว็บและเครือข่ายชักชวนให้เล่นพนัน รวมทั้งการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับประโยชน์หรือเป็นเจ้าของเว็บพนันอย่างเด็ดขาด ที่น่าสนใจคือนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมาว่าปัจจุบันธุรกิจสีเทารวมทั้งการทำธุรกรรมการเงินเป็นองค์ประกอบใหญ่ที่ทำให้ เครือข่ายยาเสพติดและพนันออนไลน์ขยายได้อย่างรวดเร็ว ปปง. จึงเป็นองค์กรสำคัญในการกำกับดูแลโดยเฉพาะการยึดทรัพย์ที่จะทำลายต้นตอของปัญหาหลายอย่าง จึงอยากจะเรียกร้องให้นายกฯได้หารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ต่างๆแก้ปัญหาเว็บพนันพนันออนไลน์ใช้ระบบการฝากถอนเงินสดและเครดิตในการเล่นพนันผ่านธนาคารพาณิชย์ของไทยโดยใช้ อี-วอลเล็ต หรือ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ถ้าแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ก็เหมือนตัดแขนตัดขาเว็บพนันออนไลน์นั่นเอง    

​ขณะที่ รศ.ดร.ณัฐนันท์ ศิริเจริญ เลขาธิการมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.)  กล่าวว่าเคยทำงานวิจัยด้านพนันออนไลน์  พบว่าการพนันออนไลน์มีกลวิธีบิดเบือนโดยใช้นักโฆษณาชวนเชื่อเช่น การส่งเสริมแนวทางปฏิบัติในการเล่นเกมอย่างมีความรับผิดชอบ ส่วนแนวป้องกันคือการส่งเสริมให้บุคคลฝึกฝนการตระหนักรู้ในตนเองและการควบคุมตนเองสามารถลดความเสี่ยงของการเล่นการพนันมากเกินไปได้ นอกจากนี้ การสร้างทรัพยากรที่เข้าถึงได้ เช่น บริการให้คำปรึกษา สายด่วน และกลุ่ม สนับสนุน ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการช่วยเหลือผู้ที่ดิ้นรนกับการเสพติดจากเกมการพนันที่ซ่อนอยู่ การสนับสนุนให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นและการกำกับดูแลแพลตฟอร์มเกมออนไลน์และโฆษณารวมทั้ง การสนับสนุนบริษัทเกมให้นำแนวทางการโฆษณาที่มีความรับผิดชอบมาใช้ นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนในการควบคุมรวมทั้งการจำกัดอายุควรเพื่อปกป้องบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเข้าถึงเกมที่อันตรายเหล่านี้ และสุดท้ายคือการสนับสนุนการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของเกมการพนัน และประสิทธิภาพของกลยุทธ์การป้องกันพนันออนไลน์ต่างๆให้ดีขึ้น

ด้านนักวาดการ์ตูน ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า ควรจะสร้างการรู้เท่าทันการหลอกลวงทางออนไลน์ให้กับเด็ก เยาวชน ผู้ปกครองและผู้สูงอายุด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ เพราะสังคมปัจจุบันทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือและเข้าถึงอินเตอร์เน็ตกันหมดแล้ว การประชุมครั้งนี้มีประโยชน์มากมีข้อมูลหลายอย่างที่สามารถนำไปสื่อสารต่อได้ และเห็นด้วยว่าหน่วยงานภาครัฐควรจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งมีนโยบายปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยออนไลน์และพนันออนไลน์  

นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ ได้กล่าวปิดการประชุมว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามโครงการ เสริมพลังสื่อมวลชนไทย สร้างเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อน สังคมสุขภาวะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นักวาดการ์ตูนถือเป็นสื่อมวลชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการทำงานของมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะและสสส.อีกกลุ่มหนึ่ง หวังว่าข้อมูลที่ได้รับรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกันวันนี้ จะนำไปสู่ความเข้าใจและสื่อสารสาธารณะในรูปแบบต่างๆผ่านช่องทางที่หลากหลายเพื่อให้ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนได้เห็นพิษภัยของพนันออนไลน์เพื่อปกป้องสังคมร่วมกัน

บินด่วน ‘ทวี’ รมต.กระทรวงยุติธรรม เร่งมอบเงิน หลังชาวบ้านโวย รับเงินเยียวยาล่าช้า

วันที่ 14 ตุลาคม 2566 เวลา 10.30 น. พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ นาย กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส เขต 5 นราธิวาส ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บินด่วน ออกเดินทางจากสนามบิน ดอนเมือง ไฟลท์บินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD3130 ไปยังท่าอากาศยานนราธิวาส เพื่อมอบเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบเหตุ กรณีโกดังพลุระเบิด ที่ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส หลังมีชาวบ้านออกมา ขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะเดือนพฤศจิกายน –มกราคมจะเป็นฤดูฝน และ ตำบลมูโนะก็เป็นจุดที่เกิดอุทกภัย น้ำท่วมหนักทุกปี

การมอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายในคดีอาญา กรณีโกดังพลุระเบิด ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 389 ราย และอนุภาพยังทำลายอาคารบ้านเรือนในเขตพื้นที่โดยรอบรัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร จนทำให้ทั้งครัวเรือนและร้านค้า เสียหายกว่า 683 หลังคาเรือนและได้รับผลกระทบ 2,513 คน โรงเรียนเสียหาย 3 แห่ง รถยนต์เสียหาย 41 คัน รถจักรยานยนต์ 25 คัน รวมถึงทรัพย์สินอีกจำนวนมาก ( ข้อมูล 3 ส.ค 2566 )

วันที่ 14 ตุลาคม 2566 เวลา 13.45 -14.30 น. พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะ นาย กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส นราธิวาส ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ นาย กูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม (คณะรัฐมนตรีมีมติดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ) นาย ยู่สิน จินตภากรผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม โดย นาย ปรีชา นวลน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้รอต้อนรับ รัฐมนตรี และคณะ พร้อม ชาวบ้าน กว่า 300 รายที่ได้รับความเดือดร้อน ต่างมานั่งรอ เพื่ออยากบอกถึงสิ่งที่ได้รับความเดือดร้อนมากในขณะนี้  ทันทีที่มาถึง พ.ต.ท. ทวี ได้ทักทายแบบภาษามลายู (สลามัตดาตัง)ยินดี.. จนทำให้ชาวบ้านชื่นชม และมีรอยยิ้มกันถ้วนหน้า จากนั้นก็ได้เข้าไป พบปะชาวบ้าน และพูดคุย อย่างเป็นกันเอง พร้อมมอบเงินเยียวยา จำนวน 345 ราย เสียชีวิต 11 รายรวม 356 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,241,888 ( สองล้านสองแสนสี่หมื่นหนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบแปดบาท) พร้อมทำความเข้าใจถึงความคืบหน้า ในการช่วยเหลือของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรับเรื่องร้องทุกข์กับประชาชน กรณีโกดังพลุระเบิด ณ. โรงเรียน บ้านมูโนะ ตำบลบ้านมูโนะ อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส

กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ ได้ดำเนินการลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือเยียวยา กรณีโกดังพลุระเบิดในบริเวณบ้านมูโนะ ภายใต้กิจกรรม “ คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ “ เพี่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม ครั้งที่2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2567 เพื่อเป็นการชี้แนะช่องทางให้บริการภารกิจคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกระทรวงยุติธรรม และให้ความช่วยเหลือ ไปทั้ง 76 จังหวัด ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่าง สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top