Monday, 22 June 2026
NEWS FEED

‘จอยซ์ TK’ เล่าชีวิตในคุก 8 ปี ทุกข์ใจ-นั่งกาปฏิทินทุกวัน สุดท้ายตกผลึกกับตัวเอง-ปรับเปลี่ยนแนวคิดในหลายๆ เรื่อง

พ้นโทษออกมาได้เกือบ 11 ปีแล้ว สำหรับ ‘จอยซ์ TK’ (ไทรอัมพ์ส คิงดอม) หรือ ‘กรภัสสรณ์ รัตนเมธานนท์’ หลังต้องโทษคดียาเสพติด ต้องติดคุกนาน 8 ปี 10 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่ต้องอยู่ในเรือนจำ ก็ทำให้เจ้าตัวได้เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมากมาย โดย จอยซ์ ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือก ผ่านรายการ Made My Day วันนี้ดีที่สุด ทางช่อง Thai PBS ในเทปวันที่ 29 เม.ย. 67 กับพิธีกร ‘อุ๋ย บุดด้าเบลส’ ว่าในการต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เหมือนกับสถานที่ที่เปลี่ยนชีวิต และสร้างตัวตนใหม่ให้กับเธอไปตลอดกาล

“ตอนโดนจับชีวิตเปลี่ยน มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงให้เป็นในวันนี้ แต่เหตุที่จะต้องโดนก็โทษใครไม่ได้ อยู่สน.ไม่โทร.หาใครเลย เพราะเรารู้ว่ามันผิด เราไม่ควรขอความช่วยเหลือจากใคร ขอจบด้วยตัวเอง ทุกคนรู้ว่าอยู่สน.ตอนออกข่าว แม้กระทั่งป๊า ป๊านี่คือสุดยอด เขาไม่เคยทิ้งเลย เขาอยู่เคียงข้างเราในทุก ๆ มิติ เขาไม่มีคำพูดว่า เขาเดินเข้ามาตบไหล่ ไม่เป็นไรนะ ๆ ป๊าอยู่ตรงนี้ สามัญสำนึกมาเลย ว่าเราทำแบบนี้ได้ยังไง ปลดล็อกด้วยตัวเอง"

"ไม่เคยถามว่าป๊ารู้สึกยังไง หรือป๊าโทษตัวเองไหม แต่คิดว่ามันก็เป็นปัญหาแหละ การที่เราไปอยู่ในเรือนจำ หมายความว่าเรากำลังสร้างความทุกข์ให้คนในครอบครัว ทุกคนร่วมทุกข์ไปกับเรา อย่างน้อยเขาต้องโดนสังคมว่า พ่อไอ้ขี้คุก แล้วเขาก็เผชิญชีวิตอยู่อย่างนั้นมาในระยะเวลาที่เราติดคุก แต่เขาก็ไม่เคยมาพูดว่าเขาเจออะไรบ้าง แต่ป๊าเขาก็ปลีกตัวจากสังคมประมาณหนึ่งเหมือนกัน"

"วันที่เราเข้าไปข้างใน คือวันที่โดนจับ จัดการความรู้สึกตัวเองไปแล้ว เรายังรู้สึกว่าเราไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร เรารู้สึกว่าการเข้าไปอยู่ข้างใน คือการปรับตัวที่เราต้องจัดการกับความรู้สึกตัวเอง ถามว่าวันนั้นแคร์ใครข้างนอกไหม ว่าเขาทุกข์แล้ว วันนั้นยังคิดไม่ได้หรอก เอาทุกอย่างแค่ตัวเอง พอเข้าไปอยู่แล้ว แรก ๆ คิดว่าปรับตัวได้ กูเก่ง กูต้องอยู่ได้สิวะ เปลี่ยนที่นอน เหมือนไปนอนบ้านเพื่อน" 

"คิดแบบนี้ตั้งแต่วันแรกเลย จนกระทั่งผ่านไป 3-4 ปี คือมันตกผลึก มันมีช่วงเวลาที่เราเข้าไป แล้วเราคิดว่าก็เหมือนไปนอนบ้านเพื่อนเปล่าวะ ก็แค่เปลี่ยนที่นอน ทุกวันนี้พฤติกรรมถูกละลาย จากการไปอยู่ในเรือนจำมาแล้วปลดล็อกความคิด ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น รู้ว่าตัวเองชอบแบบนี้ ชอบตัวเองที่มองตัวเองมาแล้วชอบและภูมิใจ"

"สิ่งที่ไปเผชิญมีเรื่องของการปรับตัว การตื่นเช้า สวดมนต์ ต่อแถวอาบน้ำ 3 ขัน ห้องแรกรับในสมัยที่เราเข้าไป มันเป็นห้องที่เข้าไปเพื่อเรียนรู้กฎระเบียบ และปรับตัวในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะถูกจำแนกไปที่อื่น แล้วสมมติว่าจังหวะที่เราเข้าไป มีคนโดนจับพร้อมกัน 50 คน ทุกคนก็จะไปรวมกันอยู่ห้องนี้ นั่นหมายความว่า ห้องเล็ก ๆ ห้องนี้อจะเบียดไปด้วย 50 คน เวลานอนก็จะนอนติด ๆ กัน เพื่อนตะแคงซ้าย ก็ต้องตะแคงทั้งแถว ถ้าลุกไปเข้าห้องน้ำก็ที่หาย นี่คือการปรับตัวที่ต้องปรับกับคนหลาย ๆ รูปแบบ"

"ตอนที่โดนตัดสิน เราเห็นตัวเลขเรา 8 ปี เราแม่xกาปฎิทิน ว่าอีก 3 ปีกูทนไหววะ อีก 2 ปีกูทนไหววะ อีกนิดหนึ่งวะ แต่พอวันหนึ่งไปฟังอุทธรณ์มา เป็นตลอดชีวิต เหลือ 33 ปี ช็อตเลย กลับมาไข้ขึ้นเลยจ๊ะ"

"ก็เลยเปลี่ยนชีวิตตัวเอง หาทางจัดการกับความทุกข์ เริ่มจากไปอ่านหนังสือไปยืมหนังสือจากในห้องสมุด เราสามารถอ่านหนังสือเล่มหนา ๆ ภายใน 4 วันจบ ไม่ได้เป็นคนรักการอ่าน ไม่ได้รักการเรียน ไม่เคยสนใจเรื่องการอ่านหนังสือเลย แต่พออ่านปุ๊บ เฮ้ย…ดีวะ ได้ประโยชน์จากหนังสือเยอะแยะ เหมือนพาเราออกไปประเทศโน่น ประเทศนี้ มีความคิด เลยรู้สึกว่าเราสามารถอยู่ได้ด้วยการเอ็นจอยกับต้นไม้ กับนกบนท้องฟ้า อย่างน้อยข้างนอกเขาก็เห็นก้อนเมฆก้อนเดียวกับเรานะ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ทำให้เราพ้นทุกข์"

"เปลี่ยนมุมมอง จากอ่านหนังสือ เรียนหนังสือ มาวางแผนเรียนปริญญาโท สมมติต้องอยู่อีก 20 ปี กำหนดโทษ 15 ปี ถ้า 15 ปีสามารถย้ายไปคุกนี้ได้ คุกนี้สามารถเรียนปริญญาโทได้ เดี๋ยวพอถึงอีก 12 ปี เราค่อยไปเรียนปริญญาโทที่นี่แล้วกันนะ พอไปเรียนแล้วค่อยมาดูว่าชีวิตจะยังไงต่อไป เราวางแผนแบบนั้น ถามว่ารู้ว่าตัวเองติดเยอะ แล้วจะเรียนไปทำไม สำหรับเรา เรารู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์ มันมีเรื่องให้เราภูมิใจ เรารู้สึกว่ากูทำมันได้วะ รู้สึกว่ากูมีความสามารถ พอเราภูมิใจมันก็จะหลุดจากเรื่องทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ควรจะทุกข์ออกมา"

"เราเรียนสายอาชีพตั้งแต่ตัดผม งานศิลปะ เรียนภาษาอังกฤษ เรียนคอมพิวเตอร์ ทำทุกอย่างเลย ใบประกาศนียบัตรเป็นปึก ถ้าจะบอกว่าอย่างหนึ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจเราตอนอยู่ในนั้นคือความภูมิใจ ก็น่าจะใช่ แต่มันช่วยบำบัดจิตใจเราได้ในช่วงเวลาที่ทุกข์ ช่วยให้มีสติปัญญามากขึ้น และทำให้ได้ความรู้ ส่วนกำลังใจหลัก ๆ ก็มาจากครอบครัว อาทิตย์หนึ่งมาเยี่ยมได้ 1 ครั้ง แล้ว 90 เปอร์เซ็นต์ก็คือป๊านั่นแหละ ที่จะมาหาเราทุกอาทิตย์ เราก็รู้สึกโหยหาครอบครัวนะ บางทีก็ร้องไห้งอแงใส่เขา จากที่เป็นคนร้องไห้ยาก แต่ข้างในปรับพฤติกรรมเราหมด"

"พอคำสั่งฏีกามาว่าพรุ่งนี้ต้องไปศาล เราก็แค่ไปศาลแล้วฟังคำตัดสิน เราเลิกหวังกับเรื่องข้างนอกตั้งแต่อุทธรณ์มาแล้ว ไม่คิดว่าจะได้ออกมาใช้ชีวิตข้างนอก ไม่คิดว่าจะได้กลับบ้านวันนั้นด้วยซ้ำ เราไม่เคยเห็นภาพตัวเองและไม่เคยจินตนาการ ว่าวันหนึ่งจะได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอกอย่างอิสระ"

"โมเมนต์ที่รู้ว่าจะได้ออกวันนั้นคือช็อก ไม่อยากกลับบ้าน นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดูเตรียมใจมาเลย ช็อก ร้องไห้ อยากวิ่งกลับเข้าไปในคุกเลย เพราะไม่ได้เตรียมใจ ไม่ได้วางแผน ไม่รู้จะจัดการกับชีวิตยังไง ไม่รู้จะทำยังไงให้คนอื่นเขาโอเคกับเรา คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าพอเราก้าวออกไป สายตาคนอื่นที่เขามองมา เขาต้องมองเราเป็นไอ้ขี้คุกแน่เลย แล้วเราจะดำเนินชีวิตในสังคมยังไง เราไม่มีอะไรที่มันได้ตั้งตัวเลยสักเรื่องหนึ่ง จนกระทั่งวันที่ได้ออกมาจริง ๆ ก็ยังกลัวเข้าไปใหญ่ นักข่าวรอเต็มไปหมด ความที่เราปิดตัวเองมาเกือบ 9 ปี ก็ยังงงกับสื่อและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปหมด เป็นอยู่อย่างนั้นประมาณ 1-2 เดือน"

"ด้วยความที่บ้านมีฟาร์มกุ้งอยู่ที่ตราด เราก็ไปเก็บตัวอยู่ในฟาร์ม ไม่ติดต่อใคร ไม่เอาอะไรเลย โบ (สุรัตนาวี สุวิพร) ชวนไปไหนก็ไม่ไป ไม่อยากเจอใคร ไม่ได้คิดว่าคนอื่นมองเราไม่ดี แต่รู้สึกว่าชีวิตเรายังไม่ปลอดภัย ต่อให้คนนั้นเป็นโบเพื่อนเราก็ตาม ยังไม่พร้อม เราไปอยู่ในโลกนานจนเรารู้สึกว่าเราทำใจกับช่วงเวลาเหล่าน้้นมาเกือบ 9 ปีแล้ว เรามีเพื่อนที่ดีอยู่ในนั้น เราสามารถแชร์หรือร้องไห้กับเพื่อนตรงนั้นได้ เวลาเราโมโห วันนี้ไม่อยากคุยกับใคร"

"แต่มาหายได้ตอนขึ้นคอนเสิร์ตพี่บอย อยู่ ๆ ได้ยินเสียงกรี๊ด แล้วคนก็ร้องไห้ มันเป็นสิ่งที่เราเห็นและสัมผัสได้ ว่าความรักมีอยู่ หลังจากนั้นถึงกล้าขึ้นรถเมล์ ลองไปขึ้นเรือ เดินข้ามถนน หายแบบหายจริง ๆ เลย เราได้ออกมาตอนเดือนตุลาคม ขึ้นคอนเสิร์ตตอนเดือนธันวาคม ก็ใช้เวลาเป็นเดือน จริง ๆ โบชวนหลายคอนเสิร์ต แต่ปฏิเสธไป มาแค่คอนเสิร์ตนี้ เพราะเราไม่กล้า ต้องเกาะป๊าตลอด แต่คุณพ่อเสียชีวิตไป 2 ปีแล้ว ตอนนี้ก็เป็นครอบครัวเล็ก ๆ มีแม่ มีน้อง มีญาติ ๆ ซึ่งความสัมพันธ์ก็ปกติดีค่ะ"

"หลังจากออกมาเรามีความสุขง่ายขึ้น จนกลายเป็นคนติดตลกติ๊งต๊องไปหมดแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังไม่กล้าไปสอนใคร เรามีประสบการณ์ชีวิตมาแบบนี้ แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะไปสอนใคร มันจะมีคอมเมนต์ว่า ไอ้ขี้คุกอย่างมึงจะมาสอนใครได้ เราก็รู้สึกว่าเราไม่มีสิทธิ์จะไปสอนใคร แต่จะสื่อสารว่าดูชีวิตฉันนะ”

ถกสนั่น!! ติ๊กต็อกเกอร์ รับแอดมินช่วยตอนไลฟ์ ค่าจ้างเดือนละ 100 บาท เผย!! ที่ให้เท่านี้ เพราะรายได้ไม่เยอะและให้ทำแค่ 'จ.-พ.-ศ.' วันละชั่วโมง

(17 พ.ค.67) ปัจจุบันอาชีพ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ เติบโตและมีอิทธิพลอย่างมากในประเทศไทย หลาย ๆ คน สร้างชื่อเสียง เงินทอง ได้จากการอัปโหลดคลิปวิดีโอลงโซเชียล จนบางครั้งเมื่อมีชื่อเสียงมากขึ้น ก็อาจจะทำงานคนเดียวไม่ไหว ต้องมีการจ้างงานคนอื่นเพิ่มเติม

ล่าสุด ดาวติ๊กต็อกคนหนึ่ง ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 4.9 หมื่นคน ได้ตกเป็นประเด็นดรามาในโลกออนไลน์ หลังเธอประกาศรับสมัครคนช่วยทำงานในตำแหน่ง ‘แอดมิน’

คอยทำหน้าที่อ่านคอมเมนต์ในไลฟ์สด เนื่องจากเธอมีปัญหาทางสายตา คุณสมบัติคือ อายุ 17 ขึ้นไป, ใจเย็น, ละเอียด, รอบคอบ, ตรงต่อเวลา, พูดจาสุภาพ, มีความอดทนสูง

ทำงานวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 16.00 น. ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน หากวันเสาร์ - อาทิตย์ เวลาว่างตรงกันก็สามารถนัดเวลากันได้ จากนั้นก็ได้มีคนทักไปสอบถามรายละเอียด ก่อนจะต้องตกใจ เมื่อพบว่า งานนี้ได้รับค่าจ้าง 100 บาท ต่อเดือน

เมื่อเกิดดรามาหนักขึ้น เจ้าของช่อง ก็ได้ออกมาตอบประเด็นนี้ บอกว่าเรื่อง ค่าจ้างเดือนละ 100 บาท นั้นเป็นเรื่องจริง ที่ให้เท่านี้ เพราะรายได้ของเธอก็ไม่ได้เยอะ อีกทั้งให้ทำงานแค่ จันทร์ พุธ และศุกร์ วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ทั้งยังบอกว่าตอนนี้ปิดรับสมัครไปแล้ว ไม่ได้อยากออกมาพูด แต่เห็นมีคอมเมนต์ถามทุกคลิป เลยออกมาเคลียร์ดีกว่า พร้อมปิดท้ายว่า “คนทำงานไม่พูด คนพูดไม่ทำงาน”

ทำเอาชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น ว่าแบบนี้ไม่เหมาะสมอย่างแรง กรมแรงงานควรตรวจสอบเพราะหากจ้างเดือนละ 100 บาท นำมาหารเฉลี่ยก็ได้วันละไม่ถึง 10 บาท เงินจำนวนแค่นี้ ไม่สามารถนำไปดำรงชีวิตอะไรได้เลยด้วยซ้ำ

จากนั้น ดาวติ๊กต็อก เจ้าของช่อง ก็เข้ามาตอบว่าจะมีการพิจารณาขึ้นเงินเดือนจาก 100 เป็น 1,000 บาทให้ แต่ต้องขอปรึกษากับคุณแม่ก่อน

'อ.เจษฎา' เผย!! อันตรายหลังเลิกอดข้าว แล้วกลับมากินใหม่ เผื่อเป็นแนวทางในการดูแล 'ผู้ประสบเหตุ' ที่ต้องอดอาหาร

(17 พ.ค.67) จากการเสียชีวิตของ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ก่อนหน้านี้เคยอดอาหารประท้วงจนป่วย และกลับมาทานอาหารอีกครั้ง ก่อนจะเสียชีวิต เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุด รศ. ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์และอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า

(note: โพสต์นี้เป็นการให้ข้อมูลเชิงวิชาการ ไม่ได้โพสต์วิพากษ์วิจารณ์สังคม แต่อย่างไรนะครับ)

ระวัง ‘รีฟีดดิ้ง ซินโดรม (Refeeding Syndrome)’ อันตรายหลังเลิกอดข้าว แล้วกลับมากินใหม่

หลังจากมีข่าว คุณบุ้ง นักกิจกรรมทางการเมือง เสียชีวิตหลังจากที่เคยอดอาหารประท้วงจนป่วย และกลับมาทานอาหารอีกครั้ง (ภายใต้การดูแลของแพทย์) เลยทำให้นึกถึงคำเตือนสมัย ‘13 ทีมหมูป่า ติดถ้ำ’ เรื่อง ‘อย่ารีบกินอาหาร หลังจากอดข้าวมานานหลายวัน อาจเกิดภาวะ Refeeding Syndrome ได้’ ครับ

เลยอยากจะยกเรื่องนี้ ขึ้นมาทบทวนกันหน่อย เผื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ประท้วงอดอาหาร หรือผู้ที่ประสบอุบัติเหตุใด ๆ จนต้องอดอาหารยาวนานหลายวัน

#ภาวะรีฟีดดิ้งซินโดรมคืออะไร

- จากกรณีนักฟุตบอลเยาวชน 13 ชีวิต ทีมหมูป่า อะคาเดมี่ ติดอยู่ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย นานนับ 10 วัน มีแค่น้ำหยดให้กินเล็กน้อย ซึ่งทุกคนต้องอยู่ในภาวะขาดสารอาหาร จึงมีคำเตือนจากกลุ่มโภชนาการ ให้ระวังภาวะ ‘รีฟีดดิ้ง ซินโดรม’ (Refeeding Syndrome) เวลาช่วยเหลือออกมาได้ โดยต้องระมัดระวังการให้น้ำและอาหาร

- การเกิดรีฟีดดิ้ง ซินโดรม นั้น เป็นภาวะที่มีความรุนแรง และค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากร่างกายขาดอาหารเป็นเวลานาน หากได้รับอาหารเข้าไปทันที ไม่ว่าจะเป็นจากน้ำเกลือ ที่มีน้ำตาลเด็กซโตส (Dextrose) , อาหารทางปาก , อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง , อาหารทางสาย หรืออาหารทางหลอดเลือดดำ  ก็เป็นอันตรายได้

- คนที่มีภาวะขาดสารอาหารมาก่อน สภาพร่างกายที่อดอาหารนาน ๆ จะมีการขาดแร่ธาตุ โพแทสเซียม ฟอสเฟต แมกนีเซียม และแคลเซียม ด้วย

- ดังนั้น เมื่อได้รับอาหารอีกครั้ง ร่างกายจะย่อยและดูดซึมอาหาร เพื่อให้มีการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ เพื่อสร้างเป็นพลังงาน โดยร่างกายจะหลั่งสารอินซูลิน (Insulin) เพิ่มการสร้างไกลโคเจน (Glycogen) โดยมีวิตามินบี 1 เป็นตัวช่วย

-  ระหว่างการนำกลูโคสเข้าเซลล์ ก็จะมีการนำแร่ธาตุต่าง ๆ ดังกล่าว เข้าไปในเซลล์ด้วยเป็นจำนวนมาก

- เลยยิ่งส่งผลให้ร่างกาย เกิดภาวะแร่ธาตุในเลือดต่ำ ทำให้ระดับวิตามินบี 1 ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้เกิดภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ อย่างรุนแรง

- จะเกิดมีอาการเหนื่อย หอบ หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกว่า ภาวะรีฟีดดิ้ง ซินโดรม

#แนวทางในการป้องกันภาวะรีฟีดดิ้งซินโดรม

- ก่อนจะให้อาหาร ควรให้วิตามินบี 1 ประมาณ 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับวิตามินและแร่ธาตุรวม

- การเริ่มให้อาหาร จำเป็นต้องเริ่มอาหารอ่อน ในปริมาณน้อย ๆ

- ถ้าสามารถทำได้ ควรตรวจระดับโพแทสเซียม ฟอสเฟต แมกนีเซียม และแคลเซียม ในเลือดก่อน และแก้ไขหากมีระดับเกลือแร่ผิดปกติ และติดตามอาการทางคลินิกและการเปลี่ยนแปลงระดับแร่ธาตุเหล่านี้ในเลือดอย่างใกล้ชิด

- การกินวิตามิน ที่มีส่วนประกอบของวิตามินบี 1 มีหลักการ ดังนี้

1. ก่อนจะให้อาหาร ควรให้วิตามินบี 1 ในปริมาณ 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน 1-2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ร่วมกับวิตามินแร่ธาตุรวม วันละครั้ง และควรให้ต่อเนื่องกัน อย่างน้อย 2 วัน หรืออาจให้ต่อไปจนถึง 10 วัน หรือจนกว่าจะได้รับพลังงาน วิตามินรวม และแร่ธาตุอื่น ๆ อย่างครบถ้วนตามเป้าหมาย

2. เริ่มให้อาหาร พลังงานไม่เกิน 5-10 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน ขึ้นกับภาวะทุพโภชนาการ  ค่อยๆ เพิ่มปริมาณทีละนิดภายใน 4-7 วัน โดยใน 4 วันแรก ควรให้พลังงานประมาณ 5-10 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน จากนั้นค่อย ๆ ปรับเพิ่มพลังงานอย่างช้าๆ เช่น เพิ่มครั้งละ 5-10 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน จนถึงพลังงานเป้าหมายภายในเวลา 4-7 วัน

และ 3. ติดตามเป็นระยะทุกวัน โดยเฉพาะในช่วง 4-7 วันแรก ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ความท้าทายของทหารในยุคปัจจุบัน คือการทำให้สังคมรู้ว่า “เมื่อไรที่ต้องรบ เราต้องไม่แพ้”

‘กองทัพเรือ’ ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อชาติ ภายใต้กรอบการลดกำลังพล ตามที่สังคมอยากเห็น

ทหารเรือ มีไว้ทำไม?...‘พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม’ ผบ.ทร.คนที่ 57 จะมาเผยถึงภารกิจกองทัพเรือ ที่สังคม ‘ไม่ค่อยได้เห็น’ เพราะชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนผืนน้ำ

“ทหารเรือต้องทำทุกอย่าง เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา“

“ป้องกันประเทศ / เฝ้าระวังคนหลบหนีเข้าเมือง / สกัดลักลอบขนยาเสพติด สินค้าเถื่อน / ป้องปราบการทำประมงผิดกฎหมาย ขบวนการทำลายทรัพยากรใต้น้ำ / ป้องกันฐานขุดเจาะพลังงาน / ช่วยเหลือภัยพิบัติ ฯลฯ.”

รับชมภารกิจส่วนหนึ่งของทหารเรือ จากคำบอกเล่า ผบ.ทร. ได้ที่: https://youtu.be/ci6kC3rjTjU?si=ulLRjwUGryy5bM6X 

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวการจับกุมแก๊งวัยรุ่นก่อเหตุปล้นทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้อื่น และการจับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุชิงทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ต่อเนื่องใน 5 พื้นที่

วันที่ 16 พ.ค.67 เวลา 11.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ดุลเดชา อาชวสมิตระกูล รอง ผบช.ภ.5, รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ,รอง ผบก.สส.ภ.5, ผกก.สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ และ ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.5 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาแก๊งวัยรุ่น จำนวน 3 คน ก่อเหตุปล้นทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้อื่น ในพื้นที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ และการจับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุชิงทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ต่อเนื่องใน  5  พื้นที่  ได้แก่ สภ.สันป่าตอง, หางดง, หนองตอง, ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ และ สภ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่  

โดยมีรายละเอียด ดังนี้
คดีที่ 1  คดีปล้นทรัพย์ ฯ ของ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์  จับกุมผู้ต้องหา 3 คน คือ นายอนุเดช หรือ บังพีท นายพลาธิป หรือออคิด และ ด.ช.น้ำหนึ่ง  โดยเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567  เวลาประมาณ 05.30 น. นายกังสชิต ฯ และนายทักษ์ดนัย ผู้เสียหาย จำนวน 2 คน เล่นสเก็ตพื้นที่ของเอกชน อยู่ที่เขต ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่  ได้มีคนร้ายซึ่งเป็นชายวัยรุ่น จำนวน 3  คน ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาบริเวณลานสเก็ต หนึ่งในคนร้าย  ได้ใช้อาวุธมีดทำร้ายฟันผู้เสียหายบริเวณหน้าผาก  และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ และคนร้ายได้หยิบทรัพย์สินอื่นๆ ของผู้เสียหายที่ไปประกอบด้วย บุหรีไฟฟ้า, บุหรี่ยี่ห้อ LM แดง จำนวน 1 ซอง, น้ำดื่มเอสรสลิ้นจี่ จำนวน 2 ขวด, แก้วเยติ  จำนวน 1 ใบ

ต่อมาวันที่ 13 พ.ค.67 เวลาประมาณ 23.00 น. ได้ทำการสืบสวนทราบว่าคนร้ายทั้ง 3 คน คือ นายอนุเดช หรือ บังพีท นายพลาธิป หรือออคิด และ ด.ช.น้ำหนึ่ง  เจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงได้นำตัวนายพลาธิปฯ และ ด.ช.น้ำหนึ่ง ฯ มาซักถามปากคำ โดยทั้ง 2 ยอมรับว่าได้ร่วมกันกับนายอนุเดช หรือ บังพีท ก่อเหตุจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พ.ค.67 ได้ทำการจับกุมตัวนายอนุเดช หรือบังพีช ตามหมายจับของ ศาลจังหวัดเชียงใหม่  พร้อมควบคุมตัวนายพลาธิป หรือออคิด และ ด.ช.น้ำหนึ่ง  มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 จับกุมตัวนายจักรกฤษ ฯ ภูมิลำเนา ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ จำนวน 5 ครั้ง ได้ทรัพย์สิน 1  ครั้ง เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2567 ในพื้นที่ สภ.หนองตอง ครั้งแรก ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปปี้ไอ สีชมพู ไปก่อเหตุที่เขต สภ.สันป่าตอง ไม่ได้ทรัพย์สิน 
ครั้งที่สอง ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปปี้ไอฯ ไปก่อเหตุที่เขต สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ ไม่ได้ทรัพย์สินไปแต่อย่างใด 

ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2567 เวลาประมาณ 13.30น. ใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำ ไปใช้ก่อเหตุ ในเขตพื้นที่ สภ.หนองตอง จ.เชียงใหม่ เมื่อ ได้ทรัพย์สินเป็นสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท นำไปขายที่ร้านทองจำชื่อ ภายในห้างในพื้นที่ ต.ช้างเผือก ในวันเดียวกับวันที่ก่อเหตุ 
ครั้งที่สี่ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2567 เวลาประมาณ 16.00น. ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำฯ ไปก่อเหตุในเขตพื้นที่ สภ.ช้างเผือกจ.เชียงใหม่ แต่ไม่ได้ทรัพย์สิน 
ครั้งที่ห้า เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2567 เวลาประมาณ 18.50น. ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำฯ ไปก่อเหตุในพื้นที่ สภ.เมืองลำพูน แต่ไม่ได้ทรัพย์สิน 
รวมก่อเหตุทั้งหมด 5 ครั้ง ได้ทรัพย์สินไปเพียงครั้งเดียว คือ เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2567 ในพื้นที่ สภ.หนองตอง 

ตำรวจภูธรภาค 5 ขอยืนยันว่ามีความพร้อมในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชนและยังคงเน้นย้ำในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทั้งนี้หากพบเห็นอาชญากรรมหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิดโปรดแจ้ง 191 ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง หรือแจ้งผ่านไลน์ ผบช.ภ.5 ไอดี @police5 

“เชียงราย”จก.กร.ทบ. ร่วมกิจกรรมโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน ไทย – เมียนมา ของ ฉก.ทัพเจ้าตากในพื้นที่แม่สาย”

ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 พลโท อานุภาพ ศิริมณฑล เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก พร้อมด้วย พันเอก ฌฑี  ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ลงพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดนไทย – สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างคู่หมู่บ้านปางห้า ตำบลเกาะช้าง  อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กับ บ้านป่ากุ๊ก เมืองพง จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และคู่ของ บ้านป่าแดง ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กับ บ้านดินดำ เมืองพง จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งจัดโดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ร่วมกับ อำเภอแม่สาย และ หัวหน้าส่วนราชการ, กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การพบปะพัฒนาสัมพันธ์, การเดินขบวนรณรงค์ป้องกันภัยชุมชน, การให้บริการทางการแพทย์, การให้บริการตัดผมฟรี, การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน, การแข่งขันฟุตบอล, การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน ณ โรงเรียนบ้านปางห้า และ พิธีบวชป่า, กิจกรรมปลูกป่า พร้อมทั้งกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา จุดผ่อนปรนการค้าบ้านปางห้า ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมีประชาชนทั้งฝ่ายไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 200 คน

สันติ วงศ์สุนันท์/หัวหน้าศูนย์ข่าวอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย/รายงาน

‘กัปตันเครื่องบิน’ เล่าประสบการณ์ ‘บั้งไฟ’ พุ่งเฉียดเครื่องบินสูง 8,000 ฟุต ยัน!! เข้าใจเรื่องประเพณี แต่ควรขอนุญาต-ไม่ควรผลิตให้พุ่งสูงขนาดนี้

(16 พ.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘บันทึกไม่ลับของคนขับเครื่องบิน’ ได้โพสต์เรื่องราวสุดช็อก เมื่อเจอบั้งไฟยิงผ่านเครื่องบินเกือบ 8,000 ฟุต โดยข้อความระบุว่า… 

"นอกจากทางทางเหนือมีโคมลอยแล้ว ทางภาคอีสานก็ยังมีบั้งไฟอีกที่เป็นอันตรายต่อการบินมาก

อันนี้ความเห็นส่วนตัวผมนะ เข้าใจว่ามันเป็นประเพณีที่ทำกันมายาวนาน แต่อยากให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมกับประเพณีนี้ขอให้มีจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยของส่วนรวมด้วย เพราะมันอันตรายกับอากาศยานมาก รวมถึงผู้โดยสารบนเครื่องบินครับ

ถ้าจะปล่อยบั้งไฟขอให้ขออนุญาตหน่วยงานด้านการบินก่อน และทำการปล่อยในจุดที่ขออนุญาต รวมถึงการเล่นการพนันขันต่อว่าบั้งไฟลูกไหนจะสูงกว่ากัน เลิกเถอะครับเพราะอันนี้มันไม่ใช่ประเพณีแล้ว ยิ่งมีคนเดิมพัน คนยิ่งผลิตก็ยิ่งพัฒนาให้บั้งไฟสูงขึ้นไปอีก

อย่างวันนี้ผมเทคออฟจากอุบล จากพิกัด radial 266 จากสนามบิน เจอบั้งไฟห่างจากเครื่องบินผมไม่ถึง 200 เมตร ขนาดผมอยู่ที่ความสูง 6,000 ฟุต บั้งไฟยังขึ้นไปสูงกว่าผมอีก (มองด้วยสายตาน่าจะความสูง 8,000 ฟุต) ซึ่งมันอันตรายมาก หายนะเกิดได้ง่าย ๆ เลยกับการกระทำแบบนี้ เพราะผมแจ้งหอว่าบริเวณนี้มีการปล่อยบั้งไฟ และหอไม่มีการรายงานการขออนุญาตในเขตพื้นที่แถว ๆ นี้ หลังจากนั้นเครื่องบิน ATR ของกองทัพอากาศก็รีพอร์ตบั้งไฟลูกอื่น ๆ ตามมา หอบังคับการบินต้องให้คำแนะนำทิศทาศนักบินบินหลบกันอุตลุด คิดดูมันอันตรายแค่ไหนครับ”

คณะทำงาน ‘ไทย-จีน’ ได้ข้อสรุป!! ไม่ยกเลิกสัญญา จ่อขยายสัญญา 1,200 วัน พร้อมติดเครื่องยนต์จีน

(16 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเจรจาแก้ปัญหาเรือดำน้ำ ระหว่าง พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับตัวแทนหน่วยงานด้านยุทโธปกรณ์ ของกระทรวงกลาโหมจีน และตัวแทนบริษัท CSOC ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต ที่กระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2567 ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะเดินหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำจีนต่อ 

โดย นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ได้เข้าร่วมรับฟังการประชุม ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ด้วย ทั้งนี้การเจรจาแก้ปัญหาเรือดำน้ำ ระหว่างไทยจีนดำเนินการมาแล้วหลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาการเจรจาอาจจะล่าช้า เพราะทางฝ่ายจีน อยู่ในช่วงปรับโครงสร้างกองทัพ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยงาน แต่ขณะนี้ได้รวมศูนย์หน่วยงานด้านยุทโธปกรณ์ เป็นหน่วยงานเดียวขึ้นกับกระทรวงกลาโหมจีน ซึ่งได้เดินทางมาร่วมพูดคุย หาทางออกในครั้งนี้ด้วย

โดยหน่วยงานของจีนที่ส่งมาคือ The Bureau of Military Equipment and Technology Cooperation (BOMETEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองการขายอาวุธที่มีใช้ในกองทัพจีนให้กับต่างประเทศ และ ‘The State administration of Science, Technology and Industry for national Defense (SASTIND)’ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองบริษัทที่ขายอาวุธให้ต่างประเทศ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทางออกในการแก้ปัญหาโครงการเรือดำน้ำ มีเพียง 2 ทาง คือ 1. เดินหน้าต่อ หรือ 2. ยกเลิก ซึ่งหากการเปลี่ยนจากโครงการเรือดำน้ำ เป็นเรือฟริเกต หรือเรือ OPV ก็เท่ากับการยกเลิกโครงการเรือดำน้ำด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการหารือ และประเมินข้อดี-ข้อเสียแล้วพบว่า การยกเลิกโครงการจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยฝ่ายไทย อาจต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเรื่องเงินค่างวดที่จ่ายไปล่วงหน้า และอาจได้คืนเพียงบางส่วน ไม่ครบตามจำนวนที่จ่ายไปทั้งหมด ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงเลือกเดินหน้าโครงการจัดหาเรือดำน้ำต่อ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ไทย-จีนที่มีมาอย่างยาวนาน

โดยทางฝ่ายจีนยินดีที่จะสนับสนุนทางการทหาร เช่น การสนับสนุนยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำ ทั้งเครื่องช่วยฝึก หรือ Simulator และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ รวมถึงเรื่องระบบประกัน / การฝึกศึกษา ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่ทางจีนยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เพราะต้องการให้ โครงการเรือดำน้ำเดินหน้าอย่างชัดเจนก่อน

สำหรับขั้นตอนต่อไป คือ กระทรวงกลาโหมจะสรุปผลการเจรจานำเสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พิจารณา เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะจะต้องมีการแก้สัญญา 2 ส่วน ได้แก่ การขยายเวลาสัญญาต่อเรือดำน้ำออกไปอีกราว 1,200 วัน และ การเปลี่ยนเครื่องยนต์จากเยอรมัน MTU 396 เป็นเครื่องยนต์จีน CHD620 เพื่อให้ ครม. เห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้มีข้อมูลว่าเครื่องยนต์ CHD 620 ได้ผ่านมาตรฐานจากสมาคมจัดชั้นเรือของประเทศอังกฤษ และประเทศปากีสถาน ได้จัดซื้อเรือ ดำน้ำจีนที่ติดตั้งเครื่องยนต์ CHD 620 ซึ่งน่าจะได้เห็นประสิทธิภาพของเรือดำน้ำในอีกไม่นานนี้

แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ในการเจรจาครั้งนี้ หน่วยงานทางการจีนได้รับข้อเสนอของไทยในการเพิ่มเติมการสนับสนุน โดยไม่ได้ใช้คำว่าชดเชย และจะนำกลับไปพูดคุยกับคณะกรรมาธิการกลางทหารของจีนอีกครั้ง เช่นเดียวกับข้อแลกเปลี่ยนสินค้าทางด้านการเกษตรฯ แต่ที่สำคัญคือการจะเดินหน้าต่อ รัฐบาลไทยต้องมีมติในเรื่องการเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำ และการเปลี่ยนเครื่องยนต์ ทำให้ทางไทยยังไม่เปิดเผยรายการที่ทางจีนจะให้กับไทยอย่างละเอียด

ขณะที่มี รายงานข่าวในกระทรวงกลาโหมว่า การเจรจากับสาธารณรัฐประชาชนจีนยังไม่จบทั้งหมด แต่ช่วงนี้คณะพูดคุยคงยังไม่เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน และอาจจะไม่ไป เพราะจะคุยกันผ่านทางวิดีโอคอล คาดว่าน่าจะจบเร็ว ๆ นี้ และคงต้องไปหานายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำกับดูแล เพราะต้องไปรายงานเรื่องเรือดำน้ำ เมื่อมีความคืบหน้าในระดับหนึ่งเมื่อได้ทิศทางที่ชัดเจน

รวมพลคนตาบอดเมืองตรัง เปิดร้านนวดเพื่อสุขภาพ ลูกค้าถูกใจ ราคาไม่แพง ช่วยสร้างงานให้คนพิการ

(16 พ.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านอารมณ์นวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ ถนนพัทลุง ซอย 7 (ซอยโกข้ม) ซึ่งเป็นซอยที่อยู่ตรงข้ามกับ สภ.เมืองตรัง มีคนตาบอด 4-5 คนรวมตัวกันเปิดร้านนวดเพื่อสุขภาพ โดย 2 วันแรก (14-15 พ.ค.) เปิดให้บริการฟรี เพื่อให้ลูกค้าได้มาทดลอง จับเส้น นวดคลายเส้น บรรเทาอาการปวดข้อเข่า คอเคล็ด ไหลยึดและอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเส้นประสาทส่วนต่าง ๆ หรือจะนวดเพื่อผ่อนคลาย ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยคิดค่าบริการชั่วโมงละ 150-200 บาท และนอกสถานที่คิดชั่วโมงละ 250 บาท

สำหรับลูกค้ามีทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่มีปัญหาโรคออฟฟิศซินโดรม ปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่า เส้นเอ็นและนวดเพื่อสุขภาพ โดยคนตาบอดกลุ่มนี้ ผ่านการอบรมหลักสูตรการนวดแผนไทย ได้รับใบประกาศนียบัตรมาแล้วทุกคน ประสบการณ์นานกว่า 5-10 ปี บางคนทำงานนวดเพื่อสุขภาพจนสามารถส่งลูกเรียนจบระดับปริญญาตรีได้ และมีลูกค้าขาประจำกระจายอยู่ในหลายจังหวัดภาคใต้ 

โดยก่อนหน้านี้ นางอารมณ์ มีแก้ว ประธานกลุ่มคนตาบอดนวดเพื่อสุขภาพ ได้เปิดร้านนวดอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช แต่เมื่ออายุมากขึ้น จึงคิดอยากจะกลับมาอยู่บ้านเกิดที่ จ.ตรัง โดยได้ชักชวนสมาชิกคนตาบอดที่มีความสนใจมาร่วมงานด้วย ซึ่ง 2 วันแรกปรากฎว่าได้รับผลตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และมีการบริจาคเงินให้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้กลุ่มคนตาบอดกลุ่มนี้ได้มีงานทำอย่างต่อเนื่อง 

โดยร้านจะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 -20.00 น. พร้อมบริการน้ำดื่ม ชา กาแฟ ลูกอมฟรี และรับจองคิวล่วงหน้าสำหรับผู้ที่สนใจ โดยติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-6257162 และ 083-9182707 

ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ กีรติกรพิสุทธิ์ อายุ 73 ปีลูกค้ารายหนึ่ง กล่าวว่า ปกติตนก็จะไปนวดทุกที่ แต่เมื่อวานได้ข่าวว่าที่นี่เปิดร้านนวดคนตาบอดและให้นวดฟรี 2 วันตนจึงตั้งใจมาลองดู เมื่อนวดไปแล้วอาการที่ตนเป็นอยู่มันดีขึ้น อาการที่ชัดเจนที่สุดคือ ตนขึ้นลงบันไดแล้วปวดเข่า กินยามาสักอาทิตย์หนึ่งแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ตั้งใจว่าจะไปโรงพยาบาล แต่พอได้ข่าวว่ามีการนวดจึงตัดสินใจว่ามาลองนวดก่อน ถ้านวดแล้วไม่ดีจะไปหาหมออีกที แต่พอนวดไปแล้วบอกตรง ๆ ว่าลงจากเตียงขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านได้สบาย รู้สึกว่าตำแหน่งที่เราปวด มันหายไป

ด้านนางอารมณ์ มีแก้ว ประธานกลุ่มคนตาบอดนวดเพื่อสุขภาพ จ.ตรัง กล่าวว่า ค่าบริการคิดชั่วโมงละ 150-200 บาท นอกสถานที่ 250 บาท ที่เปิดให้บริการฟรี 2 วันแรกเพราะยังไม่รู้จักลูกค้าเพิ่งมาอยู่ ลูกค้าวันแรกมีอยู่ วันนี้วันที่ 2 ได้ 3-4 คนแล้ว คนมานวดเขาบอกว่าเขาดีขึ้น หายทุกคน หนักสุดคือปวดขา มานวดใช้เวลาอาทิตย์ละครั้งก็หาย

‘หมอเหรียญทอง’ ยัน!! ไม่ได้ยัดยาใส่ถุงเสื้อผ้าเด็ก 14 ปี จ่อดำเนินคดีผู้ที่แพร่ข่าว-ใส่ร้าย เหตุทำให้เสียชื่อเสียง

(16 พ.ค.67) จากกรณี นพ.พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ตบหน้าเด็กอายุ 14 ปี หลังฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และทนายรัชพล พาแม่และเด็กไปวัย 14 ปี เข้าแจ้งความฐานหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา หลังเรียกเด็กวัย 14 ปี ว่า ‘ไอกุ๊ย’ แล้วนั้น กระทั่งเมื่อวานนี้พบยาเสพติดบรรจุใส่ถุงใส อยู่ในถุงเสื้อผ้าของเด็กวัย 14 ปี จนกลายเป็นกระแสขึ้นมาบางส่วนว่าหมอยัดยาหรือไม่

ล่าสุดวันนี้ นพ.พล.ต.เหรียญทอง กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ประชาชนบางราย ตั้งข้อสงสัยว่าทางโรงพยาบาลยัดยาเสพติดใส่ถุงเสื้อผ้า ของเด็กวัย 14 ปี นั้น ยืนยันไม่ได้ยัดยา ซึ่งส่วนตัว รู้สึกโกรธกับเรื่องดังกล่าวเพราะถือเป็นเรื่องเท็จ เสมือนใส่ร้ายหมิ่นประมาท

ซึ่งจากนี้เตรียมดำเนินคดีกับบุคคลที่เผยแพร่ข่าวและใส่ร้าย เพราะทำให้ชื่อเสียงของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและตนเองรวมถึงบุคลากรเสียหาย

ซึ่งต้นตอของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมีความผิดมาจากการเลี้ยงบุตรดูที่ไม่ถูกวิธี และทอดทิ้งไม่ใส่ใจลูกของแม่เด็ก จนส่งผลทำให้เด็กเยาวชนวัย 14 ปี มาสร้างความเดือดร้อนให้สังคม

อาทิ เรื่องครอบครองยาเสพติด และสูบบุหรี่ในสถานพยาบาล ซึ่งแม่เด็กต้องมีส่วนรับผิดชอบ และยืนยันว่าจากนี้จะเริ่มปฏิบัติการโต้ตอบแม่เด็กอย่างรุนแรง ซึ่งจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ยอมความ หรือเจรจาไกล่เกลี่ยแน่นอน

ส่วนประเด็นที่ ทนายรัชพล ศิริสาคร จะพาแม่และเด็กไปวัย 14 ปี เข้าแจ้งความฐานหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา หลังตัวเองเรียกเด็กวัย 14 ปี ว่าไอกุ๊ย นั้นนายแพทย์เหรียญทอง บอกว่า ไม่กังวลใจ และยินดีให้ดำเนินการตามกฎหมาย

โดยสาเหตุที่เรียกเพราะไม่รู้จักชื่อ อีกทั้งความหมายของคำว่า กุ๊ย คือ คนพาล คนไม่รู้กาลเทศะ ซึ่งก็ตรงกับพฤติกรรมของเด็กคนนี้ ส่วนบุคคลที่แสดงความเห็นถึง คำว่า ไอกุ๊ย หรือขยะสังคม ไม่เหมาะสม ส่วนตัวไม่สนใจ

นายแพทย์เหรียญทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นที่มีบุคคลอยากให้ตนติดคุก ออกหมายจับ โดยไม่ออกหมายเรียก ส่วนตัวไม่รู้สึกกลัว หากตัวเองทำผิดจริง ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ด้านของ สส.พรรคก้าวไกล ที่มาช่วยแม่เด็กและเยาวชนวัย 14 ปี จะเข้าข่ายโจมตีตัวเองหรือไม่ นั้น ยอมรับ น่าสงสัย หลังพรรคการเมืองนี้ มีอุดมการณ์ต่างจากตัวเอง และส่วนตัวก็ไม่ได้ใส่ใจกับพรรคการเมืองดังกล่าว

ยืนยันไม่ได้กล่าวหา สส.พรรคก้าวไกล อยู่เบื้องหลัง สส.พรรคก้าวไกล อาจต้องการช่วยประชาชน พร้อมเตือนนักการเมืองกลุ่มนี้ว่า ต้องการช่วยสังคมหรือช่วย บุคคลที่เปรียบเสมือนขยะสังคม ให้มีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงบ่ายที่ผ่านมา กลุ่มเพื่อนนายแพทย์เหรียญทองจำนวนมาก ได้นำดอกไม้ มามอบให้ นายแพทย์เหรียญทอง เพื่อให้กำลังใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top