Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

น่าคิด!! ซีรีส์สไตล์ ‘เกาหลี-จีน-ญี่ปุ่น’ มุ่งพัฒนาเพื่อปรับพฤติกรรมคนในสังคม ส่วนไทยสไตล์ยังเวียนวน ‘ตบตี-ชิงผู้’ ร่วม 50 ปี บนเนินคิด เพื่อสะท้อนสังคม

ไม่นานมานี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Suniti Kerdsongkran' ได้โพสต์มุมมองต่อแนวทางการสร้างหนังในประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ที่สร้างสรรค์ และปรับเปลี่ยนมุมลบบางอย่างทางสังคมให้กลายเป็นมุมบวก ระบุว่า...

ในประเทศเกาหลี สื่อเขาสร้างหนังที่พระเอกเป็นผู้ชายอบอุ่น โรแมนซ์ 

เพราะสังคมเขาผู้ชายที่แต่งงานแล้วถือว่า มีสิทธิ์เด็ดขาดในตัวภรรยา และบ้านเมืองเขา มีข่าวตบตีภรรยาในครอบครัวสูงมาก

เขาจึงใช้กลยุทธ์ของ Modeling Process สร้างค่านิยมใหม่ในสังคมให้ผู้ชายเป็นคนโรแมนติกมากขึ้น 

'นี่คือการสร้างหนังเพื่อปรับพฤติกรรม'

แม้กระทั่งในญี่ปุ่น เขาก็สร้างการ์ตูนผู้พิทักษ์ต่าง ๆ อุลตร้าแมน ฯลฯ เพื่อให้เด็กซึมซับความยุติธรรม การต่อสู้กับความชั่ว หรือในประเทศจีน ก็จะมีหนังในทำนองนี้เช่นกัน ...

ย้อนกลับมามองประเทศไทย

ทำไมละครไทยถึงมีแต่เรื่องเดิม ๆ เป็นอยู่อย่างนี้มา 50 กว่าปี

พอไปถามผู้จัด ก็ได้รับคำตอบว่า ...

"เราสร้างละครเหล่านี้เพื่อสะท้อนสังคม"

เราจะไป 'สะท้อนสังคม' เพื่ออะไร?
เพราะเราสะท้อนมา กว่า 50 ปีแล้ว 
และเนื้อเรื่องมันก็วนเวียนอยู่แค่แย่งตบตีกันแค่นั้น

ทำไมเราไม่สร้างละคร 'เพื่อนำสังคม'
เพื่อจูงใจให้เกิดพฤติกรรมดี ๆ ล่ะ

มัวแต่ไปสร้างเพื่อสะท้อนสังคม มันก็ไม่เห็นเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมเลยสักนิด 

ในทางจิตวิทยาแล้ว สื่อมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ในกระบวนการเรียนรู้ผ่านตัวแบบ ...

‘ประเสริฐ’ คุมเข้มข้อมูลรั่วไหล เผย ‘สคส.’ สั่งปรับเอกชน ‘7 ล้าน’ ปล่อยข้อมูลส่วนตัวประชาชนหลุดถึงมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 21 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงความคืบหน้าการป้องกันและแก้ไขปัญหาข้อมูลรั่วไหลภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไปกระทำความผิดกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กระทรวงดีอีว่า คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ที่รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีและอื่นๆ ได้มีคำสั่งปรับบริษัทเอกชนรายใหญ่ของประเทศที่มีการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ที่ปล่อยให้ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากรั่วไหลไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่มีมาตรการควบคุมดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามที่ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนด รวมถึงบริษัทดังกล่าวไม่มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และละเลยไม่แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลให้แก่สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทราบภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ได้มีคำสั่งลงโทษปรับทางการปกครองบริษัทดังกล่าวในอัตราสูงสุดรวมจำนวนทั้งสิ้น 7 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) บริษัทที่ถูกร้องเรียนได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจำนวนมากกว่า 1 แสนราย  และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประกอบธุรกิจหลักของบริษัท แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่กฎหมายกำหนด จึงทำให้เมื่อเกิดข้อมูลรั่วไหล บริษัทดังกล่าวไม่สามารถเยียวยาแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งเป็นกรณีดำเนินการที่ขัดต่อมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

2) ผู้ถูกร้องเรียนดังกล่าวไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนด ทำให้ข้อมูลรั่วไหลจากบริษัทดังกล่าวไปยังกลุ่มมิจฉาชีพคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 37(1) แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

3) เมื่อเกิดเหตุข้อร้องเรียนจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทกลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการแก้ไข และแจ้งเหตุให้สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้า ทำให้ไม่สามารถเยียวยาได้ อันเป็นความผิดตามมาตรา    37 (4) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากนี้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ยังมีคำสั่งให้บริษัทผู้ถูกร้องเรียนปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยที่ป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลอีก รวมทั้งได้มีคำสั่งกำชับให้บริษัทผู้ถูกร้องเรียนดำเนินการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงเพิ่มเติมมาตรการรักษาความปลอดภัยให้ทันสมัย กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และมีหน้าที่ต้องแจ้งให้สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงมาตรการแก้ไขดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับคำสั่ง

“คำสั่งลงโทษปรับทางการปกครองดังกล่าว เป็นคำสั่งลงโทษปรับทางการปกครองฉบับแรกกับบริษัท เอกชนรายใหญ่ โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ตั้งแต่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปหรือ GDPR” นายประเสริฐ กล่าวย้ำ 

นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ได้แถลงเพิ่มเติมว่าคำสั่งปรับดังกล่าวต้องการคุ้มครองประชาชนจากปัญหากรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์และข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลที่เป็นปัญหาหลักของประเทศในตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเป็นการแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนที่มีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ให้ต้องดำเนินการแจ้งสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด โดยคำสั่งปรับทางการปกครองฉบับนี้จะใช้เป็นมาตรฐาน และบรรทัดฐานในการพิจารณาเรื่องข้อมูลรั่วไหลในภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีการร้องเรียนเข้าที่สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่อไป และผลจากการปรับครั้งนี้จะทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนตื่นตัวในเรื่องการเคร่งครัดและปฎิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ให้มากขึ้น รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการในการป้องปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้น จากการนำเอาข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่มีอยู่มากในปัจจุบันไปใช้โดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวยังช่วยในการเยียวยาบรรเทาความเสียหายให้กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุดังกล่าวข้างต้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทางออนไลน์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้มากขึ้น

ประธานวุฒิสภาให้การรับรองรองประธานสภาผู้แทนระดับภูมิภาค สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย

วันที่ 20 สิงหาคม 2567 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การรับรอง ดร. มาห์ยูดิน (Dr. H. Mahyudin, St., MM.) รองประธานสภาผู้แทนระดับภูมิภาค (DPD) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนไทย ระหว่างวันที่ 19 - 23 สิงหาคม 2567 โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และนางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ เลขาธิการวุฒิสภา ร่วมให้การรับรอง โอกาสนี้ นายระห์หมัต บูดีมัน (H.E. Mr. Rachmat Budiman) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย เข้าร่วมด้วย

ประธานวุฒิสภา กล่าวต้อนรับรองประธานสภาผู้แทนระดับภูมิภาคสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของรัฐสภาต่างประเทศคณะแรกที่ได้ให้การรับรอง ที่ผ่านมาไทยและอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน ยินดีที่ปีนี้ครบรอบ 74 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน สำหรับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิด มีการจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาซึ่งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันอยู่เสมอ และสำหรับความร่วมมือพหุภาคี สมาชิกรัฐสภาของทั้งสองประเทศให้การสนับสนุนและทำงานอย่างใกล้ชิดในประเด็นที่อยู่ในความสนใจสำคัญร่วมกัน เชื่อมั่นว่าการพบปะกันระหว่างสมาชิกรัฐสภาทั้งสองประเทศจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประธานวุฒิสภากล่าวแสดงความยินดีกับอินโดนีเซียในการสร้างเมืองหลวงแห่งอนาคต "นูซันตารา" (Nusantara) ให้เป็นเมืองหลวงใหม่ที่ทันสมัยด้วยความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประธานวุฒิสภาเชื่อมั่นว่าไทยและอินโดนีเซียสามารถทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันการท่องเที่ยวภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน และการเปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างกันจะทำให้ประชาชนได้มีการเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น 

รองประธานสภาผู้แทนระดับภูมิภาค (DPD) กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภา การพบปะกันในวันนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกระชับความสัมพันธ์กันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สภาผู้แทนระดับภูมิภาคมีหน้าที่และอำนาจในการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพิจารณาพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับงบประมาณของประเทศ ภาษี การศึกษา ศาสนา  ด้วยหน้าที่และอำนาจที่มีความเป็นอิสระและมีความท้าทาย สภาผู้แทนระดับภูมิภาคของอินโดนีเซียและวุฒิสภาไทยสามารถมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นด้านนิติบัญญัติร่วมกัน เชื่อมั่นในการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับนิติบัญญัติจะนำมาซึ่งความร่วมมือ ผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนครอบคลุมและใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นต่อไป  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนการใช้เล่มทะเบียนรถปลอม หรือโฉนดที่ดินปลอม มาใช้เป็นหลักประกันการให้กู้ยืมเงิน มีโทษตามกฎหมายอาญา จำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 บาท

วันนี้ (21 สิงหาคม 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่ามีประชาชนนำใบคู่มือจดทะเบียนรถปลอม (เล่มทะเบียนรถปลอม) หรือโฉนดที่ดินปลอม มาใช้เป็นหลักประกันการให้กู้ยืมเงิน เบิกเงินเกินบัญชี หรือขอเครดิตด้วยวิธีการอื่น เป็นจำนวนมากซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดและมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 บาท

การปลอมแปลงเอกสารทั้งฉบับหรือส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ แก้ไข ประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หากได้กระทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร มีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้

ผู้ที่ทำเอกสารปลอม มีความผิดฐานทำเอกสารปลอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- หากเอกสารที่ปลอมขึ้นมา เป็นเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ เช่น หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขาย และสัญญาเช่า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาท
- หากเอกสารที่ปลอมขึ้นมา เป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ เช่น โฉนดที่ดิน สัญญาจดทะเบียน และพินัยกรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท
- การแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับผู้ที่ใช้เอกสารปลอม กรณีมีการอ้างหรือใช้เอกสารที่ปลอมขึ้นตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการใช้เอกสารปลอม หรือพบเบาะแสว่าทีบุคคลใดรับจ้างทำเอกสารปลอม สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วน 191 และสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'Black Myth: Wukong' โกยสถิติสลุด หลังเปิดให้เล่นบน Steam 24 ชม.แรก ยอดผู้เล่นทะลุ 1 ล้านคน ขึ้นแท่นเกมขายดีอันดับ 1 รีวิวทางบวก คิดเป็น 97%

(21 ส.ค. 67) หลังจากที่เกม 'Black Myth: Wukong' เกมล่าสุดจากค่ายยักษ์แดนมังกรอย่าง Game Science เปิดให้ผู้ที่สนใจได้เล่นกันแล้วเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการรอคอยหลังเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2020 ส่งผลให้ 'Black Myth: Wukong' ขึ้นแท่นเกมที่มียอดผู้เล่นสูงทุบสถิติเกมที่มียอดผู้เล่นทะลุ 1 ล้านคนเร็วสุดบน Steam และเป็นเกม Single Player ที่มีผู้เล่นพร้อมกันมากที่สุดบน Steam ตั้งแต่เปิดให้บริการวันแรก จากการรายงานของ SteamDB

และนอกจาก 2 สถิติข้างต้นแล้ว Black Myth: Wukong ยังทำลายสถิติอื่น ๆ ด้วย โดยใน 24 ชั่วโมงแรก Black Myth: Wukong ทำสถิติดังนี้...

- ยอดผู้เล่นแตะหลัก 1 ล้านคนเร็วสุด ใน 1 ชั่วโมง หลังเปิดให้เล่น (1.26 ล้านคน)
- เป็นเกมที่ 2 ของปี 2024 ที่มียอดผู้เล่นทะลุ 2 ล้านคน ต่อจาก Palworld

- ยอดผู้เล่นพร้อมกันสูงสุดทะลุ 2.2 ล้านบัญชี แซง Palworld (2.1 ล้านบัญชี) เป็นรองเพียง PUBG: Battlegrounds ที่มียอดผู้เล่นอยู่ที่ 3.257 ล้านบัญชี  

- มียอดผู้เล่นพร้อมกัน 2.223 ล้านบัญชี แตะจุดพีคบน Steam ใน 12 ชั่วโมง
- เป็นเกม Single Player อันดับ 1 ตลอดกาลที่มียอดผู้เล่นพร้อมกันเยอะที่สุดของ Steam บน PC

- ขึ้นแท่นเกมอันดับ 1 ขายดีสุดบน Steam
- รีวิวในทางบวก 176,256 ครั้ง คิดเป็น 97% รีวิวในทางลบ 5,369 ครั้ง คิดเป็น 3%

'เพจดัง' ขยายความ Visiting Democracy Fellowship ที่ Harvard ของ 'พิธา' สรุปแล้ว ไปเป็นนักเรียน ไม่ได้ไปเป็นอาจารย์ และไม่น่าใช่การถูกเชิญ

(21 ส.ค. 67) เพจ 'วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

#ทุกคนคะ ขอกันเข้ามาเยอะ ประเด็น คุณพิธา ในฐานะ Visiting Democracy Fellowship ที่ Harvard หมายความว่าอะไร 

#หนูจะเล่าให้ฟัง

1. ต้องสมัครค่ะ เท่าที่อ่านดู ไม่มีอธิบายเรื่องการเชิญ โดยทั่วไปคือต้องสมัคร มีค่าใช้จ่าย ไม่แน่ใจว่าจะมีกรณีเชิญพิเศษหรือไม่นะคะ

2. ต้องเป็นนักเรียน ป.เอก หรือ PhD Vandidate (คือนักเรียน ป.เอก ที่สอบ Proposal ผ่านแล้ว) หรือ มีประสบการณ์ (Professional Experienc

3. Consider เป็น Full-Time Student ค่ะ จะสมัครเรียนได้ ต้องติดต่ออาจารย์ที่มหาลัยก่อน ให้อาจารย์รับ ถึงจะสมัครได้ แล้วจะขึ้นตรงกับภาควิชาใดภาควิชานึงของมหาลัย (Process แบบนี้ถือเป็นวิธีการสมัครเรียน ป.เอก ของอเมริกาแบบปกติค่ะ)

4. ไม่ต้องลงเรียนวิชาใดแล้ว (แต่ถ้าอยากเรียน ก็สามารถลงเรียนแบบ Audit ได้) ให้ทำเฉพาะงานวิจัยของตัวเอง เป็น Independent Research ในหัวข้อของตัวเอง จะถูก Required ให้เข้าฟังสัมมนาของมหาลัย (ซึ่งเป็นปกติของ นร. ป.เอก เช่นกัน)

5. เป็นโปรแกรมระยะสั้น ไม่เกิน 1  ปี หากครบกำหนดต้องสมัครใหม่เอง ไม่ต่อโปรแกรมอัตโนมัติ ไม่ได้วุฒิ ป.เอก แต่ได้ประกาศนียบัตร

#สรุปสั้นๆ

คุณพิธา สมัครเรียน Graduate Student ค่ะ เหมือน นักเรียน ป.เอก/PhD candidate ที่เรียน coursework ครบหมดแล้ว หรือ Postdoc และ ทำแต่งานวิจัยของตัวเองค่ะ เป็นโครงการทำวิจัยระยะสั้น และ มีกิจกรรมทำตามที่ Harvard จะให้ทำ และเป็น Non-Degree ค่ะ

ทั้งนี้ ทางเพจ ได้ตรวจสอบ พบอีกว่า นานพิธา น่าจะสมัครไว้ก่อนแล้ว เพราะถ้าไปปีนี้ ก็จะตรงกับเปิดเทอมเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ (Fall: Sep 2024 - May 2025)

ประธานวุฒิสภาเข้าร่วมการแสดงดนตรีแจ๊ส เนื่องในโอกาสที่ฮังการีดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2567 เวลา 18.00 นาฬิกา ณ เดอะ ล็อบบี้ โรงแรม เดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพฯ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เข้าร่วมชมการแสดงดนตรีแจ๊ส เนื่องในโอกาสที่ฮังการีดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Hungarian Presidency of the Council of the European Union) ตามคำเชิญของนายชานโดร์ ชีโปช (H.E. Mr. Sándor Sipos) เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย พร้อมทั้งมอบของขวัญแสดงความยินดีในโอกาสดังกล่าว โดยมีนายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมงานแสดงดนตรีดังกล่าวด้วย 

การแสดงดนตรีแจ๊สครั้งนี้ เป็นการแสดง 'Cimbalom' หรือ 'ขิมฮังการี' ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติของประเทศฮังการี ประกอบการบรรเลงบทเพลงแจ๊สที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายเพลง รวมถึงเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” (Falling Rain) เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงความพิเศษของดนตรี ในฐานะภาษาสากล เปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกและสร้างความเป็นเอกภาพให้กับผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม และหวังว่าฮังการีและไทยจะร่วมกันส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสังคม ซึ่งแสดงถึงอัตลักษณ์ของประเทศทั้งสองต่อไปในอนาคต อนึ่ง มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีครั้งนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป

เปิดใจ ‘ร้านข้าวแกงในอุทัยฯ’ ขายแกงถุงละ 10 บาท มานานกว่า 9 ปี เน้นขายเยอะ-กำไรนิดหน่อย ช่วยคนหาเช้ากินค่ำในยุคต้องรัดเข็มขัด

(21 ส.ค. 67) ที่จังหวัดอุทัยธานี จากปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา​ลงเรื่อย ๆ ​ประชาชนส่วนใหญ่ต้องรัดเข็มขัด​ประหยัดค่าใช้จ่าย​ ส่งผลให้การค้าขายซบเซา แต่ทว่ามีร้านแกงถุงของสองสามีภรรยาที่ขายแกงถุง เพียงถุงละ 10 บาท กลับขายดีเป็นพิเศษ

เนื่องจากราคาถูกและสามารถช่วยเหลือประชาชนลดค่าใช้จ่ายได้ โดยมีลูกค้าทั้งชาวบ้านทั่วไปและคนหาเช้ากินค่ำที่มีรายได้น้อยแวะเวียนมาซื้ออย่างไม่ขาดสาย 

นายกิติรัตน์ พันธ์นุ่ม อายุ 38 ปี และนางสาวสุทธิราภรณ์ เชิดสูงเนิน อายุ 35 ปี สองสามีภรรยาเจ้าของร้านแกงถุง 10 บาท กล่าวว่า ได้ร่วมกันเปิดร้านขายแกงถุงในราคา 10 บาทนี้มาแล้ว ถึง 9 ปีเต็ม โดยตั้งใจว่าเอากำไรแค่พออยู่ได้ โดยเฉพาะช่วงวิกฤติเศรษฐกิจย่ำแย่อย่างนี้ เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เอากำไรแต่น้อย อาศัยขายได้จำนวนมากก็พอที่มีกำไรให้พออยู่ได้ก็ถือว่าดีแล้ว

ดีกว่าขายราคาสูงแต่ขายได้น้อยไม่มีกำไร โดยจะมาตั้งร้านขายแกงถุงตั้งแต่เวลา 05.00-10.00 น. ทุกวัน ลูกค้าที่มาซื้อก็หลากหลาย

โดยเฉพาะคนมีรายได้น้อย ด้วยราคาที่ถูกจึงทำให้สามารถเลือกซื้อได้มากกว่า 1 เมนู จะมาซื้อไปเป็นกับข้าว 3 - 4 อย่าง ก็กินกันได้ทั้งครอบครัวกันเป็นประจำดีกว่าซื้อกับข้าวไปปรุงอาหารเองมื้อหนึ่งจะแพงกว่านี้มาก ไม่ต่ำกว่ามื้อละ 100 บาท

แต่ละวันร้านแกงร้านนี้จะมีให้เลือกมากถึง 8 - 9 เมนูไม่ซ้ำหมุนเวียนไปในแต่ละวัน ซึ่งมีทั้ง ต้มยำ ต้มจืด แกงส้ม แกงเผ็ด ผัดกะเพรา ผัดวุ้นเส้น และยำต่าง ๆ รวมถึงข้าวสวยในราคาถุงละ 10 บาท เช่นกัน อีกด้วย

'หนุ่มกะเหรี่ยง' ตะโกนลั่นตลาดบางบอนหยามหญิงไทย เข้ามอบตัวแล้ว อ้าง!! ถูกตีความผิด ไม่ได้ไลฟ์สดชวนพรรคพวกมานอนกับสาวไทย

(20 ส.ค. 67) ที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน จากกรณีที่หนุ่มชาวกะเหรี่ยงได้ไลฟ์สดผ่าน TIKTOK กลางตลาดบางบอน กรุงเทพมหานคร ชักชวนให้พรรคพวกเพื่อนฝูงมาจีบสาวไทย ว่า ชวนไปหลับนอนด้วยไม่ยาก จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ว่า เป็นการไม่ให้เกียรติคนไทย หากปล่อยคนที่มีแนวคิดและพฤติกรรมเช่นนี้ไว้ อาจเป็นภัยในอนาคตได้ อยากให้ตำรวจไปดำเนินการกับหนุ่มกะเหรี่ยงคนนี้

ต่อมาหนุ่มกะเหรี่ยงคนดังกล่าว คือ นาย ซอ ตวน ตวน วิน อายุ 25 ปี ก็ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ สน.บางขุนเทียน โดยมีตำรวจสืบสวนนครบาล 9 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมสอบปากคำด้วย โดยมีล่ามชาวเมียนมามาช่วยแปลภาษาระหว่างการสอบปากคำ

นาย ซอ ตวน ตวน วิน กล่าวขอโทษคนไทย ว่า ไม่ได้มีเจตนาพูดไม่ให้เกียรติผู้หญิงไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้คำที่ไม่สุภาพขณะไลฟ์สด จนทำให้ถูกนำไปแปลความหมายในทางที่ผิด

นาย ซาน มิน อู ล่ามชาวเมียนมา ก็ได้อธิบายให้ผู้สื่อข่าวทราบว่า เนื้อหาที่ นายซอ ตวน ตวน วินไลฟ์สดนั้น ไม่ได้เป็นการเชิญชวนให้พรรคพวกมาพาสาวไทยไปหลับนอนแต่อย่างใด แต่มีคำพูดอยู่ช่วงหนึ่งที่พูดว่า “อยากได้อวัยวะเพศหญิง” จึงทำให้ถูกตีความไปในทางที่ผิด ซึ่งจากการกระทำดังกล่าว ก็ส่งผลทำให้แรงงานชาวเมียนมาเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย จึงอยากอธิบายให้ประชาชนชาวไทยได้เข้าใจ

ด้าน พันตำรวจเอก กฤติเดช จันทร์เพชร ผู้กำกับการ สน.บางขุนเทียน เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเรื่องทางตำรวจก็ได้เร่งไปติดตามตัว นายซอ ตวน ตวน วิน เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนกระทั่ง นาย ซอ ตวน ตวน วิน มามอบตัว ซึ่งเมื่อตรวจสอบพิสูจน์ทราบก็พบว่าเป็นการแปลภาษาผิด จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ นาย ซอ ตวน ตวน วิน ไม่พบเอกสารการเข้ามาในราชอาณาจักรอย่างถูกต้อง จึงดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง โดยจะส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไปดำเนินการต่อ เพื่อผลักดันออกนอกประเทศต่อไป

สำหรับปมดรามาดังกล่าว เกิดจาก เพจ 'LOOK Myanmar' ได้โพสต์คลิปหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินไลฟ์ในตลาดบางบอนที่พูดภาษากะเหรี่ยง และถ่ายกล้องไปที่สาวไทย ซึ่งกำลังเดินผ่านไปผ่านมา โดยความหมายในถ้อยคำของชายในคลิปนั้น สื่อถึงว่า "อยากมีอะไรกับผู้หญิงไทย" นั่นเอง 

ทั้งนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความประกอบด้วยว่า...

“คนบางคนคิดว่าตูอยู่ไทย เดินตลาดพม่าในไทย ไลฟ์ถ้าไม่พูดพม่าไม่มีใครจับได้ ก็เผอิญเนี่ย แอดมินเพจนี้เนี่ย รู้จักคนเยอะ สมัครพรรคพวกชาวกะเหรี่ยงที่เป็นคนดี ๆ เค้าเลยแปลให้ เค้าบอกว่า มันพูดภาษากะเหรี่ยงสายหนึ่งละกัน ไม่ใช่กะเหรี่ยงฝั่งแม่สอด มันบอกมันอยากเฮ๊ดกีสาวไทย แถมชักชวนพวกขี้กลากแบบมันให้เข้ามาเฮ๊ดกีสาวไทยด้วย นี้ให้สมัครพรรคพวกช่วยกันแปล ถามตำรวจไทยหรือ ตม. ไทย ว่าทำอะไรคนแบบนี้ได้บ้างหรือต้องให้มีเหยื่อจากภัยสังคมแบบมันก่อนถึงจะทำ พิกัด : ตลาดบางบอน”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด จัดทีมลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัย ช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต รวมงบประมาณกว่า 1.16 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกสาธารณภัย และแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ ฝ่ายปฏิบัติการ และลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด  ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช และน้ำปลา ให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอนายายอาม อำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี และ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด รวมทั้งสิ้น 2 จังหวัด เครื่องอุปโภคบริโภครวมจำนวน 2,500 ชุด นอกจากนี้ยังได้ มอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต จำนวน 2 รายๆ ละ 20,000 บาท  รวมงบประมาณการช่วยเหลือทั้งสิ้น 1,165,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนหกหมื่นห้าพันบาทถ้วน)  โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจันทบุรี  และสมาคมตราดพุทธสงเคราะห์ “พ่งไล้หลักเซียวเกาะ” จังหวัดตราด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท ทั้งนี้ หากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถประสานรายละเอียดเกี่ยวกับการช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โทร 0-2225-0020 เวลา 08.30-16.30 น.

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top