Thursday, 13 August 2026
NEWS FEED

‘กัปตันเครื่องบิน’ เล่าประสบการณ์ ‘บั้งไฟ’ พุ่งเฉียดเครื่องบินสูง 8,000 ฟุต ยัน!! เข้าใจเรื่องประเพณี แต่ควรขอนุญาต-ไม่ควรผลิตให้พุ่งสูงขนาดนี้

(16 พ.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘บันทึกไม่ลับของคนขับเครื่องบิน’ ได้โพสต์เรื่องราวสุดช็อก เมื่อเจอบั้งไฟยิงผ่านเครื่องบินเกือบ 8,000 ฟุต โดยข้อความระบุว่า… 

"นอกจากทางทางเหนือมีโคมลอยแล้ว ทางภาคอีสานก็ยังมีบั้งไฟอีกที่เป็นอันตรายต่อการบินมาก

อันนี้ความเห็นส่วนตัวผมนะ เข้าใจว่ามันเป็นประเพณีที่ทำกันมายาวนาน แต่อยากให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมกับประเพณีนี้ขอให้มีจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยของส่วนรวมด้วย เพราะมันอันตรายกับอากาศยานมาก รวมถึงผู้โดยสารบนเครื่องบินครับ

ถ้าจะปล่อยบั้งไฟขอให้ขออนุญาตหน่วยงานด้านการบินก่อน และทำการปล่อยในจุดที่ขออนุญาต รวมถึงการเล่นการพนันขันต่อว่าบั้งไฟลูกไหนจะสูงกว่ากัน เลิกเถอะครับเพราะอันนี้มันไม่ใช่ประเพณีแล้ว ยิ่งมีคนเดิมพัน คนยิ่งผลิตก็ยิ่งพัฒนาให้บั้งไฟสูงขึ้นไปอีก

อย่างวันนี้ผมเทคออฟจากอุบล จากพิกัด radial 266 จากสนามบิน เจอบั้งไฟห่างจากเครื่องบินผมไม่ถึง 200 เมตร ขนาดผมอยู่ที่ความสูง 6,000 ฟุต บั้งไฟยังขึ้นไปสูงกว่าผมอีก (มองด้วยสายตาน่าจะความสูง 8,000 ฟุต) ซึ่งมันอันตรายมาก หายนะเกิดได้ง่าย ๆ เลยกับการกระทำแบบนี้ เพราะผมแจ้งหอว่าบริเวณนี้มีการปล่อยบั้งไฟ และหอไม่มีการรายงานการขออนุญาตในเขตพื้นที่แถว ๆ นี้ หลังจากนั้นเครื่องบิน ATR ของกองทัพอากาศก็รีพอร์ตบั้งไฟลูกอื่น ๆ ตามมา หอบังคับการบินต้องให้คำแนะนำทิศทาศนักบินบินหลบกันอุตลุด คิดดูมันอันตรายแค่ไหนครับ”

คณะทำงาน ‘ไทย-จีน’ ได้ข้อสรุป!! ไม่ยกเลิกสัญญา จ่อขยายสัญญา 1,200 วัน พร้อมติดเครื่องยนต์จีน

(16 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเจรจาแก้ปัญหาเรือดำน้ำ ระหว่าง พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับตัวแทนหน่วยงานด้านยุทโธปกรณ์ ของกระทรวงกลาโหมจีน และตัวแทนบริษัท CSOC ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต ที่กระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2567 ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะเดินหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำจีนต่อ 

โดย นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ได้เข้าร่วมรับฟังการประชุม ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ด้วย ทั้งนี้การเจรจาแก้ปัญหาเรือดำน้ำ ระหว่างไทยจีนดำเนินการมาแล้วหลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาการเจรจาอาจจะล่าช้า เพราะทางฝ่ายจีน อยู่ในช่วงปรับโครงสร้างกองทัพ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยงาน แต่ขณะนี้ได้รวมศูนย์หน่วยงานด้านยุทโธปกรณ์ เป็นหน่วยงานเดียวขึ้นกับกระทรวงกลาโหมจีน ซึ่งได้เดินทางมาร่วมพูดคุย หาทางออกในครั้งนี้ด้วย

โดยหน่วยงานของจีนที่ส่งมาคือ The Bureau of Military Equipment and Technology Cooperation (BOMETEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองการขายอาวุธที่มีใช้ในกองทัพจีนให้กับต่างประเทศ และ ‘The State administration of Science, Technology and Industry for national Defense (SASTIND)’ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองบริษัทที่ขายอาวุธให้ต่างประเทศ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทางออกในการแก้ปัญหาโครงการเรือดำน้ำ มีเพียง 2 ทาง คือ 1. เดินหน้าต่อ หรือ 2. ยกเลิก ซึ่งหากการเปลี่ยนจากโครงการเรือดำน้ำ เป็นเรือฟริเกต หรือเรือ OPV ก็เท่ากับการยกเลิกโครงการเรือดำน้ำด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการหารือ และประเมินข้อดี-ข้อเสียแล้วพบว่า การยกเลิกโครงการจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยฝ่ายไทย อาจต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเรื่องเงินค่างวดที่จ่ายไปล่วงหน้า และอาจได้คืนเพียงบางส่วน ไม่ครบตามจำนวนที่จ่ายไปทั้งหมด ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงเลือกเดินหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำต่อ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ไทย-จีนที่มีมาอย่างยาวนาน

โดยทางฝ่ายจีนยินดีที่จะสนับสนุนทางการทหาร เช่น การสนับสนุนยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำ ทั้งเครื่องช่วยฝึก หรือ Simulator และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ รวมถึงเรื่องระบบประกัน / การฝึกศึกษา ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่ทางจีนยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เพราะต้องการให้ โครงการเรือดำน้ำเดินหน้าอย่างชัดเจนก่อน

สำหรับขั้นตอนต่อไป คือ กระทรวงกลาโหมจะสรุปผลการเจรจานำเสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พิจารณา เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะจะต้องมีการแก้สัญญา 2 ส่วน ได้แก่ การขยายเวลาสัญญาต่อเรือดำน้ำออกไปอีกราว 1,200 วัน และ การเปลี่ยนเครื่องยนต์จากเยอรมัน MTU 396 เป็นเครื่องยนต์จีน CHD620 เพื่อให้ ครม. เห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้มีข้อมูลว่าเครื่องยนต์ CHD 620 ได้ผ่านมาตรฐานจากสมาคมจัดชั้นเรือของประเทศอังกฤษ และประเทศปากีสถาน ได้จัดซื้อเรือ ดำน้ำจีนที่ติดตั้งเครื่องยนต์ CHD 620 ซึ่งน่าจะได้เห็นประสิทธิภาพของเรือดำน้ำในอีกไม่นานนี้

แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ในการเจรจาครั้งนี้ หน่วยงานทางการจีนได้รับข้อเสนอของไทยในการเพิ่มเติมการสนับสนุน โดยไม่ได้ใช้คำว่าชดเชย และจะนำกลับไปพูดคุยกับคณะกรรมาธิการกลางทหารของจีนอีกครั้ง เช่นเดียวกับข้อแลกเปลี่ยนสินค้าทางด้านการเกษตรฯ แต่ที่สำคัญคือการจะเดินหน้าต่อ รัฐบาลไทยต้องมีมติในเรื่องการเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำ และการเปลี่ยนเครื่องยนต์ ทำให้ทางไทยยังไม่เปิดเผยรายการที่ทางจีนจะให้กับไทยอย่างละเอียด

ขณะที่มี รายงานข่าวในกระทรวงกลาโหมว่า การเจรจากับสาธารณรัฐประชาชนจีนยังไม่จบทั้งหมด แต่ช่วงนี้คณะพูดคุยคงยังไม่เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน และอาจจะไม่ไป เพราะจะคุยกันผ่านทางวิดีโอคอล คาดว่าน่าจะจบเร็ว ๆ นี้ และคงต้องไปหานายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำกับดูแล เพราะต้องไปรายงานเรื่องเรือดำน้ำ เมื่อมีความคืบหน้าในระดับหนึ่งเมื่อได้ทิศทางที่ชัดเจน

รวมพลคนตาบอดเมืองตรัง เปิดร้านนวดเพื่อสุขภาพ ลูกค้าถูกใจ ราคาไม่แพง ช่วยสร้างงานให้คนพิการ

(16 พ.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านอารมณ์นวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ ถนนพัทลุง ซอย 7 (ซอยโกข้ม) ซึ่งเป็นซอยที่อยู่ตรงข้ามกับ สภ.เมืองตรัง มีคนตาบอด 4-5 คนรวมตัวกันเปิดร้านนวดเพื่อสุขภาพ โดย 2 วันแรก (14-15 พ.ค.) เปิดให้บริการฟรี เพื่อให้ลูกค้าได้มาทดลอง จับเส้น นวดคลายเส้น บรรเทาอาการปวดข้อเข่า คอเคล็ด ไหลยึดและอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเส้นประสาทส่วนต่าง ๆ หรือจะนวดเพื่อผ่อนคลาย ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยคิดค่าบริการชั่วโมงละ 150-200 บาท และนอกสถานที่คิดชั่วโมงละ 250 บาท

สำหรับลูกค้ามีทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่มีปัญหาโรคออฟฟิศซินโดรม ปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่า เส้นเอ็นและนวดเพื่อสุขภาพ โดยคนตาบอดกลุ่มนี้ ผ่านการอบรมหลักสูตรการนวดแผนไทย ได้รับใบประกาศนียบัตรมาแล้วทุกคน ประสบการณ์นานกว่า 5-10 ปี บางคนทำงานนวดเพื่อสุขภาพจนสามารถส่งลูกเรียนจบระดับปริญญาตรีได้ และมีลูกค้าขาประจำกระจายอยู่ในหลายจังหวัดภาคใต้ 

โดยก่อนหน้านี้ นางอารมณ์ มีแก้ว ประธานกลุ่มคนตาบอดนวดเพื่อสุขภาพ ได้เปิดร้านนวดอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช แต่เมื่ออายุมากขึ้น จึงคิดอยากจะกลับมาอยู่บ้านเกิดที่ จ.ตรัง โดยได้ชักชวนสมาชิกคนตาบอดที่มีความสนใจมาร่วมงานด้วย ซึ่ง 2 วันแรกปรากฎว่าได้รับผลตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และมีการบริจาคเงินให้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้กลุ่มคนตาบอดกลุ่มนี้ได้มีงานทำอย่างต่อเนื่อง 

โดยร้านจะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 -20.00 น. พร้อมบริการน้ำดื่ม ชา กาแฟ ลูกอมฟรี และรับจองคิวล่วงหน้าสำหรับผู้ที่สนใจ โดยติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-6257162 และ 083-9182707 

ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ กีรติกรพิสุทธิ์ อายุ 73 ปีลูกค้ารายหนึ่ง กล่าวว่า ปกติตนก็จะไปนวดทุกที่ แต่เมื่อวานได้ข่าวว่าที่นี่เปิดร้านนวดคนตาบอดและให้นวดฟรี 2 วันตนจึงตั้งใจมาลองดู เมื่อนวดไปแล้วอาการที่ตนเป็นอยู่มันดีขึ้น อาการที่ชัดเจนที่สุดคือ ตนขึ้นลงบันไดแล้วปวดเข่า กินยามาสักอาทิตย์หนึ่งแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ตั้งใจว่าจะไปโรงพยาบาล แต่พอได้ข่าวว่ามีการนวดจึงตัดสินใจว่ามาลองนวดก่อน ถ้านวดแล้วไม่ดีจะไปหาหมออีกที แต่พอนวดไปแล้วบอกตรง ๆ ว่าลงจากเตียงขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านได้สบาย รู้สึกว่าตำแหน่งที่เราปวด มันหายไป

ด้านนางอารมณ์ มีแก้ว ประธานกลุ่มคนตาบอดนวดเพื่อสุขภาพ จ.ตรัง กล่าวว่า ค่าบริการคิดชั่วโมงละ 150-200 บาท นอกสถานที่ 250 บาท ที่เปิดให้บริการฟรี 2 วันแรกเพราะยังไม่รู้จักลูกค้าเพิ่งมาอยู่ ลูกค้าวันแรกมีอยู่ วันนี้วันที่ 2 ได้ 3-4 คนแล้ว คนมานวดเขาบอกว่าเขาดีขึ้น หายทุกคน หนักสุดคือปวดขา มานวดใช้เวลาอาทิตย์ละครั้งก็หาย

‘หมอเหรียญทอง’ ยัน!! ไม่ได้ยัดยาใส่ถุงเสื้อผ้าเด็ก 14 ปี จ่อดำเนินคดีผู้ที่แพร่ข่าว-ใส่ร้าย เหตุทำให้เสียชื่อเสียง

(16 พ.ค.67) จากกรณี นพ.พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ตบหน้าเด็กอายุ 14 ปี หลังฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และทนายรัชพล พาแม่และเด็กไปวัย 14 ปี เข้าแจ้งความฐานหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา หลังเรียกเด็กวัย 14 ปี ว่า ‘ไอกุ๊ย’ แล้วนั้น กระทั่งเมื่อวานนี้พบยาเสพติดบรรจุใส่ถุงใส อยู่ในถุงเสื้อผ้าของเด็กวัย 14 ปี จนกลายเป็นกระแสขึ้นมาบางส่วนว่าหมอยัดยาหรือไม่

ล่าสุดวันนี้ นพ.พล.ต.เหรียญทอง กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ประชาชนบางราย ตั้งข้อสงสัยว่าทางโรงพยาบาลยัดยาเสพติดใส่ถุงเสื้อผ้า ของเด็กวัย 14 ปี นั้น ยืนยันไม่ได้ยัดยา ซึ่งส่วนตัว รู้สึกโกรธกับเรื่องดังกล่าวเพราะถือเป็นเรื่องเท็จ เสมือนใส่ร้ายหมิ่นประมาท

ซึ่งจากนี้เตรียมดำเนินคดีกับบุคคลที่เผยแพร่ข่าวและใส่ร้าย เพราะทำให้ชื่อเสียงของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและตนเองรวมถึงบุคลากรเสียหาย

ซึ่งต้นตอของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมีความผิดมาจากการเลี้ยงบุตรดูที่ไม่ถูกวิธี และทอดทิ้งไม่ใส่ใจลูกของแม่เด็ก จนส่งผลทำให้เด็กเยาวชนวัย 14 ปี มาสร้างความเดือดร้อนให้สังคม

อาทิ เรื่องครอบครองยาเสพติด และสูบบุหรี่ในสถานพยาบาล ซึ่งแม่เด็กต้องมีส่วนรับผิดชอบ และยืนยันว่าจากนี้จะเริ่มปฏิบัติการโต้ตอบแม่เด็กอย่างรุนแรง ซึ่งจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ยอมความ หรือเจรจาไกล่เกลี่ยแน่นอน

ส่วนประเด็นที่ ทนายรัชพล ศิริสาคร จะพาแม่และเด็กไปวัย 14 ปี เข้าแจ้งความฐานหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา หลังตัวเองเรียกเด็กวัย 14 ปี ว่าไอกุ๊ย นั้นนายแพทย์เหรียญทอง บอกว่า ไม่กังวลใจ และยินดีให้ดำเนินการตามกฎหมาย

โดยสาเหตุที่เรียกเพราะไม่รู้จักชื่อ อีกทั้งความหมายของคำว่า กุ๊ย คือ คนพาล คนไม่รู้กาลเทศะ ซึ่งก็ตรงกับพฤติกรรมของเด็กคนนี้ ส่วนบุคคลที่แสดงความเห็นถึง คำว่า ไอกุ๊ย หรือขยะสังคม ไม่เหมาะสม ส่วนตัวไม่สนใจ

นายแพทย์เหรียญทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นที่มีบุคคลอยากให้ตนติดคุก ออกหมายจับ โดยไม่ออกหมายเรียก ส่วนตัวไม่รู้สึกกลัว หากตัวเองทำผิดจริง ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ด้านของ สส.พรรคก้าวไกล ที่มาช่วยแม่เด็กและเยาวชนวัย 14 ปี จะเข้าข่ายโจมตีตัวเองหรือไม่ นั้น ยอมรับ น่าสงสัย หลังพรรคการเมืองนี้ มีอุดมการณ์ต่างจากตัวเอง และส่วนตัวก็ไม่ได้ใส่ใจกับพรรคการเมืองดังกล่าว

ยืนยันไม่ได้กล่าวหา สส.พรรคก้าวไกล อยู่เบื้องหลัง สส.พรรคก้าวไกล อาจต้องการช่วยประชาชน พร้อมเตือนนักการเมืองกลุ่มนี้ว่า ต้องการช่วยสังคมหรือช่วย บุคคลที่เปรียบเสมือนขยะสังคม ให้มีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงบ่ายที่ผ่านมา กลุ่มเพื่อนนายแพทย์เหรียญทองจำนวนมาก ได้นำดอกไม้ มามอบให้ นายแพทย์เหรียญทอง เพื่อให้กำลังใจ

‘เจ้าสาว’ ระทึก!! ‘ออร์แกไนซ์’ เทงานในวันแต่งงาน โชคดี!! มีออร์แกไนซ์อีกเจ้ามาช่วยจัดงานได้ทันเวลา

(16 พ.ค.67) สมาชิก TikTok @pangorganizer0624416965 ซึ่งเป็นออร์แกไนซ์จัดงานแต่ง ได้รับงานด่วนมาช่วยเจ้าสาวที่ถูกออร์แกไนซ์เจ้าหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช ทิ้งงาน โดยระบุว่า… 

“มีเวลาทำ 1:30 ชม. ปลุกทีมงานตอนตี 4 ทีมงานกว่า 15 ชีวิต….กรี๊ดหนักมาก แต่เราคือมืออาชีพ ทีมงานอัญมณีทองนครศรีธรรมราช #อัญมณีทองนครศรีธรรมราช #อัญมณีทองนครศรีธรรมราช #รับจัดงานแต่ง #จัดงานแต่งครบวงจร”

ซึ่งในคลิปเป็นช่วงที่ทางทีมงานรีบเร่งจัดดอกไม้และเตรียมพื้นที่สำหรับงานแต่ง โดยมีขบวนขันหมากกำลังเดินเข้ามาในพิธี และต้องเร่งจัดให้ทัน ทีมงานทุกคนต่างเร่งสุดฝีมือเพื่อให้งานผ่านไปได้ด้วยดี จนกระทั่งทันเวลา

ซึ่งผู้โพสต์บอกว่า “เป็นทีมงานของอัญมณีทอง เนื่องจากมีออร์แกไนซ์ 1 เจ้าเทงานเจ้าสาว ทางเราก็เลยมาช่วย ซึ่งทีมงานตอนนี้ก็ยังไม่ได้นอน มาช่วยเจ้าสาวรวมกว่า 15 ชีวิต ซึ่งทันเวลาพอดี เรามาถึงหน้างานตอนตี 5 ครึ่ง แล้วพิธีสงฆ์ตอน 7 โมงเช้า กระชั้นชิดมาก”

‘ผอ.-ครู’ จ.สงขลา แต่งชุดแฟนซีจัดเต็ม รับเปิดเทอมวันแรก หวังสร้างสีสัน-ลดความกลัวต่อการมาโรงเรียนของเด็กอนุบาล

(16 พ.ค.67) ที่จ.สงขลา บรรยากาศเปิดเทอมวันแรก ที่โรงเรียนเทศบาล5 (วัดหาดใหญ่) ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครหาดใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครู 6 คน ได้แต่งกายด้วยชุดแฟนตาซี ทั้งแต่งเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิง กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ พระถังซัมจั๋ง สโนว์ไวท์ และเซเลอร์มูล ออกมารับนักเรียนที่ประตูทางเข้าโรงเรียนและพบปะกับผู้ปกครอง เพื่อสร้างสีสันในวันเปิดเทอมวันแรก และยังมีการแจกขนมให้ด้วย

น้อง ๆ หนูชั้นอนุบาลที่ต้องมาโรงเรียนเป็นวันแรก บางคนอาจจะยังกลัวกับการมาโรงเรียน แต่ปรากฏว่าเมื่อมาเห็นคุณครูแต่งตัวแบบนี้เด็ก ๆ ก็ชอบไม่ร้องไม่งอแง เพราะว่าจะเห็นจากในหนังในทีวีอยู่แล้ว พอมาเห็นคุณครูแต่งกายแบบนี้ก็ชอบใจ ไม่เฉพาะนักเรียนแต่ผู้ปกครองเห็นแล้วก็ชอบใจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเอาไว้

นายธานินทร์ แก้วจุรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเทศบาล5 (วัดหาดใหญ่) ซึ่งแต่งเป็นเจ้าชาย บอกว่า วันเปิดเทอมวันแรกต้องการให้เด็ก ๆ สนุกสนานกับการมาโรงเรียน โดยเฉพาะเด็กอนุบาลที่มาโรงเรียนวันแรกบางคนอาจจะยังกลัวกับการมาโรงเรียนกลัวครู แต่เมื่อมาเห็นคุณครูแต่งกายด้วยชุดตัวละคร ตัวการ์ตูนที่ตัวเองชื่นชอบก็ทำให้เด็ก ๆ ยิ้มสนุกไม่ร้อง และชอบกับการมาโรงเรียน

ซึ่งได้ผลจริง ๆ ปีนี้เด็ก ๆ สนุกสนานมากแทบไม่ร้องกันเลย ต่างจากทุกปีที่โรงเรียนวันแรกเด็กบางคนอาจจะกลัวและติดบ้านติดผู้ปกครองพากันร้องไห้

‘คู่นักเต้นฮิปฮอปไทย’ ซิวแชมป์โลกแบบงงๆ แต่ยังคงไม่ลืมร้อง ‘เพลงชาติไทย’ แบบสุดเสียง

(16 พ.ค.67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘Jo Montanee’ โดยคุณโจ มณฑานี ตันติสุข ดีเจ พิธีกร นักวิจารณ์ นักเขียนและวิทยากรชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

เอ็นดูไม่ไหวกับคลิปนี้ค่ะ เมื่อคู่นักเต้นฮิปฮอปไทยถูกขานชื่อขึ้นรับเหรียญรางวัลบนเวทีประกวดฮิปฮอปชิงแชมป์โลก ความไม่เก่งปะกิด ทำให้งงแต๊วาว่าตัวเองได้ที่ 2 หรือที่ 3 หรือชนะกันละนั่น! 

พอลุกขึ้นไปจะรับรางวัล ทีมงานยังเถียงกันเองเลยว่าให้นั่งต่ออย่าลุก หรือให้ลุกขึ้นเดินไป หรือจะยังไง ตอนประกาศว่าได้ที่หนึ่งเท่านั้นแหละทีมงานตะโกนขึ้นมาดังก้องว่าตกลงเราชนะเหรอ!! โอ๊ยสุดเอ็นดู

แต่ที่เยี่ยมยอดที่สุดคือตอนที่ผู้ชนะจากไทยรับเหรียญทองแล้วเสียงเพลงชาติไทยกระหึ่มก้องทั่วทั้งฮอลล์ ทีมงานตะโกนร้อง ‘ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย’ แบบสุดเสียง
แม้จะเพี้ยนก็ไม่แคร์!

รายละเอียดการแข่ง Hiphop World Championship 2024 อยู่ในรูปแล้วนะคะ
ขอบคุณเครดิต @KRU BOSS Channel ค่ะ

มส.16 เรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา 8 วิสาหกิจชุมชนเกาะเกร็ด ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่ความยั่งยืน

วันที่ 15 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายภิรมย์ ชุมนุม นายอําเภอปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมด้วย พระครูพิพิธเจติยาบาล เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร ผู้ใหญ่บ้าน อบต.เกาะเกร็ด ผู้อํานวยการโรงเรียน คณะครูโรงเรียนวัดปรมัยยิกาวาส และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ให้การต้อนรับ พล.อ.ดร.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อํานวยการหลักสูตร มส. พล.อ.ต.หญิง ผศ.ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ รองผู้อํานวยการหลักสูตรฯ ดร.วรวุฒิ ไชยศร ผู้ช่วยผู้อํานวยการหลักสูตรฯ พร้อมคณาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตร การบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.รุ่นที่16) ในการทำกิจกรรม CSR TO SUSTAIN มส.16 สร้างผู้นำด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่ยั่งยืน  บวร : บ้าน วัด โรงเรียน

สำหรับกิจกรรมต่างๆ ทางหลักสูตร ได้แบ่งนักศึกษาเป็น 10 กลุ่ม เพื่อลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน 8 วิสาหกิจ คือ วิสาหกิจชุมชนผ้าบาติก วิสาหกิจชุมชนขนมหวาน วิสาหกิจชุมชนนวดแผนไทย วิสาหกิจชุมชนชารางแดง วิสาหกิจชุมชนขนมปังหน่อกะลา วิสาหกิจชุมชนเครื่องจักรสาน วิสาหกิจชุมชนหน่อกะลา วิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดิน และพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดปรมัยยิกาวาส  โรงเรียนวัดปรมัยยิกาวาส เพื่อระดมสมอง สร้างสรรค์แนวคิด เพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชน พิพิธภัณฑ์ชุมชน และโรงเรียนวัดปรมัยยิกาวาส ด้วยการนำเสนอโมเดลวิสาหกิจชุมชนยั่งยืน ด้วย Sustainable Business Model Canvas

นอกจากนี้ คณะนักศึกษาได้มอบป้ายแนะนำวิสาหกิจชุมชน พิพิธภัณฑ์ชุมชน และโรงเรียนวัดปรมัยยิกาวาส เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้เป็นข้อมูลความรู้ มอบและติดตั้งพัดลมให้โรงเรียนจำนวน 15 ชุด มอบตู้เย็นให้ 5 โรงเรียน พร้อมซ่อมแซมบ้านสำหรับผู้สูงอายุ อีก 1 หลัง

พล.อ.ดร.มารุต ปัชโชตะสิงห์ กล่าวว่า วันนี้นักศึกษา มส.รุ่นที่ 16 ภายใต้มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง
ได้มาทำกิจกรรมดีๆเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมสู่ความยั่งยืน วันนี้คณะนักศึกษาได้ลงพื้นที่เกาะเกร็ด ใน 8 วิสาหกิจชุมชน รวมทั้ง วัด และโรงเรียน โดยได้แบ่งนักศึกษาออกเป็น 10 กลุ่ม ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จากนั้นช่วงบ่ายนำผลที่ได้มาเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อเสนอผลงานแต่ละวิสาหกิจชุมชน รวมถึงข้อเสนอแนะ พบว่าทุกกลุ่มได้นำเสนอผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม กับผลลัพธ์ที่ได้นำเสนอ คุ้มค่ากับการได้ร่วมกิจกรรมในวันนี้ และผลจากการลงพื้นที่ทางหลักสูตรจะรวบรวมข้อมูลส่งต่อให้นายอำเภอปากเกร็ด และทางพัฒนาการปากเกร็ด ได้นำไปใช้ประโยชน์ในวิสาหกิจชุมชน และวัด โรงเรียนต่อไป รวมทั้งจะนำผลในครั้งนี้ ส่งต่อให้กับหลักสูตรการจัดการความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 17 ที่จะเข้าศึกษาในไม่ช้า เพื่อได้รับการสานต่อและต่อไปในอนาคตสู่ความยั่งยืน

ด้าน ดร.วรวุฒิ ไชยศร กล่าวว่า
กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมที่ทำให้ นักศึกษา มส.16 ได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตชุมชนชาวมอญเกาะเกร็ดได้หลากหลาย อีกทั้งได้มีโอกาส เรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา วิสาหกิจชุมชนเกาะเกร็ด โรงเรียน และพิพิธภัณฑ์ชุมชน เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนให้กับชุมชนเกาะเกร็ด รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในการนำทักษะความรู้จากการอบรม และประสบการณ์ทำงาน มาสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Soft Power) ให้ชุมชนเกาะเกร็ด เกิดความยั่งยืน

ทางด้าน นายจิรชาติ บุญสุข นักศึกษาหลักสูตร มส.15 กล่าวว่า จากกิจกรรมที่ดำเนินการได้เกิดการขับเคลื่อน ทั้งเรื่องการเปิดมุมมองโมเดลธุรกิจสมัยใหม่ เพื่อสร้างโอกาสการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับวิสาหกิจชุมชนในเกาะเกร็ด เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน อีกทั้งยังสร้างความภูมิใจ และแสดงศักยภาพของนักศึกษา มส.16 ที่ได้ช่วยเหลือ แบ่งปัน สังคม 3 ด้าน ได้แก่ วัด บ้าน และโรงเรียน อีกทั้งเกิดการทำงานร่วมกับหน่ายงานราชการในพื้นที่ ได้รับการยอมรับในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง

‘คุณหญิงต้น’ เผยภาพเข้าเฝ้า ‘สมเด็จพระเทพฯ’ ขณะเสด็จฯ เยือนกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

(16 พ.ค. 67) ‘คุณหญิงต้น-ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี’ เผยภาพเฝ้าทูลละอองพระบาท ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ และร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ ระหว่างที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อทรงเยี่ยมชมวิทยาลัยแฮริส แมนเชสเตอร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และจะทรงเข้าร่วมการประชุมเชิงวิชาการ ในหัวข้อ ‘ประวัติและคติของลัทธิปศุปตะ : หลักฐานเดิมและการวิจัยใหม่’ ณ วิทยาลัยออลโซลส์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

พร้อมกันนี้คุณหญิงต้นยังลงแคปชั่น เฝ้าทูลละอองพระบาทสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กราบพระบาทในโอกาสเสด็จฯ เยือนสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 10-14 พฤษภาคม 2567 ตามด้วยแฮชแทก #สิริมงคลชีวิต #รักที่สุด #พระบารมีปกเกล้า #ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

#CelebOnline #สมเด็จพระเทพ #พระเทพ #เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักร #ลอนดอนอังกฤษ #คุณหญิงต้น #ปิยาภัสร์ภิรมย์ภักดี #ตระกูลกฤดากร #ข่าวซุบซิบ #ข่าวไฮโซ

'ผอ.แอมเนสตี้' ชวนก๊วนยืนไว้อาลัย ‘บุ้ง’ 1 นาที ลั่น!! พวกคอมเมนต์เย้ย 'รุนแรง-ลดทอน' ศักดิ์ศรีมนุษย์

(16 พ.ค.67) ที่ โรงแรมสยาม@สยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงาน ‘BEING OURSELVES IS TOO DANGEROUS: อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง’ สะท้อนสถานการณ์การถูกคุกคามของผู้หญิงและกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่ต่างตกเป็นเป้าหมายของการสอดส่องด้วยเครื่องมือต่าง ๆ

เวลา 9.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศของงานเต็มไปด้วย นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม และนักขับเคลื่อนประเด็นทางเพศเดินทาง เดินทางมาร่วมงานและเข้าร่วมการเสวนาผ่านระบบการประชุมออนไลน์อย่างคึกคัก อาทิ ไอรีน ข่าน ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก, เช็ชฐา ดาส นักวิจัยและที่ปรึกษาด้านเพศวิถีศึกษาความยุติธรรมทางเพศ ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่น, เอลิน่า คาสติโย นักวิจัยและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีกับมนุษยชน และชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยระดับภูมิภาคประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

พร้อมด้วย ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นาดา ไชยจิตต์ อาจารย์สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, อังคณา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และสมาชิกคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจสหประชาชาติ และ สิรภพ อัตโตหิ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น

เวลา 9.15 น. เปิดคลิปวิดีโอ ‘อันตรายเกินกว่าเป็นตัวเอง’ สะท้อนสถานการณ์การคุกคามและละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่อนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศบนสื่อออนไลน์ ผ่านการสปายแวร์เจาะข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียที่มุ่งโจมตีความเป็นส่วนตัวระดับสูง เพื่อบีบให้ยุติบทบาทการเคลื่อนไหว

ต่อมา 9.25 น. นางปิยนุช โครตสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ ประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า จากเหตุการณ์ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ ‘บุ้ง’ ที่อดอาหารประท้วงกว่า 110 วัน ที่ถูกจำคุกตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2667 โดยทางการปฏิเสธที่จะให้การประกันตัวต่อบุ้งรวมทั้งนักกิจกรรมอื่น

“ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมของไทย แสดงให้เห็นถึงการที่คน ๆหนึ่ง ออกมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานและการแสดงออก ในความเห็นของเขาไม่ว่าจะความเห็นอะไรก็ตาม สุดท้ายต้องลงเอยด้วยความตาย แทนที่จะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงดิฉันขอเชิญทุกท่านที่ร่วมงานวันนี้ร่วมแสดงความเสียใจและรำลึกถึง บุ้ง เนติพร ด้วยการยืนสงบนิ่ง 1 นาที” นางปิยนุชเผย

จากนั้น ได้เชิญผู้เข้าร่วมงานแสดงความไว้อาลัยต่อ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง นักกิจกรรมทางการเมืองที่ประท้วงด้วยการอาหารจนเสียชีวิต ด้วยการยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที

ต่อมา นางปิยนุชกล่าวต่อไปว่า วันที่มีการรายงานข่าวการเสียชีวิตของบุ้ง กลับมีการแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์หลายรูปแบบ ซึ่งเป็นลักษณะของการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้มีการแสดงความเสียใจจากคนกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเย้ยหยัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลด้วย

“อยากจะให้การเสียชีวิตของเธอเป็นสัญญาณเตือนถึงทางการไทยและพวกเราทุกคน ในการเคารพสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออก แล้วก็สิทธิการได้รับการประกันตัว การรักษาความยุติธรรม และการตระหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพที่กำลังเกิดขึ้น” นางปิยนุชระบุ

นางปิยนุชกล่าวว่า วันนี้เราเปิดรายงาน “อันตรายเกินกว่าที่จะเป็นตัวเอง บนโลกออนไลน์และเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มุ่งปิดปากนักกิจกรรมผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งจัดขึ้นโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ ‘Protect the protest’ ซึ่งเป็นแคมเปญในระดับสากล ที่เรารณรงค์กันมาในระดับสากล

“เราต้องการที่จะนำเสนอเรื่องราว เพื่อปกป้องเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และส่งเสริมความเคลื่อนไหวท่ามกลางที่ถูกบีบตัว โดยเฉพาะในภาคของประชาสังคม ตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะแสดงตัวเป็นผู้นำในการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ

แต่ความจริงที่ปรากฏในรายงานพบว่า นักกิจกรรมหญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศถูกคุกคามต่าง ๆ นานา ทั้งความรุนแรงผ่านภาษา หรือประเด็นทางเพศ ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นใครเป็นคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ ผู้หญิง คุณเป็นตัวของตัวเองไม่ได้เลย มันเป็นความล้มเหลวของการปกป้องและคุ้มครองจากภาครัฐต่อคนกลุ่มนี้” นางปิยนุชกล่าว

นางปิยนุชกล่าวต่อว่า เราหวังว่ารายงานนี้จะช่วยให้ทุกคนเห็นถึงเนื้อหา ข้อเสนอแนะถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรมผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศถูกสอดส่องโดยไม่ชอบ ถูกสอดส่องโดยด้วยสปายแวร์ หรือคุกคามบนโลกออนไลน์ เหมือนกันเดินบนกับดักระเบิด ที่เดินไปทางไหนก็โดนทั้งนั้น เราอยากจะแสดงให้เห็นว่าการกระทำของรัฐ ควรจะเป็นผู้กระทำหรือผู้ปกป้องพวกเขากันแน่

“เราอยากให้เรื่องราวของนักปกป้องสิทธิเหล่านี้เป็นที่รับรู้ของสังคม และรัฐก็ได้ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครอง และส่งเสริมพวกเขา ให้เขาได้ใช้สิทธิกันอย่างเต็มที่ และเราอยากสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคมว่า เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น อยากให้เคารพการแสดงออกและการประท้วง ให้พื้นที่ของพวกเขาโดยที่ไม่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว

สุดท้ายที่สำคัญ คือ เราต้องการที่จะยืนหยัดเคียงข้าง ปกป้องสิทธิ เคียงข้างผู้หญิง ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อที่จะได้สื่อสารเรื่องราวของตัวเอง ด้วยความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ต้องหวาดกลัวการโจมตี หรือ โดนทำร้ายอีกต่อไป” นางปิยนุชทิ้งท้าย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top