Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

จับสาวจีนไลฟ์สดดิสเครดิตไทย อ้างไม่มีเจตนาร้าย แถมพบผิด พ.ร.ก.ต่างด้าว แอบขายออนไลน์ด้วย

จากกรณีประเด็นดรามา หญิงชาวจีนแต่งกายวาบหวิวเดินในซอยนานา และพูดให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย ผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น...

(8 ธ.ค.66) เจ้าหน้าที่ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (บก.สส.สตม.) เข้าตรวจสอบบุคคลดังกล่าวที่ปรากฏในคลิป คือ น.ส.หวาง จือ ยู สัญชาติจีน เข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าประเภท Thai Privilege Card โดยเจ้าตัวยอมรับว่า เป็นคนทำคลิปจริง แต่ไม่ได้มีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย โดยเพียงแต่ต้องการประชาสัมพันธ์ให้คนต่างชาติรู้ว่าสถานที่ไหนผู้หญิงไปคนเดียวควรจะระวังตัว 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพฤติกรรมของ น.ส.หวาง พบว่า มีการไลฟ์สดขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งเข้าข่ายการทำงานของคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ พนักงานสอบสวน บก.สส.สตม. จึงแจ้งข้อกล่าวหาให้ น.ส.หวาง ทราบว่าเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

อวสาน ‘ไททันยักษ์’ บนยอดเขาประเทศลาว หลังหมอกจาง ท้องฟ้าโปร่ง ก็คนดีๆ นี่เอง

(8 ธ.ค. 66) จากกรณี ‘ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์’ ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ไขข้อข้องใจคลิป ‘ไททันยักษ์’ บนยอดเขาประเทศลาว ตามที่ได้รายงานข่าวไปก่อนหน้านี้นั้น

ล่าสุด ได้มีการเปิดเผยคลิปวิดีโอ จากมุมเดียวกันของเขาลูกดังกล่าว ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีเมฆหมอกแต่อย่างใด โดยได้มีคนไปยืนอยู่จุดเดียวกับที่พบไททันยักษ์ ตามที่มีผู้กล่าวอ้าง ก็ปรากฏว่า ขนาดของคนที่ยืนนั้น ก็ได้เท่ากับตัวของไททันยักษ์ จึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า ที่เห็นในคลิป เป็นคนอย่างแน่นอน

ด้าน อ.เจษฎ์ ก็ได้ระบุข้อความว่า วันก่อน ‘ไททันยักษ์’, ‘คิงคอง’ แอบมาปรากฏตัวให้คนแตกตื่นอยู่บนยอดเขาประเทศลาว ท่ามกลางม่านเมฆหมอก มองไม่ค่อยชัดเลย

วันนี้ ไม่มีเมฆ ไม่มีหมอก ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ขอโชว์ตัวชัดๆ สักหน่อยนะครับ 5555

(ป.ล. สรุปว่า จริงๆ ก็ ‘คน’ นั้นแหละครับ ฮะๆๆๆ)

พิษณุโลก มทบ.39 จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหาร ประจำปีการศึกษา 2566 เนื่องในวันนักศึกษาวิชาทหาร

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 พลตรี กิตติพงศ์ ชื่นใจชน รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหาร หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 39 ประจำปีการศึกษา 2566 เนื่องในวันนักศึกษาวิชาทหาร ณ สนามกีฬาพระองค์ดำ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว) ตำบลพลายชุมพล อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมีผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหาร - ตำรวจ และผู้บริหาร, อาจารย์ผู้กำกับนักศึกษา, นักศึกษาวิชาทหาร เข้าร่วมพิธีมากกว่า 1,000 คน และได้มีพิธีมอบโล่เกียรติคุณให้กับ 5 สถานศึกษา และใบประกาศให้กับอาจารย์ผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหาร จำนวน 6 นาย 

ซึ่งพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหารเป็นพิธีอันมีเกียรติ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาวิชาทหารได้กระทำสัตย์ปฏิญาณตนว่าจะยึดถืออุดมการณ์และดำรงไว้ ซึ่งสถาบันหลักของชาติและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อแสดงออกถึงพลังของนักศึกษาวิชาทหารซึ่งเป็นกำลังสำรองของชาติ ให้เป็นที่ปรากฏแก่สายตาของผู้บังคับบัญชาและประชาชนทั่วไป เนื่องในวันนักศึกษาวิชาทหาร 8 ธันวาคม มณฑลทหารบกที่39 #หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่39 พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหาร 2566 

‘ดร.ปณิธาน’ ชี้!! ยังเร็วเกินไปที่ ‘พม่าจะแตกเป็นเสี่ยงๆ-รัฐบาลทหารแพ้หมดรูป’ เตือน ‘ไทย’ ระวังตัวแปรกระทบ ‘ราคาพลังงานไทยพุ่ง-พม่าอพยพข้ามแดน’

ศึก 3 ก๊กใน ‘เมียนมา’ ระอุ ‘สหรัฐฯ’ อนุมัติงบหนุน ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ถล่มรัฐบาลทหาร ขณะที่สภาบริหารฯ ยอมรับถูกกลุ่มชาติพันธุ์ยึดพื้นที่ไปแล้วกว่าครึ่งประเทศ และกำลังบุกเข้าโจมตีเขตเศรษฐกิจ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้!! ยังไม่ถึงขั้นพม่าแตกเป็นเสี่ยง ด้วยมี 6 ปัจจัยหนุน เกรงสู้รบยืดเยื้อกระทบ ศก.ไทย การค้าชายแดนหดตัว หวั่นระเบิดท่อส่งก๊าซ ทำราคาแก๊ส-ราคาพลังงานในไทยพุ่งสูง อีกทั้งผู้อพยพทะลักเข้าไทย แนะรัฐบาลพลิกวิกฤตเป็นโอกาส คัดแรงงานฝีมือเข้าสู่ระบบ ดึงนักธุรกิจเมียนมาลงทุน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

(8 ธ.ค. 66) การสู้รบระหว่างรัฐบาลทหารพม่า ที่นำโดย ‘พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย’ กับบรรดากองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผนึกกำลังกันเข้ายึดเมืองต่างๆ กำลังขยายวงออกไปเรื่อยๆ และดูเหมือนว่ารัฐบาลทหารพม่าจะตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ถึงขั้นที่นักวิชาการบางสำนักฟันธงว่า “เมียนมากำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ” และรัฐบาลทหารพม่าใกล้ถึงคราล่มสลาย!!

ส่วนว่า สถานการณ์จะเดินไปถึงจุดนั้นหรือไม่? เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไรบ้าง และไทยควรจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างไร คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้รู้

‘รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ ได้วิเคราะห์สถานการณ์การสู้รบในเมียนในขณะนี้มา ว่า ตอนนี้เมียนมาแบ่งออกเป็น 3 ก๊ก ได้แก่

ก๊กแรก คือ ‘ทหารพม่า’ ซึ่งจะปักหลักสร้างฐานที่มั่นยึดเมืองใหญ่ๆ อย่าง เนปิดอว์ ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พะโค ไว้ ตอนนี้กำลังระดมกำลังพลเพื่อปกป้องเมืองเศรษฐกิจ ส่วนเมืองเล็กๆ ก็คงจะตัดใจปล่อยไป โดยสภาบริหารแห่งรัฐ หรือ ‘SAC’ ออกมายอมรับว่า รัฐบาลทหารพม่าเสียพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์ไปกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศแล้ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเพราะผู้คนจะอพยพหนีออกจากพื้นที่อิทธิพลเพื่อหาที่ปลอดภัย ขณะที่การสู้รบจะดุเดือดยิ่งขึ้น

ก๊กที่สอง คือ ‘กองกำลังฝ่ายประชาธิปไตย’ ได้แก่ PDF และ NUG ของ ‘อองซาน ซูจี’ ซึ่งจะรุกคืบเข้าไปในเมืองใหญ่ดังกล่าว กลุ่มนี้มีรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ในประเทศตะวันตกหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา และมีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก โดยว่ากันว่าเขาได้เงินสนับสนุนจำนวนมาก มีเอ็นจีโอนับร้อยให้การสนับสนุน ช่วยพาคนเหล่าไปยังประเทศที่สามและมีจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาพักรักษาตัวในประเทศไทย เช่น ที่เชียงใหม่ เชียงราย กรุงเทพฯ ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพมาก ซึ่งว่ากันว่ากลุ่มนี้มีการนำโดรนที่ใช้ในการเกษตรมาติดตั้งอาวุธเพื่อใช้บินโจมตีทหารพม่า

ก๊กที่สาม คือ ‘กองกำลังชนกลุ่มน้อย’ ซึ่งบางครั้งก็รวมตัวกับก๊กที่สอง บางครั้งก็รวมตัวกับก๊กทหารพม่า ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เป็นหลัก โดยมีการเจรจาต่อรองอยู่ 2-3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการตั้งสหพันธรัฐเมียนมา หรือ ‘Federal State’ ซึ่งชนกลุ่มน้อยต้องการให้รัฐบาลเมียนมาตั้งประเทศในระบบใหม่ ไม่ใช่ระบบรวมศูนย์ ต้องคืนอำนาจให้แก่รัฐต่างๆอยู่กันอย่างอิสระ ดังที่ปรากฏในข้อตกลงปางหลวง ซึ่งถ้าทหารเมียนมาอ่อนกำลังลงข้อตกลงนี้จะมีน้ำหนักขึ้น อย่างเช่น รัฐฉานก็มีความพร้อมมากเพราะเขามีกำลังเยอะ ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย มีจุดผ่านแดนเป็นร้อย และมีการค้าขายกับจีน ซึ่งจีนให้การสนับสนุนรัฐฉานอย่างมาก ที่ผ่านมากองกำลังชนกลุ่มน้อยก็จะจัดกองกำลังร่วมกับ PDF เพื่อจัดการทหารพม่าอยู่เป็นระยะ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า สถานการณ์ในเมียนมาขณะนี้คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์ตะวันตกมองว่า นี่คือ ‘จุดเริ่มต้นของหายนะ’ ของรัฐบาลทหารพม่า เมียนมากำลังจะแตกเป็นเสี่ยงเนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าไม่สามารถต้านทานการโจมตีของบรรดากองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผนึกกำลังกันเข้ายึดเมืองต่างๆ และทหารพม่าจำนวนไม่น้อยเริ่มแปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ด้านประชาชนก็ไม่ให้การสนับสนุนทหาร ขณะที่การสนับสนุนเงินและอาวุธจากต่างประเทศไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกองกำลัง PDF มีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ได้อนุมัติงบประมาณผ่านสภาเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้

ขณะที่บางฝ่ายมองว่ายังเร็วไปที่จะสรุปผลการสู้รบ เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าอ่อนแอลงก็จริง แต่ก็ยังสามารถรักษาฐานที่มั่นในเมืองใหญ่ไว้ได้ ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าพม่าจะแตกเป็นเสี่ยง รัฐบาลทหารจะแพ้หมดรูป ซึ่งกองกำลังติดอาวุธที่เคยรบกับทหารพม่ามองว่ายากที่จะถึงขั้นนั้น เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1.) ในบรรดา 17-18 กลุ่มติดอาวุธในพม่า ทหารพม่าก็ยังเข้มแข็งที่สุดเนื่องจากมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่า ทั้งเครื่องบินรบ รถถัง

2.) รัฐบาลทหารพม่าสามารถเกณฑ์กำลังพลมาสู้รบได้เป็นแสนคน

3.) แม้จะมีทหารที่ยอมแพ้ ใน 7-8 สมรภูมิ เช่น แถวภาคสกาย ภาคพะโค แต่จำนวนดังกล่าวอยู่ที่หลักพัน

4.) รัฐบาลทหารพม่ามีพันธมิตรทางการทหารที่เข้มแข็ง อย่าง จีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย ซึ่งพร้อมสนับสนุน โดยมีรายงานจากผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติออกมาเมื่อเดือน ต.ค. 2566 ว่าประเทศเหล่านี้ส่งอาวุธให้รัฐบาลทหารพม่า

5.) ปัจจัยที่สำคัญคือรัฐบาลทหารพม่าไม่รู้จะหนีไปไหน ดังนั้นคงสู้หัวชนฝา

6.) รัฐบาลทหารพม่าและเครือข่าย มีผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจต่างๆ ในเมียนมา จึงต้องปกป้องผลประโยชน์ดังกล่าวอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ดี สถานการณ์หลังจากนี้ เป็นไปได้ยากที่รัฐบาลทหารพม่าจะสามารถกลับมาควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของประเทศได้เหมือนเดิม

“นี่เป็นโอกาสครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา ที่ทำให้ทหารพม่าเพลี่ยงพล้ำได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ตีเหล็กตอนกำลังร้อน รัฐบาลทหารพม่าก็อาจจะตั้งหลักได้ ช่วงนี้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์จึงบุกโจมตีอย่างหนัก โดยกองกำลัง PDF กองกำลังรัฐฉาน กองกำลังจากรัฐยะไข่ สนธิกำลังกันชั่วคราวเพื่อโจมตีพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของรัฐบาลทหารพม่า โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและพันธมิตร มีอาวุธส่งไปจากสิงคโปร์ อินเดีย แต่ทหารพม่ามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอำนาจทำลายล้างสูง อีกทั้งยังมีจีนและรัสเซียหนุนหลัง การที่จะทำให้รัฐบาลทหารพม่าแพ้ราบคาบจึงเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปที่กลุ่มชาติพันธุ์จะทำก็คือ โจมตีเขตเศรษฐกิจ ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นเยอะๆ หรือให้ทหารพม่าแตกกันเองและเกิดการยึดอำนาจจาก พล.อ.อ มิน อ่อง หล่าย น่าจะเป็นความหวังของกลุ่ม PDF มากกว่า” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

ส่วนผลกระทบที่จะมีต่อประเทศไทยนั้น รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่าในปีหน้าสถานการณ์การสู้รบในเมียนมาจะหนักขึ้นเรื่อยๆ และจะกระทบเศรษฐกิจหนักกว่าเดิม เนื่องจากขณะนี้กองกำลังต่อต้านทหารพม่า ร่วมมือกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มในหลายพื้นที่โจมตีทหารพม่า โดยกำลังรุกเข้าไปโจมตีพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงถล่มท่อส่งก๊าซและบริเวณที่แรงงานพม่าจะเดินทางเข้าออกไปยังไทย จีน อินเดีย ในส่วนของท่อก๊าซนั้นเชื่อว่า ถ้าหากมีการระเบิดท่อส่งก๊าซในพม่าจะสร้างปัญหาให้หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งใช้พลังงานจากก๊าซเกือบ 20% ของปริมาณพลังงานที่ใช้ทั้งหมด จะทำให้ราคาก๊าซและราคาพลังงานของไทยพุ่งสูงขึ้น

ถ้ามีการโจมตีตัดเส้นทางที่แรงงานพม่าจะเดินทางเข้าออกมายังไทย ก็อาจจะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในไทย หรือหากการสู้รบขยายวงและเป็นไปอย่างยาวนาน ก็จะมีชาวเมียนมาอพยพเข้ามาในไทยมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีแรงงานพม่าอยู่ในไทยประมาณ 1.5 แสนคน โดยชาวเมียนมาที่อพยพออกนอกประเทศจะมี 4 ช่องทาง คือ หนีไปอินเดีย ซึ่งมีไม่มากเนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียไม่ดี, หนีไปบังกลาเทศเพื่อรออพยพตามข้อตกลงของ UN, หนีไปจีน ซึ่งจีนจะตรึงไว้ให้อยู่กับพวกชานซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยแต่ทำธุรกิจสีเทา และเข้ามาประเทศไทย ซึ่งไทยได้ทำค่ายพักผู้ลี้ภัย 8-9 แห่งไว้รองรับอยู่แล้ว เพื่อดูแลให้ผู้ลี้ภัยชาวพม่าไม่ไหลเข้ามาในเมือง

นอกจากนั้น หากเมียนมามีการสู้รบยาวนานก็จะกระทบต่อการค้าตามแนวชายแดนไทย-พม่า ซึ่งอาจจะทำให้ขนส่งสินค้าลำบาก และเมื่อกำลังซื้อของชาวเมียนมาลดลง ก็จะส่งผลให้ยอดส่งออกสินค้าของไทยตกลงตามไปด้วย

“รัฐบาลไทยต้องไปคุยกับประเทศสมาชิกอาเซียนว่า หากมีชาวเมียนมาอพยพหนีภัยสงครามออกมา แต่ละประเทศจะช่วยรับผู้ลี้ภัยไว้ได้เท่าไหร่ โดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์ ไทยจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระอยู่ประเทศเดียว อย่างไรก็ดี นี่อาจจะเป็นโอกาสของไทยที่จะได้แรงงานฝีมือชาวเมียนมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และได้นักธุรกิจเมียนมาเข้ามาลงทุนในไทยมาก ขึ้นซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยได้ไม่น้อย เนื่องจากชาวเมียนมาที่จะอพยพออกจากพื้นที่เศรษฐกิจ ที่ถูกโจมตีนั้นจะเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้และเป็นนักธุรกิจที่มีกำลังเงิน โดยปัจจุบันนักธุรกิจที่มาซื้อคอนโดในไทยอันดับต้น ๆ ก็คือชาวเมียนมา” รศ.ดร.ปณิธาน ระบุ

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า ทางออกที่จะสามารถยุติการสู้รบในเมียนมาได้ ก็คือ ‘การตั้งโต๊ะเจรจา’ ที่ผ่านมามีการเจรจาระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์เรื่องยุติการสู้รบ ข้อตกลงปางหลวง และการปกครองแบบสหพันธรัฐ ซึ่งสำเร็จไปครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมด 17 กลุ่ม แต่ยังไม่มีการพูดคุยในข้อตกลง ซึ่งมีรายละเอียดเยอะที่ต้องหารือกันว่าหากเป็นสหพันธรัฐจริงรูปแบบการปกครองจะเป็นแบบไหน อย่างไรก็ดีกลุ่ม PDF ไม่ยอมเจรจา จึงยังหาทางออกไม่ได้ เพราะการที่กลุ่มชาติพันธุ์จะกำจัดกองกำลังทหารให้สิ้นซากนั้น ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ หรือหากสามารถทำได้ ก็จะเกิดการสู้รบระหว่างกลุ่ม PDF กับกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มอื่นๆ อีกเพราะขณะนี้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็ยังไม่มีการเจรจาสงบศึกกันอย่างแท้จริง ยังไม่มีการตกลงกันว่าใครจะปกครองตรงไหน จังหวะที่จีน เกาหลีเหนือ และรัสเซียจะเข้ามาสนับสนุนรัฐบาลพม่าก็ยังมีอยู่

“สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ อย่าให้ไทยถูกดึงเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งกับเมียนมา เนื่องจากอาจมีผู้อพยพชาวเมียนมาที่เข้ามาในไทยนัดหมายซ่องสุมกำลังกัน ซึ่งจะทำให้ไทยถูกมองว่าให้การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก รัฐบาลจึงต้องควบคุมให้ดี แต่ในอีกมุมหนึ่งรัฐบาลไทยก็อาจใช้โอกาสนี้ ในการเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในพม่า เพราะหากพม่าสงบก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยด้วย” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก-ครุฑธาภิเษก วัตถุมงคลพญาครุฑ รุ่นสมบัติแผ่นดิน 140 ปี ไปรษณีย์ไทย 24 ธ.ค. 66

(8 ธ.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘พญาครุฑ 140 ปี ไปรษณีย์ไทย’ โพสต์ข้อความเชิญชวนเข้าร่วมพิธีสืบสานตำนานศิลป์ปฐมบท พญาครุฑ สมบัติแผ่นดิน โดยระบุข้อความว่า…

“ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก และครุฑธาภิเษก วัตถุมงคลพญาครุฑ รุ่น สมบัติแผ่นดิน 140 ปี ไปรษณีย์ไทย ในวันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2566 เวลา 13.19 น. ณ มณฑลพิธีวัดครุฑธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

📣 มีวัตถุมงคลแจกฟรี! สำหรับผู้ร่วมงานหลังเสร็จพิธี 📣”

สำหรับ พญาครุฑ รุ่น สมบัติแผ่นดิน 140 ปี ไปรษณีย์ไทย เป็นผลงานจากประติมากรรมผลงานการออกแบบโดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยมีสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโธ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระเกจิคณาจารย์ทั่วประเทศ 36 รูป เมตตานั่งปรกอธิษฐานจิต 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 096-994-9893

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวจัดการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเพณี ตำรวจไทย-ตำรวจมาเลเซียชิงถ้วย “รุจิรวงศ์” ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 12-15 ธ.ค.66 ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

วันที่ 8 ธ.ค.66 เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง  ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ประธานคณะกรรมการอำนวยการบริหารการกีฬาประเภทรักบี้ฟุตบอล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานแถลงข่าวการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 34 โดยมี พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานการจัดการแข่งขันฯ และพ.ต.อ.เศรษฐสิริ นิพภยะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์
เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจมาเลเซียอย่างเน้นเฟ้น ในการบูรณาการทำงานร่วมกัน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมาคุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยการจัดการแข่งขันครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2504 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในยุคสมัยของ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า 62 ปี มีการจัดการแข่งขันมาแล้วถึง 34 ครั้ง โดยจะมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ในการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 34 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 12 - 15 ธ.ค.66 และจะมีการแข่งขันจริงในวันที่ 14 ธ.ค.66 ณ สนามกีฬาราชนาวี สัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

การแข่งขันกีฬารักบี้ประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ครั้งที่ 34 แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การแข่งขันชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี
2. การแข่งขันชิงถ้วย "สุวิมล" ประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชน และข้าราชการ
ตำรวจ ร่วมรับชมผ่านและส่งกำลังใจแก่นักกีฬาตำรวจไทยในการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณี ระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 34 ในวันที่ 14 ธ.ค.66 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามกีฬาโรงเรียนนานาชาติรักบี้ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

รู้จัก รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ จุดเปลี่ยน สร้างบุคลากรด้านวิทย์ฯ ของไทย ภายใต้ค่าเฉลี่ย PISA สูงลิ่ว จากวิสัยทัศน์ 'เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ' ที่น้อยคนจะรู้

(8 ธ.ค.66) จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Pornpichit Samaktham' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ ช่วยดึงคะแนน PISA ให้ดีขึ้น (มี 12 โรงเรียน)

เมื่อวาน BBC Thai เอาคะแนน PISA มาเปิดเผยแบบพาดหัวข่าวตัดตอน ขาแช่งประเทศไทยให้ตกต่ำเฮ กันใหญ่ สื่อเล็กสื่อน้อยช่วยกันเล่นสนุกสนานแต่ไม่พูด ภาพกว้างของการพัฒนาวงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์บ้านเรา

ผมเป็นคนหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษาผู้ปกครองทุกวัน รับสายทุกวัน เพราะตั้งใจว่าจะเอาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ประสบการณ์จากชีวิตจริง มารับใช้สังคม จนหมดแรง

บทสนทนาแรกๆ กับผู้ปกครองจะเหมือนๆ กัน ไม่รู้ว่าให้ลูกไปเรียนทางไหน ไม่อยากให้ลูกเครียดมาก อยากให้ที่ลูกเรียนที่ลูกชอบ

คำตอบของผม ผู้ปกครองหลายท่านไม่ชอบใจ ไม่โทรมาอีกเลย แต่ส่วนใหญ่ยังมาปรึกษาต่อเนื่อง ให้ช่วยวางแผนการศึกษายาวๆ

ผมจะบอกผู้ปกครองเสมอว่าสิ่งที่ผมแนะนำในการเรียน

1.เรียนอะไรก็ได้อย่าตกงาน

2.เรียนอะไรก็ได้ที่เงินเดือนสูง

3.เรียนง่ายๆ น้อยคนที่ได้เงินเดือนสูง

4.ถ้าเด็กเก่งด้านภาษาแบบโดดเด่นสนับสนุนไปเลย แต่ต้องยอมรับว่าโดยส่วนใหญ่เงินเดือนสายนี้จะน้อยกว่าสายวิทยาศาสตร์

5.ประเทศไทย มีสถาบันการศึกษาที่สอนสายศิลป์มากแล้ว เรียนวิทย์ได้เรียนวิทย์เถอะ

6.ถ้าเด็ก เรียนสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ได้ ให้เรียนสายนี้

มาถึงการวัดคะแนน PISA คือวัดเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จะเห็นว่าโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ มหิดลวิทยานุสรณ์ กำเนิดวิทย์ และโรงเรียนสาธิตสังกัดมหาวิทยาลัย และโรงเรียน สพฐ.ชั้นนำ ได้คะแนนสูงกว่า ค่าเฉลี่ยของ OECD (Organization for Economic Co operation and Development)

OECD คือองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา หรือประเทศเจริญแล้ว รวยแล้ว มีสมาชิก 38 ประเทศ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เบลเยียม, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, เกาหลีใต้, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น เป็นต้น

ดูรายชื่อประเทศพวกนี้ ก็คงมองออกสถานะทางการเงิน

มาดูประเทศที่อันดับดีในเอเชีย มาจากชาติที่การแข่งขันสูง จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเก๊า, สิงคโปร์, มาเลเซีย รวมทั้งเวียดนาม ต้องยอมรับว่าเป็นประเทศที่แข่งขันสูง ความเครียดสูง วัฒนธรรมคนขยันขันแข็ง

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยในยุคนี้ สื่อมวลชนมีส่วนชักนำเยาวชน ผู้ปกครองเยอะมาก ความรู้สึก ค่านิยม ไม่ต้องเรียนสูง เรียนง่ายๆ ขายของออนไลน์ ก็มีกินมีใช้แล้ว แต่ทักษะเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวได้ ได้แค่เป็นผู้ค้าและเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีเท่านั้น

ที่ผ่านมาภาครัฐ มีส่วนส่งเสริมการเรียนการสอนเทคโนโลยี มากมายเพื่อรองรับโครงสร้างประเทศในอนาคต รองรับการสร้างงานในพื้นที่ EEC ที่ต้องใช้แรงงานระดับสูง แต่การศึกษานั้น ผู้ปกครองต้องมีส่วนในการสร้างเยาวชนของชาติด้วย ไม่ใช่เรียกร้องแต่สิทธิ์ของฉัน

โครงสร้างด้นดิจิทัลของประเทศไทย ตอนนี้เอื้อแก่การเรียนรู้ ทางเลือกออนไลน์มาก อยู่ที่จะนำไปใช้แบบไหน ที่เอามาพัฒนาตัวเอง

การตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ ตามปณิธานของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทั่วประเทศ จำนวน 12 แห่ง ครั้งแรกวันที่ 27 กรกฎาคม 2536 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยนั้น นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ต่อมาได้ให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นต้นแบบร่วมจัดหลักสูตรและบุคลากร และเป็นพี่เลี้ยง แทบจะเรียนฟรีทั้งหมด ให้โอกาสลูกคนที่มีฐานะอ่อนแอกว่า จะเห็นว่าผู้ใหญ่ของประเทศไม่ได้นอนอยู่เฉยๆ เลย พัฒนาต่อเนื่องแม้การเมืองจะล้มลุกคลุกคลาน 

***ข้อมูลจากกูเกิล

ส่วนโรงเรียนสาธิต สังกัดมหาวิทยาลัยต้องยอมรับว่าเป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองมีโอกาสทางสังคมสูง จากการแสวงหาโอกาส ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ ต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มผู้ปกครองตัวอย่าง ที่ทำให้ค่าคะแนน PISA ดึงกลุ่มอื่นขึ้นมา  

ผู้ปกครองกลุ่มนี้ควรดึงผู้ปกครองกลุ่มอื่นที่อ่อนแอกว่าขึ้นมาด้วย ช่วยกัน ให้คำปรึกษาแนะนำ สังคมถึงจะร่วมกันพัฒนาเจริญไปด้วยกัน ดีกว่าก่นด่ากัน

ส่วนนักเรียนกลุ่ม มหิดลวิทยานุสรณ์ กำเนิดวิทย์ วมว. และ รร.ชั้นนำ สังกัด สพฐ.ในกรุงเทพ และภูมิภาค อันนี้ไม่น่าเป็นห่วง เพราะผู้ปกครอง และเด็ก เป็นหัวกะทิของประเทศอยู่แล้ว

จะบอกตรงนี้ว่าปัจจุบันจำนวนนักเรียนไทยสายวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆ เยอะมากมาย ตามรร.ชั้นนำข้างต้น ด้วยนโยบายข้างต้น เราเลยผลิตบุคลากรด้านนี้ได้มากมาย

***ลองไปดูการแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติประเทศไทย กวาดเหรียญรางวัลมาทุกปี ใช่อาจจะกลุ่มเดียว แต่จะมองเห็นศักยภาพเด็กของประเทศ ว่าไม่ด้อย ถ้าขยันพอ

ถ้าเอาจำนวนเด็ก ที่เด่นด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไปวัดกับสิงคโปร์ เราจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่พอวัดตามสัดส่วนประชากร เราจึงแพ้หลายประเทศ

ดังนั้น เชื่อในที่นี้ว่าเด็กที่อันดับไม่ดี ไม่ใช่เริ่มที่ตัวเด็ก เริ่มที่ผู้ปกครองก่อนเลย อย่าพูดว่าเด็กสมัยนี้มีมือถือเครื่องเดียวมันเก่งแล้ว เด็กจะรู้กว่าผู้ปกครองได้ยังไง

ผู้ปกครอง คือ คนที่ช่วยกันสร้างประเทศ ในโอกาสแรกให้เด็ก

ปล.นี่คือ การวัดด้าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นหลัก

ตอนเช้า ผมเห็น ดร.คนนึง เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยดัง สามย่าน และเป็นอดีต สส.

โพสต์สะใจกับเรื่องนี้

ผมถามว่า เข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วเหรอ

ดูเนื้อในหรือยัง ?

จากคนจิตอาสาแนะแนวด้านการศึกษา เพราะรู้ว่าเรื่องการศึกษาคือ การสร้างอนาคตประเทศ สร้างโอกาสให้คนบ้านนอกแบบผม มีโอกาสในการทำมาหากิน

ตม.สนามบิน ย้ำมาตรการคุ้มครองข้อมูลบุคคลป้องกันมั่วเช็กคนเข้าออกประเทศ

วันนี้ (8 ธ.ค.2566) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ในฐานะโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้เปิดเผยมาตรการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เดินทางเข้า - ออกประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีบุคคลภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานต่างๆ มักประสานขอตรวจสอบข้อมูลคนเข้า - ออกประเทศ โดยอ้างเหตุผลทางคดี หรือเหตุผลทางด้านความมั่นคง ส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และส่งผลต่อความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลบุคคลในฐานข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง 

พล.ต.ต.เชิงรณ ฯ เปิดเผยว่า กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 มีภารกิจในการตรวจอนุญาตบุคคล ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่เดินทางเข้า – ออกราชอาณาจักรผ่านด่านท่าอากาศยานนานาชาติทั้ง 5 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลการเดินทางเข้า - ออกราชอาณาจักรของบุคคลที่เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสนามบินดังกล่าว มักมีบุคคลหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ร้องขอเพื่อทำการตรวจสอบ โดยอ้างว่าเพื่อใช้ประกอบเป็นหลักฐานทางกฎหมายในหลายกรณี ซึ่งการขอตรวจสอบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของผู้เดินทาง และก่อให้เกิดความเสียหายได้ ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยได้มี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือที่เรียกว่า กฎหมาย PDPA ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2565 โดยกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ และเพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลซึ่งประชาชน และสังคม อาจเกิดความวิตกกังวลในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของตน ดังนั้น กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 จึงได้กำหนดมาตรการการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่เดินทางเข้า – ออกราชอาณาจักรทางด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานในสังกัดกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 โดยมีมาตรการตามหนังสือ บก.ตม.2 ที่ 0029.312/8295 ลง 1 ธ.ค.66 โดยสรุป ดังนี้

1. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็นภายใต้กรอบกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540  โดยจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูลไว้ก่อนล่วงหน้าหรือในขณะนั้น  หรือเป็นกรณีที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดให้กระทำได้ด้วยบทบาทภารกิจหน้าที่ในการตรวจอนุญาตบุคคลทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่เดินทางเข้า – ออกราชอาณาจักรด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานในสังกัดกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เช่น    

1.1 การเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กรณีเมื่อพบการแจ้งเตือนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แจ้งนายตำรวจผู้ควบคุมระดับสารวัตรขึ้นไป ดำเนินการตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในระบบฐานข้อมูลนั้น เช่น กรณีเป็นบุคคลต้องคำสั่งศาลห้ามเดินทาง กรณีมีหมายจับคดีอาญา กรณีบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย เป็นต้น

1.2 การเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะกรณีที่มีคำสั่งศาลหรือกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ 
หรือหน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อมูลและมีการแจ้งขอเป็นหนังสือราชการ เช่น การใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน ตาม ป.วิอาญา 

1.3 การเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กรณีได้รับการสั่งการจากผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เพื่อการนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยภายใต้ดุลยพินิจและอำนาจตามกฎหมาย 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เกินสมควรแก่กรณี อันอาจเข้าข่าย เป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น ในการเข้าถึงและการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กระทำโดยจำกัดเท่าที่จำเป็นแก่กรณีที่มีการร้องขอหรือสั่งการและเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น

2. การป้องกันการเข้าถึงหรือควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการ ดังนี้
2.1 ดำเนินการกำหนดสิทธิ และจำกัดสิทธิของเจ้าหน้าที่ในสังกัดกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ในการเข้าถึง หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยการจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลให้สามารถเข้าถึงได้โดยเจ้าหน้าที่เฉพาะราย หรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ หรือได้รับมอบหมายที่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวตามวัตถุประสงค์ มีการเพิกถอนสิทธิ เมื่อมีการลาออก เปลี่ยนตำแหน่ง หรือย้ายตำแหน่ง ตามคำสั่ง 

2.2 ให้หน่วยงานในสังกัดกำหนดแนวทางการทำงานที่เป็นมาตรฐาน (Standard Operating Procedure หรือ SOP) ในการเข้าถึง และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อป้องกันการเปิดเผย การล่วงรู้ หรือการลักลอบทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล การลักลอบถ่ายภาพหรือจัดพิมพ์รวมถึงการลักขโมยอุปกรณ์จัดเก็บ หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล การลักลอบนำอุปกรณ์เข้าออก เป็นต้น

2.3 การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของราชการ พ.ศ.2544

3. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบันทึกกิจกรรม
การใช้งาน หรือการเก็บบันทึกการเข้า - ออก (Log Files) ระหว่างการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลสูญหาย การเข้าถึงการใช้ข้อมูล การทำลายข้อมูล หรือการนำไปใช้โดยมิชอบ รวมทั้งการแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต 

4. ข้าราชการตำรวจในสังกัดทุกนายที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดเก็บและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ต้องปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดหากพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล หรือนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ หรือการเปิดเผยข้อมูลนั้นไม่เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย ให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการทางวินัยและอาญาพร้อมทั้งรายงานให้ ผบก.ตม.2 ทราบโดยเร็ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ขอเชิญชวนเข้าร่วมงานกาชาดประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 8 - 18 ธันวาคม นี้ อิ่มบุญ อิ่มใจไปพร้อมกัน

พล.ต.ต.หญิง สมพร พูลเกษม ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า ด้วยสภากาชาดไทยจัดงานกาชาดประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 8 - 18 ธันวาคม 2566 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร และทางระบบ Online ภายใต้แนวคิด “งานวันกาชาด 100 ปี รื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้” พร้อมเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานย้อนวันวานด้วยการ “นุ่งโจงห่มไทยเที่ยวงานวันกาชาด” โดยในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมออกร้านในงานกาชาดด้วยเช่นกัน ณ โซน 5 

สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติปีนี้ มีกองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมมากมาย ได้แก่ นิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการตำรวจไทย “ย้อนรอย 100 ปีกิจการตํารวจไทย” มีมุมให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมถ่ายภาพกับภาพเหมือนของตำรวจโบราณ , ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ “ตํารวจไซเบอร์ผู้พิทักษ์ภัยออนไลน์ 24 ชั่วโมง” , กิจกรรมบนเวทีและการแสดงของศิลปินผู้มีชื่อเสียงมากมาย ที่จะมาสร้างความสนุกในทุกวัน โดยในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ จะได้พบกับ คุณอินดี้ อินทัช เหลียวรักวงศ์ , ฟังเพลงยุค 90”S โดย คุณต๊ะ บอยสเกาท์ , ร่วมเล่นเกมส์กับคุณน้ำหวาน เดอะเฟซ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “สนุกกับเกม” ได้แก่ เกมปาโป่ง และเกมตักไข่นำโชค ให้ผู้เข้าร่วมชมร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมสนุกและชิงของรางวัลมากมายอีกด้วย

ในส่วนร้านของสมาคมแม่บ้านตำรวจ มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ซึ่งคัดสรรสินค้าคุณภาพงานฝีมือจากหน่วยงานและครอบครัวข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ , มีการลุ้นรางวัลกับกิจกรรม “พฤกษากาชาด” และจำหน่ายสลากกาชาดของสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อออกรางวัลให้กับผู้โชคดี โดยมีของรางวัลใหญ่มากมาย นอกจากนี้ ในแต่ละวันจะมีศิลปินดารามาร่วมกิจกรรมที่ร้านของสมาคมแม่บ้านตำรวจในทุกวันอีกด้วย สำหรับในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ จะได้พบกับ คุณแจ๊ส ชวนชื่น , คุณหมิว ลลิตา , คุณบอย พีชเมคเกอร์ และคุณเจี๊ยบ พิจิตรา

นอกจากนี้ ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคมนี้ เวลา 17.00 น. ขอเชิญประชาชนร่วมเฝ้าทูลละอองพระบาท รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานกาชาด ประจำปี 2566 “งานวันกาชาด 100 ปี รื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้” ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร

พร้อมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมงานกาชาด ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 8 - 18 ธันวาคม 2566 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ในร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ณ โซน 5 อิ่มบุญ อิ่มใจไปพร้อมกัน

สถาบันพระปกเกล้า ชวนเที่ยวงาน “๑๓ ทศวรรษ แผ่นดินพระปกเกล้า ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย”

วันที่ 7 ธันวาคม ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถ.หลานหลวง กรุงเทพฯ นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นประธานเปิดงาน “๑๓ ทศวรรษ แผ่นดินพระปกเกล้า ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย” โดยมี ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายณัฐพงษ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าอาจารย์ กู้เกียรติ ภูมิรัตน์ ประธานการจัดงาน และที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าด้านพลเมืองพร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ศิลปิน ดารา ผู้ประกาศข่าวที่เป็นศิษย์สถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานในครั้งนี้ 

นายวิทวัส กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีคุณูปการต่ออาณาประชาราษฎร์มากมาย ทั้งการพัฒนาประเทศ การศึกษา การวางรากฐานประชาธิปไตยให้กับราษฎร คุณูปการที่ใหญ่หลวง คือ การที่พระองค์ท่านสละพระราชอำนาจที่มีอยู่เดิมเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทย  

ในวาระ 130 ปี พระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และในวาระ 91 ปีที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับแรก สถาบันพระปกเกล้าจึงได้จัดงาน“13 ทศวรรษ แผ่นดินพระปกเกล้า พระผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย” ขึ้น ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการเสวนาวิชาการ การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิ กิจกรรมวิพิธทัศนา และการแสดงต่างๆ เพื่อเป็นการหวนย้อนรำลึกถึงงานฉลองรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมา 

ขอเชิญร่วมเที่ยวชมงาน “๑๓ ทศวรรษ แผ่นดินพระปกเกล้า ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย” ตั้งแต่วันที่ 7-10 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 15.30 – 20.30 น. ร่วมกิจกรรมเสวนาวิชาการ รับชมการแสดงวิพิธทัศนา ร่วมย้อนอดีตกับงานฉลองรัฐธรรมนูญ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีต่อปวงชนชาวไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top