Friday, 18 September 2026
NEWS FEED

กลับมาทวงบัลลังก์ เฉือนเดือดก่อนปิดขาด พลิกแซงชนะศุภนิดาถึง 2-0 เกม ผงาดเหรียญทองซีเกมส์ครั้งแรก

(15 ธ.ค. 68) การแข่งขันแบดมินตันในซีเกมส์ 2025 รอบสุดท้ายที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้บทสรุปในประเภทหญิงเดี่ยวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 โดย "เมย์" รัชนก อินทนนท์ มืออันดับ 8 โลก ชนะ "เม" ศุภนิดา เกตุทอง มืออันดับ 12 โลก 2-0 เกม 21-19 และ 21-7 คว้าเหรียญทองได้เป็นครั้งแรกในชีวิต

เกมแรกเริ่มด้วยการที่ศุภนิดานำห่าง 11-2 แต่รัชนกงัดเกมเก๋า ไล่ตามเก็บแต้มก่อนจะแซงขึ้นนำในช่วงท้ายเกมด้วยความนิ่งและความมั่นใจ ขณะที่เกมที่สองเธอสามารถคุมจังหวะเกมได้ดีและชนะขาด 21-7 ปิดเกม 2-0 อย่างเหนือชั้น

หลังชนะการแข่งขัน รัชนกโพสต์ใน X ว่า "นี่คือการปลดล็อกครั้งสำคัญ" และนับเป็นเหรียญทองประเภทบุคคลซีเกมส์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์อาชีพ เธอเคยได้เหรียญเงินและทองแดงในซีเกมส์ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ทัพแบดมินตันไทยยังสามารถกวาดเหรียญทองรวม 3 เหรียญ จากทีมหญิง คู่ผสม และหญิงเดี่ยว รวมถึงเหรียญเงิน 2 เหรียญ และเหรียญทองแดง 1 เหรียญ ซึ่งเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ของเจ้าภาพ ซีเกมส์ 2025

พิธีมอบเหรียญจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแสดงความยินดีจากผู้ใหญ่ในวงการกีฬาและแฟนกีฬาไทย ถือเป็นการปิดฉากผลงานแบดมินตันที่สวยงามในซีเกมส์ครั้งนี้

 

THE STATES TIMES จัดงานใหญ่เมื่อครั้งครบรอบ 4 ปี ดึงบิ๊กเนมร่วมเสวนา "Thailand Outlook" ตอกย้ำการยอมรับสู่สื่อที่มีอิทธิพลทางความคิด

ย้อนกลับไปเมื่อในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 THE STATES TIMES ได้จัดงานเสวนาครั้งสำคัญในโอกาสครบรอบ 4 ปี ภายใต้ชื่อ "Thailand Outlook: From Global Disruption to Thailand Transformations" งานดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับสำนักข่าวให้เป็น ผู้จัดเวทีแห่งชาติ (National Convener) ที่สามารถรวบรวมบุคคลสำคัญระดับประเทศ ทั้งผู้นำทางการเมือง ผู้บริหารระดับสูง และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางของประเทศ

การจัดงานเสวนาขนาดใหญ่และมีการเชิญบุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ตำแหน่งในขณะนั้น) รวมทั้งผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วมปาฐกถา ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนถึง สถานะทางการเมืองและเศรษฐกิจ ของสำนักข่าว การจัดงานนี้แสดงให้เห็นว่า THE STATES TIMES ได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำว่าเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือและมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และเผยแพร่ความคิดเห็นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ

ในมิติของแบรนด์ งาน "Thailand Outlook" เป็นการรวมพลังของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่สำนักข่าวได้สร้างสมมาตลอด 4 ปี การดึงดูดสปอนเซอร์และผู้เข้าร่วมงานระดับสูงบ่งบอกถึง มูลค่าทางการตลาด (Market Value) ที่สูงของ THE STATES TIMES ซึ่งกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังสำหรับการสื่อสารทางการตลาดเชิงความคิด (Thought Leadership Marketing) การมีส่วนร่วมกับงานนี้ช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับประเด็นเชิงยุทธศาสตร์และภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีความรู้ความเข้าใจในทิศทางของประเทศ

ความสำเร็จของการจัดงานครบรอบ 4 ปีนี้เป็นบทสรุปของการเดินทางที่ยาวนาน ตั้งแต่การเริ่มต้นจากการเป็นสื่อออนไลน์เล็ก ๆ จนกระทั่งกลายมาเป็นสำนักข่าวที่มีความสามารถในการสร้างวาระแห่งชาติ (Agenda Setting) และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม การจัดงานนี้จึงเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่า THE STATES TIMES ได้เปลี่ยนสถานะอย่างสมบูรณ์จาก "สื่อทางเลือก" สู่ "สื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลทางความคิด" ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในยุคดิจิทัลต่อไป
 

ลมกรดวัย 19 ทำโลกตะลึง “บิว ภูริพล” กด 9.94 วิ. World Athletics ถูกบันทึกเป็นท็อป 5 U20 โลก ยกระดับกรีฑาไทยสู่เวทีโลก

(14 ธ.ค. 68) 19 ปี "บิว" ภูริพล บุญสอน นักวิ่งทีมชาติไทย สร้างประวัติการณ์วิ่ง 100 เมตรชายได้ต่ำกว่า 10 วินาทีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยทำเวลา 9.94 วินาทีในรอบรองชนะเลิศ ซีเกมส์ 2025 ที่สนามศุภชลาศัย พร้อมคว้าเหรียญทองด้วยเวลา 9.99 วินาทีในรอบชิงฯ

"บิว" ได้รับการบันทึกโดย "World Athletics" ว่าเป็นนักวิ่งวัยไม่เกิน 20 ปีที่เร็วที่สุดอันดับ 5 ของโลกในระยะ 100 เมตร ซึ่งพัฒนาไปสู่มาตรฐานใหม่ของกรีฑาไทย โดยเวลาที่ทำได้ดีกว่าสถิติเดิมของซีเกมส์ซึ่งอยู่ที่ 10.17 วินาทีมาตั้งแต่ปี 2009 และยังเป็นเหรียญทอง 100 เมตรชายซีเกมส์ครั้งที่สองของเขาด้วย

"นี่ไม่ใช่แค่เหรียญทอง" บิวกล่าวผ่านสนามว่า "ความกดดันถูกปลดปล่อย" พร้อมทั้งเวลานี้ยังจัดอยู่ในกลุ่มเวลาที่ดีที่สุดของเอเชีย รองจากนักวิ่งชั้นนำอย่างซู ปิงเทียน และเฟมี โอกูโนเด

การทำลายกำแพง 10 วินาทีของ "บิว" สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกรีฑาไทย จากการเป็นผู้ลุ้นเหรียญในอาเซียน สู่การมีนักวิ่งที่ถูกยอมรับในระดับโลก ทั้งยังส่งสัญญาณว่าการสนับสนุนจากแฟนกีฬาและบรรยากาศในสนามเป็นแรงผลักดันสำคัญ

การจับตาต่อไปคือความสม่ำเสมอของฝีเท้า "บิว" ในระดับนานาชาติ ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเขาจะก้าวขึ้นเป็นดาวรุ่งที่สำคัญของวงการกรีฑาโลกหรือไม่ แต่ที่แน่ชัดคือประเทศไทยมีนักวิ่ง 100 เมตร ต่ำกว่า 10 วินาที ตัวจริงแล้วในประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการกีฬาไทย

วิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ผ่านงานด้านชุมชน สุขภาพจิต การจราจร สิ่งแวดล้อม เข้าใจทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก-งานความมั่นคง พร้อมต่อยอดหนองคายสู่ฮับโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวริมโขง

การปรับโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตล่าสุดของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้ง-ย้ายรวม 40 ตำแหน่ง ได้สะท้อน “การจัดทัพใหม่” ในหลายจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามอง คือ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ เดิมดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และได้รับคำสั่งให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

การมาปักหมุดทำงานริมโขงครั้งนี้ นับเป็นการย้ายจาก “เมืองใหญ่ศูนย์กลางภาคอีสานตอนใน” อย่างโคราช มาสู่ “ประตูการค้าชายแดน-โลจิสติกส์” ที่เชื่อมไทยกับ สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ซึ่งเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจสำคัญของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

จากเส้นทางรับราชการที่ยาวนานในสายกระทรวงมหาดไทย สะท้อนชัดว่าเป็น “ข้าราชการอาชีพ” ที่เติบโตมาจากสายการปกครองท้องที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดชุมชน ดูแลทั้งภารกิจบรรเทาทุกข์และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชนบท

ต่อมาถูกดันขึ้นมาทำงานระดับจังหวัดในบทบาทปลัดจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องเชื่อมโยงงานทุกมิติของจังหวัด ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภารกิจตามนโยบายรัฐบาล ก่อนจะไปนั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และกลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ดูแลงานจังหวัดใหญ่ที่ซับซ้อนและมีบทบาทระดับภูมิภาค

เมื่อเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา บทบาทของนายวิจิตรเด่นชัดในงานที่ต้อง “บูรณาการหลายหน่วยงาน” และ “แตะชีวิตผู้คนจริง ๆ” เช่น งานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน ที่เขาในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสุขภาพจิตจังหวัดนครราชสีมา เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนสร้างสุข ดูแลปัญหาสุขภาพจิตนักเรียนเชิงรุก

ด้านชุมชนท้องถิ่น เขาเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อเสริมสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” และย้ำแนวคิดให้ชุมชนลุกขึ้นมาคิด แก้ปัญหา และพัฒนาตัวเองจากฐานล่าง ไม่รอเพียงความช่วยเหลือจากรัฐ

อีกด้านหนึ่ง เขายังทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเป็นประธานประชุมศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงการชี้แจงแนวทางการเลือกตั้งท้องถิ่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

งานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานรากก็เป็นอีก “ลายเซ็น” ของนายวิจิตร เขาเคยเป็นประธานโครงการ “72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า” ในพื้นที่โบราณสถานเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ผสานการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้ากับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงการเป็นประธานเปิดงาน Korat Health Product Start-up Expo 2025 เพื่อผลักดันผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพรายใหม่ และเชื่อมต่อกับศูนย์บริการแบบ One Stop Service ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่แทนมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดนครราชสีมา ในการมอบสิ่งของพระราชทานให้ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนบทบาทการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้เดือดร้อนในระดับครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อย้ายมานั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย บทบาทของนายวิจิตรจึงถูกจับตามองในมุม “จากเมืองใหญ่ในประเทศ สู่งานชายแดน-โลจิสติกส์ริมโขง” หนองคายเป็นจังหวัดหน้าด่าน ที่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เชื่อมสู่นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการเดินทางของแรงงาน-นักลงทุนระหว่างสองประเทศ

ประสบการณ์ทำงานในจังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ-คมนาคมของภาคอีสานอย่างโคราช และประสบการณ์ในจังหวัดชายแดนแม่น้ำโขงอย่างนครพนม ทำให้เขามีมุมมองทั้งด้านความมั่นคง การบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ สุขภาพ สังคม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญของหนองคายในยุคที่โลจิสติกส์ริมโขงกำลังเติบโต เขาจึงมีแนวโน้มจะใช้จุดแข็งด้านการบูรณาการหน่วยงาน-ชุมชนและการทำงานเชิงป้องกัน มาผูกโยงงานการค้าชายแดน การคมนาคม การท่องเที่ยวริมโขง และการดูแลคุณภาพชีวิตคนริมฝั่ง ให้การพัฒนาหนองคายเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งมิติ “เมืองด่านเศรษฐกิจ” และ “เมืองน่าอยู่ริมโขง” อย่างสมดุล

THE STATES TIMES จับมือ SPUTNIK ลงนามความร่วมมือสื่อหลักจากรัสเซีย เพิ่มความหลากหลายข่าวสารระหว่างไทย-รัสเซีย หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญในรอบ 5 ปี

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ของสำนักข่าว THE STATES TIMES มีหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกับสำนักข่าว SPUTNIK ประเทศรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรและข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน มุ่งเสริมสร้างความหลากหลายในการนำเสนอข่าวระหว่างประเทศของทั้งสองสำนักข่าว

เพิ่มช่องทางข่าวสารรัสเซียสู่ไทย

สำหรับความร่วมมือที่เกิดขึ้นของ 2 สำนักข่าวในครั้งนั้น ทาง ณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ THE STATES TIMES  มองว่า ปัจจุบันข่าวสารจากประเทศรัสเซียในประเทศไทยยังขาดความหลากหลายในการนำเสนอ การลงนาม MOU ดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนชาวไทยสามารถรับข่าวสารจากรัสเซียได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ทางสำนักข่าว SPUTNIK ยังได้นำเสนอข่าวสารจากประเทศไทยมากขึ้นจะช่วยสร้างความเข้าใจในประเทศไทยให้แก่ชาวรัสเซีย และนำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซียในด้านต่างๆ ในอนาคต อาทิ การลงทุนและการท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

ทั้งนี้ Vasily Pushkov ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของสำนักข่าว SPUTNIK ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันข่าวสารของประเทศไทยที่เผยแพร่ในรัสเซียมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งสวนทางกับจำนวนผู้คนที่สนใจ โดยเฉพาะจากการที่มีชาวรัสเซียจำนวนมากเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย

แม้ว่าสำนักข่าว SPUTNIK จะมีผู้สื่อข่าวประจำที่ประเทศไทย 1 ตำแหน่งแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อกระจายข่าวสารของประเทศไทยในรัสเซียให้กว้างขวางขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ประเทศไทยสามารถสื่อสารเรื่องราวของรัสเซียได้มากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่า ความร่วมมือกันของ 2 สำนักข่าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างสะพานเชื่อมโยงด้านสื่อมวลชนระหว่างไทยและรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศและเปิดโอกาสความร่วมมือในหลากหลายมิติในอนาคต และนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ THE STATES TIMES ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
 

THE STATES TIMES ทะลวงข้อจำกัด ปี 65 ผนึกกำลัง LINE TODAY สร้างการเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้างทั่วประเทศ ยกระดับสู่สำนักข่าวที่มีอิทธิพลทางความคิด

ในปี พ.ศ. 2565 THE STATES TIMES ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การขยายช่องทางการเผยแพร่ที่สำคัญที่สุด โดยการผนึกกำลังกับ LINE TODAY และการขยายการเข้าถึงบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลัก ๆ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดในการเข้าถึง "Mass Audience" ของสำนักข่าวที่เน้นเนื้อหาเชิงลึก ซึ่งโดยทั่วไปมักจะมีกลุ่มผู้อ่านจำกัดอยู่ในวงของชนชั้นนำหรือผู้ที่สนใจประเด็นหนัก ๆ เท่านั้น

LINE TODAY เป็นแพลตฟอร์มข่าวสารที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยฐานผู้ใช้งานรายวันที่กว้างขวาง การที่ THE STATES TIMES ได้รับเลือกให้เป็นพาร์ทเนอร์ในการเผยแพร่เนื้อหาบนแพลตฟอร์มนี้ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในคุณภาพของคอนเทนต์และความน่าเชื่อถือของสำนักข่าว การเข้าถึงผ่าน LINE TODAY ทำให้บทความและบทวิเคราะห์ของ THE STATES TIMES สามารถเข้าถึงสายตาของคนไทยหลายล้านคนในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการเพิ่ม อัตราการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และขยายอิทธิพลทางความคิดไปสู่กลุ่มผู้บริโภคข่าวสารทั่วไป

ในเชิงกลยุทธ์ การขยายช่องทางนี้คือการใช้ประโยชน์จาก "เครือข่ายกระจายสินค้าดิจิทัล" ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้สำนักข่าวไม่ต้องลงทุนมหาศาลในการสร้างฐานผู้ใช้งานของตนเองทั้งหมด แต่ใช้พลังของการเข้าถึงของแพลตฟอร์มภายนอก การขยายตัวบนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย (Multichannel) ไม่ว่าจะเป็น YouTube ที่เน้นวิดีโอเชิงลึก, Facebook ที่เน้นการมีส่วนร่วม, และ LINE TODAY ที่เน้นการนำเสนอข่าวสารทันเหตุการณ์ ทำให้ THE STATES TIMES สามารถตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคสื่อที่แตกต่างกันของผู้อ่านทุกกลุ่ม

ผลลัพธ์ของการขยายช่องทางในปี 2565 คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจำนวนผู้ติดตามและการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา การเป็นที่รู้จักในวงกว้างทำให้สำนักข่าวสามารถดึงดูดผู้ลงโฆษณาและพันธมิตรทางการตลาดที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การสร้าง รายได้ที่มั่นคง เพื่อหล่อเลี้ยงการผลิตคอนเทนต์คุณภาพต่อไป การผนึกกำลังกับแพลตฟอร์มหลักจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยน THE STATES TIMES จาก "สื่อออนไลน์เฉพาะกลุ่ม" ไปสู่ สำนักข่าวที่มีอิทธิพลทางความความที่กว้างขึ้น ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

THE STATES TIMES ปักหมุด "New Gen News Agency" ชี้ขาดความสำเร็จด้วยการเป็นสื่อ ที่ "สร้างความเข้าใจ - เข้าถึง" คนรุ่นใหม่

ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินงานเต็มรูปแบบ THE STATES TIMES ได้ประกาศกำหนดตำแหน่งทางการตลาดและทางยุทธศาสตร์ของตนเองไว้อย่างชัดเจนว่า เป็น "New Gen News Agency" หรือสำนักข่าวสำหรับคนรุ่นใหม่ การกำหนดทิศทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใช้คำศัพท์ที่ทันสมัย แต่เป็นการตอบสนองต่อช่องว่างสำคัญที่เกิดขึ้นในภูมิทัศน์สื่อสารมวลชนของไทย

ตลาดสื่อไทยในช่วงปี 2564 เผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงและสร้างความผูกพันกับกลุ่มผู้อ่านอายุระหว่าง 18-35 ปี (Millennials และ Gen Z) สื่อดั้งเดิมมักจะมีเนื้อหาที่หนักและเข้าถึงยากเกินไป ขณะที่สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมักจะเน้นความบันเทิงหรือการนำเสนอข่าวที่หวือหวาเพื่อเรียกยอดคลิกโดยขาดความลึกซึ้ง "New Gen News Agency" จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ความลึกซึ้งของการวิเคราะห์ กับ ความรวดเร็วและความเข้าใจง่ายของคอนเทนต์ดิจิทัล

ยุทธศาสตร์นี้เน้นการนำประเด็นที่ซับซ้อนและสำคัญ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์มหภาค, และเทคโนโลยี เข้ามานำเสนอในรูปแบบที่สามารถสร้าง "ความสนใจ" และ "ความเข้าใจ" ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ โดยใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา การออกแบบกราฟิกที่ดึงดูด และการนำเสนอผ่านวิดีโอที่มีคุณภาพสูง การที่สำนักข่าวฯ เน้นย้ำถึงการใช้รูปแบบสื่อที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของคนกลุ่มนี้ ทำให้สามารถสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ได้อย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์ของการกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจนนี้ คือการที่ THE STATES TIMES สามารถขยายฐานผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ LINE TODAY ได้อย่างก้าวกระโดดในปี 2564 กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่คนรุ่นใหม่ใช้ในการทำความเข้าใจประเด็นทางสังคมและการเมืองที่สำคัญ การมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและมีอิทธิพลทางความคิดในอนาคต ทำให้สำนักข่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในสายตาของพันธมิตรทางธุรกิจและนักโฆษณา การเป็น "New Gen News Agency" จึงเป็นแกนหลักที่กำหนดรูปแบบการนำเสนอ การเลือกประเด็น และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสำนักข่าวฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จบจนครบรอบ 5 ปีในวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา และพร้อมก้าวข้ามสู่ปีที่ 6 อย่างมั่นคง
 

เทควันโดทีมชาติไทย สร้างผลงานยอดเยี่ยม "หยู" บัลลังก์ ทับทิมแดง สมราคาแชมป์โลก ปิดเกม 2-0 ยก ชนะขาดทั้งรอบรองฯ–ชิงฯ คว้าทองซีเกมส์สมัยแรก รุ่น 68 กก.ตามเป้า

(13 ธ.ค. 68) "บัลลังก์" ทับทิมแดง แชมป์โลกเทควันโดคนล่าสุด นำทีมเทควันโดไทย โชว์ฟอร์มร้อนแรง คว้าเหรียญทองประเภทต่อสู้รุ่น 68 กก.ชาย ได้เป็นสมัยแรก ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ พร้อมนำทีมคว้าอีก 3 เหรียญทองในวันเดียวกัน

การแข่งขันวันที่ 3 มีการชิงชัยประเภทต่อสู้ 5 เหรียญทอง โดยรุ่น 68 กก.ชายที่ "บัลลังก์" ลงสนามสามารถชนะทั้งรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ขาดลอย 2-0 ยกทั้งสองรอบ ส่งผลให้เขาเป็นแชมป์ซีเกมส์ครั้งแรกตามเป้าหมาย "บัลลังก์" บอกว่า "ผมตั้งใจแชมป์นี้มานาน และจะรักษาผลงานนี้ต่อไป"

นอกจาก "บัลลังก์" ทีมไทยยังได้อีก 2 เหรียญทองจากรุ่น 58 กก.ชาย "ฟาอีส" สิรวิชญ์ มะหะหมัด และรุ่น 80 กก.ชาย "แตงโม" ธนาธร แซ่โจ ซึ่งทั้งคู่แสดงความแข็งแกร่งคว้าชัยในรอบชิง

ฝั่งทีมเทควันโดหญิงได้รับเหรียญเงินจาก "กีต้าร์" กมลชนก สีเคน ในรุ่น 49 กก.หญิง และเหรียญทองแดงจาก "ลูกแก้ว" กัญจ์ณาลักษณ์ ชื่นชูกลิ่น รุ่น 73 กก.หญิง สรุปวันเดียว ทีมไทยได้ 3 ทอง 1 เงิน 1 ทองแดง ยอดรวม 2 วันกวาดไปแล้ว 6 เหรียญทอง

ผลงานนี้แสดงถึงความแข็งแรงของทีมเทควันโดไทยในเวทีซีเกมส์ โดยเฉพาะการที่แชมป์โลก "บัลลังก์" เป็นหัวหอกนำทีมที่ทำผลงานทะยานขึ้นจนเป็นความหวังหลักของชาติในปีนี้
 

เดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา สั่งสมงานรับมือภัยพิบัติ-สร้างชุมชนเข้มแข็ง

กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 หนึ่งในนั้นคือ นายเดชาธร เชาว์เลขา ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดกรมการปกครอง และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในจังหวัดบ้านงานเดิมของตนเอง การขยับขึ้นมาทำหน้าที่บริหารจังหวัดเต็มตัวครั้งนี้ น่าสนใจเป็นพิเศษเพราะพระนครศรีอยุธยาเป็นทั้งเมืองมรดกโลกด้านประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม และเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไปพร้อมกัน

ข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะระบุเพียงว่า นายเดชาธรเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครองที่เติบโตมาจากสายงาน “นักปกครองท้องที่” เคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอในหลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงกล่าวได้ว่าเขาสั่งสมประสบการณ์ทำงานภาคสนามและงานนโยบายในพื้นที่เดียวกันต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด

ในระดับพื้นที่ นายเดชาธรเริ่มเป็นที่รู้จักจากบทบาทนายอำเภอท่าเรือ ทั้งในด้านการขับเคลื่อนงานขจัดความยากจนและการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยทำงานร่วมกับกิ่งกาชาดอำเภอและท้องถิ่น ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนยากจน ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงการมอบถุงยังชีพ-เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ต่อมาเมื่อย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอพระนครศรีอยุธยา เขามีบทบาทในการบูรณาการงานบริหารอำเภอ ทั้งการประชุม ก.บ.อ. อย่างสม่ำเสมอ การเตรียมการจัดงาน “ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก-งานกาชาด” และการขับเคลื่อนโครงการ “อยุธยาเมืองสะอาด-กรุงเก่าเมืองสะอาด” เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขนานไปกับการวางแผนรับมืออุทกภัย ภัยแล้ง อัคคีภัย และวาตภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

เมื่อเลื่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเดชาธรรับบทเป็นกลไกสำคัญในระดับจังหวัด ทั้งในงานความมั่นคงและสังคม เขามีบทบาทในโครงการ “หมู่บ้านสีขาว ปลอดยาเสพติด” ตามแผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามอบใบประกาศเกียรติคุณให้หมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์กว่า 100 แห่ง โดยในฐานะปลัดจังหวัดได้อธิบายแนวทางสร้างชุมชนเข้มแข็งและหมู่บ้านปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน เขายังทำหน้าที่กล่าวรายงานและขับเคลื่อนพิธีสำคัญของจังหวัด เช่น พิธีมอบเหรียญที่ระลึกพระราชทานในวันข้าราชการพลเรือนและวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ซึ่งย้ำบทบาทของข้าราชการมหาดไทยในภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้ประชาชนในพื้นที่

ในมุมมองเชิงนโยบาย การก้าวขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของนายเดชาธรจึงน่าจะต่อยอดจากประสบการณ์ที่เห็นทั้ง “หน้าเมืองมรดกโลก” และ “ฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ของจังหวัดอย่างใกล้ชิด พระนครศรีอยุธยาเป็นทั้งพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกและจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันก็มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรจนะ และกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่ดึงดูดการลงทุนจำนวนมากจนทำให้จังหวัดมีโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

ในบริบทเช่นนี้ แนวทางการทำงานของเขามีแนวโน้มจะเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ให้สมดุล ระหว่างการอนุรักษ์และยกระดับมรดกโลก-แหล่งท่องเที่ยว (ผ่านงานความสะอาด การจัดการขยะ และการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ) กับการดูแลผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรม การจัดการน้ำ-ภัยพิบัติ และการสร้างกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งในเมืองเก่าและพื้นที่รอบนิคมฯ เพื่อให้พระนครศรีอยุธยาเป็นทั้ง “เมืองมรดกโลกที่ดูแลรักษาได้จริง” และ “เมืองอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”


ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1209257
https://www.naewna.com/politic/930454
https://siamrath.co.th/n/452649
https://www.topnews.co.th/news/839127
https://chapternews.redcross.or.th/?p=82368
https://siamrath.co.th/n/315767
https://www.facebook.com/thajaosanook/posts/5239092032852598/
https://www.facebook.com/dopa.tharuadistric/posts/436491795330241/
https://www.siampollnews.com/detail-column.php?id_news=469
https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/377660
https://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/ayutthaya/index.php/th/
https://www.thai-koujyo.com/ie_summary.php?ineid=0048&lg=th

ดรามาเสียงเพี้ยนพิธีเปิดซีเกมส์ “แบมแบม” สวนแรง “พี่วี” ไม่ต้องพิสูจน์! อย่าตัดสินศิลปินด้วยเสียงถ่ายทอด เสียงเพี้ยนไม่ใช่คดีแต่การโยนบาปให้ศิลปิน “นี่แหละปัญหา”

เมื่อวันที่ (12 ธ.ค. 68) ดรามาเสียงเพี้ยนจากการแสดงเพลง "1%" ของ 'วี วิโอเลต' ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลหลังเสียงร้องไม่ตรงตามที่คนดูคาดหวังในถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

'วี วิโอเลต' ชี้แจงว่าถูกบรีฟให้ลิปซิงก์ 100% เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค แต่ไมค์กลับถูกเปิดในขณะถ่ายทอดสด ส่งผลให้เสียงที่คนดูได้รับไม่สมบูรณ์ ขณะที่ 'F.HERO' เสริมว่าได้รับบรีฟให้ปิดไมค์เนื่องจากเป็นการแสดงลิปซิงก์ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากการประสานงานกับทีมถ่ายทอด

ต้นสังกัด Universal Music Thailand ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการประสานงาน ทำให้การแสดงไม่เป็นไปตามแผนที่ตกลงไว้ และแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ดรามานี้ได้รับความสนใจจาก 'แบมแบม กันต์พิมุกต์' ที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ 'วี' ว่า "พี่วีไม่ต้องพิสูจน์เลยครับ คนทั้งโลกรับรู้ถึงความสามารถของพี่มาตั้งนานแล้วครับ" คำพูดนี้ช่วยเบรกกระแสดรามาและเน้นย้ำว่าความสามารถศิลปินไม่ควรถูกตัดสินจากความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงครั้งเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความสำคัญของการประสานงานและระบบเสียงในการถ่ายทอดสดงานระดับชาติ แม้ศิลปินจะไม่ได้ผิด แต่เสียงที่ออกอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงทันที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top