Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

แฉวีรกรรมแก๊ง ป.4 จัดหนักห้องเรียนซะเละ 'ทุบคอมพ์-ตัดสาย-เอากาวเท' ผอ.สั่งปิดข่าว

เมื่อวานนี้ (30 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอคเคาต์เอ็กซ์ @RedSkullxxx ได้เปิดสภาพห้องเรียนของตึก EP ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา พังยับเยิน โดยอ้างว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม นักเรียนชั้น ป.4 ที่รวมกลุ่มทำลายข้าวของ โดยระบุว่า

“นี่คือสภาพห้องเรียนของตึก EP ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา จากการถูกกลุ่มเด็กนรก ป.4 รวมกลุ่มกันทำลายข้าวของและจะเผาโรงเรียน

ข้าวของของโรงเรียนเสียหายมาก คอมพิวเตอร์โดนตัดสาย เอาค้อนทุบจอแตกหมดทุกเครื่อง เครื่องปริ้นก็เอากาวเท รวมทั้งโต๊ะครูด้วย สมุด หนังสือเรียนโดนเผา

แต่ประเด็นคือ ผอ.ห้ามครูพูด ห้ามให้เผยแพร่รูปภาพ ห้ามให้เป็นข่าว โดยบอกว่าเด็กแค่เล่นกันเป็นเรื่องปกติ เป็นแค่อุบัติเหตุโดยที่ไม่มีการลงโทษเด็กใดๆ ทั้งสิ้นด้วย

จนไอ้พวกเด็กที่ทำลอยหน้าลอยตา แล้วอวดในโรงเรียนว่าพวกกูนี่แหละเป็นคนทำ ไม่มีใครทำอะไรได้ ตอนนี้ ผอ.สั่งปิดข่าว ห้ามครูพูดที่ไหน ห้ามให้ส่งรูป ห้ามให้เรื่องดัง ถ้าเรื่องดังครูจะโดนโทษ เหตุเกิดเมื่อวาน (29 ม.ค.) สดๆ ร้อนๆ”

ทั้งนี้ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อวันศุกร์ที่แล้วคณะครูไปแฟมิลี่เดย์ พอกลับมาวันจันทร์เลยมาเจอห้องเป็นแบบนี้ ผอ.แค่เรียก ผปค.เด็กมารับทราบ และไม่ลงโทษเด็ก ผู้ชาย 3 ผู้หญิง 1 แต่โทษครูว่าไม่ล็อกห้อง จะล็อกยังไง กุญแจก็ไม่มีให้ และไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้เลย

อาทิตย์ที่แล้วพัสดุที่อยู่ตรงป้อมยามก็โดนเด็กกลุ่มนี้รื้อทิ้งเสียหาย ผอ.ก็โทษครูที่สั่งของมาเอง ทีนี้พอครั้งนั้นไม่โดนลงโทษก็ยังทำอีกรุนแรงกว่าเดิม กลัวจะเกิดเรื่องที่เสียหายกว่านี้ มีเด็กอนุบาลเยอะด้วย

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ถ้าได้ภาพจากกล้องวงจรปิด จะส่งให้ ไม่แน่ใจว่า ผอ.สั่งลบรึยัง แต่มีแน่ๆ เพราะหลักฐานทุกอย่างที่จับได้ว่าใคร ได้มาจากกล้องวงจรปิด คิดว่าน่าจะกลัวเรื่องดังเลยต้องให้รีบๆ จบ”

“เจริญชัย” นำผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมไทยแห่งชาติ ร่วม MOU กับ อาชีวศึกษาทั่วประเทศ (อ.กรอ.อศ), (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ 

พร้อมให้ผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ด้านการจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ (IoT)
ก้าวสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response และบริหาร Green Energy Low Carbon ส่งเสริมหลักสูตรบำรุงรักษาและมาตรฐานความปลอดภัย อัคคีภัย 
ของหม้อแปลงไฟฟ้า สื่อการสอนทันสมัยที่สุดในอาเซียน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โดยนายชริน รัตฉวี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ได้ร่วม “การลงนามความร่วมมือภายใต้การขับเคลื่อนคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กระทรวงศึกษาธิการ กับนายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด พร้อมนำผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมมาให้ความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการจัดการอาชีวศึกษา, เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานและพลังงานทดแทน, เพื่อร่วมกันผลิตและพัฒนากำลังอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี, เพื่อพัฒนาศักยภาพของครู บุคลากรอาชีวศึกษา และครูฝึกในสถานประกอบการให้มีความรู้และทักษะด้านพลังงานและพลังงานทดแทน, เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านพลังงานและพลังงานทดแทนของผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะวิชาชีพตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน, เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการใช้และพัฒนาธุรกิจพลังงานและพลังงานทดแทนในประเทศและเพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานประเทศและมาตรฐานสากลตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มีนโยบายในการให้สถานศึกษาและสถานประกอบการ ที่จะผลิตช่างฝีมือออกไปสู่ตลาดแรงงานให้มีคุณภาพที่ตรงตามความต้องการ ทั้งนี้สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการให้ความรู้ทางด้านทฤษฎี ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในระบบทวิภาคี เพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องต้นก่อนนักเรียน นักศึกษาออกไปเรียนรู้ประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ โดยที่สถานประกอบการจะสอนให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการทำงานจริงในสถานประกอบการ ซึ่งทั้งสถานศึกษาและสถานประกอบการจะต้องมีความสอดคล้องกัน จึงจะส่งผลดีกับนักเรียน นักศึกษาโดยตรง เป็นการสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านวิชาชีพร่วมกันอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศชาติต่อไป

การสร้างความเข้มแข็ง และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภาวการณ์แข่งขันปัจจุบันและอนาคต จำเป็นต้องมีกำลังแรงงานในประเทศที่มีคุณภาพการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิตกำลังคนสู่งานอาชีพ จึงต้องมีการพัฒนาให้ตรงตามความต้องการของภาคการผลิตและบริการ โดยหลักสูตรต้องมีความยืดหยุ่น ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม การจักการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียน ต้องเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการการเรียนด้วยการปฏิบัติจริง และการประเมินตามสภาพจริง ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง โดยผู้เรียนให้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ มีแนวทางการศึกษาโดย สถานศึกษาจัดสอนรายวิชาในสถานศึกษาตามแผน การเรียน และสถานประกอบการจัดฝึกอาชีพในสถานประกอบการตามแผนการฝึกอาชีพ โดยระยะเวลาการฝึกอาชีพ จะยาวนานกว่าการฝึกประสบการณ์ของนักเรียนนนักศึกษาภาคปกติ

โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับสถานศึกษา หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้รับความรู้จากสถานศึกษา หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติสถานประกอบการอีกด้วย นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์  รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว  ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง (อ.กรอ.อศ.), (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการให้ความรู้ด้านการจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ (IoT) ก้าวสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response และบริหาร Green Energy Low Carbon ส่งเสริมหลักสูตรบำรุงรักษาและมาตรฐานความปลอดภัย อัคคีภัย ของหม้อแปลงไฟฟ้าพร้อมผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) และร่วมพัฒนาบุคลากร ร่วมพัฒนาสถานศึกษาและร่วมประเมินสมรรถนะอาชีพ เพื่อสนับสนุนการสร้างคน สร้างงานให้ทันสมัยด้วยนวัตกรรมไทย เน้นความร่วมมือในการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่งผลให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษามีคุณภาพ โดยให้เป็นหนึ่งในนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และความต้องการกำลังคนของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนสถานประกอบการ ผมหวังว่าสิ่งที่สถานประกอบการได้มอบให้จะนำพาอาชีวศึกษาไปสู่การประกอบอาชีพได้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ

สตม.ขยายผล รวบผู้สั่งการเครือข่ายขบวนการลักลอบขนบังกลาเทศข้ามแดนผิดกฎหมาย

กก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกับ ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ และ สภ.ห้วยยาง จับกุม นายประยน (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.8/2567 ลงวันที่ 15 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ช่วยเหลือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเพื่อให้คนต่างด้าวรอดพ้นจากการจับกุม” นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยาง จว.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับ บริเวณหน้าบ้าน ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯพฤติการณ์จับกุม

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 เวลาประมาณ 20.00 น. ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้สนธิกำลังจับกุม นายสุริน (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี สัญชาติไทย  ในความผิดฐาน “ช่วยเหลือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเพื่อให้คนต่างด้าวรอดพ้นจากการจับกุม” และจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศ จำนวน 30 คน ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร    โดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมยึดรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ดีแมคซ์ สีขาว ต่อเติมหลังคาขนส่งตู้ทึบ จำนวน 1 คัน นำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยาง จว.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาจากการที่ กก.3 บก.สส.สตม. ได้ร่วมกับ ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ทำการสืบสวนขยายผลขบวนการ เครือข่ายที่เกี่ยวข้องพบว่า นายประยน มีส่วนร่วมในขบวนการ  ขนคนต่างด้าวข้ามแดนในคดีดังกล่าว โดยทำหน้าที่เป็นผู้สั่งการ พนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยาง จว.ประจวบคีรีขันธ์ จึงได้   ขออนุมัติต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้ออกหมายจับนายประยน ในความผิดฐาน “ช่วยเหลือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเพื่อให้คนต่างด้าวรอดพ้นจากการจับกุม” จากนั้น กก.สส.บก.ตม.3 ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายประยน ได้ไปพักอาศัยอยู่ในเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ จึงได้วางแผนเฝ้าติดตามจับกุม จนกระทั่งพบนายประยน  ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านพัก จึงเข้าแสดงตัวทำการจับกุม  จากการสืบสวนขยายผล พบแชทการพูดคุยในเรื่องจำนวนคนต่างด้าวและเส้นทางการขนคนต่างด้าว โดยนายประยน รับว่า ในช่วงแรกตนได้เปิดบริษัทขนส่ง มีรถกระบะขนส่ง (ตู้ทึบ) เพื่อวิ่งส่งของ แต่ภายหลังเห็นว่าถ้ามารับวิ่งงานสีเทาจะได้ค่าจ้างมากกว่าวิ่งส่งของมาก จึงหันมารับงานขนคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง ซึ่งจะได้ค่าจ้างรายละประมาณ 2,500 บาท โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วตนเองจะได้รับอยู่ที่ประมาณหัวละ 1,500 บาท  โดยในคดีที่ถูกจับครั้งนี้ได้ส่งต่องานให้นายสุรินฯ เป็นผู้ขับรถขนส่งคนต่างด้าว จนถูกจับกุมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และรถยนต์กระบะ อีซูซุ ดีแมคซ์ สีขาว ที่ถูกตรวจยึดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 ผู้ครอบครองเป็นญาติของตนเอง โดยก่อนหน้านี้ตนเองเคยถูกจับในความผิดมียาเสพติดอยู่ภายในรถขนส่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 จึงนำตัว นายประยน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยาง จว.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผบ.ตร. ชมเชย ผบช.น.เปิดปฏิบัติการ 'ทลายรังปลวก' จับ 4 แก๊งอาชญากรรมทำร้ายน้องเร ช่างกลปทุมวันเสียชีวิต สั่งล่าผู้ต้องหาที่เหลือให้ได้ ใครมีแนวคิดผิดกฎหมายให้เลิก พร้อมสั่งทั่วประเทศปราบแก็งวัยรุ่นป่วนเมือง หากที่ไหนละเลย จะพิจารณาโทษพื้นที่

วันนี้ (31 ม.ค.67)  พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เปิดเผยว่า คดีกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งอาชญากรรม ร่วมกันใช้มีดกระหน่ำแทงนายวราวุธ หรือ เร อายุ 25 ปี นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน จนเสียชีวิตเมื่อ 26 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น หลังเกิดเหตุ ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เร่งดำเนินการสืบสวนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด ถือเป็นการกระทำอุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขนาดเจ้าหน้าที่เอาจริงจัง จับกุมทุกคดีที่เกิดขึ้น ยังกล้าทำ จนสืบสวนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องมีทั้งหมด 9 คน 

ความคืบหน้าของคดีนี้ ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, บก.น.6 และ สน.ปทุมวัน เปิดปฏิบัติการ นำหมายค้นบุก “ทลายรังปลวก” 7 แห่ง พื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดสมุทรปราการ สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 4 นาย คือ 1. นายณัฐพร หรือ “โต้ 9 นิ้ว” อายุ 19 ปี , 2. นายธีรทัศน์ อายุ 21 ปี , 3. นายการัณย์ อายุ  19 ปี เมื่อวานนี้ ส่วนเช้าวันนี้ สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหารายที่ 4 คือนายเพชรมงคล อายุ 28 ปี โดยติดตามจับกุมได้ที่ตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ในชั้นจับกุมได้ให้การรับสารภาพ ทั้งหมดถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพาอาวุธเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร” เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยชุดสืบสวนได้รับการประสานงานว่า ผู้ต้องหารายที่ 5 จะติดต่อเข้ามอบตัว ส่วนรายที่ 6-9 หลบหนี อยู่ระหว่างติดตามตัว

ผบ.ตร.ได้ขอบคุณและชมเชย ผบช.น. และเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ จนสามารถทลายรังโจรติดตามจับกลุ่มแก๊งอาชญากรรม ที่ออกมาทำร้ายคู่อริต่างสถาบัน ก่อความวุ่นวายในสังคม พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ต้องหาที่เหลือ ตำรวจรู้ตัวหมดแล้ว จะติดตามตัวมารับโทษให้ได้ รวมทั้งสั่งการไปให้ใช้มาตรการเด็ดขาด ทลายแก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ให้หมดไป ใครที่ยังมีแนวความคิดความเชื่อที่ผิดกฎหมาย ขอให้หยุด เพราะหากเกิดเรื่องที่ผิดกฎหมายขึ้น ตำรวจจะเอาจริง จะตามจับกุมตัวมาลงโทษตามกฎหมาย และขยายผลไปยังตัวการอื่นๆด้วย รวมทั้งกลุ่มแก๊งวัยรุ่นอันธพาล ที่ยังก่อความเดือดร้อนรำคาญให้สังคม ตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศต้องเอาจริงเอาจังแก้ปัญหาให้จบสิ้นภายใน 1 เดือน หากหน่วยไหนปล่อยปละละเลย จะพิจารณาตำรวจพื้นที่

ซอฟต์พาวเวอร์ไทยกระหึ่มแดนมังกร “อลงกรณ์”นำ“สมาคมการค้าไทย-จีนฯ.”จับมือศูนย์สุขภาพแพทย์แผนจีน“เหอเซียงกง”เปิดบริการนวดไทยสมุนไพรไทยแพทย์แผนไทยตั้งเป้าปีนี้ขยาย100สาขาในจีน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่1และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยวันนี้ภายหลังนำคณะสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเซียร่วมการประชุมว่าด้วยการพัฒนาด้านนวัตกรรมและความร่วมมือเกี่ยวกับสุขภาพและสปาระหว่างไทย-จีนที่เมืองเซิ่นเจิ้น มณฑลกวางตุ้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 2,500 คนได้แก่กลุ่มผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ  นักวิจัยทางด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและนักลงทุนด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและฝ่ายไทยมีนางสาวอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมฯ นายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด และนางสาวประจงจิต พลายเวช รองประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมฯ

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาความร่วมมือพัฒนาต่อยอดระบบการนวดแบบแพทย์แผนไทยผสมผสานกับการนวดแบบแพทย์แผนจีนมาให้บริการในการดูแลสุขภาพให้กับชาวจีนอย่างเต็มรูปแบบโดยตนได้กล่าวในที่ประชุมว่าประเทศไทยมีระบบการแพทย์แผนไทย ที่มุ่งเน้นการนำผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นสมุนไพรไทย มีการอนุรักษ์การนวดตามแบบฉบับโบราณที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นและการดูแลสุขภาพแนววิถีธรรมชาติบำบัด ซึ่งกล่าวได้ว่าการนวดตามแบบแพทย์แผนไทยได้รับการยอมรับและเป็นที่ชื่นชอบในระดับสากล ซึ่งองค์กร UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนนวดแผนไทยในบัญชีมรดกนวดไทย” หรือ “Nuad Thai, Traditional Thai Massage” ในบัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งมวลมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity – RL) เมื่อเดือนธันวาคม 2562หวังว่าอุตสาหกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ และวัฒนธรรมทางการแพทย์ของไทยซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทยจะสามารถขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้นและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในประเทศจีน 

นายอลงกรณ์ อดีตประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์กล่าวว่า
“เราได้หารือความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทเหอเซียงกงผู้นำศูนย์สุขภาพในมณฑลกวางตุ้งซึ่งแสดงควาเชื่อมั่นและเห็นพ้องต้องกันที่จะนำระบบการนวดแบบการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยมาให้บริการผสมผสานกับแพทย์แผนจีนในการดูแลสุขภาพให้กับฐานลูกค้าในมณฑลกวางตุ้งและมณฑลอื่นๆ อย่างเต็มรูปแบบโดยเริ่มจากกลุ่มเหอเซียงกงซึ่งมีศูนย์สุขภาพตามศาสตร์การนวดแบบแพทย์แผนจีนมากกว่า 50 สาขาในมณฑลกวางตุ้งและมีโครงการขยายสาขาในประเทศจีนให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2567“

‘ถึงแก่น LIVE’ สู่ทีวีดาวเทียม TVD TALK PSI ช่อง 74 ดีเดย์!! 1 กุมภาพันธ์ 67 จันทร์ - ศุกร์ เวลา 7.00 - 9.00 น.

(31 ม.ค.67) นายปรเมษฐ์ ภู่โต (ก๊อง) คนข่าวคุณภาพ อดีตผู้ดำเนินรายการ ‘คุยถึงแก่น’ หลังเดินหน้าลุยสื่อออนไลน์เต็มสูบ ผุดช่องใหม่ ‘ถึงแก่น Live’ ชูคอนเซ็ปต์ ‘สื่อเพื่อประชาชน ทุกคนเป็นเจ้าของ’ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Gong Paramet ‘Bhuto โดยระบุว่า…

ดูรายการ ‘ถึงแก่น LIVE’ ทางทีวีได้แล้วนะครับ จาน PSI ช่อง 74 (TVD TALK) เริ่มวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 67 เป็นต้นไป ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ 07.00 -09.00 น.

ขอบคุณมิตรสหายทุกคน ที่ช่วยกันอย่างเต็มที่หลายคนเพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่ออกแรงช่วย
เหมือนเป็นธุระของตัวเอง

เทียบโฉม 10 ปี ‘อาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาติขอนแก่น’ ปรับปรุงหลังคา-ป้ายสัญลักษณ์ชัดเจน สมเป็นหน้าตาของประเทศ

(31 ม.ค. 67) เพจ โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับอาคารผู้โดยสารนานาชาติขอนแก่น ที่ปรับปรุงแล้วเสร็จและพร้อมให้ใช้บริการ โดยระบุว่า…

“อาคารผู้โดยสารนานาชาติขอนแก่น เปิดให้บริการเต็มที่แล้ว

เปรียบเทียบสภาพหลังผ่านมา 10 ปี เปลี่ยนจนจำไม่ได้!!! เป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดในไทย (ความเห็นส่วนตัว)

วันนี้ผมมาทำงาน ที่ขอนแก่น เลยขอเอาภาพบรรยากาศอาคารผู้โดยสารของสนามบินขอนแก่น หลังเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ 

ผมเลยเอาภาพอาคารผู้โดยสารเดิม ที่ผมเคยถ่ายไว้ 10 ปีที่แล้ว มาเปรียบเทียบ เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้เลย 

ซึ่งสนามบินขอนแก่น เป็นสนามบินเดียวของ กรมท่าอากาศยาน : Department of Airports ที่มีการก่อสร้างอาคารส่วนต่อขยาย มารวมกับการปรับปรุงอาคารเดิม ซึ่งใช้โครงสร้างเดิมอาคารเดิม แต่รื้อหลังคาเพื่อให้สร้างมาเชื่อมกับอาคารใหม่ จนเป็นเนื้อเดียวกัน

โดยหลังจากการปรับปรุงมีการยกระดับให้เป็นสนามบินนานาชาติ พร้อมแยกโซนนานาชาติ

สิ่งที่เห็นมาแต่ไกล และเป็น Signature ของสนามบินขอนแก่น คือป้ายภายในสนามบิน ที่ใช้สีเหลือง และสัญลักษณ์ชัดเจนม๊ากกก

เป็นอีกหนึ่งสนามบินที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทยได้เลย!!!

ส่วนตัวผม ยกให้สนามบินขอนแก่นเป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดในไทย เลย!!!”

'Aescode' เปิดตัวซิลิโคนจมูกกึ่งสำเร็จรูปเกรดการแพทย์ เจาะตลาดคลินิกเชนใหญ่ และรพ.ศัลยกรรมชั้นนำ

'Aescode' เปิดตัวซิลิโคนกึ่งสำเร็จรูปชนิดฝังในร่างกาย เดินหน้าบุกตลาดซิลิโคนสำหรับตกแต่งใบหน้าครบวงจร อาทิ จมูก หน้าผาก และคาง เน้นเจาะตลาดคลินิกเชนใหญ่และโรงพยาบาลศัลยกรรมชั้นนำ ประเดิมส่งซิลิโคนทรงยอดนิยม ยกระดับวงการแพทย์ ด้วยการใช้ซิลิโคน Implant Grade ผ่าน อย. และมาตรฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ระดับสากล ISO 13485 ตั้งเป้าครองส่วนแบ่งการตลาดในไทย 30% ภายในปี 2568

ดร.พญ.ณัฐฐาภณิตา รพีพงษ์พัฒนา  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสธิลิส โค้ด จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจออกแบบ นำเข้า และจัดจำหน่ายวัสดุทางการแพทย์สำหรับฝังในร่างกายแบบครบวงจร ผ่านแนวคิด 'The New Revolution of Aesthetic Implant' เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวซิลิโคนกึ่งสำเร็จรูปชุดแรกเป็นซิลิโคนเสริมจมูก คาง และหน้าผาก ภายใต้เครื่องหมายการค้า 'Aescode' โดยเป็นซิลิโคนผ่านการจดสิทธิบัตรการออกแบบเฉพาะ และรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อยกระดับวงการอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ     

โดยการทำศัลยกรรมตกแต่งชนิดที่มีการผ่าตัดเสริมด้วยวัสดุชนิดซิลิโคน ยังคงเป็นมาตรฐานสากลที่มีในตำราแพทย์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความต้องการปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มโครงสร้างรูปหน้า อาทิ เสริมจมูก เสริมหน้าผาก เสริมคาง อีกทั้งภาพรวมตลาดศัลยกรรมในไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ทางบริษัทเล็งเห็นโอกาสและความต้องการของคลินิก โรงพยาบาล และอุตสาหกรรมความงาม บริษัทจึงได้ออกแบบ คิดค้น และร่วมวิจัยพัฒนานวัตกรรมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท สกินมิเร่ ประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้วัตถุดิบชนิด Implant Grade ผลิตจากมาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์ระดับสากล ISO 13485 

จากการประเมินตลาดอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ปี 2566-2568 ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ตลาดเครื่องมือแพทย์ของไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.9 หมื่นล้านบาท เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 5.5-7.0% ต่อปี ส่วนตลาดวัสดุทางการแพทย์ชนิดฝังในร่างกาย (Implant) มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ระดับ 5,000 - 6,000 ล้านบาทต่อปี ด้วยปัจจัยหนุนของการขยายตัวของอุตสาหกรรมความงาม 

อีกทั้งตลาดซิลิโคนเสริมจมูกในเมืองไทยเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และซิลิโคนเป็น Supply Chain หลักของการทำศัลยกรรมทุกชนิด ถือว่ามียอดการใช้เติบโตสูงขึ้น โดยมีการใช้ในคลินิกมากกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ เฉพาะซิลิโคนจมูกมีการใช้ในประเทศไทยราว 50,000 ชิ้นต่อเดือน ซึ่งบริษัทตั้งเป้ามีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ระดับ 30% จากการใช้ของตลาด 

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 2567 บริษัทวางแผนทำการตลาดเชิงรุก โดยตั้งเป้าหมายยอดขายปีแรกอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านบาท บริษัทเริ่มทำตลาดแนะนำผลิตภัณฑ์วัสดุทางการแพทย์ประเภทซิลิโคนกึ่งสำเร็จรูปสำหรับฝังในร่างกายแบบครบวงจร 'Aescode' กับกลุ่มแพทย์ในกลุ่มเชนคลินิกใหญ่ และโรงพยาบาลศัลยกรรมชั้นนำ อีกทั้งช่วงไตรมาส 2/2567 บริษัทเตรียมวางแผนเปิดตัวซิลิโคนรุ่น 'Only You' เป็นซิลิโคนเฉพาะบุคคล ผลิตโดยใช้  AI นวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงทางการแพทย์ร่วมกับ 3D Printing และยังคงมีแผนงานเพิ่มผลิตภัณฑ์ สำหรับช่วยยกกระชับใบหน้าในอนาคตอีกด้วย 

นางสาวโกสินทร์ มหาคีตะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท เอสธิลิส โค้ด จำกัด  กล่าวว่า ปี 2567 เป็นปีแรกที่ Aescode เริ่มทำตลาดซิลิโคนบนใบหน้าระดับพรีเมียมอย่างจริงจัง จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจมานานกว่า 15 ปี และถือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสําเร็จของแพทย์ จากการจัดอบรมเพิ่มทักษะด้านศัลยกรรมความงามสำหรับแพทย์ ซึ่งการเข้ามาทำตลาดซิลิโคนในครั้งนี้เป้าหมายไม่ใช่การแข่งขันเพื่อแย่งชิงยอดขายในตลาดเท่านั้น แต่ต้องการสร้างทางเลือกใหม่ พร้อมยกระดับวงการศัลยกรรม ปกป้องทั้งแพทย์ผู้ใช้งานและผู้รับการบริการ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมการผลิตได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพใช้งานสูง เหมาะกับคนไทยและคนเอเชีย

ปัจจุบัน บริษัทเน้นเจาะฐานลูกค้ากลุ่มคลินิกเชนใหญ่และโรงพยาบาลศัลยกรรมที่มีจำนวนสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีฐานลูกค้าที่สำคัญและไว้ใจเลือกใช้ซิลิโคนแท้ ผ่าน อย. ของ Aescode  อาทิ Korawin Clinic (กรวิน คลินิก), Ronnapee Clinic (รณภีร์ คลินิก), ALCC Clinic, ECE Clinic และโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช เป็นต้น  

นอกจากนี้ บริษัทมีนโยบายเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย คัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงด้วยเนื้อซิลิโคน ชนิด Implant Grade ที่มีค่าวัดระดับความแข็งอยู่ที่ 50 Duro ซึ่งถือเป็นค่าความแข็งซิลิโคนที่เหมาะสมกับโครงหน้าของคนเอเชียและคนไทยทั้งหมด ประกอบกับมีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่มีสารก่อมะเร็ง ไม่มีสารโลหะหนักที่ฝังในร่างกาย ด้วยการผลิตในโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน ISO 13485  

สำหรับแนวทางการตลาดในปี 2567 บริษัทเน้นการสื่อสารให้แบรนด์ Aescode เป็นที่เชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภค พร้อมทั้งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ซิลิโคนที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพการใช้งานสูงเพื่อการยกระดับวงการแพทย์ในการเลือกใช้ซิลิโคนที่มีมาตรฐานความปลอดภัย ผ่านการรับรองจาก อย. โดยนำร่องส่งผลิตภัณฑ์ซิลิโคนกึ่งสำเร็จรูป บนใบหน้า จมูก คาง หน้าผากออกสู่ตลาด พร้อมผสมผสานความเป็นอาร์ติสต์ของแพทย์ในการออกแบบผ่าน Concept of Silicone Carving คือ คอนเซ็ปต์ของการเหลาซิลิโคน หลังจากการเทรนนิ่งให้เหมาะกับคนไข้แต่ละบุคคล  

พร้อมกันนี้ บริษัทเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Aescode ว่าได้รับของแท้แน่นอน ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ซีลฟิล์มใสทั่วกล่อง และมีสติกเกอร์โฮโลแกรมสำหรับสแกนจากมือถือ เมื่อเปิดใช้ครั้งแรก และแจ้งเตือนหากมีการนำกล่องกลับไปใช้ใหม่ให้กับลูกค้า หมดความกังวลในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยซิลิโคนที่มี อย. ซึ่งบริษัทได้ทำระบบ S-verified สามารถสแกนกล่องระบบโฮโลแกรม และแสดงผลให้กับลูกค้าคลินิกได้ว่า คุณใช้ของแท้ โดยจะมี SMS ตอบกลับไปยังมือถือของลูกค้าเสมอว่าได้เปิดกล่องใช้ซิลิโคนแล้ว ซึ่งระบบโฮโลแกรมดังกล่าวจะไม่สามารถสแกนซ้ำได้อีก เพราะจะมี SMS แจ้งเตือนลูกค้าคนที่มีซิลิโคนอยู่ในตัว จึงมั่นใจได้ว่า Aescode 1 กล่อง มีท่านเป็นเจ้าของคนเดียวตลอดชีวิต  

ย้อนฟัง ’สนธิ‘ ชำแหละ!! ‘กระบวนการล้มเจ้า’ 11 ปีก่อน ชี้!! ต้นเหตุเกิดจากคนนอกประเทศ หนุนคนไทยให้ล้มชาติ

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ เคยออกมาพูดเกี่ยวกับ ‘กระบวนการล้มเจ้า’ ที่ไม่ได้เกิดจากคนไทยด้วยกันเอง แต่เป็นกระบวนการจากต่างประเทศที่เข้ามาแทรกแซงและหนุนหลังอยู่ โดยระบุว่า…

สถาบันกษัตริย์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีใต้ดิน บนดิน วิชามาร หรือวิธีที่โสมม ซึ่งตัวตนที่แท้จริงของกระบวนการที่จะล้มพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ที่นําโดยเด็กรุ่นหลังได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ พร้อมทั้งคณะครูบาอาจารย์นักเขียนร้อยกว่าคน ซึ่งทําไมมันถึงมีกระบวนการเช่นนี้ แล้วทําไมถึงไม่มีใครทำอะไรกับมัน? โดยทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองไทยด้วยคนไทย แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นจากกระบวนการในต่างประเทศเข้ามาสู่คนไทยที่ต้องการจะขายและล้มชาติบ้านเมือง 

ทั้งนี้ การที่อเมริกาประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าจะกลับมาที่เอเชียแปซิฟิก และจะอยู่ที่นี่อย่างถาวร จะอยู่อย่างมั่นคง หรือถ้าแปลอย่างนักเลงก็คือ…จะเข้ามาปล้นความมั่งคั่งพื้นภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน 

ซึ่งภาพรวมของทั้งหมด…จีนก็ยังเป็นอะไรบางอย่างที่คอยเป็นหนามยอกอกของอเมริกาอยู่ โดยอเมริกาไม่ต้องการคบจีนอย่างเท่าเทียม ซ้ำยังต้องการมีอํานาจเหนือจีน ในขณะที่จีนก็ไม่ยอม เพราะก็ถือว่านี่คือขอบขัณฑสีมาของตนที่มีอิทธิพลเช่นกัน…

…อเมริกาจับมือกับอินเดียเรียบร้อยแล้ว ขณะที่จีนก็จับมือปากีสถาน ซึ่งอเมริกาก็เริ่มแทรกแซงเข้าไปในปากีสถานเพื่อแย่งออกมาจากจีน เพราะฉะนั้นแล้วถ้าอเมริกาได้อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม เขมร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย…เท่ากับว่าอเมริกาได้ปิดล้อมจีนไว้หมดเลย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย จัดงบกว่า 6.6 ล้านบาท ลงพื้นที่ฟื้นฟูหลังน้ำลด แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต 5 จังหวัดภาคใต้

ระหว่างวันที่ 25 มกราคม - 2 กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ห่วงใยผู้ประสบอุทัยภัยภาคใต้ มอบหมายให้ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยนางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ และนายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นำทีมฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายบัญชีและการเงิน ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 5 จังหวัดภาคใต้ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประกอบด้วย จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมัน และน้ำปลา รวมจำนวน 9,000 ชุด ๆ ละ 450 บาท มอบเงินสงเคราะห์กรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลัง หลังละ 10,000 บาท ประมาณ 217 หลังคาเรือน มอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท ประมาณ 22 ราย รวมงบประมาณไม่ต่ำว่า 6.6 ล้านบาท โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

โดยวานนี้ (วันอังคารที่ 30 มกราคม 2567) นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยนางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ และนายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวอำเภอเมือง และอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส มอบเงินค่าฌาปนกิจศพให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย รวมจำนวน 13 ราย มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุอุทกภัย รวมจำนวน 127 ราย และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยมี นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย มูลนิธิสงเคราะห์ผู้ประสบภัย 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมด้วย มูลนิธิเมตตาธรรมนราธิวาส จ.นราธิวาส เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ 

ตลอดระยะเวลา 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

# มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top