Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

'เจ้าอาวาส' ดูแลเด็กติดยา จับมาปั้นเป็นนักมวย ขุนให้ตั้งใจเรียน พร้อมที่นอน-ข้าวให้กินทุกมื้อ

เมื่อวานนี้ (24 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดสะแก ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พระสมุห์ยงยุทธ นริสฺสโร หรือ ‘พระอาจารย์ต่าย’ เจ้าอาวาสวัดสะแก ได้ก่อตั้งค่ายมวยชื่อว่า ‘ค่ายมวยศิษย์ อ.ต่าย’ โดยเก็บเด็กติดยาเสพติด พ่อแม่ทอดทิ้ง มาเลี้ยง และปั้นให้เป็นนักมวย จัดที่กินที่นอน ส่งเรียนหนังสือ พร้อมฝึกฝนให้ชกมวยเป็นอาชีพ โดยมีเจ้าอาวาสและพระลูกวัด เป็นผู้ฝึกสอน

พระอาจารย์ต่าย กล่าวว่า ที่มาของการทำค่ายมวยเริ่มต้นจากเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ได้เก็บเด็กมาเลี้ยง ซึ่งเป็นเด็กติดยาเสพติด พ่อแม่แยกทางกัน แรก ๆ ยังลุ้มลุกคลุกคลานฝึกซ้อมไปเรื่อยไม่ได้หวังอะไร เพียงต้องการให้เด็กกลุ่มนี้ห่างไกลยาเสพติด แต่อาชีพชกมวยถึงเจ็บตัวแต่ได้เงินทุกไฟต์ ได้มากได้น้อยแล้วแต่ประสบการณ์

อาตมาจึงได้คุยกับ นายนิติรุจน์ มุขเฉลิมวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลโพนางดำตก ว่าอยากพัฒนาเด็กต่อยมวยให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ และสร้างอาชีพให้เด็กได้

ปัจจุบันมีเด็กชายอายุ 8-15 ปี รวม 11 คน กินนอนอยู่ที่วัด วันจันทร์-ศุกร์ ตื่นตี 5 วิ่งออกกำลังกาย 7 โมงครึ่ง อาบน้ำไปโรงเรียน 8 โมง พระพาไปส่งโรงเรียน กลับจากโรงเรียน 4 โมง ซ้อมมวยจนถึง 2 ทุ่ม อาบน้ำกินข้าวเข้านอนเกือบ 3 ทุ่ม เราต้องฝึกให้เขามีระเบียบวินัย ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ หลังเลิกซ้อมรอบเช้าให้เก็บกวาดเวที หลังจากนั้นให้ทำกิจกรรมส่วนตัว

สำหรับเด็กที่ไม่ชกมวย อาตมาก็เลี้ยง แต่มีอย่างอื่นให้ทำ อาตมาจะไม่บังคับเด็ก ทุกคนจะได้เรียนหนังสืออย่างน้อยให้จบ ม.6 อาตมาต้องการให้เด็กมีอนาคต ให้เขายืนด้วยตัวเองได้ เขาไม่ได้อยู่กับเราตลอดชีวิต สักวันหนึ่งเขาต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเขา

ส่วนการพาเด็กไปชกมวยเวทีต่าง ๆ อาตมายึดหลักที่ว่าชกแล้วไม่หักค่าตัว ไม่หักเงินอัดฉีด ไม่หักค่าสีเสื้อ ยกให้เด็กหมด แต่ขอไว้ครั้งละ 100 บาท เก็บไว้เพื่อช่วยเหลือค่ายที่อาจมีเหตุจำเป็นต้องใช้

ศาลพิพากษา 'ไอทีวี' ชนะคดีข้อพิพาท สปน. บอกเลิกสัญญา ไม่ต้องชำระหนี้กว่า 2 พันลบ. และไม่มีภาระต่อกันอีกต่อไป

(25 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือชี้แจงผู้ถือหุ้น ระบุว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งผลคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีข้อพิพาทระหว่างบริษัท และสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กรณีที่ไอทีวีได้ยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เพื่อให้พิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF (สัญญาเข้าร่วมงาน) ในวันที่ 7 มีนาคม 2550 ของ สปน. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น

หนังสือถึงผู้ถือหุ้น ลงวันที่เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ระบุเรื่องศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ได้พิพากษายกคำร้องของ สปน. ด้วยเหตุว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งมีผลให้คดีนี้ถึงที่สุด โดยบริษัทและ สปน. ต่างไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระต่อกันอีกรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,890,345,205.48 บาท (สองพันแปดร้อยเก้าสิบล้านสามแสนสี่หมื่นห้าพันสองร้อยห้าบาทสี่สิบแปดสตางค์)

ทั้งนี้ จากผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ส่งผลให้บริษัท ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ หรือ
ภาระหน้าที่ หรือความรับผิดตามสัญญาเข้าร่วมงาน หรือภาระผูกพันใด ๆ กับ สปน. อีกต่อไป ทั้งนี้ บริษัทจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาทิศทางของไอทีวีต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การอ่านคำพิพากษากรณีที่ไอทีวีได้ยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เพื่อให้พิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF (สัญญาเข้าร่วมงาน) ในวันที่ 7 มีนาคม 2550 ของ สปน. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลปกครองสูงสุด ได้มีการนัดอ่านคำพิพากษา เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 25 มกราคม 2567

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัยออนไลน์มีคนร้ายปลอมเลขหมาย 191 โทรข่มขู่เรียกเงิน

พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ. ศปอส.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงบนโลกออนไลน์อีกทั้งในตอนนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบมาว่ามีคนร้ายปลอมแปลงเบอร์หมายเลข 191 ที่ใช้ในการรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายของทางตำรวจ เพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สินของเหยื่อโดยคดีนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแจ้งเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบถึงพฤติการณ์ของคนร้ายและจุดสังเกตของคนร้ายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รู้เท่าทันกลโกงและไม่ตกเป็นเหยื่อของคนร้าย ดังนี้

คนร้ายปลอมเบอร์เป็น 191 โทรหาเหยื่อหลอกว่ามีคดีติดตัว
คนร้ายโทรหาเหยื่อโดยตอนที่โทรเข้ามาเบอร์ที่แสดงบนเครื่องโทรศัพท์ของเหยื่อจะแสดงหมายเลข 191 หรือแสดงเป็นเบอร์ที่ใกล้เคียงกับ 191 เช่น +191, 1-9-1, 0191 และ .191 เป็นต้น คนร้ายจะแจ้งเหยื่อว่าเหยื่อตกเป็นผู้ต้องสงสัยและมีความเกี่ยวข้องในคดีที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นคนร้ายจะให้เหยื่อเพิ่มเพื่อนในไลน์ โดย Account ที่สร้างขึ้นมาจะใช้รูป Profile และชื่อตำรวจ เพื่อที่จะส่งเอกสารทางราชการและหลักฐานปลอมที่คนร้ายสร้างขึ้นมาไว้สำหรับหลอกลวง พร้อมกับแต่งกายเครื่องแบบตำรวจในระหว่างที่ Video Call หาเหยื่อ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ คนร้ายจะสั่งให้เหยื่อโอนเงินไปที่บัญชีของคนร้ายอ้างว่าเพื่อทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเหยื่อ และกล่อมเหยื่อว่าถ้าหากเหยื่อยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่คนร้ายอ้าง ให้ดำเนินการตามที่คนร้ายสั่งเพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ สุดท้ายเมื่อเหยื่อโอนเงินไป เหยื่อก็ไม่ได้รับเงินคืนอีกเลย

จุดสังเกต
-ทางศูนย์ 191 ขอยืนยันว่าไม่มีการติดต่อประชาชนไปเพื่อแจ้งหมายจับ
-ทางศูนย์ 191 จะโทรหาประชาชนในกรณีดังนี้
oสายถูกตัดไปในระหว่างที่สนทนากับเจ้าหน้าที่ 191
oติดตามสถานการณ์กับผู้แจ้งว่าสายตรวจได้เข้าถึงพื้นที่ตามแจ้งแล้วหรือไม่
oสอบถามรายละเอียดจุดเกิดเหตุที่ได้แจ้งเข้ามาเพิ่มเติม
-เบอร์ที่ 191 ใช้โทรออกไป จะแสดงเป็น 191 เฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในพื้นที่อื่นๆจะแสดงเป็นเบอร์โทรศัพท์ 7 หลัก
-ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินเข้ามาเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน

เนื่องจากเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวมักจะถูกปลอมแปลงและโทรเข้ามาจากต่างประเทศ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแนะนำว่าหากพี่น้องประชาชนท่านใดไม่มีความจำเป็นที่ต้องติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ต่างประเทศ ให้กดหมายเลข *138*1# เพื่อบล็อคการโทรเข้าจากต่างประเทศในเครื่องโทรศัพท์ของท่านเพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพจากต่างประเทศโทรเข้ามาหลอกลวงท่านได้ หากต้องการยกเลิกการบล็อก ให้กดหมายเลข *138*2#

สำหรับช่องทางรับรู้ข่าวสารเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1441 กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.go.th

ไทยนั่งเจ้าภาพ Asia-Pacific Advance Network (APAN) ครั้งที่ 57 เวทีแห่งการแลกเปลี่ยนข้อมูล 'เครือข่ายการวิจัย-การศึกษาในเอเชียแปซิฟิก'

ประเทศไทย เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ APAN ครั้งที่ 57 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม -  2 กุมภาพันธ์ 2567 คาดจะมีผู้เข้าร่วมประชุมราว 350 คน จาก 19 ประเทศสมาชิก

โดยสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ร่วมกับสมาคมเครือข่ายไทยเพื่อการศึกษาวิจัย (ThaiREN) เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Asia-Pacific Advance Network (APAN) ครั้งที่ 57 (57th APAN Meeting) ในระหว่างวันที่ 29 มกราคม -  2 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ Asia-Pacific Advanced Network (APAN) เป็นองค์กรที่มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีสมาชิก 38 หน่วยงาน จาก 19 ประเทศทั่วโลก เป็นเครือข่ายความร่วมมือในการใช้ระบบสื่อสารเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษาและวิจัยของแต่ละประเทศ 

นอกจากนี้ ยังเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศของเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาแห่งชาติ (NRENs) ทั่วภูมิภาค ครอบคลุมประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และประเทศสมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารให้บริการการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยรุ่นเยาว์ใน APAN และชุมชนที่เกี่ยวข้องนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีเครือข่าย (Network technology), วิศวกรรมเครือข่าย (Network engineering), การวัดเครือข่าย (Network measurement), เทคโนโลยีแอปพลิเคชัน (Application technology), เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication technology), สถาปัตยกรรมเครือข่าย (Network architecture) ความเป็นสากลและการแปลเป็นภาษาท้องถิ่น เป็นต้น

ทั้งนี้ การประชุม APAN จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ขณะที่การประชุมครั้งที่ 57 (57th APAN Meeting) ทางคณะกรรมการ APAN เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศของกลุ่มสมาชิกเครือข่าย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุม โดยในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด 'Empowering Global Network Alliance for Climate Resilience' ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการฯ จำนวน 350 คน ประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ 100 คน ผู้เข้าร่วมประชุมจากมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน 150 คน และผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นสมาชิก APAN 100 คน 

โดยตลอดระยะเวลา 5 วันของการประชุมดังกล่าว จะเป็นเวทีในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยไทย ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ต่างๆ กับนักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาและวิจัยของประเทศในอนาคต อีกทั้ง จะช่วยให้นักวิจัยได้เพิ่มพูนความรู้และทักษะ เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษาและวิจัยของหน่วยงาน เนื่องจากกิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงแต่แบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอันมีค่าของตนเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายร่วมกันและสำรวจโซลูชันเชิงสร้างสรรค์ที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาอีกด้วย 

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.apan57.apan.net และ Facebook Page : APAN Thailand

‘ตำรวจไทย’ โอด!! ปม ‘ยกเลิกครูเวร’ จะให้ไปเฝ้าโรงเรียนแทน ลั่น!! ใช้ไปทำโน่นนี่ที่ไม่ใช่หน้าที่ ควรจ่ายเบี้ยเลี้ยงที่เหมาะสมด้วย

(25 ม.ค. 67) จากกรณี ครูถูกทำร้ายร่างกาย ขณะอยู่เฝ้าเวรโรงเรียนในวันหยุด ที่ จ.เชียงราย จนทำให้เกิดการเรียกร้องให้ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศ ผ่านแฮชแท็ก ‘ยกเลิกครูเวรกี่โมง’ จนมีมติ ครม.ยกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ มีผลทันที 23 ม.ค. 67 นั้น

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (24 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กภาพโปรไฟล์สวมเครื่องแบบ ตร. รายหนึ่ง โพสต์ข้อความในกลุ่มที่มีไว้เพื่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ในวงการตำรวจ ว่า

“ล่าสุดจะให้ตำรวจไปเฝ้าโรงเรียนแทนครูแล้ว ถ้ามีคำสั่งลงมาก็ต้องไปแหละ แต่ก็อยากให้มองอีกมุมหนึ่ง ตำรวจชั้นประทวนไม่ค่อยมีเวลากับเงินหรอก เอาเวลางานไปทำนั้นนู่นนี่ที่ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ ก็ควรจะให้เบี้ยเลี้ยงที่เหมาะสมเพื่อเป็นขวัญกำลังใจด้วย”

โดยภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็ได้มีสมาชิกในกลุ่มเข้าไปแสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เช่น…

- ทุกภารกิจ ได้ดีก็แต่คนสั่ง ทั้งเงินทั้งงาน
- เหนื่อยกับความคิดนายว่ะ
- ทำไมไม่จัดสรรกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ไม่ดีกว่าหรือ ส่องมันให้ทุกซอกทุกมุมในรร. ให้ผอ. ควบคุมตรวจตรากล้อง มีไรผิดปกติก็แจ้งตำรวจพื้นที่ได้หนิครับ จะโยนหน้าที่ของตัวเองให้เพื่อนทำไม ดูตำรวจทำทุกหน้าที่เกินเวลา โอทีไม่เคยได้ แต่ไม่บ่นสักคำ
- เขาหวังดีค่ะ อยากให้ครูได้ผัวตำรวจ 555
- แบบนี้ต้องเพิ่มเงินเดือนให้เขาแล้วใช้กันมั่วไปหมด
- มันก็ยังดีกว่าไปยืนข้างคูน้ำ รอบๆ กำแพงสูงๆ ทั้งที่ก็มีทหารกองเป็นเบืออยู่แล้วป่ะ…ร้านทอง , ธนาคาร, สหกรณ์ฯ ก็นั่งมาแล้ว เพิ่มโรงเรียนอีกที่จะเป็นไรไป กำลังพลไม่พอ ก็เปิดรับเข้ามาอีก ดีซะอีกจะได้จับตาดูเยาวชนแบบใกล้ชิด ดีไม่ดี ตกเย็นชวนเด็กเตะตะกร้อเดิมพัน ได้ตังค์ได้ออกกำลังกายด้วย 5555555

ชื่นชม!! ‘คนขับรถ-กระเป๋า’ สาย 168 ช่วยเหลือ 2 แม่ลูก วิ่งเรียกทหารช่วยแบกลูกชัก-ป่วยภูมิแพ้ตัวเอง ส่ง รพ.ราชวิถี

(25 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 24 ม.ค.67 วิทยุ จส.100 รายงานว่า เวลา 09.30 น. แม่พาลูกชายที่ป่วยเป็นภูมิแพ้ตัวเอง ไป รพ.ราชวิถี โดยพาขึ้นรถเมล์สาย 168 บริเวณซอยศูนย์วิจัย ถ.พระราม 9

ระหว่างทาง ลูกที่ป่วย เกิดอาการชักบนรถเมล์ คนขับ (คุณอนิรุต วันหวัง) และกระเป๋ารถเมล์ (คุณนพรัตน์ ธนะเพชรพิบูลย์) และพลเมืองดีบนรถ ต่างให้ความช่วยเหลือ รีบขับพาไปถึงจุดที่ใกล้ รพ.ราชวิถี มากที่สุด 

แต่ในระหว่างนั้นรถติดอยู่แถวอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กระเป๋ารถเมล์จึงวิ่งลงจากรถ เพื่อไปขอความช่วยเหลือกับน้องทหารที่อยู่บริเวณนั้น 2 นาย และได้ขึ้นมาช่วยกันอุ้มผู้ป่วย วิ่งไปที่ตึกฉุกเฉิน รพ.ราชวิถี ทันที

ต่อมา ทราบชื่อทหารที่ช่วยเหลือ คือ ร.ต.ปรีชา สมบัติวงศ์, ส.ท.ภาณุพงษ์ นึกกระโทก และพล.อส.วิทยา ชัยสมบูรณ์ (ข้าราชการ ดย.ทบ.) ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีประชาชนบนรถเมล์ สาย 168 ขอความช่วยเหลือ

ส.ท.ภาณุพงษ์ นึกกระโทก (ทหารที่ให้ผู้ป่วยขี่หลัง) กล่าวว่า "ช่วงนั้นได้ยินมีคนตะโกนให้ช่วย บริเวณนั้นมีทหารประมาณ 10 นาย ทางกรมฯ กำลังจะพาไปย้ายเข้ากรมดุริยางค์ทหารบก เห็นว่าอยู่ใกล้ รพ.ราชวิถี จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที พยายามไปให้ถึงรพ.ราชวิถี ให้เร็วที่สุด"

‘นายกฯ’ สั่งยกระดับ ‘ภาษาอังกฤษ’ ในระดับอุดมศึกษา สร้างความพร้อมด้าน ‘วิชาการ-วิชาชีพ-ทักษะสื่อสาร’ ยิ่งขึ้น

(25 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พ.ย 66 ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดหาโครงการ หรือมาตรการต่าง ๆ ด้านการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเร่งด่วน ทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกประกาศเรื่องนโยบายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2567 เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยกำหนดเป้าหมาย พัฒนาการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ รวมถึงกำหนดให้นักศึกษาทุกคน สอบวัดความรู้และทักษะภาษาอังกฤษก่อนสำเร็จการศึกษา ตามแบบทดสอบที่สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้นหรือแบบทดสอบตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ โดยเทียบเคียงผลกับมาตรฐานสากลของสหภาพยุโรปที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภาษาในด้านการอ่าน การเขียน การฟัง และการพูด (Common European Framework of Reference for Languages: CEFR)

นายชัย กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานตามประกาศดังกล่าว โดยกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติตามแนวทางกำหนดนโยบายและเป้าหมายยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนิสิต นักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีความพร้อม ทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับที่ใช้งานได้ และพิจารณาจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ รวมทั้งจัดทําแผนเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีตัวชี้วัดและมีการประเมินผลที่ชัดเจน และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร จัดสภาพแวดล้อมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนที่ส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษ

พร้อมทั้งจัดสื่อการเรียนการสอนรูปแบบเอกสารหรือสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง รวมถึงตั้งแนวทางการประเมิน โดยการสอบวัดความรู้และทักษะภาษาอังกฤษก่อนสําเร็จการศึกษา ตามแบบทดสอบที่สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้น หรือ แบบทดสอบตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ โดยกําหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะภาษาอังกฤษ เทียบเคียงผลกับเกณฑ์ CEFR ของแต่ละบุคคล ตามหลักดังนี้ 1.ระดับอนุปริญญา ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ B1 ขึ้นไป 2. ระดับปริญญาตรี ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ B2 ขึ้นไป และ 3. ระดับบัณฑิตศึกษา ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ C1 ขึ้นไป

“ด้วยการกำหนดนโยบายแบบมุ่งยกระดับทุกด้าน นายกรัฐมนตรีจึงเร่งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลไทยให้มีความสามารถเท่าทัน เท่าเทียมการตลาดแรงงาน เร่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาให้ได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อความพร้อมของนักเรียน นักศึกษา เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถ ตลอดจนยกระดับอาชีพ ให้เท่าทันสอดคล้องกับนโยบายของประเทศด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ภาคการศึกษาวิจัยต่าง ๆ” นายชัย กล่าว

‘รมว.สุริยะ’ กร้าว!! เร่งขับเคลื่อนนโยบายคมนาคมรอบทิศ ‘ระบบขนส่งราง -โลจิสติกส์ - รถไฟทางคู่ -รถไฟฟ้ากทม.’

(24 ม.ค.67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ขับเคลื่อนนโยบายคมนาคมเพื่อความอุดมสุขของประชาชน ปี 2567-2568 ว่า การสัมมนาในครั้งนี้ได้จัดทำ Action Plan ทุกหน่วยงานจะได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นตลอดช่วงเวลาของการ Workshop โดยผลักดันนโยบาย Quick Win 2567-2568 พบว่ามีโครงการสำคัญ 72 โครงการ

นอกจากนี้กระทรวงได้เร่งรัดทุกหน่วยงานพิจารณานโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะเรื่องต่าง ๆ ดังนี้…

1. นโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค 
2. บูรณาการแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกับเส้นทางในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับจีนตอนใต้ (รถไฟไทย - สปป.ลาว - จีน) โครงการ EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับโครงการแลนด์บริดจ์ เปิดประตูการค้าสองฝั่งสมุทรทางภาคใต้

ตลอดช่วงเวลากว่า 3 เดือน ที่ผมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 2 ท่านเข้ามาปฏิบัติงานที่กระทรวงคมนาคม พวกเราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกท่าน ผมจึงมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าผลที่ได้จากการ Workshop ในครั้งนี้ จะนำไปสู่ Action Plan ที่มีประสิทธิภาพ และ ผลักดันให้นโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ 

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหลายประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่ามีต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์คิดเป็น 9.5 -9.8 % ของจีดีพี ขณะที่ไทยมีต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์คิดเป็น 11-12 % ของจีดีพี  ซึ่งถือว่าไทยมีปริมาณต้นทุนที่สูง เนื่องจากไทยใช้ระบบถนนเป็นหลัก หากสามารถหันไปใช้ระบบขนส่งทางรางได้ จะช่วยลดต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ได้มากขึ้น เบื้องต้นได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการใช้ระบบขนส่ง ทางราง เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ ภายใน 5-6 ปี โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 และระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล ระยะทาง 554 กม.

สำหรับการสัมมนาฯ ในวันนี้ มีความคาดหวังอยากให้ทุกหน่วยงานได้เร่งรัดและบูรณาการโครงการที่จะดำเนินงานในปี 2567 รวมทั้งร่วมกันพิจารณากำหนดโครงการใหม่ที่จะดำเนินการในปี 2568 ตามภารกิจและโหมดการขนส่งในทุกมิติ และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานได้นำเสนอกรอบวงเงินงบประมาณที่จะใช้ในการลงทุน แยกตามแหล่งเงิน ประโยชน์ที่จะประชาชนจะได้รับ และแผนการดำเนินการตั้งแต่เริ่มจนก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งเมื่อนำภาพผลงานที่ได้ดำเนินงานไปแล้วในช่วง 99 วันที่ผ่านมา มารวมกับผลลัพธ์จากการทำ Workshop ในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนได้เห็นภาพที่ชัดเจนถึงทิศทางการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในอนาคต ซึ่งสามารถจับต้องได้และสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม 

พบแร่ลิเทียมในสวนปาล์ม อ.ตะกั่วทุ่ง คนแห่คึกคัก!! ติดต่อขอซื้อ-เช่าที่ดิน

(24 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากมีการนำเสนอข่าวเรื่องการพบแหล่งแร่ลิเทียม ในพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และมีบางสื่อได้นำเสนอว่ามีปริมาณของแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ทำให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากของชาวจังหวัดพังงาและประชาชนทั้งประเทศ 

ซึ่งล่าสุดทางกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลเรื่องผลการสำรวจแหล่งลิเทียมในประเทศไทย คำว่า Mineral Resource มีความหมายถึงปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ ซึ่งแตกต่างจากคำว่า Lithium Resource ซึ่งหมายถึงปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียม 

ดังนั้นการนำข้อมูลปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ไปเปรียบเทียบกับปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียมของต่างประเทศ จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าประเทศไทยมีปริมาณแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้ สำหรับชนิดของแร่ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ เป็นแร่เลพิโดไลต์ (lepidolte) ที่พบในหินเพกมาไทต์ (pegnatite) และมีความสมบูรณ์ของลิเทียมหรือเกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.459 แม้จะมีความสมบูรณ์ไม่สูงมากแต่ก็ถือว่ามีความสมบูรณ์กว่าแหล่งลิเทียมหลายแห่งทั่วโลก และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการแต่งแร่ที่ความสมบูรณ์ดังกล่าวได้คุ้มค่า

ล่าสุดผู้สื่อข่าวพร้อมด้วยนายสุเทพ ทองวล ประธานสภา อบต.ถ้ำ ลงพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันของนายสุชาติ ขันภักดี บ้านบางทราย ม.2 ต.ถ้ำ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งอยู่ในพื้นที่แหล่งแร่ลิเทียมบางอีตำ พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขุดเจาะเก็บตัวอย่างใต้ดินออกมาเป็นแท่งทรงกระบอก ส่งต่อให้ทางนักธรณีวิทยาวิเคราะห์หาปริมาณของแร่ลิเทียม เนื่องจากทางบริษัทได้รับอนุญาตให้เจาะสำรวจได้ถึงวันที่14 กุมภาพันธ์ 2567 นี้

นายสุชาติ ขันภักดี บอกว่า รู้สึกดีใจที่ในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันของตนเองเจอแร่ลิเทียมในชั้นใต้ดิน ส่วนในประเด็นที่ว่าต่อไปจะมีการทำเหมืองหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งต้องว่าด้วยกฎหมายเป็นหลัก และหากจะมีการทำเหมืองในพื้นที่ของตัวเองก็ไม่ขัดข้องแต่จะต้องมีการชดเชยที่น่าพอใจ ส่วนในการทำเหมืองจะมีการฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องผลดี ผลเสียในทุก ๆ ด้าน ในขณะที่หลุมที่เจาะเสร็จแล้วและที่เจอตาน้ำบาดาลดี ตนก็เก็บไว้เตรียมไว้ใช้ในหน้าแล้ง

ด้านนางวารุณี สงวนนาม เจ้าของร้านเจ้น้อง อาหารพื้นเมืองพังงา กล่าวว่า ในฐานะคนตำบลกะไหลก็รู้สึกดีใจที่เจอแร่ลิเทียมในพื้นที่ตำบลกะไหล เรื่องแรกก็ทำให้บ้านกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ หลังจากมีกระแสสำรวจเจอแร่ลิเทียมในพื้นที่ ก็ทำให้ราคาที่ดินในตำบลกะไหลคึกคักขึ้น มีคนติดต่อจะขอซื้อและขอเช่ากันเป็นจำนวนมาก ในส่วนที่ว่าถ้าหากจะมีการทำเหมืองแร่ลิเทียมก็จะต้องรับฟังความคิดเห็นกันทุกฝ่ายทั้งในเรื่องของผลดี ผลเสีย โดยเฉพาะผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะจากที่ได้ยินมานั้นทุกคนต่างก็เป็นห่วงในเรื่องของมลภาวะสิ่งแวดล้อมหากมีการทำเหมืองแร่ในพื้นที่

ชื่นชม!! 2 ตร.ช่วยชายเครียดสูงวัย กระโดดน้ำจากสะพาน ที่ จ.สุพรรณบุรี โชคดี!! ประคองตัวเข้าฝั่งปลอดภัย ด้าน ตร.เผย!! "ต้องช่วยให้เขารอด"

(24 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก 'ดาวแปดแฉก' ได้โพสต์เรื่องราวนาทีชีวิต ระบุว่า...

นาทีชีวิตตำรวจกระโดดลงน้ำช่วยชีวิตประชาชน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค.67 เวลาประมาณ 13.45 น. 'จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน' ผบ.หมู่ (ป.) สภ.สองพี่น้อง และ 'ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา' ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ได้ช่วยชีวิตชายสูงอายุ ที่กระโดดจากสะพานเทศบาลเมืองสองพี่น้อง ลงไปในคลอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชาวบ้านชุมชนหลังตลาดบางลี่ ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสายตรวจทั้งสองนาย อีกทั้งภาพการช่วยเหลือถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย สังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นชื่นชมตำรวจทั้งสองนาย

โดยวันนี้ (24 ม.ค.67) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เรียก พ.ต.อ.เกียรติชัย เกิดโชค ผกก.สภ.สองพี่น้อง, จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน และ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา เข้าพบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อมอบรางวัลเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และ ทำความดี

โดยเพจดาวแปดแฉก ได้ระบุเพิ่มเติมอีกว่า ตำรวจทั้งสองนาย คือ จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน ผบ.หมู่ (ป.) และ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ส.ต.ต.ณัชพล เล่าว่า...

"เวลาประมาณ 13.45 น. ของวันที่ (23 ม.ค.2567) ระหว่างออกตรวจในเขตรับผิดชอบ กำลังขับขี่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ กับ คู่ตรวจไปยังที่พักสายตรวจ ได้รับจากห้องวิทยุสื่อสาร สภ.สองพี่น้อง ให้ตรวจสอบชายกระโดดจากสะพานเทศบาลเมืองสองพี่น้องลงไปในคลอง ซึ่งอยู่ใกล้พอดี ใช้เวลา 2 นาทีถึงจุดเกิดเหตุ

"โดยมีชาวบ้าน 2-3 คน บอกว่าชายสูงอายุกระโดดลงไปในคลอง และเห็นชายสูงอายุลอยอยู่กลางคลองเกาะกองผักตบชวา จึงบอก จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไปหาจุดที่ใกล้ที่สุดเพื่อช่วยเหลือ ระหว่างหาทางชาวบ้านคนหนึ่ง ออกมาบอกว่าให้เข้าภายในบ้านเขาเลยใกล้กว่า พอไปถึงหลังบ้าน จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ แจ้งวิทยุสื่อสารไปยัง สภ.สองพี่น้อง รายงานสถานการณ์ ส่วนผมมองไปที่ชายสูงอายุ ที่เห็นนาทีนั้นเหมือนชายสูงอายุจะไม่ไหวแล้ว สังเกตเห็นได้แค่ใบหน้าเท่านั้น"

ส.ต.ต.ณัชพล เล่าอีกว่า "นาทีนั้นที่ผมเห็น ผมถูกฝึกมาให้ช่วยเหลือ ถูกสอนว่า เราต้องช่วยให้เขารอด แต่เราต้องไหว จึงตัดสินใจทันทีถอดเสื้อเกราะ ถอดเข็มขัดอาวุธ ถอดรองเท้า ระหว่างวิ่งไปจะกระโดดน้ำก็ถอดเสื้อเครื่องแบบทิ้งไว้ที่พื้นดิน กระโดดน้ำทันทีระยะประมาณ 15 เมตร ไปถึงจุดที่ชายสูงอายุลอยเกาะกองผักตบชวา ผมก็ประคองตัวตะโกนเรียกพี่ ๆๆๆ แต่เขาไม่ตอบ แต่สังเกตว่าเขายังพอมีสติ ก็ล็อกคอชายสูงอายุ ซึ่งผมหันหลังประคองเข้าฝั่ง โดยมี จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ อยู่ที่ริมตลิ่งพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยรอช่วยเหลือประคองชายสูงอายุขึ้นจากน้ำ"

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ญาติของชายสูงอายุ มาจุดเกิดเหตุแจ้งว่า ชายสูงอายุมีความเครียดจากโรคประจำตัว หลังจากนั้นจึงได้นำตัวส่งไปโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 เพื่อตรวจร่างกาย และรอดูอาการ จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. แพทย์อนุญาตให้ญาติรับตัวกลับไปดูแลต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top