Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนรุ่นที่ 4 ภาคใต้

นายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิต และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รุ่นที่ 4 ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 15 - 17 สิงหาคม 2567 ณ ห้องประชุมทานตะวัน ชั้น 1 โรงแรม หาดใหญ่ พาราไดซ์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยมี นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย / กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย คณะกรรมการภาคใต้ ผู้แทนตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุข ในเขตพื้นที่ภาคใต้ ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช (บ้านสิชล) ผู้มีเกียรติ ร่วมงาน

นายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย การให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน
ได้รับความรู้ มีความเข้าใจ ในเรื่องสิทธิด้านต่างๆ สำหรับคนพิการ โดยเฉพาะการดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง และการฆ่าตัวตาย  รวมทั้ง เน้นให้เห็นความสำคัญของครอบครัว เพื่อลดความรุนแรง รวมทั้งเพื่อให้ได้แนวทางและขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
 
นางวัลยา ลามะ ประธานเครือข่ายสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย สาขาภาคใต้ กล่าวว่า โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิต และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน มีวัตถุประสงค์ของเพื่อให้เกิดแกนนำเครือข่ายภาคปฏิบัติ ที่มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตเมื่ออยู่ในภาวะต่างๆได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันเหตุการณ์ เพื่อให้ได้แนวทาง และขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จากการทำแผนงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 21 ปี การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่  15 – 17 สิงหาคม 2567 โดยจะมีการจัดกิจกรรมทั้งหมดจำนวน 5 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นที่ 1 ภาคเหนือ จำนวน 140 คน รุ่นที่ 2 ภาคกลาง จำนวน 139 คน รุ่นที่ 3 ภาคอีสาน จำนวน 154 คน รุ่นที่ 4 ภาคใต้ จำนวน 117 คน และรุ่นที่ 5 ภาคตะวันออก จำนวน 76 คน รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งโครงการจำนวน 626 คน 

กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 4 ภาคใต้ ประกอบด้วยคณะกรรมการภาคใต้หรือผู้แทน คณะกรรมการและกรรมการที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผู้แทนตำตรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุขในเขตพื้นที่ภาคใต้ ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช (บ้านสิชล) ผู้สังเกตการณ์ วิทยากรและคณะทำงาน รวมจำนวน 117 คน  

‘นิสิตเก่าวิศวฯ ม.เกษตรฯ’ ดูแลน้องช่วงอ่านหนังสือสอบเต็มที่ แจกนมวันละ 300 ถุง และข้าวต้ม 200 ถ้วย ระหว่างติว 24 ชม.

เมื่อไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊ก ‘คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์’ ได้โพสต์ภาพบรรยากาศบางส่วน ของวันที่ 9 ส.ค.67 ณ ห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ฯ คณะวิศวฯ หลังเปิดพื้นที่ให้นิสิตคณะ อ่านหนังสือช่วงสอบกลางภาคตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมมีบริการเครื่องดื่ม นมวันละ 300 ถุง และข้าวต้ม 200 ถ้วย ซึ่งสนับสนุนโดยพี่ ๆ นิสิตเก่าวิศวกรรมโยธา

โดยทางเพจระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับการสอบกลางภาคครั้งนี้ มีการสนับสนุนอาหารและเครื่องดื่มสำหรับนิสิตวิศวฯ มก. บางเขน ช่วงอ่านหนังสือเตรียมสอบ ในวันที่ 9-17 ส.ค.67 ที่ห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ฯ คณะวิศวฯ

ซึ่งนอกจากจะอิ่มท้องเพิ่มพลังสมอง เพราะมีผู้บริหาร พี่ ๆ นิสิตเก่าวิศวฯ และคณาจารย์ สนับสนุนอาหารว่างและเครื่องดื่มแล้ว ยังอุ่นใจเพราะมีเพื่อนช่วยกันอ่านหนังสือเยอะแยะเลย และมีพี่ ๆ เจ้าหน้าที่คอยดูแลและบริการระหว่างการอ่านหนังสืออีกด้วย

นอกจากนี้ เมื่อวานนี้ 15 ส.ค.67 ช่วงเวลา 4 ทุ่ม คณบดีคณะวิศวฯ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า และผศ.ดร.ปฐมาภรณ์ ศรีผดุงธรรม ก็ได้มีการสนับสนุนโจ๊กหมูทรงเครื่อง และลิ้มเหล่าโหงว สำหรับนิสิต ช่วงอ่านหนังสือเตรียมสอบ Midterm ด้วยเช่นกัน

ถือเป็นเรื่องราวดี ๆ และเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถเพิ่มแรงใจให้เด็ก ๆ มีพลังอ่านหนังสือต่อได้

‘แพทองธาร’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงโหวตนั่งนายกรัฐมนตรี ประกาศพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างตั้งใจ สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยทุกคน

วันที่ 16 สิงหาคม 2567 เวลา 14.08 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครั้งแรกภายหลังสภาผู้แทนราษฎร 319 เสียง ลงมติเห็นชอบนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 

นางสาวแพทองธาร กล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงโหวตจากตัวแทนประชาชนทุกท่าน ดิฉันและทีม จะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ใดก็ตามที่ได้รับมอบหมาย ขอขอบคุณนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี  ที่ทำงานมาอย่างหนักมาโดยตลอดเกือบ 1 ปีเต็ม เราทุกคนพร้อมจะทำงานหนักเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป“

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ความตั้งใจแรกที่จะทำคืออะไร นางสาวแพทองธารกล่าวว่า ขอให้มีการเสนอรายชื่อและโปรดเกล้าก่อนที่จะมีการพูดถึงรายละเอียดในการบริหารต่อไป วันนี้ตั้งใจเพื่อขอบคุณคะแนนโหวตมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า คนแรกที่แสดงความยินดีคือใคร  นางสาวแพทองธาร ตอบว่า สามี พี่ชาย และพี่สาว  ซึ่งอยู่ด้วยกันในขณะติดตามการโหวต  และได้โทรคุยกับคุณพ่อคุณแม่  โดยคุณพ่อโดย Facetime บอกว่า เมื่อได้รับการนำเสนอชื่อทูลเกล้าและโปรดเกล้าฯ แล้ว ขอให้ทำเต็มที่ ดีใจที่หวังว่าจะได้เห็นลูกสาวได้รับตำแหน่ง (นายกรัฐมนตรี) ก่อนที่ท่านจะเป็นอัลไซเมอร์ เป็นอะไรไป ท่านบอกแบบนี้ เพราะท่านอายุมากแล้ว  (หัวเราะ) พูดกันเล่นๆ ก็เป็นกำลังใจให้กันเสมอ คุณแม่ เป็นห่วงเสมอ บอกคุณแม่ว่าจะดูแลตัวเองให้ดี 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีแรงกดดันหรือไม่ นางสาวแพทองธารตอบว่า ความกดดัน เราสามารถจัดการกับมันได้ การทำงาน ใน mindset ที่เข้ามาทำงานตั้งแต่ก้าวเข้ามาทำงานการเมือง ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุดในห้อง แต่คิดเสมอว่าเรามีแรงผลักดันที่ชัดเจน เรามีทีมที่ดี ทีมของเราเข้มแข็ง มีประสบการณ์ มีความตั้งใจและคิดไปในแนวทางเดียวกับเรา คือสิ่งที่ตนเองให้คุณค่า (Value) ตรงนี้มากๆ ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งตรงไหนก็ตาม  เมื่อเรามีทีมที่ดี เราจะประสบความสำเร็จได้ 

ทั้งนี้ นางสาวแพทองธาร ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า ตนมีความคาดหวังว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนว่า ‘เรา พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล’ จะร่วมกันสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างพลังให้กับคนไทยทุกคน 

(I really hope that I can make the people feels confident about that we can to built opportunity and to improve the quality of life and to empower to all Thais)

ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามว่า คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับการยืนยันว่านายเศรษฐา ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (What was on your my when confirm the Prime minister left? )

นางสาวแพทองธาร ตอบว่า  มีความรู้สึกสับสน และในขณะนั้นยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรหลังจากผลของคำนิจฉัยของศาลออกมา เมื่อผลเป็นเช่นนั้น ตนรู้สึกเสียใจ เพราะไม่ได้คาดหวังว่าผล (ของคำวินิจฉัย) จะเป็นอย่างนั้น 

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ได้รู้ผลคำวินิจฉัยหลังจากที่เดินทางกลับจากจีน และรู้ผลหลังจากเปิดโทรศัพท์มือถือและอ่านข่าว ตอนนั้นเกิดความรู้สึกว่า ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเป็นอย่างนี้ ตนรู้สึกเสียใจมาก และได้คุยกับคุณเศรษฐา พูดคุยกับครอบครัว และพูดคุยกับคนในพรรคหลายคน จนตัดสินใจได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อประเทศ และเพื่อพรรคเพื่อไทยด้วย ตนจะทำเต็มที่เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า 

ตอนนี้ วันนี้ รู้สึกเป็นเกียรติและมีความสุขมาก ยืนยันว่าทำดีที่สุดในทุกๆ วันและในทุกโอกาสที่มี  แม้มีหลายอย่างเกิดขึ้น หากตนทำดีที่สุดเสมอ และนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เสมอ เชื่อว่าทุกอย่างจะลุล่วงไปได้ด้วยดี

(I was very confused and I didn’t know what to do when the result come out and I felt very bad because I didn't expect the result to be right that at all. 

On Wednesday, I heard the result because I was on a plane flying back from China. So, when I turned on my phone and then I read the news. I felt almost like I didn’t know it gonna happen like this. I was very sad and I got back up again and I talked to Khun Srettha and I talked to my family and I talked to a lot of people from my party. And I decided that it’s about time to do something for the country and for the party as well and I hope that I can do my best to make the country go forward. That’s what I try to do. Right now, today I feel very honored and I feel very happy.

To do my best in everyday and in every opportunity that I have. I think that’s make me feels like. You know that a lot of things going on around me. If I always do my best and always think about what is happening right now right here in front of my face, I will be fine.

Thank you all for coming) 

'ลุงป้อม' ปลื้ม!! นักกีฬาโอลิมปิก ครั้งนี้ทำดีที่สุดแล้ว ขอให้มุ่งมั่นต่อไป พร้อมบ่นสื่อ "ถามอะไรก็ไม่รู้' หลังถูกซักเรื่อง 'อุ๊งอิ๊ง' เป็นนายกฯ

(16 ส.ค.67) ที่สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนศรีอยุธยา กทม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ เปิดห้องรับรองสำนักงานคณะกรรมการฯ เลี้ยงต้อนรับและแสดงความยินดีให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และคณะเจ้าหน้าที่ ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีนักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคม เข้าร่วม

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก พล.อ.ประวิตร ได้ให้กำลังใจและมอบของที่ระลึกกับบรรดานักกีฬา รวมถึงเซลฟี่กับ น้องเทนนิส น.ส.พานิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย ที่ได้เหรียญทองในครั้งนี้ รวมถึงทำท่าซารางเฮโย กับโค้ช ชัชชัย เช อย่างอารมณ์ดี

จากนั้นเวลา 12.15 น. พล.อ.ประวิตร กล่าวภายหลังงานเลี้ยงรับรองนักกีฬาโอลิมปิกถึงการพูดคุยกับนักกีฬา ว่า ให้กำลังใจเขา แล้วสื่อให้กำลังใจเขาหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องพัฒนานักกีฬาเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเข้าร่วมโอลิมปิกในครั้งหน้าอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องทำให้ได้เหรียญมากขึ้น ครั้งนี้ถือว่ามากที่สุดแล้ว แต่ต่อไปต้องมากกว่านี้อีก ต้องให้กำลังใจและชักชวนเด็ก ๆ คนไทยทุกคนมาเล่นกีฬาอะไรก็ได้ เพื่อทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติและคนไทยมีความสุข

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ติดตามเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ถามอะไรก็ไม่ได้ยิน ก่อนจะเดินขึ้นรถยนต์และเปิดกระจกลงมาถามผู้สื่อข่าวว่า อยากจะถามอะไร ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า มองอย่างไรที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 พล.อ.ประวิตร อุทานว่า "หูย ! ถามอะไรก็ไม่รู้" ก่อนเดินทางกลับทันที

สมุทรปราการ-พิพิธภัณฑ์ครุฑ จัดพิธีบวงสรวงพญาครุฑ พร้อมมอบโล่ใบประกาศเชิดชูเกียรติแก่เยาวชนกตัญญู ประจำปี 2567

ที่พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีบวงสรวงมหามงคลฉลองบูรณะองค์พญาครุฑ ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์รับสิริมงคล   

โดยมี พล.ต.จินตมัย ชีกว้าง รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบกส่งเสริมกิจกรรมเด็กและเยาวชน เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์สถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วย นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ หัวหน้ากิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบีธนชาต ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากร่วมในพิธีครั้งนี้

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นางสาวสุมลฑา เจริญศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย ดร.วิชัย จันทร์จำรูญ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ นางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรปราการ คณะครูและนักเรียนจากสถานการศึกษาต่าง ๆ ทั้งในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ที่เดินทางมารับมอบโล่และใบประกาศเชิดชูเกียรติพร้อมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมกันเป็นจำนวนมาก

โดยกิจกรรมในช่วงเช้าได้จัดพิธีบวงสรวงองค์พญาครุฑที่ตั้งประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ จากนั้น ได้จัดให้มีพิธีมอบโล่และใบประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ให้การสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ในทุกด้าน รวมถึงคณะครูและผู้บริหารจากสถานการศึกษาต่างๆ พร้อมได้มอบโล่และใบประกาศการยกย่องเชิญชูเกียรตินักเรียนต้นแบบคนกตัญญู ประจำปี 2567 อีกด้วย

#ตำรวจมาเลเซียเจ้าภาพคว้าถ้วยจิรวงศ์ ครั้งที่ 35

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.67) เวลา 15.00 น. พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ / ประธานคณะทำงานจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัครเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ / รองประธานฯ, พล.ต.อ.ปริญญา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ, พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ, พล.ต.ต.สมพร สัจจพจน์ รองผู้บัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะ ร่วมชมการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเพณีตำรวจไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วย “รุจิรวงศ์” ครั้งที่ 35 ในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 เวลา 15.00 ณ สนามกีฬาฮังตูวะห์ เมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย

โดยมี ดาโต๊ะ เซอรี อุตามอ อับดุล ราอุฟ บิน ยูโซะห์ ผู้ว่าการรัฐมะละกา, ตัน ซารี ราซารูดิน บิน ฮูเซ็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย, ดาโต๊ะ ซารี อัสมี บิน อาบู กัซซิม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย, ดาโต๊ะ ซารี รัมลี บิน โมฮัมเหม็ด ยูซุฟ ผู้อำนวยการฝ่ายปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ ตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย, ดาโต๊ะ ฮัจญี ไซนอล บิน ฮัจญี ซามะห์ หัวหน้าตำรวจรัฐมะละกา, อับดุล รามัล บิน อาซะ รอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐมะละกา ร่วมให้การต้อนรับ 

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณี ตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ได้เริ่มต้นในปีพุทธศักราช 2504 ครั้งเมื่อ พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ โดย ทีมรักบี้ฟุตบอลสโมสรตำรวจ ได้เดินทางไปแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย เป็นครั้งแรก ต่อจากนั้น ได้มีการสลับกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลายาวนานถึง 63 ปี กลายเป็นประเพณีที่ผูกพันระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศ และถือเป็นกิจกรรมสำคัญในการสร้างโอกาสให้ตำรวจทั้งสองประเทศได้มีความคุ้นเคยกัน เสริมสร้างสัมพันธภาพอย่างแนบแน่นมั่นคง

ในผลการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเพณี ตำรวจไทย - ตำรวจมาเลเซีย ครั้งที่ 35 ประจำปี 2567 มีดังนี้

1.การแข่งขันรักบี้ฟุตบอล 10 คน ประเภทอายุเกิน 45 ปี ตำรวจมาเลเซีย ชนะ ตำรวจไทย ด้วยคะแนน 26 : 0 จุด ตำรวจมาเลเซียครองถ้วย “Razarudin Cup“

2.การแข่งขันรักบี้ฟุตบอล 15 คน ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี ตำรวจมาเลเซีย ชนะ ตำรวจไทย ด้วยคะแนน 31 : 21 จุด ตำรวจไทยครองถ้วย "รุจิรวงศ์" 

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีดังกล่าว ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ในการบูรณาการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม, การป้องกันปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติด, การค้ามนุษย์, การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง, แรงงานผิดกฎหมาย, องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ, ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนบุคลากรและการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเสริมสร้างความเป็นมืออาชีพ รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงระหว่างกันของประชาคมโลกเข้าด้วยกัน 

‘นักเรียนประถม’ ถูกไฟดูดกลางป้ายรถเมล์ ถนนสุขุมวิท 71 ล่าสุดเอ็นขาด ค่ารักษาเฉียดแสน หลังสะบัดมือไปโดนเหล็ก

(16 ส.ค.67) จากกรณีที่เพจดัง 'อีซ้อขยี้ข่าว3' โพสต์ข้อความระบุว่า "เด็กนักเรียนชายถูกไฟดูดที่เสาแล้วสะบัดมือออกไปโดนเหล็กบาด จนเอ็นขาด บริเวณป้ายรถเมล์ ถนนสุขุมวิท 71 (กรุงเทพฯ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว )"

ต่อมาพบว่า นักเรียนที่ถูกไฟฟ้าดูดนั้น เป็นเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาเท่านั้น โดยนักเรียนรายนี้ เรียนโรงเรียนอนุบาลชื่อดังในซอยสุขุมวิท 71 ต่อมาทางเพจ 'อีซ้อขยี้ข่าว3' ได้รายงานเพิ่มเติมว่า ป้ายรถเมล์ ถนนสุขุมวิท 71 ลูกชายโดนไฟดูดแล้วสะบัดมือไปโดนเหล็กบาด เอ็นขาด รอเย็บ ค่าใช้จ่าย 85,000 บาท พร้อมทั้งโพสต์ภาพป้ายรถเมล์ พร้อมระบุว่า "ป้ายรถเมล์ที่เกิดเหตุ ไม่ต้องรอให้ตายถึงเป็นข่าวนะคะ"

งานนี้ชาวเน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็นและแชร์ข้อความออกไปจำนวนมาก พร้อมทั้งขอให้เด็กที่บาดเจ็บปลอดภัย หายไวไวอีกด้วย 

พิพัฒน์ หนุนจ้างงานอุตสาหกรรมการบิน หารือไทยเวียตเจ็ทนำเครื่องพร้อมนักบินเข้า ลดค่าตั๋วบิน เสริมท่องเที่ยวในประเทศ

เมื่อวันที่ (14 ส.ค.67) เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค จำกัด ในโอกาสเข้าพบเพื่อเยี่ยมคารวะและหารือการส่งเสริมการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมการบินเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมี นายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เข้าร่วม ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผมขอขอบคุณคณะผู้บริหารบริษัท ไทยเวียตเจ็ทฯ ที่มาเยี่ยมเยียนกระทรวงแรงงานในวันนี้ รวมถึงหารือกันในประเด็นการขอเพิ่มจำนวนนักบินและเครื่องบินนำเข้ามาในประเทศเพื่อให้แรงงานมีงานทำ มีรายได้มากขึ้นในอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งในเรื่องนี้ผมได้มอบหมายให้อธิบดีกรมการจัดหางานไปหารือในรายละเอียดข้อกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการออกประกาศ เพื่อให้นักบินต่างชาติเข้ามาบินได้ในระยะเวลาสั้นๆ เช่นระยะ 6 เดือน เพื่อทำให้ช่วยแก้ไขปัญหาสายการบินขาดแคลนนักบิน ขณะเดียวกันจะเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่สำคัญจะทำให้ค่าตั๋วโดยสารมีราคาถูกลงจากปัจจุบันลงได้

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมีนโยบายสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการออกมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผมขอขอบคุณและชื่นชมผู้บริหารบริษัทไทยเวียตเจ็ท ที่บริษัทมีแนวทางการพัฒนานักบิน ส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมการบินอย่างต่อเนื่อง เป็นผลทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตและฟื้นตัวโดยเร็ว สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในปัจจุบัน 

ด้าน นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค จำกัด กล่าวว่า ในนามบริษัท ไทยเวียตเจ็ทฯ ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะที่เปิดโอกาสให้เข้าพบและหารือเรื่องการจ้างงานในอุตสาหกรรมการบินในวันนี้ ซึ่งที่ผ่านมาไทยเวียตเจ็ทเราเป็นบริษัทสายการบินที่ไม่เคยปลดพนักงานมาก่อน และเราดูแลพนักงานอย่างดีที่สุด แม้ตั้งแต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาหลายบริษัทลดกำลังการผลิตลง แม้กระทั่งธุรกิจสายการบินเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่บริษัทขอชื่นชมนโยบายรัฐบาลที่มีมาตรการต่างๆ ออกมาอย่างชัดเจน เช่น ฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อช่วยกระตุ้นและส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้กลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนนักบินให้ได้ 300 คน เพิ่มจำนวนพนักงานเป็น 2,500 - 3,000 อัตรา ภายใน 5 ปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว การจ้างงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

‘หนุ่มไทยใจดี’ ช่วยแกะสติกเกอร์บนเสาเหล็กภูเขาฟูจิให้แล้ว หลังเพจท่องเที่ยวนำไปแปะจนทัวร์ลงสนั่น เหตุ!! ไม่เหมาะสม

(15 ส.ค. 67) จากกรณีเฟซบุ๊กเพจท่องเที่ยวที่มีผู้ติดตามกว่า 30,000 คน ได้โพสต์ภาพแฟนหนุ่มคุกเข่าขอแต่งงานบนยอดเขาฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งได้โพสต์ภาพที่แฟนเพจทักอินบ็อกซ์มาชื่นชมด้วยที่เจ้าของเพจนำสติกเกอร์ข้อความเดียวกับชื่อเพจไปติดบนเสาที่ใช้กั้นเขตทางเดินบนภูเขาฟูจิ ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ มากมาย อาทิ ไม่ควรทำเพราะเป็นสถานที่ที่คนญี่ปุ่นเคารพและศักดิ์สิทธิ์

ด้านเจ้าของเพจชี้แจงว่า ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่แล้ว และเป็นสถานที่ที่สามารถติดสติกเกอร์ได้ ไม่ได้มีเธอติดคนเดียว อย่างไรก็ตามทางเพจได้ปิดเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไปแล้ว

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก ‘ลองวิเคราะห์ดู’ ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 3.5 แสนคน เปิดเผยว่า “มีลูกเพจท่านหนึ่งแกเห็นโพสต์พอดีตอนปีนขึ้นเขามา แกเลยแกะออกโดยไม่ได้คิดไรเยอะแกว่า ถ่ายไว้ด้วย แอดเลยขอภาพขอคลิปเขามา”

“ขอขอบคุณความมือบอนของคุณ สำหรับแอดมันดีมากเลยนะ บางครั้งการทำลายมันก็เป็นเรื่องที่ดี ยิ่งการทำลายสติกเกอร์ที่ไปติดตามสถานที่ท่องเที่ยวนี่ยิ่งดีเลย ไม่รู้จะพูดยังไง นอกจากขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ”

“ปล. แอดอาจพิมพ์อะไรตกหล่นไปนะ เรื่องสติกเกอร์ติดตามสถานที่ท่องเที่ยวมันก็มีประเทศอื่นด้วยแหละ แต่มันไม่ได้แปลว่าต้องทำตาม และก็ขึ้นอยู่ว่าสถานที่นั้นให้ติดได้หรือไม่ (พูดเผื่อว่าบางที่มีไว้สำหรับติด)”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไปได้มีผู้เข้าไปขอบคุณ และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่นว่า อยากบอกว่า กราบขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะ, พล วิก มาเก็บงาน, ขอบพระคุณจากใจจริง ๆ, เอาจริง ๆ เที่ยวธรรมชาติก็อย่าไปหาทำอะไรที่ทำลายธรรมชาติเลย ไม่ว่าทิ้งขยะหรือสลักชื่ออะไรลงไป

'เรือด่วนเจ้าพระยา' แจงเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวเฉี่ยวชนเรือด่วนเจ้าพระยา 'นักท่องเที่ยว-ประชาชน' ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ส่ง รพ. ปลอดภัยแล้ว

(15 ส.ค. 67) บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เผยถึงกรณีเรือท่องเที่ยวเฉี่ยวชนกับเรือด่วนเจ้าพระยา บริเวณใกล้ท่าเรือพระปิ่นเกล้า (ปากคลองบางกอกน้อย) ในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 เวลา 11.50 น. โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดทันที ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 คนจากการกระแทกกันของเรือ ทางกรมเจ้าท่าพร้อมหน่วยกู้ภัยและบริษัทฯ ได้ดำเนินการนำส่งผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลเพื่อดูแลรักษา และปัจจุบันผู้บาดเจ็บทุกคนได้รับการดูแลโดยคณะแพทย์และอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยแล้ว และผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บ 3 รายได้เดินทางกลับบ้านเป็นที่เรียบร้อย 

อนึ่ง บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการหารือกับทางกรมเจ้าท่าและบริษัทเรือท่องเที่ยว (คู่กรณี) โดยทางกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการสอบสวนและลงบันทึกรายงานเบื้องต้น โดยจะมีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก

บริษัทฯ มีนโยบายและมาตรการที่ต้องปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ ซึ่งพนักงานได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน และบริษัทฯ ได้มีมาตรการที่เข้มงวดด้านความปลอดภัยในการเดินเรือ และดำเนินการวางแผนงานการป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก หากท่านใดพบเห็นเหตุการณ์หรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โปรดแจ้งมายัง Line Official Account: @cpxcare (มี @) หรือเฟซบุ๊ก Chao Phraya Express Boat - เรือด่วนเจ้าพระยา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top