Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

‘ผบ.ตร.’ ไม่เฉย!! จ่อแจ้งข้อหา ‘ทะลุวัง’ ป่วนขบวนเสด็จฯ ยัน!! เข้าใจสังคมเร่งรัด แต่บอกแนวทางหมดคงไม่เป็นผลดี

(12 ก.พ. 67) ที่ทําเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มทะลุวัง ก่อความวุ่นวายต่อขบวนเสด็จว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกไปพบ เพื่อพูดคุยเรื่องการถวายความปลอดภัยในขบวนเสด็จ ซึ่งนายกฯ มีความเป็นห่วงในเรื่องช่องโหว่ แต่ยืนยันว่าเราวางระบบไว้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม คงบอกผู้สื่อข่าวไม่ได้ เพราะคนก็จะรู้ว่าระบบเป็นอย่างไร 

ทั้งนี้ ยืนยันกับนายกฯ ไปแล้วว่า มีการวางระบบรักษาความปลอดภัยองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ไว้เป็นอย่างดี การที่มีกลุ่มเห็นต่างมาแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้ ตนได้กำชับไปตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเราจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานที่มี จะไม่ออกมาบอกว่าทำอะไรอยู่ เข้าใจดีว่าสื่อมวลชนและประชาชน อยากรู้ว่าตำรวจทำอะไรบ้างกับเรื่องนี้ แต่ถ้าบอกหมดก็จะไม่เป็นผลดี 

อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าที่กลุ่มทะลุวังออกมาเคลื่อนไหวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ เขาไม่ได้ออกมาเอง แต่มีขบวนการที่อยู่เบื้องหลัง ขอรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนก่อน และวันที่เราทำคดีให้ถึงที่สุด จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานละเอียด นอกจากนี้ ได้พูดกับทีมงานว่า อย่าไปเร่งทํา เพราะอาจผิดพลาดเหมือนกับที่ผ่านมา ดังนั้นขอเวลาอีก 2 วัน จะได้เห็นว่าตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา และจะมีหมายจับต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะมีการจับกุมแน่นอน? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า “ใช่ครับ แน่นอน ผมขอยืนยัน” ซึ่งวันที่ตนไปพบผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ท่านก็กำลังรวบรวมหลักฐาน และทราบว่าได้มีการเร่งรัดสอบสวนเรื่องนี้ให้ละเอียด เพื่อตอบข้อสงสัย ปิดข้อครหา และทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความยุติธรรม 

ทั้งนี้ ตนไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นประเด็นมาโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการสั่งการใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการทำตามพยานหลักฐาน ดังนั้นขอให้เชื่อมั่นในตำรวจ โดยเฉพาะตน ในการถวายความปลอดภัย ขอบอกกับประชาชนว่า พวกเราดูแลพระองค์ท่านด้วยชีวิต 

เมื่อถามว่า กลุ่มทะลุวังยังมีคดีที่รอลงอาญาอยู่อีกหรือไม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า มีอยู่ แต่ขอเวลา 2 วัน ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานคดีใหม่ และจะแจ้งข้อกล่าวหา หากเรียบร้อย ก็จะแถลงข่าวให้สาธารณะชนรับทราบ และจะมีการพิจารณาขอถอนประกัน

เมื่อถามว่า นอกจากกลุ่มทะลุวังแล้ว จะมีการออกหมายจับบุคคลอื่นที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นเอาเรื่องนี้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน แต่ได้รายงานนายกฯ ไปหมดแล้ว ว่ามีอะไรในเรื่องนี้บ้าง ขอรอให้เรื่องนี้สมบูรณ์ขึ้นอีกหน่อย

เมื่อถามว่า ในช่วงที่รอถอนประกันกลุ่มทะลุวัง หากกลุ่มนี้เคลื่อนไหวแสดงพฤติกรรมแบบนี้อีก จะดำเนินการอย่างไร? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจพยายามติดตามดูแลตลอด อย่างเหตุการณ์ที่ทะเลาะวิวาทกับกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ก็เป็นคนละที่กันกับที่มีหมายเสด็จฯ ตำรวจก็ตามมาดูแล ซึ่งการแสดงพฤติกรรมดังกล่าว จะเห็นว่ามีการเตรียมการ โดยจะไม่แสดงพฤติกรรมบางอย่างที่เขาเห็นว่าผิดกฎหมายบางข้อ และตนเชื่อว่ามีคนให้คำแนะนำ 

เมื่อถามว่า การถอนประกันสามารถทำได้เลยหรือไม่? หรือต้องรอศาล พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ต้องรอศาล ซึ่งเรากำลังพิจารณาอยู่ 

เมื่อถามว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเป็นนักการเมืองหรือไม่? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ยืนยัน ขอยังไม่ก้าวล่วง เมื่อถามย้ำว่า มีคนคอยช่วยเหลือแน่นอนใช่หรือไม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ในแนวทางสืบสวน พบว่ามีการให้คำปรึกษาและแนะแนวทางกับกลุ่มนี้ 

เมื่อถามว่า กลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง เป็นขบวนการที่อยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า เป็นขบวนการที่อยู่ในประเทศ เมื่อถามอีกว่า จะมีการเรียกผู้อยู่เบื้องหลังมาพูดคุยหรือไม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ได้รายงานให้นายกฯ ทราบแล้ว ซึ่งจะมีการพิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า จะเอาผิดกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังได้มากน้อยแค่ไหน? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราพยายามรวบรวมหลักฐาน และสอบสวนให้ครอบคลุมมากที่สุด ไม่รีบทํา เพราะหากรีบทำ เมื่อถึงชั้นอัยการและอัยการสั่งไม่ฟ้อง ก็จะเสียกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีการมองว่าตำรวจไม่ดำเนินการจริงจังหรือนิ่งเฉย? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า “อย่างพี่น่ะหรอไม่เอาจริงเอาจังเรื่องถวายความปลอดภัย น้องก็รู้ว่าพี่ดูแลเรื่องนี้มานานมาก ไม่ต้องห่วง ข้าราชการทุกคนเป็นข้าราชการในพระองค์ ที่เราจะดูแลความปลอดภัย ถือเป็นพันธกิจข้อแรกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าพี่จะทำให้ไม่มีข้อครหากับทุกฝ่าย และจะไม่มีการแจ้งข้อหาแบบหว่าน แต่จะทำในรูปแบบคณะกรรมการ มีการตรวจสอบชัดเจน

เมื่อถามยํ้าว่า กรณีขบวนเสด็จที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นการกระทำซึ่งหน้า แต่ตำรวจก็ยังนิ่งเฉย? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้กำชับให้พนักงานสืบสวนตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์จนถึงหลังเหตุการณ์ เราไม่ได้ดูแค่ซึ่งหน้า 

เมื่อถามว่า นายกฯ กำชับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า นายกฯ แสดงความเป็นห่วงเหมือนประชาชนทุกคน ว่าทำไมตำรวจไม่ออกมาดำเนินการอะไร แต่ได้ย้ำไปว่า กำลังดำเนินการอยู่ ยืนยันว่าการทํางานของตน ไม่ใช่คนหิวแสง แต่อยากทำงานให้ละเอียด

’หนุ่มใหญ่‘ ชี้ ‘คาร์บอนเครดิต’ คือ ‘เรื่องจริง’ ที่ ‘ลวงโลก’ กลวิธีของ ’นายทุน‘ ที่ผูกขาดผลประโยชน์ตัวเอง

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ.67) ช่องติ๊กต็อก ‘วาริช ออร์แกนิค ฟาร์ม’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอในหัวข้อ ‘คาร์บอนเครดิตของจริงหรือลวงโลก?’ เพื่อแชร์มุมมองเกี่ยวกับกระแสคาร์บอนเครดิตในปัจจุบัน โดยระบุว่า…

’คาร์บอนเครดิต‘ มันคือ ‘เรื่องจริง’ ที่เอาไป ‘ลวงโลก’ ซึ่งแปลว่าวันนี้คาร์บอนเครดิตเป็นเรื่องจําเป็นกับโลก แต่มนุษย์โลกที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรก็เอาเรื่องนี้ไปค้าขายหาความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับตัวเองและก็อ้างว่าได้ช่วยโลก ที่จริงคาร์บอนเครดิตภาคอุตสาหกรรมมันทําตัวยิ่งใหญ่ และที่จริงแค่อัฐยายซื้อขนมยายคนหนึ่ง อย่างมือซ้ายเราปล่อยคาร์บอนฯ ส่วนมือขวาเราลด แล้วก็เลยขายของมือซ้ายให้มือขวาแค่นั้นเอง และก็เมินเฉยต่อคาร์บอนภาคป่าไม้ที่ดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับมา ซึ่งที่จริงโลกนี้ก็ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์กลับมา ไม่ใช่แค่หยุดการปลดปล่อยเช่นกัน

แต่กระแสที่เกิดจากระบบทุนและคนที่ปล่อยคาร์บอนก็บอกว่าการลดถือว่าเป็นสิ่งที่สูงสุด ซึ่งก็ผูกขาดความถูกต้องของตัวเองไป ทําให้คนอื่นไม่มีความหมาย และที่สําคัญเขาสําคัญที่สุด เนื่องจากว่าเขาเป็นคนจ่ายตังค์ เขาเลือกที่จะจ่ายตังค์ให้กับตัวเอง โดยมือซ้ายของตัวเองที่จะจ่ายให้กับมือขวา หรือจะจ่ายให้กับคนตุนต้นไม้ซึ่งคือคนอื่น 

แล้วเผอิญว่าคุณปลูกต้นไม้จํานวนหนึ่ง ไม่ได้นิ่งกับการปลูกต้นไม้จริง แต่คิดเพ้อฝันไปว่าจะได้เงินจากคาร์บอนเครดิต ซึ่งจริง ๆ แล้วมูลค่าต้นไม้ที่เอาเข้าแบงก์ได้ เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ หรือการขายเนื้อไม้ได้ มันสูงกว่าคาร์บอนเครดิตเยอะมาก แต่เราไม่ทํากันเท่านั้นเอง

จึงขอสรุปว่าคนที่ไปหลงกับกระแสคาร์บอนเครดิต ทําตัวให้อินเทรนด์ทันสมัย แต่สยบยอมกับการถูกโกหกถูกลวงโลก

‘เพจดัง’ แชร์เสียงสะท้อน นทท.ต่างชาติใช้บริการสนามบินสุราษฎร์ฯ เจอ ‘มาเฟียแท็กซี่’ โกงค่าโดยสาร แถมขู่-ทำร้าย หากเรียกใช้ Grab

(12 ก.พ.67) เพจ ‘Around SURAT THANI Update’ ได้โพสต์ข้อความและรูปภาพที่สะท้อนความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้ใช้บริการสนามบินสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่า…

“แอดมินเข้าไปอ่านรีวิวสนามบินสุราษฎร์ฯ เจอรีวิวจากชาวต่างชาติชื่นชมกันเต็มเลยจ้า โดยเรื่องหลัก ๆจะเป็น #มาเฟียสนามบิน 😥

ปล. เป็นระบบแปลอัตโนมัติของ Google บางประโยคอาจจะแปลงงๆหน่อยนะครับ 😊🙏🏻”

สำหรับเสียงสะท้อนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้ใช้บริการสนามบินสุราษฎร์ธานี มีดังนี้

-พวกเขาจะหลอกคุณ บอกคุณว่า Grab ผิดกฎหมาย และหลอกให้คุณใช้รถของพวกเขา และจะคิดค่าโดยสารแพงมาก คนพวกนี้เป็นมาเฟียแท็กซี่สนามบิน

-พวกเขามีกลุ่มมาเฟียที่ประกอบไปด้วยคนเลวและอันธพาลล้อมรอบแท็กซี่และขาเข้าเมือง พวก
เขาข่มขู่ จ้องมอง และมีความรู้สึกไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงถ้าเป็นไปได้

-พวกเขาจะหลอกคุณให้บอกว่า Grab Car ผิดกฎหมาย แล้วให้คุณไปกับแท็กซี่มาเฟียเพื่อคิดราคาค่าเดินทางสูง

-หนึ่งในสนามบินที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยผ่านมา ไม่มีการเชื่อมต่อสาธารณะใดๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มมาเฟียของคนขับแท็กซี่ท้องถิ่นที่เสนอบริการรับส่งคุณไปยังเมืองอุดรธานีในราคาที่สูงกว่าเที่ยวบินของสายการบิน!!!! ถ้าคุณพยายามคว้า Grab หรืออะไรก็ตาม มันจะโจมตีคุณทุกวิถีทาง Grab ของฉันจะต้องไปที่ชั้น 2 โดยย้อนกลับเข้าจากทางออก..ออกจากสนามบินนี่เหมือนฝันร้าย ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมง!!

-จัดการมาเพียแท็งซี่หน่อยครับ ปล่อยปะละเลยกันจริงๆ

-มีสัตว์ประหลาดแท็กซี่ตัวน้อยรอหลอกคนและบังคับให้คนขึ้นแท็กซี่ เขาก้าวร้าวมากกว่าส่วนสูง
ของเขามาก เขามากับสมาชิกแก๊งเพื่อทำให้คนขับของเราตกใจ เราโชคดีที่คนขับรอเราอยู่ที่ทางเข้า
ทางหลวง ห่างออกไปเพียง 1 กม. กรุณาเดิน 1 กม. เพื่อจ่ายให้กับ สัตว์ประหลาดตัวน้อยเหล่านี้

- ระวังแท็กซี่สนามบิน!! มีมาเฟียอยู่ข้างหลัง (คนขับแท็กซี่บอกเรา) เราจองแท็กซี่กับ Grab แล้วพอมาถึงก็มี 2 คน ทำร้ายคนขับแท็กซี่ชาวไทย ข่มขู่เธอ และยังขู่เราด้วยว่าถ้าเราไปแท็กซี่จะไล่เราด้วยก้อนหิน Grab คิดค่าโดยสาร 330 บาท ขณะที่เขาขอ 600/700 บาท

คะแนนสนามบินของฉันคือ 0 เนื่องจากบริษัทต้องมั่นใจในความปลอดภัยของผู้โดยสารและต้องแก้ไขปัญหาแท็กซี่นี้ ไม่มีตำรวจทั้งขาเข้าและขาออก

พอเดินออกจากทางออกก็เจอรปภ.บอกมีคนขับแท็กซี่ไล่เราอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง! เที่ยวทั่วไทยไม่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับเราเลย มาเฟียแท็กซี่สุดก้าวร้าวที่ทำลายชื่อเสียงของชาติ
ไทย สนามบิน และแม้กระทั่งเมือง

-เช่นเดียวกับสนามบินอื่นๆ แต่ระวังคนขับแท็กซี่ที่อยู่ด้านหน้าด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณลงเครื่องตอนดึก พวกเขารับมิกค์ไป และไม่ยอมถอย เพราะสนามบินอยู่ไกลออกไป แล้วดูเหมือนคนขับ Grab เข้าไม่ได้? อาจจองรถแท็กซี่ล่วงหน้าหากคุณ ต้องการได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม

-เป็นสนามบินขนาดเล็กที่ใช้สำหรับเรือข้ามฟากไปยังเกาะต่าง ๆ เป็นหลัก ทิ้งรีวิวนี้ไว้ให้ระวังคนอื่นเรื่องม็อบแท็กซี่ เราพยายามจอง Grab 2x และพวกเขาก็ไม่หยุดเพราะพวกเขากลัวกลุ่มแท็กซี่ที่หมุนเวียนอยู่ข้างนอกและพยายาม คิดราคาทางดาราศาสตร์ หนึ่งในนั้น ก้าวร้าวและตะโกนใส่เราว่า Grab ไม่
ได้ทำงานที่นี่ อีกทั้งตำรวจ/หน่วยรักษาความปลอดภัยภายนอกก็ไม่ได้ทำอะไรมากเช่นกัน เราพักที่นั่นหนึ่งคืนที่โรงแรมใกล้เคียงเพื่อขึ้นเรือข้ามฟาก ในเช้าวันรุ่งขึ้น ดังนั้นพยายามต่อราคาอย่างหนักเพื่อลดราคา! หรือเดินไปถนนสายหลักเพื่อจอง Grab

‘นักเรียนนายร้อย จปร.’ นับพันคน ตบเท้าแสดงจุดยืน จัดกิจกรรมถวายกำลังใจ ‘ทูลกระหม่อมอาจารย์’ วันนี้

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมโฆษกกองทัพบก แจ้งกำหนดการทำข่าวสื่อมวลชนในกรุ๊ปไลน์นักข่าวว่า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนร่วมทำข่าว กิจกรรม ‘ถวายกำลังใจ ทูลกระหม่อมอาจารย์’ พลเอกหญิงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยมีกำลังพลของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนปิยชาติพัฒนา ร่วมทำกิจกรรม ในวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 15.30 น. ณ หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อ.เมือง จ.นครนายก”

แหล่งข่าว โรงเรียนจปร. ระบุว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในวันที่ 12 ก.พ.ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อเป็นการให้กำลังใจต่อหน้า พระบรมฉายาลักษณ์ทูลกระหม่อมอาจารย์ พลเอกหญิงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ภายในห้องประชุม โดยจะมีข้าราชการ นักเรียนจปร. 1,600 นาย รวมถึงมวลชนในพื้นที่

“ยอมรับว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าว มีสาเหตุมาจากกรณีขบวนของทูลกระหม่อมอาจารย์ พลเอกหญิงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ถูกนักกิจกรรมบีบแตรและพยายามชับรถแทรกขบวนในระหว่างเสด็จฯ พระราชดำเนินพระราชกรณียกิจในช่วงที่ผ่านมา” แหล่งข่าวโรงเรียนจปร. ระบุ

'พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ' แจ้งเตือนประชาชน หลังมีมิจฉาชีพปลอมเฟซบุ๊กชื่อตนมาใช้หลอกลวง

(12 ก.พ. 67) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เปิดเผยกรณีมีผู้แอบอ้างชื่อของตนไปตั้งบัญชีทางโซเชียลมีเดีย ว่า...

"แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ครับ ขณะนี้มิจฉาชีพ ได้ปลอมเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อกระผม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณขึ้นมา และนำไปหลอกลวงประชาชนทั่วไป ขอเรียนให้พ่อแม่พี่น้องทราบครับว่า ผมไม่มีเฟซบุ๊ก และไม่เคยใช้ หากจะติดต่อผม สามารถติดต่อผมได้ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้นครับ"

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมในพิธีกดปุ่มเปิดกิจกรรมอบรม ‘’ ผู้นำการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 3 (Climate Action Leaders #3 )

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาในฐานะ Keynote speaker ของโครงการ ได้รับเชิญขึ้นร่วมในพิธีกดปุ่มเปิดกิจกรรมอบรม ‘’ ผู้นำการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 3 (Climate Action Leaders #3 )  องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ห้องบอลรูม สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพ

โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณเป็นประธานกล่าวเปิด 

โดยในหลักสูตร 6 สัปดาห์นี้ มีผู้ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับการอบรมจากองค์กรชั้นนำในไทยจำนวน 69 คน เช่น เลขาธิการกลต. ประธานบริษัทเชลล์ ประเทศไทย เลขาธิการบีโอไอ เลขาธิการกฤษฎีกา ประธาน เชฟรอน ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปลัด กทม. เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น

เชียงใหม่-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมตรี ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ติดตามการดำเนินงานสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน)

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมตรี ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด และคณะ ในการติดตามการดำเนินงานสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยมี พลเอกโกศล ประทุมชาติ กรรมการ บริหาร ทำหน้าที่ประธานกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร และนายกฤษดา ลาพิมลรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร, นางสาวฐิติรัตน์ ต๊ะวันวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ ณ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี  
          
โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพกับสัตว์เชื่อง เยี่ยมชมกิจกรรมโครงการสร้างรายได้ให้กับชุมชน 4 ตำบลรอบ ๆ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ประกอบไปด้วยเทศบาลตำบลหนองควาย เทศบาลเมืองแม่เหียะ เทศบาลตำบลสุเทพ เทศบาลตำบลบ้านปง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และชุมชนบ้านไร่กองขิง

ขณะเดียวกันได้เข้ารับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร และข้อมูลโครงการของสำนักงานเชียงใหม่ในซาฟารี เยี่ยมชมการแสดง  Tiger Show ซึ่งเป็นการแสดงความสามารถของเสือและสิงโต นั่งรถชมสัตว์ในโซน Savanna Safari ให้อาหารสัตว์ และชมกิจกรรมน้ำพุดนตรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และสูงที่สุดในเอเชีย โดยมีความสูงถึง 30 เมตร พร้อมทั้งได้เข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เพื่อเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมกิจกรรมของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ต่อไป

นภาพร/เชียงใหม่

‘ไก่ย่างห้าดาว’ จัดโปรฯ หลังต้นทุนวัตถุดิบปรับราคาลง ประกาศลดราคาสินค้า 4-10 บาท สานฝันคนชอบกินไก่

(11 ก.พ. 67) แม้เปิดปีมังกรมา ผู้บริโภคจะเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพง เพราะสินค้าจำนวนหลายรายการตบเท้าขึ้นราคา หรือหากแบรนด์ไหนไม่ขยับขึ้น ก็มีการใช้กลยุทธ์การ ‘ลดไซส์’ เพื่อคงราคาขายเดิมไว้ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดแค่ในไทยแต่เป็นทั่วโลก จนมีกระแส ‘Shrinkflation’

ท่ามกลางของแพง ‘ธุรกิจห้าดาว’ หรือที่คนรู้จักกันในชื่อเล่น ‘ไก่ย่างห้าดาว’ ได้ประกาศปรับลดราคาสินค้าลง 4-10 บาท โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 12 กุมภาพันธ์ 2567

ทั้งนี้ ธุรกิจห้าดาวระบุว่า บริษัท ขอแจ้งการปรับลดราคาจำหน่ายผู้บริโภค โดยโครงสร้างราคาใหม่นี้ผู้ประกอบการยังคงได้รับ ‘กำไรเท่าเดิม’ ซึ่งการปรับลดราคาต้นทุนวัตถุดิบมีผลตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567

พร้อมกันนี้ บริษัทได้ยืนยันในเรื่องของการพยายามที่จะพัฒนาคุณภาพและความคุ้มค่า เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเป้าหมายของครอบครัวห้าดาวมาโดยตลอด

สำหรับรายการสินค้าที่ปรับลดราคามีทั้งสิ้น 9 รายการ ลดตั้งแต่ 4-10 บาท เช่น ไก่ย่างพริกไทยดำ (ตัว) ราคาใหม่175 บาท ลดลง 10 บาท จากราคาเดิม 185 บาท, ไก่ย่างสูตรต้นตำรับ (ตัว) ราคาใหม่ 165 บาท ลดลง 10 บาท จากราคาเดิม 175 บาท, ไก่กรอบห้าดาว (ชิ้น) ราคาใหม่ 29 บาท ลดลง 6 บาท จากราคาเดิม 35 บาท, ไก่ทอดเกลือ(ครึ่งตัว) ราคาใหม่ 75 บาท ลดลง 4 บาท จากราคาเดิม 79 บาท และไก่จ๊อสามสี (ไม้) ราคาใหม่ 25 บาท ลดลง 5 บาท จากราคาเดิม 30 บาท เป็นต้น

พลันที่แบรนด์ประกาศลดราคาสินค้า ทำให้ค่อนข้างได้ใจ และได้รับคำชมจากผู้บริโภค เพราะหลายคนมองเป็นเรื่องราวดีๆ ท่ามกลางผู้ประกอบการ หรือธุรกิจอาหารไม่น้อยที่มีการปรับขึ้นราคาขาย รับกับภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิตวัตถุดิบอยู่ในช่วงขาขึ้น

ทั้งนี้ การปรับราคาสินค้า ส่วนใหญ่เมื่อขยับขึ้นแล้ว การหั่นราคาลงค่อนข้างน้อย

‘ธุรกิจห้าดาาว’ เป็นธุรกิจอาหารของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ดำเนินการภายใต้ ‘ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน’ ซึ่งพอร์ตโฟลิโอของบริษัทยังมีแบรนด์ธุรกิจอาหารอื่นๆ รวม 6 แบรนด์ ได้แก่ ไก่ห้าดาว แฟรนไชส์ไก่ย่าง ไก่ทอดที่เป็นตำนานของธุรกิจห้าดาว, ไฮพอร์ค แฟรนไชส์หมูพรีเมียม ราคาสุดคุ้ม, เป็ดเจ้าสัว แฟรนไชส์เป็ดพะโล้ เป็ดย่าง ที่มีซอสสูตรลับชูรสชาติความอร่อย

ข้าวมันไก่ไห่หนาน แฟรนไชส์ข้าวมันไก่พรีเมียม ต่อยอดจากไก่ห้าดาว, กระทะเหล็ก แฟรนไชส์อาหารตามสั่งต้นตำรับรสชาติไทย และสตาร์คอฟฟี่ แฟรนไชส์เครื่องดื่มที่ต่อจิ๊กซอว์ความครบครันให้ธุรกิจห้าดาวนั่นเอง

 

‘บริษัททัวร์หัวใส’ จัดทริปเที่ยวพระตะบอง พาชม ‘บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ เปิดให้ลงทะเบียน 14 ก.พ.นี้ แถมรับจำนวนจำกัดเพียง 8 คนเท่านั้น!!

จากกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เคยโพสต์รูปภาพบนอินสตาแกรมส่วนตัว เมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นรูปบ้านของ ‘เจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ ต้นตระกูลอภัยวงศ์ ในเมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชาพร้อมข้อความระบุว่า “My grandmother used to live in this house almost 1 century ago บ้านเก่าคุณยาย” ซึ่งแปลได้ว่า ยายของตนเคยอาศัยที่บ้านหลังนี้มานาน 1 ศตวรรษที่แล้ว

ทำให้กลายเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงกันในโซเชียลมีเดียอยู่หลายวัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา นายพิธา ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ‘คุณยายอนุศรี’ ซึ่งเป็นคุณยายของตนนั้น เคยแต่งงานกับคุณเกษม อภัยวงศ์มีบุตรด้วยกัน 2 คน ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณป้าของตน ณ ปัจจุบัน คุณยายเกิดที่พระนคร เคยย้ายไปอยู่พระตะบองพักนึงจริงและตนไม่ได้มีเชื้อสายเขมร ไม่ได้เป็นลูกครึ่ง ตามที่สื่อบางสำนักตั้งคำถาม พร้อมย้ำว่าตนไม่เคยแอบอ้างว่าเป็นลูกหลาน อภัยวงศ์

หลังจากเป็นประเด็นร้อนทำเอาโซเชียลไฟลุกอยู่หลายวัน ล่าสุด บริษัทท่องเที่ยว ‘พิพิธเพลินใจ แทรเวล’ ผุดไอเดียพาลูกทัวร์เยี่ยมชม ‘บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ ณ เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา พร้อมสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตเมื่อนานมาแล้ว

โดยทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘พิพิธเพลินใจ แทรเวล’ ได้โพสต์ข้อความ เปิดรับลงทะเบียนทัวร์บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรโดยระบุว่า…

“เปิดรับลงทะเบียนพร้อมรายละเอียด โปรแกรมราคา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567

15-17 มีนาคม 2567 ไปเยี่ยมไปเยือน ‘บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ เมืองพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชากัน

บ้านที่สร้างเกือบจะแล้วเสร็จแต่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรยังมิทันได้เข้าพำนัก ก็มีเหตุการณ์เสียดินแดนให้กับฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคมเสียก่อน

ย่ำไปในรอยไทย เมืองพระตะบอง-ศรีโสภณ ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2567 พร้อมเปิดรับลงทะเบียนวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ รับ 8 ท่านเท่านั้น”

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ทรงพระราชทานเงินเดือน 26 ล้านบาท ตลอดการเป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ 35 ปี แก่ ‘รร.นายร้อย จปร.’

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชทานเงินเดือน 26 ล้านบาทของพระองค์ ตลอดเวลา 35 ปีที่เป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ พร้อมดอกเบี้ย ให้กับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) เหล่าศิษย์ จปร.ต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

 

โดย ผู้พันเบิร์ด พันเอกวันชนะ สวัสดี ได้เปิดเผยกับ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ว่า ได้รับทราบจาก พลโทสิทธิพล ชินสำราญ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2560 นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 5 ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมบ้านสวนปทุม หลายท่านอาจสงสัยว่าเป็นสถานที่อะไร สถานที่นี้ คือ ‘พระตำหนักของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’ ซึ่งใช้เป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ ของที่ระลึกที่ได้รับมาจากสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งของที่ทรงซื้อมาโดยพระองค์เอง

 

ซึ่งในวันนั้น พระองค์จะเป็นผู้บรรยายเรื่องราว ประสบการณ์ในที่ต่างๆ ผ่านข้าวของแต่ละชิ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ที่น่าสนใจ และน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

 

หลังเสร็จสิ้นการบรรยายและเดินชมของในทุกห้องแล้ว พลโท สิทธิพล จึงได้มีโอกาสสอบถามข้าราชบริพารว่า ปกติแล้วมีคณะอื่นเข้ามาที่บ้านสวนปทุมแห่งนี้หรือไม่ ข้าราชบริพารตอบว่า มีกลุ่มนักเรียนนายร้อย ซึ่งนับเป็นโชคดีมากเพราะไม่มีคณะอื่นเข้ามาเลย นอกจากนักเรียนนายร้อยเท่านั้น

 

แต่ยังมีเรื่องที่ผู้บัญชาการเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง มีความสำคัญและซาบซึ้งกินใจเช่นกัน นั่นก็คือในวันนั้นพระองค์ได้พระราชทานเช็คเป็นจำนวน 19,201,788.48 บาท เงินจำนวนนี้ แท้จริงแล้วคือ เงินเดือนของพระองค์เอง

 

พลโทสิทธิพล เล่าให้ฟังต่อว่า ในปี 2558 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้พระราชทานเงินเดือนทั้งหมดของพระองค์ ที่รับราชการมาตลอด 35 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26 ล้านบาท โดยในปีนั้นได้พระราชทานมาแล้ว 7 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือพระองค์บอกว่ายังอยู่ในธนาคารอีก 19,000,000 บาท และจะครบกำหนดเบิกได้ในปี 2560

 

กระทั่งเมื่อปี 2560 มาถึง พระองค์ได้ทรงพระราชทานส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมด ให้กับ ‘กองทุนพัฒนาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’ รวมทั้งหมด 26,894,502.19 บาท

 

โดยทรงพระราชทานเช็คให้ ‘กองทุนพัฒนาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’ มาแล้ว 7,431,194.22 บาท เมื่อ 29 กย. 2558

 

จากนั้น เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2560 ทรงพระราชทานเช็คเงินจำนวน 19,201,788.48  บาท ลงวันที่ 26 มิ.ย. 2560 และให้ดอกเบี้ย ตั้งแต่ 13 ต.ค. 2558–13 ก.ค. 2560 อีกจำนวน 271,519.49 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26,894,502.19 บาท

 

ซึ่งเอาไว้สำหรับพัฒนาการศึกษาของนักเรียนนายร้อย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อเหล่านักเรียนนายร้อย ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันอย่างหาที่สุดมิได้

 

แต่อันที่จริงแล้ว คุณประโยชน์ทั้งหมดนี้ ก็ไม่ได้ก่อเกิดกับเฉพาะนักเรียนนายร้อยเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุดแล้วนักเรียนนายร้อยเหล่านี้ ก็จะออกมารับใช้ประเทศชาติในงานด้านความมั่นคง นำมาซึ่งความผาสุกของประชาชนคนไทยทั้งชาติ

 

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ จึงมีต่อปวงชนชาวไทยทุกคน และประเทศชาติไทยอย่างแท้จริง

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top