Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘สุรพงษ์’ สานต่อรัฐฯ จัดรถไฟส่ง ‘แรงงานไทยจากอิสราเอล’ กลับบ้านฟรี พร้อมเปิด ‘สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์’ เป็นศูนย์ประสานงาน-ช่วยเหลือ

(19 ต.ค.66) นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้สนับสนุนภารกิจต้อนรับแรงงานไทย 136 คน ที่เดินทางจากอิสราเอลกลับถึงไทย โดยสายการบิน Israel Airlines เที่ยวบินที่ LY 083 พร้อมจัดรถไฟรับส่งแรงงานไทยเดินทางกลับภูมิลำเนา และเปิดพื้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ของการรถไฟฯ เป็นศูนย์ประสานงาน สำหรับหน่วยงานช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศอิสราเอล ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจของรัฐบาล ตามนโยบายนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เร่งระดมความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยสงครามจากอิสราเอลโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ในส่วนกระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ได้ร่วมกันสนับสนุนภารกิจรัฐบาล โดยจัดรถไฟให้กับ แรงงานไทยและครอบครัวที่กลับจากอิสราเอลสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างสะดวก ปลอดภัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมทั้งได้เปิดพื้นที่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บริเวณประตู 2 จัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงานสำหรับหน่วยงานช่วยเหลือแรงงานไทยที่กลับจากประเทศอิสราเอล เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานและเครือญาติ ใช้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เป็นศูนย์กลางในการติดต่อ พบปะระหว่างกันได้อย่างสะดวก ตลอดจนใช้เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางกับทุกระบบขนส่งสาธารณะ ให้สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างสวัสดิภาพ

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ยังร่วมส่งมอบความห่วงใย โดยให้มีการ จัดซุ้มอาหารว่าง และน้ำดื่ม ดูแลแรงงานไทยและครอบครัวที่มารอรับ และเตรียมความพร้อมสิ่งอำนวย ความสะดวกต่างๆ ตลอดจนจัดเจ้าหน้าที่ ช่วยกันดูแลอำนวยความสะดวกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการให้บริการได้อย่างเพียงพอ โดยไม่กระทบต่อการให้บริการเดินทางแก่ผู้โดยสารประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งกำชับ

นายสุรพงษ์ฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ได้ร่วมสนับสนุนภารกิจรัฐบาลในการเปิดพื้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และจัดสรรขบวนรถ เพื่อดูแลคนไทยก้าวผ่านวิกฤตต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ สำหรับเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เป็นเวลา 477 วัน การเปิดขบวนรถไฟโดยสารรับ-ส่งผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 กลับสู่ภูมิลำเนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์พักคอย ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสรรค์สร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม นอกเหนือจากภารกิจหลักในการอำนวยความสะดวกการขนส่งเดินทาง เพื่อยกระดับความเป็นอยู่พี่น้องคนไทยทุกคนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับ Ambassdor Cindy Dyer เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา สำนักงานตรวจสอบและต่อต้านการค้ามนุษย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในโอกาสเข้าร่วมประชุมหารือการปราบปรามการค้ามนุษย์ในประเทศไทย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับ Ambassdor Cindy Dyer เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา สำนักงานตรวจสอบและต่อต้านการค้ามนุษย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในโอกาสร่วมประชุมหารือการปราบปรามการค้ามนุษย์ในประเทศไทย 

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2566 เวลา 15.00 น.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์  หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศพดส.ตร., พล.ต.ท.อาชยน  ไกรทอง ผบช.ประจำฯ/ผู้ช่วย ผอ.ศพดส.ตร.,พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำฯ/ผู้ช่วย ผอ.ศพดส.ตร., พล.ต.ต.เขมรินทร์ หัสศิริ ที่ปรึกษา ศพดส.ตร., พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์  สุริยฉาย ผบก.สอท.4, พล.ต.ต.ศารุต แขวงโสภา ผบก.ปคม, นายเชษฐพันธ์ มาสัมพันธ์  อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้, นางจตุพร แสงหิรัญ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด ,เรือเอก สาโรจน์ คมคาย ที่ปรึกษากฎหมาย กระทรวงแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ,น.ส.ซาราห์  บินเย๊าะ ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ,นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ,นายอาริชย์  ทัศน์พันธุ์ รองผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ,นายประเทศ  ซอรักษ์  ผู้ตรวจราชการกรมประมง และ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ รองอธิบดีกรม การปกครอง ให้การต้อนรับ Ambassdor Cindy Dyer United States Ambasssador-at-Large to Monitor and Combat Trafficking in Persons, Ms.Jamie Sutter staff assistant to Ambassador Dyer และ Ms.Alexandria Boling staff assistant to Ambassador Dyer 

ในโอกาสร่วมประชุมหารือการปราบปรามการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ณ ห้องรับรองพรหมนอก อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในโอกาสนี้ทาง Ambassdor Cindy Dyer เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา สำนักงานตรวจสอบและต่อต้านการค้ามนุษย์  ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวขอบคุณผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในประเทศไทย มีการวางแนวทางและดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจังมีผลปฏิบัติเป็นรูปธรรมในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา จากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เชิญ  Ambassdor Cindy Dyer เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา สำนักงานตรวจสอบและต่อต้านการค้ามนุษย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และคณะ ร่วมประชุมกับคณะทำงานต่อต้านการค้ามนุษย์ประเทศไทย เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาค้ามนุษย์ในประเทศไทย ณ ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กล่าวว่า จากการประชุมหารือกับ Ambassdor Cindy Dyer เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา สำนักงานตรวจสอบและต่อต้านการค้ามนุษย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และคณะ นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความพร้อมและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย อย่างจริงจัง มีการวางแนวทางการปฏิบัติ และมีผลการปฏิบัติที่เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการดำเนินการที่ต้องการความร่วมมือจากทางสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ทาง Ambassdor Cindy Dyer เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา สำนักงานตรวจสอบและต่อต้านการค้ามนุษย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา รับทราบผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ได้กล่าวชื่มชม และแสดงความพึงพอใจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความจริงจังกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งทางสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งรับทราบข้อเสนอแนะที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในระดับภูมิภาคได้ ในอนาคตต่อไป

ผบ.ตร.ต้อนรับทูตตำรวจจีนประจำประเทศไทย เข้าพบเพื่อแสดงความยินดี พร้อมหารือความร่วมมือ ยกระดับมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ คอลเซ็นเตอร์ คดีออนไลน์ และการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวทุกมิติตามนโยบายรัฐบาล

วันนี้ (19 ต.ค.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ให้การต้อนรับ พล.ต.ต.เวิน หย่งกัง ที่ปรึกษาและผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมคณะฯ ที่ขอเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหารือมาตรการความร่วมมือป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การดูแลอำนวยความสะดวกความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนตามนโยบายรัฐบาล โดยมี พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อภิชาติ เพชรประสิทธิ์ ผบช.ส. , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./โฆษก ตร. ,  พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ศฝร.บช.น. , พ.ต.อ. สุระพันธุ์ ไทยประเสริฐ รอง ผบก.ตท. ให้การต้อนรับ ณ ห้องพรหมนอก ชั้น 2 อาคาร 1 ตร.

ผบ.ตร.ได้ขอบคุณ พล.ต.ต.เวิน หย่งกัง ที่ปรึกษาและผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะฯ ที่ได้เข้าพบแสดงความยินดีในโอกาสได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ได้หารือกับผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจของจีน ในการแสวงหาความร่วมมือ บูรณาการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมออนไลน์ ยาเสพติด ในการร่วมกันป้องกันปราบปรามทุกมิติ นอกจากนี้ ยังมีการหารือยกระดับมาตรการด้านท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนตามนโยบายรัฐบาล ทั้งมิติการช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก การดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย

ทั้งนี้ การหารือความร่วมมือดังกล่าว เป็นไปตามนโยบาย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว รวมทั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่นายกรัฐมนตรี เพิ่งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านสื่อสารมวลชนและสารสนเทศระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีน (CMG)ไปเมื่อวานนี้”

‘วีระศักดิ์’ ชี้ ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ จะล้อมเราทุกคน หากยังไม่เริ่มเปลี่ยนที่ตัวเราเอง

เมื่อไม่นานมานี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ได้กล่าวในช่วงหนึ่งของรายการ คนบันดาลไฟ ตอน ‘คนดลใจ’ ซึ่งสนับสนุนโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่า…

“…อย่าปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินแก้… เพราะโลกอยู่ในมือเราทุกคน
…ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะล้อมเราทุกคน ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนในใจของเรา…”

Why We Buy: ศาสตร์แห่งการชอปปิง เรื่องไม่ลับ...อะไรทำให้คุณยอมควักเงินจ่าย

“หนังสือ Why We Buy : The Science of Shopping โดย Paco Underhill เล่มนี้เป็นวิทยาศาสตร์ ใครที่เป็นผู้ประกอบการแล้วไม่เคยอ่าน อยากซื้อของได้ราคาดีแล้วไม่เคยอ่าน ไม่อยากเป็นเหยื่อการตลาดแล้วไม่เคยอ่าน หรือใครที่อยากเป็นระดับผู้จัดการที่เก่งแล้วไม่เคยอ่าน ผมบอกเลยว่า...คุณพลาดแล้ว!”

‘หมอเส’ นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงหนังสือเล่มล่าสุดของสำนักพิมพ์มาสเตอร์พีช ‘Why We Buy ศาสตร์แห่งการชอปปิง’ ที่เจ้าตัวเคยอ่านและมีความประทับใจ จนถึงขนาดติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ต้นฉบับ และลิขสิทธิ์ต้นฉบับแปลภาษาไทย นำกลับมาสร้างความประทับใจและเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจศาสตร์แห่งการชอปปิงในทุกมิติ

‘Why We Buy ศาสตร์แห่งการชอปปิง’ เคยเป็นหนังสือขายดีติดอับดับ Best Seller ในหลายประเทศ แปลมากกว่า 27 ภาษา โดยผู้เขียน ‘ปาโก อันเดอร์ฮิลล์’ ประธานผู้ก่อตั้งเอ็นไวโรเซล บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยตลาด ใช้แนวคิดพื้นฐานของจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้ซื้อในการจัดโครงสร้างให้เอื้อต่อการขายปลีก เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวิเคราะห์แนวโน้มผู้บริโภค และมีลูกค้าสำคัญทั่วโลก อาทิ โค้ก ยูนิลีเวอร์ ซิตีแบงก์ ดิอาจิโอ ฯลฯ

ปาโกตั้งใจเขียนความเป็นอมตะของการชอปปิง ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสืออันมีคุณค่า โดยเฉพาะกับนักขาย นักการตลาด นักประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาด เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ไม่ว่าสินค้าและบริการของคุณจะอยู่ในจุดไหนของตลาด ไม่ว่าสินค้าและบริการของคุณจะขายแบบออนกราวนด์ หรือออนไลน์ ก็สามารถนำ ‘ศาสตร์แห่งการชอปปิง’ ไปปรับเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนกันทั้งหมด

ยกตัวอย่างเช่น กระจกทำให้นักชอปปิงเดินช้าลง และมันเป็นเครื่องมือการขายที่สำคัญ นั่นเพราะคนเรามักใส่ใจและชอบดูตัวเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการชอปปิงไปจนถึงการทำศัลยกรรมตกแต่ง กระจกจึงเป็นผู้ช่วยที่ดีของคุณ กลิ่นหอมของขนมปังอุ่นๆ ที่เพิ่งออกจากเตาอบ เชื้อชวนและชักจูงให้นักชอปปิงเดินไปหาและหยุดอยู่ที่บริเวณขายขนมอบ ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว เขาอาจไม่ได้อยากกินเบเกอรี แต่กลิ่นขนมปังหอมฟุ้งมันดันเตะจมูกเข้าอย่างจัง คนในญี่ปุ่นกับยุโรปเมื่อเดินเข้าไปในร้านค้า พวกเขามองไปคนละทางกัน และส่วนใหญ่มักหันไปตามตามเลนเวลาที่ขับรถ หรือทำไมการจัดวางสินค้าบางอย่างต้องอยู่ในระยะสายตา หรือมีการสับเปลี่ยนสินค้าในการวางแต่ละช่วงเวลา เหล่านี้มีการสังเกตการณ์และเก็บสถิติเพื่อเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคไว้เรียบร้อยแล้ว

ทำไมแผนกเครื่องแก้ว จานชาม ถึงต้องจัดโซนแก้วเบียร์วางรวมอยู่ข้างกันด้วย ทั้งที่จริงแล้วแก้วเบียร์ไม่ได้ทำกำไรให้ แต่ต้องมีเพราะผู้ชายจะได้ไม่มากวนใจ และปล่อยให้ผู้หญิงเลือกซื้อเครื่องแก้ว จานชามที่เธอชอบได้อย่างเป็นอิสระ

ทำไมเนกไทถึงมาวางอยู่ในโซนนี้ มันดูผิดที่ทาง แต่ขายได้...หนังสือเล่มนี้มีคำตอบ

‘Why We Buy ศาสตร์แห่งการชอปปิง’ เคยตีพิมพ์ฉบับภาษาไทยมาก่อนหน้านี้ และติดอันดับหนังสือขายดี ทว่าหายจากแผงหนังสือไปกว่า 10 ปี ครั้งนี้สำนักพิมพ์มาสเตอร์พีชได้นำต้นฉบับแปลเดิม โดย สุนิสา กาญจนกุล มาเรียบเรียงและตีพิมพ์ใหม่อีกครั้ง โดยความตั้งใจคือนำหนังสือดี มีประโยชน์ และขยายขอบข่ายศักยภาพการขายทั้งมิติของออฟไลน์และออนไลน์ในวงกว้าง  กลับสู่บรรณพิภพอักษรอีกครั้งหนึ่ง

“หลังจากอ่านจบ ผมเกิดความรู้สึกว่า ‘เจ๋ง’ โลกนี้สามารถคิดแบบนี้ได้จริงหรือ การค้าขายที่ดูเหมือนจะง่าย แต่แท้จริงแล้วมีรายละเอียดแบบนี้เลยเชียวหรือ มันมีรายละเอียดของศาสตร์เหล่านี้อยู่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ กับเมื่อทำความเข้าใจแล้วก็สามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในทุกด้าน

“วันนี้ที่ MASTER เติบโตจนมาถึงวันนี้ได้ ก็เพราะเราเข้าใจลูกค้า เข้าใจทีมงาน เข้าใจหมอ เราเข้าใจในธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่สำคัญคือหนังสือเล่มนี้นี่ละครับ ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงรู้สึกอย่างนั้น และเมื่อทีมงาน ผู้บริหาร พาร์ตเนอร์ของเราได้อ่านหนังสือ ‘Why We Buy ศาสตร์แห่งการชอปปิง’ เล่มนี้ พวกเขาจะสามารถเข้าใจในแบบที่ผมเข้าใจด้วยเช่นกัน” หมอเสสรุป

ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือ ‘Why We Buy ศาสตร์แห่งการชอปปิง’ ฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุดได้ที่ ตัวแทนจำหน่าย บริษัท เคล็ดไทย จำกัด โทร. 0-2225-9536-9 หรือ www.kledthai.com และมีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วมการประชุม International Police Summit 2023 แสวงหาความร่วมมือในระดับสากล เร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท สร้างความสงบสุขอย่างยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชน

วันนี้ ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาล ที่มุ่งให้ความสำคัญ ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มพัฒนารูปแบบเป็นอาชญากรรมข้ามชาติและมีลักษณะเป็นองค์กร ขนาดใหญ่ ทวีความรุนแรง เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นอันมาก สมควรที่จะแสวงหาความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมบูรณาการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงในระดับสากลอย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมคณะ ประกอบด้วย พ.ต.อ.พงษ์เดช คำใจสู้ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และ พ.ต.อ.ศิลา ตันตระกูล ผกก.ฝ่ายความร่วมมือและกิจการระหว่างประเทศ ตท. เดินทางไปร่วมประชุม International Police Summit 2023 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 - 20 ตุลาคม 2566 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมกับ นาย Shahkar Fasai ที่ปรึกษาพิเศษ

ด้านงานตำรวจ องค์การสหประชาชาติ (UNPA) และหัวหน้าองค์กรตำรวจและผู้แทนจาก 34 ประเทศ ตลอดจนผู้แทน UNDPO, UNDP และ Europol โดยมีนาย Yoon Hee Keun ผบ.ตร.สาธารณรัฐเกาหลี และ นาย Cho Ji Ho รอง ผบ.ตร.สาธารณรัฐเกาหลี ให้การต้อนรับ ในการนี้ พล.ต.ท.ประจวบฯ และคณะ ได้เข้าร่วมงานวันตำรวจแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี เป็นการแสดงออกถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมกับ นาย Bun Kee Moon อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสาธารณรัฐเกาหลี เอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ และหัวหน้าหน่วยงานตำรวจจาก 34 ประเทศทั่วโลก โดยมี นาย Yoon Suk Yeol ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ให้การต้อนรับ พิธีเป็นไปอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า การประชุม International Police Summit 2023 เป็นการร่วมหารือและดำเนินกลยุทธ์เพื่อป้องกันและต่อสู้กับอาชญากรรมทุกประเภทที่มีอยู่และเกิดขึ้นใหม่ โดยในปัจจุบันบริบทการทำงานของตำรวจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สืบเนื่องจากอาชญากรรมและภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนที่ซับซ้อนและรุนแรง ภัยพิบัติทางด้านสุขภาพของประชากรโลก และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการทำงานของตำรวจ ดังนั้น การประชุมตำรวจนานาชาติในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีของผู้บริหารหน่วยงานตำรวจจากทั่วโลกที่จะร่วมกันบอกเล่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ระดมแนวคิดสำหรับการดำเนินการเชิงรุกในการรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญต่อการแสวงหาร่วมมือกับหน่วยงานตำรวจของประเทศอื่นๆ อย่างมาก มีการปฏิบัติที่สำคัญในความร่วมมือ เช่น แผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (2023-2027) (LM-LECC) อันเป็นความร่วมมือของกันระหว่าง 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค เน้นความสำคัญในอาชญากรรมข้ามชาติอันร้ายแรง และในช่วง 3 เดือนแรก สามารถช่วยเหลือบุคคลที่ถูกหลอกลวงมาทำงาน และจับกุมผู้ต้องหากลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 39 คน นอกจากนี้ยังการมีปฏิบัติการร่วมกับกัมพูชา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ในเมืองสีหนุวิลล์ และสามารถช่วยเหลือเหยื่อชาวไทยกว่า 800 ราย โดยมีมาตรการต่อไปคือการส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพื้นที่การปฏิบัติที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง  เพื่อศึกษาสาเหตุที่แท้จริงและออกมาตรการใหม่ต่อไป 

ในส่วนของอาชญากรรมออนไลน์ 18 เดือนที่ผ่านมา เราได้รับรายงานมากกว่า 330,000 ครั้ง มูลค่าความเสียหาย ประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ออกมาตรการ จัดตั้งระบบรายงานเหตุออนไลน์ จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนและศูนย์แจ้งเตือนอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งเพิ่มหน่วยงานเฉพาะทาง เช่น ตำรวจไซเบอร์ขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับแก้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนความร่วมมือระดับภูมิภาค ได้เพิ่มความพยายามในการป้องกันการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามชาติ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาระบบสื่อสาร และฝึกอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญ 

จากนั้น พล.ต.ท.ประจวบฯ ได้ร่วมประชุมหารือทวิภาคีกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี ทั้ง 2 ประเทศได้บรรลุความตกลงมาตรการเสริมสร้างความร่วมมือที่ดี ร่วมกันรักษาความปลอดภัยให้พลเมืองไทย จำนวน 2 แสนคน ที่เป็นนักท่องเที่ยว และทำงานในประเทศเกาหลี ตลอดจนพลเมืองเกาหลีที่เป็นนักท่องเที่ยว เรียน และทำงานในประเทศไทย อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยในอนาคตจะผลักดันให้มีผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ เพื่อรองรับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
 
นอกจากนี้ พล.ต.ท.ประจวบฯ ได้ร่วมประชุมหารือทวิภาคีกับกระทรวงความมั่นคง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้ง 2 ประเทศได้บรรลุความตกลงมาตรการเสริมสร้างความร่วมมือที่ดี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประเทศไทย จะเข้าร่วมโครงการ International Initiative of Law Enforcement for Climate (I2LEC) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมกับ UNODC, Interpol, UNPOL และ 41 ประเทศ ร่วมกันแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า climate change เป็นผลกระทบโดยตรงจากปัญหาอาชญากรรมขนาดใหญ่ เช่น การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ ฯลฯ และตำรวจเป็นองค์กรแรกที่ต้องจัดการกับปัญหาต่างๆ สร้างเครือข่ายระหว่างผู้บังคับใช้กฎหมายในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมกรรมที่เกี่ยวข้องกับหรือเป็นต้นเหตุของ climate change ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลไทยก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ climate change หรือ environmental crime อย่างจริงจังและยั่งยืน 

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแสวงหาความร่วมมือในทุกมิติผ่านการประชุม International Police Summit 2023 ในครั้งนี้ ส่งผลให้ทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมบรรลุเจตนารมณ์ร่วมกันในการเล็งเห็นความสำคัญและการตระหนักถึงผลกระทบ ของอาชญากรรมทุกประเภท ซึ่งในปัจจุบันมีลักษณะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติและมีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งทวีความรุนแรง เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของทุกประเทศ และจะร่วมกันยกระดับการประสานความร่วมมือในการบูรณาการปราบปรามและแก้ไขปัญหานี้อย่างใกล้ชิดและจริงจังอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับทวิภาคี พหุภาคี และระดับสากล เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนมีความปลอดภัย เกิดสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

‘หนุ่มกาฬสินธุ์’ ประดิษฐ์เตาหุงต้มใช้น้ำมันเก่าเป็นเชื้อเพลิงแทนแก๊ส ‘ประหยัดเงิน-ใช้งานสะดวก’ มีออเดอร์สั่งทำ สร้างรายได้ให้ครอบครัว

(18 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิพัฒน์ แก้วตา หรือ ‘ช่างบอมแบม’ โต๊ะเก้าอี้ถังน้ำมัน อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 371หมู่ที่ 9 บ้านกุดหว้า ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ได้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ไอเดียเจ๋งคิดประดิษฐ์เตาหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน โดยใช้น้ำมันเก่าเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถใช้แทนแก๊สได้ คิดเฉลี่ยแล้วต้นทุนต่ำกว่าการใช้แก๊สพอสมควร

โดยนายภูมิพัฒน์ แก้วตา หรือ ช่างบอมแบม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเป็นช่างผลิตเฟอร์นิเจอร์โต๊ะเก้าอี้จากถังน้ำมัน ซึ่งมีกระแสตอบรับดีมาก มีออเดอร์เรื่อยมา กระทั่งพักหลังมีมือดีแอบมาทำเพจเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างนำเอาผลงานที่ตนถ่ายลงในเพจของทางร้าน เพื่อให้ลูกค้าเห็นได้มีคนบางกลุ่มก็อบปี้ภาพผลงานของตนเองไปลงในเพจปลอม หลอกให้คนสั่งของและโอนเงินให้ แล้วก็บล็อกเฟซลูกค้าที่สั่งของทำให้ตนเองมีลูกค้าน้อยลง

นายภูมิพัฒน์ กล่าวต่อว่า แต่อุปสรรคดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ตนเองหยุดคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ จึงได้คิดหาแนวทาง เพื่อที่จะช่วยประคับประคองให้ตนเองมีรายได้ และเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว จึงได้เริ่มคิดทำเตาประหยัดพลังงาน หรือเตาใช้น้ำมันเก่า โดยได้ศึกษาจากยูทูบ จากเตาประหยัดพลังงานต่าง ๆ และสิ่งสำคัญคือทุกบ้านมีน้ำมันเก่าอยู่แล้วเลยอยากจะลองทำเตาที่ใช้น้ำมันเก่าจำหน่ายลองดู

โดยใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานพอสมควร จนสามารถผลิตเตาใช้น้ำมันเก่าที่มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้งานดี ซึ่งเตาจะให้น้ำมันเก่าทุกชนิด ทั้งน้ำมันเครื่อง น้ำมันพืช น้ำมันหมูมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทนการใช้แก๊ส ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีเริ่มออเดอร์เข้ามา ซึ่งประหยัดได้จริง โดยใช้จริงตามบ้าน ใช้ไฟฟ้าที่เป็นตัวเป่าลมเลี้ยงเชื้อเพลิงจ่ายค่าไฟฟ้าประมาณแค่วันละ 1 บาทเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ได้ผลิตมา 3 รุ่น โดยรุ่นเล็กราคาเริ่มต้นที่ 1,950 บาท รวมส่งฟรีทั่วประเทศ

นายภูมิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนขั้นตอนในการใช้งานของเตา เริ่มจากการน้ำมันเก่าลงในเตานิดนึงก่อน และในตัวกล่องเก็บน้ำมันที่มีก๊อก สำหรับปล่อยน้ำมันเก่าหยดออกมาเป็นช่วงนำกระดาษทิชชู หรือสิ่งที่ติดไฟง่ายมาจุดไฟใส่ลงในเตา พอติดไฟก็เริ่มปรับพัดลมที่เสียบปลั๊กไว้แล้วค่อย ๆ เร่งตามความเหมาะกับการใช้งาน

นอกจากนี้เตาประหยัดพลังงานของตนยังมีแบบเคลื่อนย้ายไปใช้ตามท้องนา ตามสวน หรือสถานที่ต่าง ๆได้ด้วย เพราะได้มีการดัดแปลงพัดลมเปล่าไฟให้สามารถใช้กับแบตเตอรี่ได้ด้วย สำหรับอุปสรรคที่ผ่านทำให้รู้สึกว่าท้ออยู่บ้าง แต่วิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้เราได้เปลี่ยนแปลงมาทำงานอย่างอื่นดูบ้างทำให้เราได้รู้สึกว่าได้ทำงานอยู่ตลอด

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนสนใจสามารถติดต่อได้ที่ 093-219-0019, 082-4961898, Line ID : 0932190019 เพจ Facebook : เตาใช้น้ำมันพืชเก่า น้ำมันเครื่อง เตาประหยัดแก๊ส

‘พรูเด็นเชียล-ยูนิเซฟ’ เล็งเห็นความสำคัญวัยเด็ก จัดกิจกรรม ‘เลี้ยงถูก ลูกดี’ เสริมเทคนิคเลี้ยงลูกให้พ่อแม่ยุคใหม่-ใช้เวลาในครอบครัวอย่างมีคุณภาพ

เด็กในช่วงวัย 0-6 ปี จำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลานาทีทองที่จะส่งผลต่ออนาคตของเด็กไปตลอดชีวิต

เมื่อไม่นานนี้ ‘พรูเด็นเชียล ประเทศไทย พรูเด็นซ์ ฟาวน์เดชัน’ และ ‘องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย’ จับมือกันเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลเด็กในช่วงปฐมวัย เพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่ดีให้แก่คนในสังคม ผ่านกิจกรรม ‘เลี้ยงถูก ลูกดี’ ที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่ยุคใหม่ได้เติมเต็มความรู้ในการเลี้ยงลูกและได้ใช้เวลาที่มีคุณภาพร่วมกันในครอบครัว

อ.ดร.นุชนาฏ รักษี รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงความสำคัญของเด็กในวัย 0-6 ปี ว่า เป็นช่วงเวลาที่สมองพัฒนาสูงสุด โดยเด็กในวัยนี้จะเหมือนกับฟองน้ำที่พร้อมดูดซับความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้จากการอบรมเลี้ยงดู ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและสมอง อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ต่อยอดไปถึงทักษะการเรียนรู้ การควบคุมอารมณ์ และการเข้าสังคมของเด็ก รวมทั้งยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติ บุคลิกภาพ และพฤติกรรมในอนาคตเมื่อเป็นผู้ใหญ่

สำหรับ 5 หลักการดูแลเด็กอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นหลักการดูแลเอาใจใส่เด็กทั้ง 5 ด้าน ที่องค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟได้จัดการประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก เพื่อวางกรอบการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย

1.) สุขภาพที่ดี หมายถึงสุขภาพที่ดีทั้งของเด็กและของผู้ดูแล ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต

2.) โภชนาการที่เพียงพอ ทั้งร่างกายและสมองต่างต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนและพอเหมาะ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในการเติบโต หากเด็กได้รับสารอาหารน้อยหรือมากเกินไป อาจมีภาวะทุพโภชนาการได้

3.) คุ้มครองให้ความปลอดภัยและมั่นคง หมายถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและครอบครัว เพราะเด็กเล็กไม่สามารถป้องกันตนเองได้และมีความเปราะบางต่ออันตรายต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งจะช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย เพราะการปกป้องให้ลูกรู้สึกปลอดภัยเพียงพอ รับรู้ถึงความรัก ความผูกพันมั่นคง เน้นการให้กำลังใจ จะสร้างความพร้อมให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ดีในอนาคต

4.) ให้โอกาสในการเรียนรู้ ในขวบปีแรกๆ เด็กจะเรียนรู้และได้รับทักษะและความสามารถจากการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านรอยยิ้ม การสบตา การพูดคุย ร้องเพลง การเลียนแบบ และการละเล่นง่ายๆ

5.) มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก การที่พ่อแม่คอยตอบสนองลูกอย่างเอาใจใส่ และรับฟังความต้องการของลูกอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนการวางรากฐานชีวิตที่มั่นคงแข็งแรงให้กับลูก ทำให้พัฒนาการด้านต่างๆ ตามวัยสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญที่ไม่อาจหาได้จากที่ไหนคือ ความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจที่จะหลอมรวมกันจนกลายเป็นตัวตนของเด็ก และติดตัวจนโตเป็นผู้ใหญ่ไปตลอดชีวิต

‘ไทย’ ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ ‘อัลลิเกเตอร์ มูลเอนซิส’ ชี้ เป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลก อายุ 230,000 ปี ที่จ.โคราช

เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.66) เพจ กรมทรัพยากรธรณี รายงานการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ ‘อัลลิเกเตอร์ มูลเอนซิส’ (Alligator munensis) หรือ ‘อัลลิเกเตอร์แม่น้ำมูล’ ซึ่งเป็นอัลลิเกเตอร์สายพันธุ์ใหม่ของโลก ที่ถูกค้นพบที่อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา โดยระบุว่า...

นักบรรพชีวินวิทยาค้นพบซากดึกดำบรรพ์อัลลิเกเตอร์สายพันธุ์ใหม่ของโลก จากจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย อายุกว่า 230,000 ปีก่อน ถูกศึกษาและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Scientific Reports

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทือบิงเกน ประเทศเยอรมนี นำโดย Dr.Gustavo Darlim ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณีและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์กะโหลกสภาพเกือบสมบูรณ์ของอัลลิเกเตอร์ จากบ้านสี่เหลี่ยม ตำบลใหม่ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และพบว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลก โดยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อัลลิเกเตอร์ มูลเอนซิส (Alligator munensis) หรืออัลลิเกเตอร์แม่น้ำมูล ซึ่งตั้งชื่อตามแหล่งที่ค้นพบใกล้กับแม่น้ำมูล

ทีมนักวิจัยได้ศึกษาตัวอย่างโดยเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่เคยศึกษามาก่อน 19 ตัวอย่าง ประกอบด้วยตัวอย่างชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว 4 ชนิด และตัวอย่างในปัจจุบัน อีก 2 ชนิด คือ อัลลิเกเตอร์อเมริกา (Alligator mississippiensis) และอัลลิเกเตอร์จีน (Alligator sinensis)

อัลลิเกเตอร์แม่น้ำมูล (Alligator munensis) พบซากดึกดำบรรพ์อยู่ในชั้นตะกอนทรายลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 2 เมตร คาดว่ามีอายุในช่วงไม่เกินสมัยไพลสโตซีนตอนกลาง หรือประมาณ 230,000 ปีก่อน หรืออาจมีอายุอ่อนกว่านั้น มีลักษณะเด่นเมื่อเทียบกับอัลลิเกเตอร์ชนิดอื่น คือ มีจะงอยปากกว้างและสั้นกว่า มีกะโหลกสูงกว่า มีตำแหน่งรูจมูกอยู่ห่างจากปลายจะงอยปาก มีการลดจำนวนเบ้าฟันลงและมีเบ้าฟันขนาดใหญ่ขึ้นบ่งบอกว่ามีฟันขนาดใหญ่ใช้สำหรับกินอาหารที่มีเปลือกแข็ง เช่น หอยน้ำจืดชนิดต่าง ๆ จากขนาดกะโหลกคาดว่ามีขนาดทั้งตัวยาวประมาณ 1 - 2 เมตร

นอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะกะโหลกใกล้เคียงกับอัลลิเกเตอร์จีนในปัจจุบัน (Alligator sinensis) แสดงให้เห็นว่าอัลลิเกเตอร์ทั้งสองชนิดอาจมีบรรพบุรุษร่วมกันระหว่างลุ่มน้ำแยงซีและลุ่มน้ำแม่โขง-เจ้าพระยา แต่การเกิดธรณีแปรสัณฐานทำให้เกิดการยกตัวของที่ราบสูงธิเบต ส่งผลให้เกิดการแยกประชากรทั้งสองชนิดออกจากกัน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้อัลลิเกเตอร์แม่น้ำมูลเกิดการสูญพันธุ์ไปก่อน

อัลลิเกเตอร์มีลักษณะคล้ายกับจระเข้ แต่แตกต่างกันตรงที่อัลลิเกเตอร์มีจะงอยปากเป็นรูปตัวยู(U) ในขณะที่จระเข้มีจะงอยปากเรียวแหลมเป็นรูปตัววี (V) และเมื่อปิดปากจระเข้จะเห็นฟันทั้งบนและล่าง ในขณะที่อัลลิเกเตอร์จะเห็นเฉพาะฟันบนหรือแทบไม่เห็นเลย

โดยในปัจจุบันพบจระเข้มีหลายสายพันธุ์และพบได้เกือบทั่วโลก ในขณะที่อัลลิเกเตอร์พบเหลืออยู่เพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น คือ อัลลิเกเตอร์อเมริกา (Alligator mississippiensis) พบเฉพาะบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา และอัลลิเกเตอร์จีน (Alligator sinensis) พบเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำแยงซี ประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก

ปัจจุบันข้อมูลด้านการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ของอัลลิเกเตอร์ระหว่างเอเชียและอเมริกายังคงเป็นปริศนาว่าเกิดขึ้นเมื่อใด และมีเส้นทางการอพยพเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของอัลลิเกเตอร์ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าถิ่นที่อยู่ของอัลลิเกเตอร์ในอดีตนั้นเคยกว้างขวางกว่าในปัจจุบันมาก

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประชุมแม่ทัพภาคที่2-ป.ป.ส.-ดีเอสไอ บูรณาการทุกหน่วยงาน ร่วมมือแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ

วานนี้ (18 ตุลาคม 2566) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมประชุมและหารือข้อราชการระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2 ในการดำเนินการร่วมกันเรื่องการดำเนินการของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือและแลกเปลี่ยนกรอบแนวคิด สภาพปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล โดยปัญหาเรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ต้องแก้ไขปัญหาให้ลดน้อยลงและหมดไป ปัญหายาเสพติดนั้นมีหลายมิติ หากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขจัดปัญหานี้ออกไปจากสังคมไทย

“ตั้งเป้าปัญหาการนำเข้ายาเสพติดให้เป็นศูนย์” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังกล่าวด้วยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมมือแก้ไขปัญหา บังคับใช้กฎหมายยาเสพติดอย่างจริงจัง และมีประสิทธิภาพ 

ที่ประชุมยังได้หารือถึงการแก้ปัญหาร่วมกัน 3 ข้อ คือ 1.) นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดที่เข้มแข็ง 2.) การตั้งงบประมาณที่สอดคล้องกัน และ 3.) การประสานงานที่เข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายคือ สกัดกั้นยาเสพติดในรูปแบบมิติใหม่ ที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมด้วยกัน โดยภายใน 1 ปี ต้องให้เห็นผลจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top