Monday, 22 June 2026
NEWS FEED

กำไรที่ไม่มีอยู่จริง…สืบนครบาลรวบอารียาบางไผ่ บัญชีม้า 300 บาทโดนคุกอ่วม

นโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร.  ,พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมทางออนไลน์  ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เร่งทำการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ตามหมายจับเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการฉ้อโกลหลอกลวงประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึง บัญชีม้า ที่เป็นโรคระบาดเชื้อร้ายทำร้ายความสงบสุขของประชาชนในสังคมในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. ,พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ได้สั่งให้พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.,พ.ต.อ.นิวัตน์ พึ่งอุทัยศรี รอง ผบก.สส.บช.น, พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ รอง ผบก.สส.บช.น , พ.ต.อ.อดุลย์ ดอกพวง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น. ,พ.ต.ท.ปกรณ์ ทองช่วง รอง ผกก.สส.4ฯ , พ.ต.ท.รัฐนันท์ สมวงศ์ รอง ผกก.สส.4ฯ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ภัทร  บุญอารักษ์ สว.กลุ่มงานสอบสวนฯ ช่วยราการ กก.4ฯ , ร.ต.อ.ณพวิทย์ ดิษฐ์ป้าน รอง สว.กก.สส.4ฯ , ร.ต.ต.เด่น ภูมิคอนสาร รอง สว. ดำเนินการจับกุม น.ส.อารียา อัมระนันท์ อายุ 20 ปีอยู่ที่  ม.7 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กทม.ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดอ่างทอง ที่ 64/2567 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2567

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นผู้อื่น,โดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี,โอนรับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้นและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่บุคคลสองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ”สถานที่จับกุมบริเวณ หน้าบ้าน ม.7 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กทม. พฤติการณ์ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2566 ผู้เสียหาย ได้เห็นโฆษณาใน Facebook ที่ใช้ซื้อบริษัท Facebook Shop ซึ่งอ้างว่าเป็นงานสั่งซื้อขายสินค้าในระบบ เพียงแค่เปิดหน้าเว็บไซต์ รอระบบ AI ทำการสั่งซื้ออัตโนมัติ 3-5 นาที ก็สามารถรับเงินปันผลเป็นกำไรได้ และได้รับค่าคอมมิชชั่น 10-50 % ของเงินฝาก โดยฝาก 1 ครั้ง และถอน *1 ครั้ง (เงินต้น + เงินปันผล) โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการชื่อ น.ส.พิไลรัตน์ ชาลีชาติ เป็นผู้แนะนำระบบการทำงานการสร้างรายได้ และให้ทำการลงทะเบียนในเว็บ https://coupangthai666-job.com และผูกบัญชีเงินฝากของธนาคารกสิกรไทยไว้ในระบบ ในครั้งที่ 1 โดยลงทุนไป 500 บาท สามารถถอนเงินลงทุนและเงินปันผลกำไรได้ 610 บาท ในครั้งที่ 2 และ 3 เป็นเงิน 1,800 บาท และ 2,499 บาท  ถอนเงินลงทุนและเงินปันผลกำไรในแต่ละครั้งกลับเข้าบัญชีที่ผูกไว้กับระบบได้เป็นเงิน 2,070 บาท และ 3,080 บาท ในครั้งที่ 4 เป็นเงินลงทุน 3,888 บาท ซึ่งจะได้เงินทุนและเงินปันผลกำไรคืนเป็นเงิน 5,054 บาท ซึ่งระหว่างระบบรอรับยอดเข้า ทาง คนร้ายได้แจ้งว่า ขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกท่าน คนร้ายทำภารกิจงานคู่ระดับเดียวกัน  พอทำภาระกิจคู่ไปแล้ว ในครั้งที่ 4 ก็ไม่สามารถถอนเงินได้ ต้องทำภาระกิจต่อโดยการลงทุนเป็นเงิน 8,888 บาท จะได้เงินลงทุนและเงินปันผลกำไรคืน 18,386 บาท แต่เมื่อโอนเงินเพื่อทำภาระกิจให้เสร็จ ก็ยังไม่สามารถถอนเงินคืนได้ เพราะว่ายังเหลือภาระกิจสุดท้ายเป็นการโอนเงินยอด 28,888 บาท ซึ่งจะได้ผลตอบแทนเป็นเงิน 61,718 บาท ซึ่งเมื่อโอนเงินจำนวน 28,888 บาท ไปแล้ว ก็ยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ต้องชำระค่าขนส่งอีก 59,990 บาท ก่อนซึ่งจะสามารถถอนเงินคืนได้ทั้งหมดเป็นเงิน 151,703 บาท แต่แล้ว หลังจากโอนค่าขนส่งไปแล้วก็ยังไม่สามารถถอนเงินคืนได้ อ้างว่าลูกค้าถอนเงินไม่ตรงจำนวนกับระบบ ต้องทำอีก 2 ภารกิจเพื่อ ทำกการปลดล็อคระบบ โดยภาระกิจแรกต้องโอนเงิน 98,000 บาท และภาระกิจที่ 2 ต้องโอนเงินอีก 145,000 บาท ซึ่งหลังจากจบทั้งสองภาระกิจนี้แล้ว จะสามารถถอนเงินออกได้ทั้งหมดเป็นเงิน 428,703 บาท แต่เมื่อทำจบภาระกิจ ก็ยังไม่สามารถถอนเงินทั้งหมดออกมาได้ เนื่องจากระบบปฏิเสธการถอนเงิน โดยอ้างว่าได้ทำการตรวจสอบแล้ว พบว่าลูกค้าทำการสั่งซื้อเกินเวลา ต้องทำอีก 2 ภาระกิจเพื่อทำการปลดเป็นเงินทั้งหมด 196,000 บาท ซึ่วการกระทำดังกล่าวของคนร้ายเป็นการหลอกลวงให้โอนเงินโดยมีเงินปันผลกำไรเป็นสิ่งล่อใจ ผู้เสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับคนร้าย  จนกว่าคดีถึงที่สุด ความเสียหายในคดี  346,453 บาท นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกษไชโย ภ.จว.อ่างทอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อ

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ว่าตนเองได้เปิดบัญชีให้กับคนร้าย  โดยรู้จักกันผ่าน Facebook เมื่อผู้เปิดบัญชีให้คนร้ายแล้วได้รับค่าจ้างจึงได้ส่งบัญชีไปให้คนร้าย ได้รับค่าตอบเเทนเป็นเงิน 300 บาท ด้าน พล.ต.ต. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวแจ้งเตือนภัย ขอให้ประชาชนได้โปรดใช้สติในการใช้ชีวิตในสังคม อย่าหลงเชื่อกลโกงต่างๆ ของมิจฉาชีพซึ่งแฝงตัวมา ส่วนเจ้าของบัญชีม้าหรือเบอร์ม้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจหรือสงสัยว่าบุคคลที่เข้ามาเสนอผลประโยชน์นั้นจะเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดมายังเพจ สืบนครบาล IDMB ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะเป็นคดีที่มีความเสียหายไม่มาก แต่หากเป็นคดีที่ประชาชนเดือดร้อน เราทำทันที

นราธิวาส-ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เยียวยา เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบฯ

นายรอมดอน หะยีอาแว ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เยียวยา เดินทางไปยัง โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 22.40 น. เกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารพรานกองร้อยทหารพรานที่ 4613 ขณะปฏิบัติหน้าที่ เหตุเกิดบริเวณถนนหน้ากูโบร์บ้านลูกาฮีเล หมู่ที่ 6 ต.บาตง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดยนายรอมดอน หะยีอาแว ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ได้พูดคุย ให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าในนามเลขาธิการ ศอ.บต. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 5 นาย ดังนี้

1) ร้อยเอก ชัยยุทธ สุกบู อายุ 49 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
2) สิบเอก สุรเดช สังขวงศ์ อายุ 31 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณศรีษะ 
3) อาสาสมัครทหารพราน สามะแอ ดือมาสิ อายุ 42 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
4) อาสาสมัครทหารพราน สมาน ลีอาแด อายุ 34 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
5) อาสาสมัครทหารพราน อาดนัย สุหลง อายุ อายุ 42 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

จากนั้นผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. และเจ้าหน้าที่เยียวยา เดินทางไปยัง  โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อเข้าเยี่ยมเจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน โดย ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ได้พูดคุย ให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าในนามเลขาธิการ ศอ.บต. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 4 นาย ดังนี้

1) จ่าสิบเอก ศักดิ์รพี เพชรเรือนทอง อายุ 41 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาซ้าย
2) อาสาสมัครทหารพราน อนันต์ บือราเฮง อายุ 40 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณขา และแขน
3) อาสาสมัครทหารพราน มะกอเส อูมา อายุ 34 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาซ้าย
4) อาสาสมัครทหารพราน เปาซี เจ๊ะเต๊ะ อายุ 41 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณซี่โครงซ้าย

พร้อมกันนี้  ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ได้เข้าเยี่ยม สิบโท อดิศัย สุขศิริวัฒน์ อายุ 28 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2567 เวลา 16.35 น. คนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้องร้อยทหารพรานที่ 4402 ขณะออกปฏิบัติหน้าที่ด้วยการเดินเท้า ได้เหยียบกับระเบิด เหตุเกิดในพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านบือราแง ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด มีแผลฉีกขาดบริเวณเท้าข้างขวา ในการนี้  ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ได้พูดคุย ให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าในนามเลขาธิการ ศอ.บต. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ
ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

‘พ่อหมอปาย’ ยัน!! ไม่รับเงินต่างชาติสกปรก หลังมีสายนิรนามโทรเสนอเงินก้อนโต หวังจบคดี

(10 เม.ย.67) จากกรณี Mr.URS BEAT FEHR หรือ เดวิด อายุ 45 ปี เจ้าของปางช้างดังใน จ.ภูเก็ต เตะ แพทย์หญิงคนหนึ่ง ซึ่งไปนั่งเล่นตรงบันไดที่ลาดลงมาบริเวณชายหาดที่ต่อลงมาจากวิลล่า หมายเลข 23 เพราะคิดว่าเป็นบันไดของชายหาด โดยแพทย์หญิงได้รับบาดเจ็บและเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมขอความเป็นธรรมจากสังคมที่โดนทำร้าย ทั้งนี้ ชาวต่างชาติคนดังกล่าวอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจเตะแพทย์หญิง แต่สะดุดบันไดล้มลง

จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ลามถึงขั้นตรวจสอบวิลล่าหรู หรือ จนถึงขั้นตรวจสอบปางช้างที่ เดวิลเป็นเจ้าของ หรือการเพิกถอนหนังสือเดินทาง เป็นต้น

ล่าสุดวันนี้ เพจ ‘Phuket Times ภูเก็ตไทม์’ โพสต์ข้อความระบุว่า

“ฉาว! #ฝรั่งเตะหมอ มีสายนิรนามโทรขอเคลียร์เงินก้อนโตให้จบคดี ด้านพ่อหมอปาย ยันไม่รับเงินต่างชาติสกปรก วันนี้เข้าพบอัยการสูงสุด ส่งทนายยื่นฟ้อง 295 เอง ล่าสุด ฝรั่งสู้คดี ยังปฏิเสธ บอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”

'เพจดัง' ชี้!! สถานการณ์เมียนมาวันนี้ ไทยต้องเป็นกลางขั้นสุด ดูแลด้านมนุษยธรรม พร้อมกันพื้นที่สู้รบไม่ขยายเข้ามาไทย

(10 เม.ย. 67) จากเพจ 'สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

วันนี้มีเรื่องสำคัญหลายเรื่อง:

1. จะฟ้อง ไม่ฟ้อง หรือเลื่อนคดี 112 ของโทนี่ มีนัยสำคัญไม่ว่าจะออกมารูปไหน

2. กนง. จะเริ่มลดดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ ด้วยเหตุผลอะไร

3. เรื่องเมียนมาที่ไทยเกี่ยวข้องอยู่หลายด้าน

เรื่องที่ 1 กับ 2 บ่าย ๆ ก็รู้เรื่อง

ส่วนเรื่องที่ 3 จะบอกสั้น ๆ ว่าประเทศไทยตอนนี้ถูกมหาอำนาจฝ่ายต่าง ๆ ใช้เป็นทางผ่านส่งอะไรก็ไม่รู้เข้าเมียนมา และถูกใช้เป็นฐานมอนิเตอร์ ประสานงาน 

เข้าใจว่าไม่น่าจะเลือกอะไรได้ มหาอำนาจจะเอา ต้องเป็นทางผ่านจำยอม 

รัฐบาลเมียนมาก็คงรู้ แต่เราก็ยังต้องรักษาสัมพันธ์กันไว้ และเขายังไว้ใจเราในระดับหนึ่งที่ค่อนข้างมาก มีผลประโยชน์ร่วมกันมาก

ดูเหมือนรัฐบาลเมียนมาต้องการยันพื้นที่ที่เป็นของชาวเมียนมาแท้เอาไว้ให้แน่น (พื้นที่สีเหลืองในรูป) พื้นที่ที่เป็นของชนกลุ่มต่าง ๆ ปล่อยไปก่อน 

อาจไปตีคืนทีหลัง หรือถ้าไม่ตีคืนก็อยู่กันไปแบบซีเรีย คือรัฐบาลกลางยังอยู่แต่ไม่สามารถปกครองพื้นที่ได้ทั้งประเทศ

ถ้าเป็นโมเดลซีเรียเมื่อไหร่ กลุ่มต่าง ๆ จะเร่งผลิตยาเสพติดออกขายทำทุน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจหลายส่วนเลี้ยงตัวเองไม่ได้

แนวทางสำคัญของไทยตอนนี้คือ:

1. เป็นกลาง รักษาสัมพันธ์ทุกฝ่าย บางทีต้องยอมตามคำขอพิเศษของแต่ละฝ่ายบ้าง แล้วแต่กรณี

2. ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

3. ทหารดูแลให้พื้นที่สู้รบไม่ขยายเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยโดยบังเอิญ หรือโดยความตั้งใจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

4. อันนี้เรื่องใหญ่ ตกลงจะได้เล่นน้ำวันไหน ใครบอกได้แล้วยัง

กองสารนิเทศร่วมรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 จัดทำสปอตรณรงค์ ชุด “สงกรานต์ดีๆ อย่าให้มีแค่ปีกลาย” 

พล.ต.ต.หญิง สมพร  พูลเกษม ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ตลอดจนเสริมสร้างวินัยการใช้รถใช้ถนน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์  ซึ่งเป็นวันหยุดสำคัญและเป็นเทศกาลของครอบครัว  มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อกลับไปหาครอบครัว หรือไปรดน้ำดำหัว ขอพรจากผู้ใหญ่ที่เคารพเป็นจำนวนมาก  สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้มีการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือน้อยที่สุด จากข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจำนวนมาก สาเหตุหลักเกิดจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ขับรถในขณะที่ร่างกายไม่มีความพร้อม ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ไม่ชำนาญเส้นทาง ขาดวินัยในการขับขี่ และขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด   

กองสารนิเทศจึงได้จัดทำสปอตรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2567 ชุด “สงกรานต์ดีๆ อย่าให้มีแค่ปีกลาย ” เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการตระหนักรู้ ปลุกจิตสำนึกให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายจราจร และรณรงค์ส่งเสริมให้เพิ่มความระมัดระวัง ที่สำคัญคือ “เมาไม่ขับ”  เพื่อลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน โดยประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสารมวลชน สื่อโซเชียล สื่อประชาสัมพันธ์ภายในสถานีรถไฟกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีรถไฟฟ้า และภายในขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จออัจฉริยะบริเวณทางแยก และป้อมจราจร

ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า จากเนื้อหาในคลิปที่สื่อออกไปนี้ ทางกองสารนิเทศเชื่อว่าจะเป็นช่องทางหรือสื่อหนึ่งที่จะสามารถเตือนสติให้กับพี่น้องประชาชนในการเดินทางได้อย่างปลอดภัย

‘จุฬาราชมนตรี’ ประกาศ วันอีฎิ้ลฟิตริ ตรงกับ 10 เม.ย. 67 หลังมีผู้พบเห็นดวงจันทร์

เมื่อวานนี้ (9 เม.ย. 67) นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ออกประกาศ เรื่องกำหนดให้วันที่ 1 ของเดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ระบุว่า

ตามที่ได้ประกาศให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ในวันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านั้น ปรากฏว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์

จึงประกาศว่า วันที่ 1 ของเดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ตรงกับวันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567

‘เพจดัง’ เปิดคลิปท้องฟ้า ‘เชียงใหม่’ ฝุ่นหนาปกคลุมทั่วพื้นที่ จนแทบมองไม่เห็น

(10 เม.ย.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘อยากดังเดี๋ยวจัดให้รีเทิรน์ part 7’ ได้โพสต์คลิปเครื่องบินโดยสารขณะกำลังบินอยู่บนเหนือน่านฟ้าประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ แต่ผู้โดยสารถ่ายคลิปนอกหน้าต่างที่มองไม่เห็นอะไรเลย เพราะท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันพิษ PM2.5

โดยเพจ ‘อยากดังเดี๋ยวจัดให้รีเทิรน์ part 7’ ระบุข้อความว่า "PM 2.5 เชียงใหม่อากาศดี๊ดี...ถถถ Drama-addict Take off จากเชียงใหม่เหมือนหนีตายจาก PM2.5 ไม่ต้องประกาศเขตภัยพิบัติบางอำเภอค่ะ เรียกว่าค่าฝุ่นเชียงใหม่แย่มากทั้งจังหวัด หายใจลำบากมาก เลือดกำเดาออก มีผงขี้เถ้าลอยในอากาศฟุ้งไปหมด กินข้าวแทบไม่ได้ มันกล้ำกลืนไปหมดไม่สนับสนุนข่าวเท็จ อากาศดี ดีที่ไหนกันนนน ช่วยกันแชร์หน่อยค่ะ เพื่อชาวให้ชาวเชียงใหม่มีอากาศที่ดีขึ้น มาตรการควรเคร่งครัดมากกว่านี้ บรรเทาให้ถูกจุด ลด ละ เลิกแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ผู้คนไม่สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้"

‘โจ มณฑานี’ ชี้ สัญญาณแห่งคุณค่าแบบไทยๆ กำลังกลับมา หลัง ‘หลานม่า’ ทะลุ 100 ล้านบาทใน 5 วัน

(10 เม.ย.67) จากเฟซบุ๊ก 'Jo Montanee' โดยคุณโจ มณฑานี ตันติสุข ดีเจ พิธีกร นักวิจารณ์ นักเขียนและวิทยากรชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับหนังเรื่อง 'หลานม่า' ที่กำลังนำพาคุณค่าดี ๆ กลับคืนสู่สังคมไทย ระบุว่า...

"อาม่า 5 วัน 100 ล้าน คือสัญญาณที่พี่โจบอกเสมอว่าคุณค่าแบบไทยจะค่อย ๆ กลับมา ขอแค่เราจงอดทน ศรัทธา และไม่ถอดใจ"

ทั้งนี้ หลังโพสต์ดังกล่าว ก็มีชาวเน็ตหลายท่านที่เห็นด้วยได้เข้ามาตอบคอมเมนต์มากมาย อาทิ...

"ศรัทธาและคุณค่าแบบไทย ไม่เคยจางหายไปจากใจเลยค่ะ ยังคงยึดถือและเคารพในตัวตนของเราเองเสมอมา 'ความเป็นไทย' ไม่เคยจางหายไปจากใจ จริง ๆ"

"ชื่นใจ…หอมกลิ่น กตัญญู"

"พอหนังออกโรงแล้ว กระทรวงศึกษาฯ ควรติดต่อขอฉายในสถานที่ศึกษาก็ดี"

"ความดีแบบไทย ๆ ต้องกลับมา เด็กรุ่นบางคน ก็บ้า ๆ บอ ๆ ตามเพื่อนไปเท่านั้น"

ฯลฯ

เผยตัวเลขพีคไฟฟ้ารอบ 7 ปี 2567 ช่วงวันหยุดยาว ยอดใช้พุ่งถึง 34,656 เมกะวัตต์ เฉียดทำลายสถิติ

ยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2567 รอบที่ 7 ถึง 34,656 เมกะวัตต์ 
ช่วงกลางคืนวันที่ 6 เม.ย. 2567 ในระบบของ 3 การไฟฟ้า เหตุอากาศร้อนสะสม เฉียดทำลายสถิติพีคไฟฟ้าประเทศปี 2566 พลังงานระบุ ได้โซลาร์เซลล์ช่วยตัดพีคไฟฟ้ากลางวัน ส่งผลให้เกิดการเกลี่ยไฟฟ้าไปใช้กลางคืนตามระบบอัตราค่าไฟฟ้า TOU ชี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ใช้โรงไฟฟ้าให้เต็มประสิทธิภาพ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้าง TOU ใหม่

เมื่อวานนี้ (9 เม.ย. 67) ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center - ENC) รายงานว่า จากสถิติการใช้ไฟฟ้าของไทยแบบเรียลไทม์ในระบบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ. ) พบว่าในช่วงวันหยุดยาว 3 วันที่ผ่านมา (วันที่ 6-8 เม.ย. 2567) สภาพอากาศร้อนสะสมต่อเนื่องทั่วประเทศ ส่งผลให้ยอดการใช้ไฟฟ้าในช่วง 3 วันดังกล่าวพุ่งเกิน 34,000 เมกะวัตต์โดยตลอด แต่ช่วงที่เกิดสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของปี 2567 นี้ ไปเกิดในวันที่ 6 เม.ย. 2567 มียอดใช้ไฟฟ้ารวม 34,656 เมกะวัตต์ ช่วงกลางคืนเวลา 20.54 น. ซึ่งพีคไฟฟ้าของปี 2567 นี้ นับว่าเข้าใกล้ยอดพีคไฟฟ้าของประเทศที่เคยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อปี 2566 ที่ 34,827 เมกะวัตต์

ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหากสภาพอากาศยังคงร้อนสะสมต่อเนื่องไปอีก พีคไฟฟ้าของปี 2567 อาจทำลายสถิติของพีคไฟฟ้าประเทศที่เกิดปี 2566 ได้ ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ว่าพีคไฟฟ้าปี 2567 จะพุ่งสูงสุดเกิน 35,000 เมกะวัตต์ได้ อย่างไรก็ตามกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าในวันที่ 9-11 เม.ย. 2567 นี้จะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นหลายพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยให้ยอดการใช้ไฟฟ้าปรับลดลง

สำหรับระบบสถิติการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ของ สำนักงาน กกพ. เป็นการรวบรวมยอดการใช้ไฟฟ้าของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ., การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ซึ่งเกิดขึ้นในแต่ละวัน ขณะที่สถิติการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ในระบบของ กฟผ. จะเป็นยอดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันของ กฟผ. เท่านั้น

ทั้งนี้พีคไฟฟ้าปี 2567 ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมา 7 รอบแล้ว โดยเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. 2567 มากที่สุดดังนี้…

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 19.24 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 30,989.3 เมกะวัตต์
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567 เวลา 19.47 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 32,704 เมกะวัตต์
ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2567 เวลา 21.00 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 33,340 เมกะวัตต์
ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2567 เวลา 20.51 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 33,827.1 เมกะวัตต์
ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2567 เวลา 21.00 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,196.5 เมกะวัตต์
ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 เวลา 22.22 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,277.4 เมกะวัตต์
ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2567 เวลา 20.54 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,656.4 เมกะวัตต์

ขณะที่เมื่อย้อนดูสถิติยอดใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนของไทย นับตั้งแต่ ม.ค.- เม.ย. 2567 มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่นกัน ดังนี้…

>> เดือน ม.ค. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. 2567 เวลา 18.52 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 29,051.3 เมกะวัตต์
>> เดือน ก.พ. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 19.29 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 30,989.3 เมกะวัตต์
>> เดือน มี.ค. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2567 เวลา 19.47 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 32,704 เมกะวัตต์
>> เดือน เม.ย. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 6 เม.ย. 2567 เวลา 21.54 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 34,656.4 เมกะวัตต์

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรณีที่บางหน่วยงานแสดงความเห็นว่าควรปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU ใหม่ (Time of use tariff) หรือ ‘อัตราค่าไฟฟ้าที่คิดตามช่วงเวลาการใช้งาน’ เนื่องจากพีคไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงกลางคืน และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะหันมาใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนด้วย จึงทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าเกิดพีคกลางคืนเป็นส่วนใหญ่นั้น ที่ผ่านมาทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ กฟผ. เคยหารือร่วมกันและได้ข้อสรุปว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน TOU

เนื่องจากการตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าโดยภาพรวม ถือว่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานดีอยู่แล้ว ซึ่งหากปรับเปลี่ยนอัตราค่า TOU หรือ เปลี่ยนช่วงเวลาให้พีคไฟฟ้าไปเกิดในตอนกลางวัน ก็จะทำให้เกิดความปั่นป่วนกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งระบบ เช่น ปรับพีคไฟฟ้าไปเกิดช่วงกลางวันแทน โรงงานอุตสาหกรรมก็จะต้องเปลี่ยนช่วงเวลาการผลิตสินค้าไปช่วงกลางวันเช่นกันและแรงงานก็ต้องเปลี่ยนเวลาทำงานกันใหม่หมดด้วย

ที่ผ่านมามีการกำหนดค่า TOU เนื่องจากต้องการเกลี่ยการใช้ไฟฟ้าให้ได้ทั้งวัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดพีคไฟฟ้ากลางวันตลอด และทำให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้ามาเพื่อรองรับพีคในช่วง 2-3 เดือนเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มค่าและจากนั้นโรงไฟฟ้าที่สร้างมาจะใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะยอดการใช้ไฟฟ้าจะลดลงตามฤดูกาล ดังนั้นจึงกำหนด TOU เพื่อให้ประชาชนหันไปใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนบ้าง ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์และโรงไฟฟ้าก็ได้ผลิตไฟฟ้าเต็มประสิทธิภาพ และอยู่ในเกณฑ์ประสิทธิภาพที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานด้วย

ดังนั้นการเกิดพีคไฟฟ้าช่วงกลางคืนนี้ ในความเป็นจริงถ้าไม่มีการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากแสงอาทิตย์ที่มีมากกว่า 3,000 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้เกิดพีคไฟฟ้าช่วงกลางวันอยู่ดี ดังนั้นขณะนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของไทยเพิ่มขึ้น การที่ไม่เกิดพีคไฟฟ้ากลางวันเพราะมีโซลาร์เซลล์มาช่วยตัดพีคกลางวัน จึงเห็นการเกิดพีคช่วงกลางคืนแทนนั้นเอง

สำหรับ TOU จะแบ่งช่วงเวลาและอัตราคิดค่าไฟฟ้าดังนี้…

1. แรงดันไฟฟ้า 12-24 กิโลโวลต์ ช่วง On Peak (09.00 - 22.00 น. วันจันทร์-วันศุกร์) อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 5.1135 บาทต่อหน่วย ช่วง Off Peak (22.00 - 09.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์ และ 00.00 - 24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 2.6037 บาทต่อหน่วย แต่ค่าบริการจะสูงถึง 312.24 บาทต่อเดือน

2. แรงดันไฟฟ้าต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ ช่วง On Peak (09.00 - 22.00 น. วันจันทร์-วันศุกร์) อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 5.7982 บาทต่อหน่วย ช่วง Off Peak (22.00 - 09.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์ และ 00.00 - 24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 2.6369 บาทต่อหน่วย แต่ค่าบริการจะต่ำกว่าอยู่ที่ 24.62 บาทต่อเดือน

ท่านอ้น วัชเรศร มอบแขนขาเทียมอุปกรณ์การแพทย์ รพ.พระจอมเกล้าฯ เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กตาบอด มอบทุนการศึกษาและเกียรติบัตรให้แก่ครูนักเรียน

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 “ท่านอ้น” ท่านชายวัชเรศร วิรัชรวงศ์  พระโอรสใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ จ.เพชรบุรี เพื่อกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์สาธารณกุศลด้านงานส่งเสริมงานด้านสาธารณสุขใน จ.เพชรบุรี  โดยมี ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรีในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าคณะแพทย์ พยาบาล ประชาชนจำนวนมากให้การต้อนรับ 
ท่านชายวัชเรศร ถวายเครื่องราชสักการะและถวายมาลัยสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่4 เยี่ยมชมสำนักงานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ  ทำพิธีเปิดกรวยดอกไม้ถวายราชสักการะเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 67  มอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ อาทิ แขนเทียม เท้าเทียม ให้แก่ผู้ป่วย ผู้พิการจำนวน4ราย เก้าอี้รถเข็นคนพิการ10ราย มอบผ้าห่ม72ผืนให้กับผู้ป่วยและญาติๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล  ก่อนให้โอวาทให้กำลังใจการทำงานของคณะแพทย์พยาบาล   ภายหลังเสร็จพิธีท่านชายวัชเรศร ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานรักษาพยาบาลแบบสุขภาวัฒน์ ณ ห้องตรวจรักษาบริการผู้ป่วยนอก Smart OPD พระราชทาน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตลอดจนเยี่ยมให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย   ก่อนออกเดินทางต่อไปยังโรงเรียนธรรมิกวิทยาสอนคนตาบอด ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานมอบทุนอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียน โดยมีนายแสวง เอี่ยมองค์ ผู้รับใบอนุญาตและผู้จัดการโรงเรียนธรรมิกวิทยาและคณะครูร่วมให้การต้อนรับ  ในการนี้ท่านชายวัชเรศรได้ร่วมรับฟังการแสดงดนตรีของนักเรียนตาบอด และนำอาหารกลางวันมอบให้แก่นักเรียนผู้พิการตาบอดด้วยตนเอง พร้อมให้โอวาทแก่นักเรียนพร้อมกันนี้ ได้เดินทางมาที่โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย มอบทุนการศึกษาและเกียรติบัตรให้แก่คณะครูและนักเรียนของโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ที่มีผลงานเป็นเลิศด้านวิชาการดีเด่น ได้รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ระดับชาติและนานาชาติ จำนวน 72 คน ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของโรงเรียนฯ  

จากนั้นท่านชายวัชเรศร รับมอบทุนสมทบเข้ากองทุนการศึกษา Thai Heritage Scholarahip Fund of New York สำหรับนักเรียนไทยในมหานครนิวยอร์ค เพื่อสนับสนุนให้เด็กนักเรียนไทยที่เกิดหรือศึกษาในต่างแดนได้ระลึกถึงประเทศบ้านเกิดของตัวเองและทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศก่อนเยี่ยมชมบูธนิทรรศการผลงาน ทางวิชาการของโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย  ชิมขนมหม้อแกงเมือง และชิมขนมหวานขนมโบราณ อื่นๆ อาทิ ทองหยิบ ทองหยอดฝอยทอง ขนมชั้นฯลฯ

บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top