Sunday, 27 September 2026
NEWS FEED

ประธานศาลปกครองสูงสุด สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลปกครอง ในโอกาสรับตำแหน่งใหม่

(2 ต.ค. 67) ตามที่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศแต่งตั้ง นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ รองประธานศาลปกครองสูงสุด ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป นั้น  

โอกาสนี้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้สักการะพระพุทธมหากรุณาประชานาถ ศาลพระภูมิ และถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลปกครอง เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดอย่างเป็นทางการ โดยมี นายสุชาติ มงคลเลิศลพ รองประธานศาลปกครองสูงสุด และนายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ รองประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมด้วย นายจำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และผู้บริหารสำนักงานศาลปกครอง ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดีในการดำรงตำแหน่ง ณ อาคารศาลปกครอง

นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด คนที่ 6 มีประวัติการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ดังนี้ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิต จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และได้รับประกาศนียบัตรการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 2 จากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ดังนี้

- 1 ตุลาคม 2540 - 7 มกราคม 2544 อัยการจังหวัดประจำกรม ชั้น 4 สำนักงานอัยการสูงสุด
- 2 กุมภาพันธ์ 2544 - 30 กันยายน 2545 ตุลาการศาลปกครองกลาง
- 1 ตุลาคม 2545 - 30 กันยายน 2551 ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง
- 1 ตุลาคม 2551 - 14 กันยายน 2552 รองอธิบดีศาลปกครองระยอง
- 15 กันยายน 2552 - 20 เมษายน 2559 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
- 21 เมษายน 2559 - 19 กุมภาพันธ์ 2560 ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
- 20 กุมภาพันธ์ 2560 - 30 กันยายน 2563 ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่นในศาลปกครองสูงสุด
- 1 ตุลาคม 2563 - 30 กันยายน 2567 รองประธานศาลปกครองสูงสุด

ครูต้นคูณ ชี้ทัศนศึกษาสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก ย้ำต้องไม่ประนีประนอมในเรื่องความปลอดภัย

(1 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ หรือ ครูต้นคูณ ติวเตอร์และวิทยากรพิเศษวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวให้ความเห็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษาว่า  

"ทัศนศึกษา" สำคัญและสมควรต่อการจัดการการเรียนรู้ของเด็ก แต่เราต้องไม่ประนีประนอมกับเรื่องความปลอดภัย ต้องไม่มักง่าย ต้องไม่ชุ่ยหรือละเลยอะไรแม้เพียงเล็กน้อย

การเดินทางไปทัศนศึกษาไม่ได้เสี่ยงมากไปกว่าการเดินทางไป-กลับโรงเรียนตามปกติ คนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แบบไม่สวมหมวก หรือนักเรียนวัยคะนองที่โหนท้ายสองแถวยังเสี่ยงตายมากกว่าการนั่งรถบัสด้วยซ้ำ

ความมักง่าย การไม่บำรุงรักษา การไม่ลงทุนกับเรื่องที่ควรลงทุนนั่นแหละที่ต้นเหตุ และข้อสำคัญคือทัศนศึกษาควรทำให้สมกับวุฒิภาวะและวัย ความรู้มีทุกแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมีให้ศึกษาได้ทุกที่เด็กที่เล็กเกินไปก็ไม่จำเป็นต้องหอบหิ้วกันข้ามจังหวัดเพื่อไปทัศนศึกษาเพราะหลายครั้งเด็ก ๆ ไม่รู้จักท้องถิ่นของตัวเองเลย แล้วท้องถิ่นจะไปเติบโตได้อย่างไร

"อย่าชุ่ย"
สำคัญกว่าสิ่งอื่น

‘หมอเดว’ ชี้!! เด็กเล็กไม่อยู่ในสถานะช่วยตนเองได้ ย้ำชัด!! โลกของเด็กคือบ้าน – ชุมชน ไม่ต้องพาไปไกล

(1 ต.ค.67) รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีเกิดเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของนักเรียน โรงเรียนวัดเขาพระยา จ.อุทัยธานี บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ส่งผลให้มีเด็กบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก ว่า เศร้าสะเทือนใจกับข่าวสูญเสีย !!!!!

พร้อมระบุว่า เด็กเล็ก ๆ บนรถบัส ฝากสู่คุณครูทั่วประเทศ !! การพัฒนาเด็กเล็กระดับอนุบาล ซึ่งเป็นวัยจินตนาการ และ ยังไม่อยู่ในสถานะช่วยตนเองได้ดี ไม่มีความจำเป็นต้องพาไปไหนไกลๆ ยิ่งถ้าเป็นรถใหญ่มาก จะยิ่ง ยากแก่การควบคุมชีวิตและความปลอดภัย 

เด็กเล็ก ๆ ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและป้องกันความปลอดภัยได้ด้วยตนเอง เมื่อเกิดเหตุ

สำหรับเด็กวัยอนุบาล โลกของเด็ก ๆ คือ บ้านของเขา ชุมชนที่เขาอาศัย โรงเรียนที่เขาไป พร้อมๆกับการสร้างความปลอดภัย ก็สำคัญมาก ๆ แล้ว

อีกทั้ง ยังย้ำด้วยว่า การนำพาไปพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนยิ่งต้องทราบเลยว่า ต่อให้ไม่เกิดอะไรขึ้น ก็ มีความเสี่ยงสูงหลายอย่างมาก ทั้งการเดินทาง พื้นที่ที่ไป ผู้คนแปลกหน้าที่อาจเข้าถึงได้ง่าย สูญหายได้ง่าย ล้วนต้องคำนึงถึงทั้งสิ้น แม้แต่อาหารเครื่องดื่ม ระหว่างทาง เส้นทางระหว่างที่อยู่ในสถานที่ 

ซึ่งการเรียนรู้ของเด็กเล็ก ก็มีข้อจำกัดและสมาธิสั้นอยู่แล้ว จึงลำบากมากในการควบคุมทุกอย่าง

กรณีเด็กโต ที่มีความจำเป็นจริง ต้องอยู่บนการวิเคราะห์และเตรียมตัวที่ดีแล้ว ควรต้อง มีรถนำขบวน ติดป้ายรถขนส่งนักเรียนที่มีคุณภาพชั่วคราว บนการตรวจสภาพรถที่ดีเพียงพอ มีผู้ปกครองจิตอาสาที่ติดปลอกแขน ได้รับการซักซ้อมกระบวนการกันดีแล้ว ระมัดระวังทั้งต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง ซักซ้อมป้องกัน และ หากมีเหตุจนมั่นใจทุกประการ

‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’ โชว์วิสัยทัศน์กลางที่ประชุมสหประชาชาติ ไทยพร้อมเดินหน้าสู่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

(1 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 79 (UNGA79) ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก

นายมาริษได้ย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการดำเนินนโยบายรัฐบาลแบบมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยยึดแนวนโยบายเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการปฏิรูปสหประชาชาติเพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในโลกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างเสริมความเข้มแข็งของกระบวนการเพื่อสันติภาพและความมั่นคง ให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคทั่วโลก 

ทั้งยังยกตัวอย่างสถานการณ์ในเมียนมาที่ไทยให้ความสำคัญในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ถึงการส่งเสริมให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพในเมียนมาที่ควรเกิดขึ้นจากภายในเมียนมาเอง ขณะที่ไทยพร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้นายมาริษยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยไทยพร้อมสร้างสะพานเชื่อมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างโลกเหนือกับโลกใต้ ผ่านความหวังที่จะเข้าเป็นสมาชิก OECD และ BRICS ซึ่งสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนและทุกประเทศทั่วโลก เพื่อลดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงมนุษย์ 

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีฯ ได้ย้ำความมุ่งมั่นของไทยที่จะปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคน ผ่านการผลักดันความยุติธรรมและความเท่าเทียมในสังคม โดยกล่าวถึงการสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี ค.ศ. 2025-2027 ของไทย

นายมาริษเน้นถึงการสร้างอนาคตร่วมกันของโลก โดยให้ทุกคนจะได้รับการปกป้องและมีความเจริญรุ่งเรือง ผ่านความมุ่งมั่นทางการเมืองเพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ของโลกไปด้วยกัน ก่อนจะแสดงความพร้อมของไทยในการเป็นสะพานเชื่อม ส่งเสริมการเจรจาและความเชื่อใจระหว่างประเทศ

‘ภูเก็ต’ สุดเจ๋ง!! คว้า 2 รางวัลใหญ่ เมืองเทศกาลโลก เชื่อ!! ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนไทย

(1 ต.ค. 67) นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ เปิดเผยผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า “Phuket ได้มา 2 รางวัลที่ใหญ่สุดครับ คือ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ได้รับการประกาศให้เป็น #เมืองเทศกาลโลก (World Festival and Event City)” ประจำปี 2024 และงาน #ประเพณีถือศีลกินผัก ได้ Grand Pinnacle Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของสมาคมเทศกาลและกิจกรรมระหว่างประเทศ (IFEA) ครับ เดี๋ยวรายละเอียดจะมาเล่าให้ฟังครับ”

การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของภูเก็ตในการจัดงานระดับนานาชาติที่มีมาตรฐานระดับโลก โดย IFEA พิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น การมีงานเทศกาลที่โดดเด่น การทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ และความสามารถในการสร้างเศรษฐกิจจากการจัดงานเทศกาล

นอกจากภูเก็ตแล้ว ยังมีเมืองอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลนี้ด้วย ได้แก่ กวางจู เกาหลี, แม็คอัลเลน รัฐเท็กซัส, มิลวอกี รัฐวิสคอนซิน, และ ฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย, พิทต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 ณ เมือง Pittsburgh สหรัฐอเมริกา โดย นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ เป็นผู้รับมอบรางวัล ของจังหวัดภูเก็ตประเทศไทย

รางวัลนี้ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ต แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ โดยแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การได้รับรางวัล “เมืองเทศกาลโลก” เป็นก้าวสำคัญของภูเก็ตและประเทศไทย ที่จะนำไปสู่การพัฒนาการจัดงานเทศกาลต่างๆ ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จากเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา โรงเรียนวัดเขาพระยา จ.อุทัยธานี

(1 ต.ค. 67) จากกรณีเกิดเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของนักเรียน โรงเรียนวัดเขาพระยา จ.อุทัยธานี บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ส่งผลให้มีทั้งผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต จำนวนหลายราย ทางสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในครั้งนี้

“คนไทย และชาวโลกชื่นชม และหวังหน่วยเราสูงมาก ถึงผมจะเกษียณ จิตวิญญาณผมอยู่ที่นี่ไม่มีทิ้งไป… ”

พล.ร.อ.อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ
“ฮีโร่ 13 หมูป่า” กล่าวในวัน “อำลาหน่วยซีล”
วันที่ 30 ก.ย.67 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีรับ-ส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และร่วมแสดงมุทิตาจิตแก่ข้าราชการตำรวจระดับสูงในโอกาสเกษียณอายุราชการ

เมื่อวานนี้ (30 ก.ย.67) สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีรับ-ส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ณ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเวลา 15.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. ขึ้นแท่นรับความเคารพและตรวจแถวกองเกียรติยศ , สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 และสักการะพระบรมรูปหล่อ รัชกาลที่ 9 ณ บริเวณหน้าอาคาร 1 จากนั้นเป็นพิธีรับ-ส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แก่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. ซึ่งจะดำรงตำแหน่ง รรท.ผบ.ตร. ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 โดยมี คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการตำรวจ และคณะแม่บ้านตำรวจ เข้าร่วมพิธีฯ อย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ฯ กล่าวว่า ตนมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกท่านที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถตลอดมา ด้วยความทุ่มเท เสียสละ แม้จะมีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของอาชีพตำรวจ แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันทุกท่าน ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถปฏิบัติภารกิจในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชน จนเกิดความเรียบร้อยในสังคมได้ และในวันนี้ขอส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ฯ กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 นี้ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 15 การรับส่งงานในหน้าที่ราชการสำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตนในฐานะรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีอาวุโสสูงสุดในขณะนี้ เป็นผู้ทำหน้าที่รับมอบงานในหน้าที่ราชการตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมทั้งบัญชีรายการเอกสารที่เกี่ยวข้อง  เพื่อจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบต่อไป

หลังพิธีต่างๆ เสร็จสิ้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. พร้อมด้วย คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และข้าราชการตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกษียณอายุราชการ ได้แก่ พล.ต.อ.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รับดอกไม้แสดงมุทิตาจิตจากข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มาร่วมอำลาในโอกาสเกษียณอายุราชการด้วยความขอบคุณและยินดี บริเวณหน้าห้องศรียานนท์ ชั้น 2 จนถึงบริเวณโถงชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มูลนิธิต้านทุจริต - สื่อต้านคอร์รัปชั่น ผนึก 24 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เดินหน้ายุทธศาสตร์ต้านโกง “วิชา” ตอกย้ำนิยาม“ป๋าเปรม” ทุจริต...คือการปล้นชาติ

(30 ก.ย. 67) ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อวันที่ 30 ก.ย.67 มูลนิธิต่อต้านการทุจริต และสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ) จัดแถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) โครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 24 แห่ง โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เป็นประธาน ดร.เอก์ เหลืองสอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) และผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในฐานะตัวแทนสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 24 แห่ง ร่วมด้วย 

โดย ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา กล่าวตอนหนึ่งว่า รู้สึกปลาบปลื้มใจที่ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษามีเจตนารมณ์ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ที่ผ่านมาการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือเอ็มโอยู กับสถาบันอุดมศึกษาครบวาระ 3 ปีแล้ว แม้ว่าที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การจัดกิจกรรมต่างๆ ดำเนินไปด้วยความล่าช้า มูลนิธิต่อต้านการทุจริต และสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) ยังมุ่งมั่นเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังค่านิยมเยาวชน นิสิต นักศึกษา ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล รู้เท่าทันการทุจริตคอร์รัปชั่น ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา กล่าวอีกว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ท่านได้นิยามเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นว่า “การทุจริต...คือการปล้นชาติ” ซึ่งพล.อ.เปรมได้เคยปรารภเรื่องการต่อต้านการทุจริต เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ดังนั้นการที่อธิการบดีและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่แสดงเจตจำนงลงนามความร่วมมือวันนี้ จึงนับเป็นสิ่งที่งดงาม และมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง
ด้าน ดร.เอก์ กล่าวว่า ขอบคุณอธิการบดีและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาทั้ง  24 แห่ง ที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น  ซึ่งปัญหาการทุจริตเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายทำลายชาติ โดยจะมีการจัดกิจกรรมผ่านเวทีเสวนา “นักศึกษาวัยใส ใจสุจริต” หรือกิจกรรมอื่นที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันการทุจริต ที่จะทำร่วมกันในอนาคต

สำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ ได้แก่  1.มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3.มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 4.มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 5.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 6.มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 7.มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 8.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 9.มหาวิทยาลัยเกริก 10.มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม 11.มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 12.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ 13.มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 14.มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 15.มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 16.มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ 17.มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 18.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 19.มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 20.มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 21.มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 22.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช 23.มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และ 24.มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

โดยก่อนหน้านี้ มูลนิธิฯ และสมาคมฯ ได้ทำเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัย 15 แห่ง ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3.มหาวิทยาลัยบูรพา 4.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 5.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 6.มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 7.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 8.มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี 9.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 10.มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 11.มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 12.มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 13.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 14.มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และ 15.มหาวิทยาลัยรังสิต “หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในการบ่มเพาะเยาวชนต้นกล้า ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความประพฤติดี มีหน้าที่การงานดี ที่สำคัญมีความซื่อสัตย์ สุจริต รักชาติ รักแผ่นดิน ก็จะส่งผลให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นลดน้อยลงได้ไม่มากก็น้อย” ดร.เอก์ กล่าว ขณะที่ ผศ.ดร.พิทักษ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสวนดุสิตขอเป็นตัวแทนผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ ขอบคุณมูลนิธิต่อต้านการทุจริต และสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) ที่จัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ สร้างจิตสำนึก นิสิต นักศึกษา ไม่ทนต่อการทุจริต โดยมหาวิทยาลัยพร้อมดำเนินกิจกรรมร่วมกับมูลนิธิฯ และสมาคมฯ ตามบันทึกข้อตกลงนี้ ในโอกาสต่อไป

ตำรวจ ปส. แถลงผลงานปิด Job “ปฏิบัติการตามล่า 100 เครือข่าย“ ในรอบ 1 ปี ยึดยาบ้ากว่า 380 ล้านเม็ด, ไอซ์ 13,170 กก. คีตามีน 2,388 กก. และยึดทรัพย์กว่า 4,100 ล้านบาท

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 67) ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ ขยายผลเครือข่ายเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้า ผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบทุกระดับอย่างจริงจังทุกพื้นที่ ควบคู่ไปกับการทำชุมชนบำบัดเพื่อให้ผู้เสพกลับคืนสู่สังคม เลี้ยงตน เลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง

วันนี้ 30 ก.ย.67 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ /รรท. รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ บช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส. และ พล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ได้ร่วมแถลงผลการสกัดกั้นเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ 4 เครือข่าย ผู้ต้องหา 9 คน ยึดยาบ้า 6,600,000 เม็ด, ไอซ์ 565 กก. และเฮโรอีน 6.98 กก. ดังนี้

บก.ปส.3
คดีที่ 1
จากการขยายผลการตรวจยึดไอซ์ 7.58 กก. เมื่อวันที่ 16 ส.ค.67 ถูกซุกซ่อนในขวดโรออน ระงับกลิ่นกาย พยายามลักลอบส่งไปประเทศออสเตรเลีย และพบว่าผู้ส่งคือหญิงสาวสัญชาติลาว จากนั้นตำรวจชุดจับกุมจึงสืบสวน และติดตามพฤติการณ์เรื่อยมา กระทั่งพบว่าจะมีการส่งพัสดุในลักษณะเดิมอีกครั้ง โดยกลับเข้ามาพักอาศัยที่อพาร์ทเม้นท์เดิม ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติออกหมายจับ กระทั่ง วันที่ 17 ก.ย.67 หน่วยปราบปรามยาเสพติดสุวรรณภูมิ กก.1 บก.ปส.3 ร่วมกับ ป.ป.ส. และศุลกากร นำกำลังเข้าตรวจค้นที่ ห้องพัก 514 อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ถ.รัชดาภิเษก แขวง-เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พบ น.ส.ติ่ง พันทะวง อายุ 31 ปี สัญชาติลาว ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 506/2567 ลง 17 กันยายน 2567 ในข้อหา “พยายามส่งออกฯ” และพบกล่อง 2 กล่อง ภายในเป็น ขวดโรลออน และยาสีฟัน จากการตรวจสอบมี เฮโรอีน ซุกซ่อนอยู่ น้ำหนัก 6.98 กก.  นอกจากนี้ยัง ตรวจยึดทรัพย์สิน กระเป๋าแบรนเนม 1 ใบ ราคาประมาณ 70,000 บาท จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 2
ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติด ส่งออกต่างประเทศ โดยอำพรางไปกับสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ จนทราบว่าจะนำยาเสพติดที่ซุกซ่อนไปกับเฟอร์นิเจอร์มาพักเก็บในพื้นที่ อ.แม่สาย   จ.เชียงราย ตำรวจจึงทำการวางแผนจับกุม กระทั่งวันที่ 19 ก.ย.67 เวลาประมาณ 10.00 น. พบว่าเฟอร์นิเจอร์ดังกล่าวได้นำมาเก็บพักคอยที่บ้านเช่าเลขที่ 112/6 ม.2 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อเตรียมส่งต่างประเทศ จึงนำกำลังตำรวจเข้าตรวจสอบ ภายในบ้านพบเป็นโต๊ะ และเก้าอี้ ตรวจสอบภายใน พบยาเสพติดเป็นไอซ์ ลักษณะเป็นก้อนคล้าย ดินน้ำมันสีขาว และ สีชมพู คละกัน มีผงลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวใสผสมอยู่ ซุกซ่อนอำพรางในช่องลับภายในแผ่นรองนั่งของเก้าอี้ น้ำหนัก 325 กก. และ ซุกซ่อนอยู่ในช่องลับภายในแผ่นหน้าโต๊ะ น้ำหนัก 240 กก. รวมน้ำหนักทั้งสิ้น 565 กก. จากการสอบถามผู้ดูแลแจ้งว่าเป็นสินค้าที่มีลูกค้านำมาฝากไว้กับทางร้าน จากนั้นจึงนำของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และ จะทำการสืบสวนขยายผลถึงกลุ่มเจ้าของยาเสพติดต่อไป

คดีที่ 3
ตำรวจหน่วยปราบปรามยาเสพติดเชียงราย กก.2 บก.ปส.3 ได้สืบสวนเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ จ.เชียงราย จนทราบว่า นายอาตี๋ ชนเผ่าอาข่า จะลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ บ้านผาหมี อ.แม่สาย จ.เชียงราย กระทั่ง วันที่ 25 ก.ย. 67 เวลาประมาณ 21.30 น. ขณะตำรวจชุดสืบสวน ร่วมกับทหาร ออกสำรวจพื้นที่ ก็พบเข้ากับคารวานลำเลียงยาเสพติด ซึ่งเป็นกลุ่มชาย ฉกรรจ์ จำนวน 12 คนแบกสัมภาระเป็นกระเป๋าที่คาดว่ามียาเสพติดถูกบรรจุอยู่ด้านใน ขณะเดินลัดเลาะออกมาจากชายป่า ก่อนที่ทั้งหมดจะไปหยุดรวมตัวกันบริเวณริมถนนทางเข้าหมู่บ้านผาหมี หน้าศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตำรวจจึงนำกำลังแสดงตัวเข้าตรวจสอบและตรวจค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย 

ซึ่งทั้งหมดเป็นคนสัญชาติเมียนมาร์ ส่วนคนที่เหลือวิ่งหลบหนีไปได้ ตรวจค้นในกระเป๋าพบกระสอบ 11 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้ารวมทั้งสิ้น ประมาณ 1,600,000 เม็ด โดยตำรวจเตรียมขยายผลหาเพื่อนร่วมขวนการที่สามารถหลบหนีไปได้ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บก.สกส.
คดีที่ 4
เมื่อวันที่ 6 ก.ย.67 เวลาประมาณ 20.00 น. – 23.50 น. ต่อเนื่องกัน ตำรวจ บก.สกส., ตำรวจด่านพยุหะคีรี บก.ปส.3 ตำรวจ สภ.วังทอง ภ.จว.พิษณุโลก และ หน่วยข่าวกรองทางทหาร กองกำลังนเรศวร ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา 2 คน หลังตำรวจจับกุมผู้ต้องหาลักลอบลำเลียงยาเสพติดเมื่อวันที่ 31 มี.ค 60 ของกลางยาบ้า 500,000 เม็ด ก่อนจะขยายผลพบว่ายังมีเครือข่ายซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ รับจ้างลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลงมาส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่ ภาคกลาง  กระทั่ง พบความเคลื่อนไหวของเครือข่ายอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จึงจัดชุดติดตามจนมาถึงพื้นที่ ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก พบว่า รถทั้ง 2 คัน คือ รถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 71 21xx เชียงใหม่ และ รถยนต์ หมายทะเบียน 8กข 31xx กรุงเทพฯ ขับเข้าไปในปั๊มน้ำมัน ปตท.วังทอง ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบนายสมศักดิ์ และนายสุทธิศักดิ์ พี่น้องกัน จึงเชิญตัวทั้ง 2 คน และนำรถมายังด่านตรวจยาเสพติดพยุหะคีรี เพื่อเข้าเครื่อง X-Ray ตรวจค้นโดยละเอียด ปรากฏว่าพบวัตถุต้องสงสัยซุกซ่อนอยู่ในช่องลับผนังด้านข้างทั้ง 2 ข้าง ของรถบรรทุก  ตรวจสอบพบเป็นยาบ้า 2,500 มัด จำนวนรวมทั้งสิ้น 5,000,000 เม็ด เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกัน จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือ เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน หรือ เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

นอกจากนี้ บช.ปส. ยังได้สรุปภาพรวมการปราบปรามยาเสพติดในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ภายใต้การขับเคลื่อนของ พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส. ซึ่งได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ถูกกำหนดให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ทั้งแผนงานและภารกิจ ให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการตัดต้นตอการผลิตและจำหน่าย ด้วยการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน การสกัดกั้น ควบคุมการลักลอบนำเข้าและ  ตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด การปราบปรามและการยึดทรัพย์ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด ซี่งตลอดทั้งปีที่ผ่านมา บช.ปส. ได้ขับเคลื่อนการปราบปราม การสกัดกั้นการลำเลียง และการขยายผลจับกุมยึดทรัพย์เพื่อทำลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด  อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยกำหนด “แผนปฏิบัติการตามล่า 100 เครือข่าย” เพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ ตอนในและพื้นที่ปลายทาง และทำลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่เป้าหมาย ส่งผลให้ปีงบประมาณ พ.ศ.2567

สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้ถึง 1,322 คดี เพิ่มขึ้น 427 คดี มีผู้ต้องหา 1,729 คน เพิ่มขึ้น 518 คน  ตรวจยึดยาบ้าได้ 380,317,464 เม็ด เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 137,871,101 เม็ด คิดเป็น 56.87%  และคิดเป็น 41.05% ของ ตร., ไอซ์ 13,170 กก. คิดเป็น 58.34% ของ ตร. คีตามีน 2,388 กก. คิดเป็น 47.09% ของ ตร. ในส่วนการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดทั้งตามแนวชายแดน และพื้นที่ตอนใน โดยเฉพาะยาบ้า สามารถจับกุมผู้ค้ารายสำคัญรายใหญ่ ยาบ้า 500,000 เม็ดขึ้นไป จำนวน 90 คดี สกัดกั้นยาบ้าได้ 361,853,712 เม็ด เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว คิดเป็น 87.24 %                 

โดยภารกิจสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ตอนใน และพื้นที่ปลายทาง รวมทั้งทำลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ ในพื้นที่เป้าหมาย ถือเป็นภารกิจสำคัญของ “แผนปฏิบัติการตามล่า 100 เครือข่าย” ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีผลการดำเนินการที่น่าสนใจ ได้แก่ วันที่ 20 เม.ย.2567 จับกุมผู้ต้องหาพร้อมยาบ้า 14,648,000 เม็ด  ขณะลักลอบลำเลียงจากแนวชายแดนเข้ามาส่งต่อให้เครือข่ายในพื้นที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นับเป็นการสกัดกั้นการขนลำเลียงยาบ้าที่มีปริมาณมากที่สุดของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดที่จับกุมได้ในปีนี้ และล่าสุดเมื่อ 23 ส.ค.2567 ยังจับกุมผู้ต้องหาขณะลำเลียงยาบ้า 14,000,000 เม็ด จากพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เข้าสู่พื้นที่ชั้นในได้อีกด้วย ปฏิบัติการ“ ตามล่าเครือข่าย VUITTON วิตตอง” เป็นปฏิบัติการสำคัญที่สามารถสืบสวนจับกุมเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ตอนใน ได้อย่างต่อเนื่องถึง 11 คดี จับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายไปแล้วกว่า 50 ราย ยึดยาบ้า กว่า 46 ล้านเม็ด ไอซ์และ คีตามีนรวมกว่า 100 กิโลกรัม ยึดทรัพย์กว่า 26 ล้านบาท

ผลงานสำคัญในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ  ที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านลำเลียงยาเสพติดไปต่างประเทศ วันที่ 4 ธ.ค.2566 ได้เปิดปฏิบัติการสยบไพรีปราบสมุทร “Operation Poseidon ” จับกุมผู้ต้องหา             พร้อมไอซ์และเคตามีนกว่า 2,200 กก. การขยายผลนำไปสู่การออกหมายจับนายชาญชัยหรือกัปตันตุ้ยฯ พร้อมยึดทรัพย์สินกว่า 150 ล้านบาท จากการแกะรอยไล่ล่ากลุ่มเครือข่ายดังกล่าว นำไปสู่การจับกุมผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดทางทะเลได้เพิ่มเติมอีก 2 คดี ได้แก่ วันที่ 8 ก.ย.67 จับกุมผู้ต้องหาพร้อมไอซ์ 600 กก.ที่ท่าเรือริมแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร และ วันที่ 10 ส.ค.2567 จับกุมผู้ต้องหาพร้อมไอซ์ 1,500 กก. ที่ท่าเรือในพื้นที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ทั้ง 3 ปฏิบัติการสำคัญนี้สามารถสกัดกั้นการพยายามลักลอบลำเลียงไอซ์และคีตามีนข้ามชาติได้ถึง 4,300 กก. หรือ 4.3 ตัน

ผลงานสำคัญในการสกัดกั้นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด ที่มีการลักลอบนำเข้าและส่งออกไปยังแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อ 12 ก.ค.2567 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจยึดสารโทลูอีน (Toluene) 90 ตัน ลักลอบนำเข้าจากเกาหลีใต้มาที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เตรียมส่งไปแหล่งผลิตยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้าน สารโทลูอีนที่ยึดได้ หากหลุดรอดไปถึงแหล่งผลิต จะใช้ผลิตยาบ้าได้จำนวนมหาศาลถึง 270 ล้านเม็ด ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางไปร่วมตรวจสอบและแถลงข่าวผลการตรวจยึดด้วยตนเอง ผลงานสำคัญในการยึดและอายัดทรัพย์สินปีงบประมาณ2567 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 4,096,626,323 ล้านบาท  หรือคิดเป็น 32.78% ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีปฏิบัติการที่สำคัญในการยึดทรัพย์สิน ได้แก่  ช่วงเดือน พ.ค.2567 เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่าย “ใหม่ Logistics” ของ บก.ปส.2 ที่ปูพรมตรวจค้นในพื้นที่ 8 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อจับกุมกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดผ่านบริษัทขนส่ง จากพื้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top