Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

ประธานวุฒิสภาให้การรับรองเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสหารือข้อราชการ

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย.67) เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การรับรองนางสาวแอนเจลา เจน แม็กดอนัลด์ (H.E. Ms. Angela Jane Macdonald) เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสแสดงความยินดีที่เข้ารับตำแหน่งประธานวุฒิสภา และหารือข้อราชการเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย โดยมี นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย และนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วยนางสาวแก้วเกศร์ ถาวรพันธ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ร่วมให้การรับรอง

ประธานวุฒิสภา กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลียที่มีความใกล้ชิดและแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ในปี พ.ศ. 2495 และได้ยกระดับความสัมพันธ์โดยมีแผนปฏิบัติการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2565 - 2568 รวมถึงมีความร่วมมือกันในระดับทวิภาคีหลายมิติ สำหรับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติมีกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ 

นอกจากนี้ ความร่วมมือในระดับพหุภาคี ทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการแก้ไขปัญหาท้าท้ายร่วมกันในการกรอบการประชุมสหภาพรัฐสภา (IPU) สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) การประชุมประจำปีรัฐสภาภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก (APPF) สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยและอาเซียน โดยปีนี้นับเป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์อาเซียน-ออสเตรเลีย เชื่อมั่นว่าไทยและออสเตรเลียจะขยายความร่วมมือที่มีอยู่เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภาได้แลกเปลี่ยนในประเด็นความร่วมมือและแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างไทยกับออสเตรเลียในการพัฒนาวิชาชีพการพยาบาลดูแลผู้สูงอายุเพื่อให้สอดรับกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย รวมถึงการพิจารณาอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตรา (Visa) ให้แก่นักเรียนและนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อส่งเสริมการไปมาหาสู่ระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น ด้านเอกอัครราชทูตฯ กล่าวขอบคุณประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภาที่ให้การต้อนรับ รวมถึงชื่นชมความหลากหลายของสมาชิกวุฒิสภาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคมที่สามารถสะท้อนความเป็นอยู่ของประชาชน

เอกอัครราชทูตฯ กล่าวว่า ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างบทบาทในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคง พลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการน้ำ ที่ผ่านมามีโครงการศึกษาดูงานและการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน การจัดเก็บแบตเตอรี่ และการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้จะมีบริษัทออสเตรเลียกว่า 25 บริษัท มาร่วมงานสัมมนาด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียวในไทย เอกอัครราชทูตฯ กล่าวชื่นชมความร่วมมือด้านการพยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุที่ปัจจุบันมีหลักสูตรต่อเนื่องโดยเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นระยะเวลา 3 ปี และไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลียจนสำเร็จการศึกษา สำหรับประเด็นการอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตรา เอกอัครราชทูตฯ จะนำข้อคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป  

นอกจากนี้ ผู้ช่วยทูตทหารกล่าวชื่นความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับออสเตรเลียที่มีอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันออสเตรเลียมีโครงการให้นักศึกษาไทยเดินทางไปฝึกอบรมด้านการทหารทั้งสามเหล่าทัพ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระดับรัฐสภาของทั้งสองประเทศและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตทั้งสองประเทศจะมีการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติในมิติต่าง ๆ มากขึ้น และยินดีที่จะให้การสนับสนุนในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับออสเตรเลียให้มั่นคงและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป 

'สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ' จัดการฝึกซ้อมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เพื่อรับมือเหตุภัยพิบัติ ประจำปี 2567 เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล

(5 ก.ย.67) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจหลักฐานตำรวจ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกซ้อมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเพื่อรับมือเหตุภัยพิบัติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ณ ลานสรัลนุช สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สพฐ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา(สบ 8) สพฐ.ตร. , พล.ต.ต.วิสูตร นาคจู รอง ผบช.สพฐ.ตร. , พล.ต.ต.ทนงค์ ทองประดับเพชร ที่ปรึกษา(สบ 7) สพฐ.ตร.,  พล.ต.ต.ไกรวิน วัฒนสิน ผบก.อก.สพฐ.ตร., พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผบก.พฐก., พล.ต.ต.หญิง วิรญา พรหมายน ผบก.ทว. และ พล.ต.ต.กัลป์ ทังสุพานิช ผบก.สฝจ. ร่วมพิธีเปิดโครงการ 

ผบช.สพฐ.ตร. เปิดเผยว่า ปัจจุบันภัยพิบัติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินวิถีชีวิตของผู้คน และภาวะทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การฝึกซ้อมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเพื่อรับมือเหตุภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างประสบการณ์ ทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีภัยพิบัติเกิดขึ้นก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ และประสานการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล และเป็นไปตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2567 และระเบียบคำสั่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โครงการฝึกซ้อมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเพื่อรับมือเหตุภัยพิบัติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จัดขึ้นตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2567 ซึ่งได้แบ่งชุดปฏิบัติงานออกเป็นทีม A-D ซึ่ง สพฐ.ตร. เป็นชุดปฏิบัติการตรวจพิสูจน์ (ทีม D) รับผิดชอบในการตรวจสถานที่เกิดเหตุ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในสำนวนการสอบสวน การทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์เพื่อยืนยันตัวบุคคล และส่งกลับคืนศพให้กับญาติผู้เสียชีวิต โดยการการฝึกซ้อมตามโครงการดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ ความคุ้นเคยกับขั้นตอน และวิธีการปฏิบัติในการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนทบทวนบทเรียน ปัญหาอุปสรรค และพัฒนาแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการบูรณาการทรัพยากรและเครื่องมือที่มีอยู่ให้สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถปฏิบัติงานและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

‘เคทีซี’ จัดกิจกรรม ‘KTC on Tour : ชิล ชม ชิม @ พัทยา’ แจกสิทธิพิเศษ-ส่วนลด ‘ร้านอาหาร-แหล่งท่องเที่ยว’ เพียบ!!

(5 ก.ย. 67) ‘เคทีซี’ หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตรการตลาดในหมวดกิน (Dining) และหมวดแหล่งท่องเที่ยว (Attraction) จัดกิจกรรม ‘KTC on Tour : ชิล ชม ชิล @ พัทยา’ ชวนอินฟลูเอนเซอร์ สายกิน ดื่ม เที่ยว สัมผัสประสบการณ์ความคุ้มค่า ‘มื้อนี้มีโปรกับบัตรเครดิตเคทีซี’ และ ‘คะแนนน้อยแลกได้’ ที่จังหวัดชลบุรี ตอกย้ำผู้นำด้านการตลาดบัตรเครดิตที่ครอบคลุมทุกหมวดไลฟ์สไตล์ 

ภายในงานเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ได้ร่วมล่าโปรบัตรเครดิตเคทีซี โดยเริ่มต้นเช็กอินที่ร้าน TEA FACTORY AND MORE คาเฟ่ชาในสวนสวย ตกแต่งบรรยากาศด้วยกลิ่นอายแบบโรงงานชาที่ศรีลังกาผสมผสานกับยุโรป ลิ้มรสชาติชาตามแบบฉบับพิเศษของร้านที่ได้รับรางวัลการันตีความอร่อยเคียงคู่เมืองพัทยามากว่า 10 ปี 

ต่อด้วยอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารในเครือของ ‘The Sky’ ได้แก่ The Lunar Beach House Pattaya / The Forest by The Sky / The Oxygen Pattaya / The Sky Gallery Pattaya แลนด์มาร์กแห่งใหม่เอาใจสายคาเฟ่ เพลิดเพลินกับอาหารหลากหลายสไตล์เคล้าบรรยากาศริมทะเล 

และสนุกสนานไปกับโชว์โลมาระดับเวิลด์คลาสที่ดีที่สุดในเอเชียที่ Pattaya Dolphinarium 

ปิดท้ายด้วยอาหารค่ำที่ร้าน Under The Sun บนชายหาดทอดยาวที่มองเห็นแสงอาทิตย์อัสดง ในโรงแรมสุดหรู Ana Anan Resort and Villas Pattaya

สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่อาศัยในพื้นที่ชลบุรีหรือจังหวัดใกล้เคียง และผู้เดินทางไปท่องเที่ยวพัทยา สามารถรับสิทธิพิเศษมากมายจากการใช้บริการที่ร้านต่าง ๆ ดังนี้

ร้าน TEA FACTORY AND MORE รับส่วนลด 10% เฉพาะค่าอาหาร (วันจันทร์ - วันศุกร์) รับส่วนลด 5% เฉพาะค่าอาหาร (วันเสาร์ วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) พิเศษ แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 - 31 ธันวาคม 2567

ร้านอาหารในเครือ The Sky ได้แก่ The Lunar Beach House Pattaya / The Forest by The Sky / The Oxygen Pattaya / The Sky Gallery Pattaya แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 200 บาท เมื่อทานครบ 1,000 บาทต่อเซลส์สลิป และใช้ 1,599 คะแนน KTC FOREVER ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 - 31 ตุลาคม 2567 

Pattaya Dolphinarium ใช้คะแนน KTC FOREVER 999 คะแนน แลกรับ e-Coupon ส่วนลด 150 บาท สำหรับบัตรเข้าชมโลมา ผ่านแอป KTC Mobile ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 - 31 ธันวาคม 2567 

ร้านอาหาร Under The Sun รับส่วนลด 15% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม (ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 - 31 ธันวาคม 2567

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th หรือสอบถามที่ KTC PHONE 02 123 5000 สมัครบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภท คลิก https://ktc.today/apply-card หรือศูนย์บริการสมาชิก ‘เคทีซี ทัช’ ทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนเต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี 

‘สายสุนีย์’ สุดยอด!! คว้าทองที่ 2 ให้ตัวเองจากกีฬาฟันดาบ สมทบเหรียญทองที่ 5 ให้แก่ทัพพาราลิมปิกไทย

(5 ก.ย. 67) สายสุนีย์ จ๊ะนะ คว้าเหรียญทองเหรียญที่ 5 และเป็นเหรียญทองที่ 2 ของตัวเอง จากดาบฟอยล์ คลาสบี หญิงในการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์

การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ 2024 ที่ประเทศฝรั่งเศส ฟันดาบ พาราลิมปิก 2024 ดาบฟอยล์ คลาสบี หญิง รอบชิงชนะเลิศ ‘แวว’ สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกัฬาฟันดาบมากประสบการณ์ มือ 2 ของรายการจากไทย ที่ชนะ ‘ซากุไร อานะรี’ จากญี่ปุ่นมาได้ ในรอบรองชนะเลิศ พบ ‘เซียว หรง’ มือ 5 ของรายการจากจีน คู่ปรับเก่า ที่เพิ่งพบกันในรอบชิงชนะเลิศเซเบอร์ โดยเป็น สายสุนีย์ ที่ชนะไปได้ 

ผลปรากฏว่า สายสุนีย์อาศัยความแม่นยำ ทำคะแนนนำ 7-2 แต่สาวจีนก็ไล่ทำแต้มพลิกมานำ 9-8 แต่หลังจากนั้นนักกีฬาไทย ใช้ความนิ่งก่อนจะมาแซงและได้แต้มสุดท้ายจากจังหวะดึงรอก่อนออกดาบเร็วกว่า สายสุนีย์เป็นฝ่ายเก็บชัยชนะไปแบบสนุก 15-11 พร้อมกับคว้าเหรียญทองไปได้ เป็นเหรียญที่ 2 ให้ตัวเอง และเป็นเหรียญทองที่ 5 ให้กับทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย 

'อ.สุวินัย' ชี้!! ก่อนเป็นนักยุทธศาสตร์ต้องเป็นนักรบแห่งธรรมก่อน 'อยู่-ตาย' และหายใจเข้าเป็นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

(5 ก.ย. 67) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'ทางเลือก' คืออำนาจเดียวที่เรามี ระบุว่า…

จงภูมิใจเถิดที่เกิดมาเป็นคนของบ้านเมืองนี้ บ้านเมืองของเราอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เป็นของตระกูลใด ไม่ได้เป็นของใครแต่ผู้เดียว 

ต่อให้บ้านเมืองของเราล่มสลายลงด้วยน้ำมือของใครหรือตระกูลใดก็ตาม มันเป็นหน้าที่ เป็นภารกิจและเป็นศักดิ์ศรีแห่งความเป็น ‘คนในชาติ’ ของแต่ละคนที่ต้องลุกขึ้นมากอบกู้บ้านเมืองและช่วยกันสร้างชาติของเราขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ท่ามกลางยุคสมัยที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองเรา 

คนเราแต่ละคนล้วนมี 'ทางเลือก' ว่าจะเป็นคนโฉด คนชั่ว คนอ่อนแอ คนขี้ขลาด คนเห็นแก่ตัว ซึ่งล้วนมีส่วนในการทำร้ายทำลายบ้านเมืองไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มากก็น้อย

หรือจะเลือกเป็นผู้กล้า ผู้มีปัญญา ผู้หลุดพ้น ผู้รู้แจ้ง ผู้เสียสละ ผู้เข้มแข็งเพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมืองก็ได้ทั้งสิ้น 

ขณะนี้ มันเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าคนทั้งโลกล้วนอยู่ท่ามกลางยุคสมัยแห่งมิคสัญญี ...สงครามใหญ่กำลังนับถอยหลังรอวันระเบิด ดุจปราสาททรายที่จะล้มครืนลงมาเมื่อใดก็ไม่รู้ 

มีแต่ 'ทางเลือก' ที่ผู้นั้นเลือกเองเท่านั้นที่บ่งบอกถึง 'ตัวตน' ของผู้นั้นอย่างชัดแจ้ง

สำหรับเขา ทางเลือกของเขานั้นชัดเจนเสมอมา ไม่ว่าจะต้องเลือกกี่ครั้ง เขาก็ไม่เคยลังเลเลยที่จะเลือกแบบนั้น ...ซึ่งเป็น 'จริยผู้กล้า' ดังต่อไปนี้

"จอมยุทธ์ชุดรัดกุม ควบอาชาต้านไพรี 
เหยียบย่ำทั่วปฐพี ทุกสิบก้าวฝ่ามารผจญ 

หนทางไกลไม่เคยล้า ล้วนมุ่งหน้าปราบทุรชน 
เสร็จเรื่องทุกแห่งหน ล้วนจากลาอย่างไร้นาม 

สามจอกให้สัจจะ ยินดีสละแม้ชีวัน 
ถ้อยคำคือคำมั่น ดุจบรรพตคู่ธรณี 

บอกไว้เป็นสักขี ว่าตัวข้าหยัดยืนทะนง 

ยามกู้สู้ยิบตา ใช้สองบ่าค้ำคีรี 
ฝากชื่อในปฐพี แม้ตายไปโลกระบือ .... "

"บทกวีจริยผู้กล้า" รจนาโดยเซียนกวีหลี่ไป๋ (李白,ค.ศ.701-762)

● จงเป็นนักรบแห่งธรรม ●

ทะเลแผดเสียงหัวเราะคำราม กระแทกเซาะชายฝั่ง
ข้าเองยังถูกม้วนซัดไปกับเกลียวคลื่นของยุคสมัย

ฟ้ายิ้มเย้ยให้กับโลกอันวุ่นวาย
มีแต่ฟ้าเท่านั้นที่รู้ว่าใครผิดใครถูก

มีแต่พสุธาเท่านั้นที่รู้ว่าใครดีใครเลว
ขุนเขาคำรามรับเสียงหัวเราะจากฟากฟ้า

คลื่นลูกเก่าเริ่มโรยรา คลื่นลูกใหม่เข้ามาทดแทน
แต่โลกยังคงหมุนเวียนสืบไปไม่รู้จบสิ้น

พวกข้ายิ้มเย้ยกับสายลม และพายุที่โหมกระหน่ำ
ใส่เปลวเทียนแห่งธรรม ที่พวกข้าร่วมกันจุดขึ้นมา

พวกข้าของปกป้องเปลวเทียนนี้สุดชีวิต
จนกว่ามันจะกลายเป็นเปลวเพลิงใหญ่
ที่ขับไล่ความมืดมิดให้หมดไปจากสังคมนี้

ก่อนเป็นนักยุทธศาสตร์ต้องเป็นนักรบแห่งธรรมก่อน

หลักการนักรบของนักรบแห่งธรรม คือการมีชีวิตอยู่และตายไปโดยปราศจากความอาลัยและความสำนึกเสียใจ

แรกสุดของการฝึกจิตเพื่อเป็นนักรบแห่งธรรม คือการที่ผู้นั้นต้อง ‘ดูจิต’ ของตนให้เป็นอย่างทะลุปรุโปร่งว่าจิตของตนมีกระบวนการทำงานเยี่ยงไร

จากนั้นก็ทำการฝึกจิตของตนให้เชื่องด้วยวิธีการอันแยบยล จนกระทั่งจิตของตนมีความอ่อนเหมาะสมแก่การใช้งาน และทำให้ผู้นั้นเป็นนายแห่งจิตใจของตนเองได้

ต่อสู้กับการคดโกงปล้นชาติโดยไม่ยำเกรง แปรเปลี่ยนการต่อสู้เพื่อบ้านเมืองให้เป็นหนทางไปสู่การเจริญเติบโตของจิตใจตนเอง

นักรบแห่งธรรมจะเฝ้าดูอารมณ์ต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาอย่างแจ่มชัดและรู้ทัน โดยไม่ปล่อยให้อุปทานมาครอบงำจิตใจ

นักรบแห่งธรรมจึงรู้ดีว่าตนเองควรมองอารมณ์ของตนเยี่ยงไร และควรจัดการกับอารมณ์แต่ละอารมณ์ของตนอย่างไรถึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์นั้น

นักรบแห่งธรรมจะบอกกับตนเองอยู่เสมอว่า ตนเองจะไม่หลบเลี่ยงไปจากความทุกข์ ความปวดร้าว แต่จะใช้มันอย่างดีที่สุดเพื่อที่ตัวเองจะได้มีจิตใจที่กรุณายิ่งขึ้น และสามารถช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่าเดิม

นักรบแห่งธรรมล้วนตระหนักดีว่า ปีติอันใดที่มีอยู่ในโลกล้วนเกิดจากความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข และความทุกข์ใดที่มีอยู่ในโลกล้วนเกิดจากความปรารถนาให้ตัวเองมีความสุข

ดังนั้นนักรบแห่งธรรมจึงได้ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวเองว่า

"จงมอบความสำเร็จและชัยชนะให้แก่ปวงชน
และยินดีน้อมรับความเจ็บปวดทั้งปวงไว้กับตนเอง"

ด้วยปณิธานเช่นนี้นักรบแห่งธรรมย่อมเดินอยู่บนวิถีแห่งความไร้พ่าย ด้วยความไร้ตัวตนและไร้อัตตาอย่างถึงที่สุด

หลักการที่ค้ำจุน "วิถีไร้พ่าย" ของนักรบแห่งธรรม คือหลักแห่งอนัตตา หรือหลักการแห่งการไร้ตัวตนอย่างถึงที่สุดในทุก ๆ การกระทำเพื่อส่วนรวมของนักรบแห่งธรรม

เพราะในสงครามเพื่อปกป้องบ้านเมือง ปกป้องสถาบันหลัก ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของนักรบแห่งธรรมนั้น มิใช่ศัตรูภายนอก แต่คือศัตรูภายใน หรือความยึดมั่นถือมั่นในอัตตาของตนเอง

ทุก ๆ เวลา และทุก ๆ สถานที่ที่มีโอกาสอำนวย นักรบแห่งธรรมจะนั่งกรรมฐานเงียบ ๆ ร่างตั้งตรงสงบนิ่ง สงบจิตใจรำงับ ปล่อยให้ความคิดและอารมณ์ผุดขึ้นมาเองโดยไม่เข้าไปแทรกแซงใด ๆ ทั้งสิ้น

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกปลดเปลื้อง ปล่อยออกไปให้เป็นอิสระภายใน ดุจปมเงื่อนที่คลายตัวเองออกมาในความว่างอันไพศาลดุจท้องฟ้า

ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใด นักรบแห่งธรรมจักรไม่ยอมกีดกันความเจ็บปวดรวดร้าวออกไปจากใจ แต่นักรบแห่งธรรมจะน้อมรับ ยอมรับความทุกข์ใจเหล่านั้นด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง

เพราะความปวดร้าวคือพรจำแลง ที่เป็นโอกาสอันมีค่าให้นักรบแห่งธรรมสามารถค้นพบสิ่งที่ดำรงอยู่เบื้องหลังความทุกข์ทั้งปวง

นักรบแห่งธรรมจะหายใจเอาสิ่งเลวร้ายและพลาดผิดเข้าไป จากนั้นหายใจออกมาเป็นน้ำมิตรไมตรี

นักรบแห่งธรรมจะหายใจเข้าเป็นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และหายใจออกเป็นการให้อภัย

นักรบแห่งธรรม คือผู้ที่ตระหนักดีว่าผู้ใดก็ตามที่ยังไม่ได้ค้นพบขุมทรัพย์แห่งอริยสมบัติในตน ผู้นั้นล้วนแต่เป็นผู้ยากไร้ทั้งสิ้น

ไม่ว่าผู้นั้นจะร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองนอกกายมากแค่ไหนก็ตาม
อริยสมบัติที่ว่านี้คือ 'จิตเดิมแท้' นั่นเอง

จิตเดิมแท้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง คนเราสามารถเข้าถึงจิตเดิมแท้นี้ได้เสมอ เพราะมันดำรงอยู่ในตัวเราทุกคน และเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของคนเราทุกคน

นักรบแห่งธรรมเข้าถึงจิตเดิมแท้นี้ได้โดยมีสติที่ตั้งมั่นอยู่ใน ‘จิตปัจจุบัน’ อย่างสม่ำเสมอ

ความเข้มข้นของความทุกข์ของคนเรานั้นจึงขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงที่ผู้นั้นต่อต้านการเข้าถึงจิตปัจจุบัน

การฝึกจิตให้ว่าง จึงเป็นหนทางนำนักรบแห่งธรรมเข้าสู่จิตเดิมแท้
หลักการเข้าถึง ‘จิตว่าง’ ของนักรบแห่งธรรมนั้นมีอยู่ว่า 

"จงอย่าจริงจังกับทุกสิ่งที่ใจคิด 
เพราะตัวเรามิใช่ใจของเรา 
ใจของเราก็เป็นอนัตตาเช่นกัน"

นักรบแห่งธรรมต้องสามารถมองทุกสิ่งที่ใจคิดอย่างเอ็นดู และอย่างมีอารมณ์ขันได้

หากทำได้เช่นนี้ นักรบแห่งธรรมก็จะไม่ตกเป็นทาสของความคิด และสามารถเป็นนายของความคิดได้
ด้วยจิตคารวะ

~ สุวินัย ภรณวลัย

'พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ' มอบประกาศเกียรติคุณ 'ทำดี มีรางวัล' ให้กับตำรวจจราจร ช่วยเหลือคนพิการนั่งวีลแชร์ข้ามถนน

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 67) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบใบประกาศเกียรติคุณตามโครงการ 'ทำดี มีรางวัล' ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย คือ ร.ต.ต.บัญชา คำบุบผารอง สว.(จร.) สภ.เสม็ด และ ส.ต.อ.บารมี​ ศิลา​เชษฐา​นันท์ ผบ.หมู่ (ป.)​ สภ.เสม็ด จ.ชลบุรี

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 เวลาประมาณ 13.00 น. ในขณะที่ ร.ต.ต.บัญชา คำบุบผารอง สว.(จร.) สภ.เสม็ด และ ส.ต.อ.บารมี ศิลาเชษฐานันท์ ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เสม็ด ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้พบเห็นหญิงผู้พิการซึ่งนั่งเก้าอี้รถเข็นสำหรับคนพิการ หรือ วีลแชร์ บริเวณใต้สะพานต่างระดับวัดบางเป้ง ต.เสม็ด อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี โดยหญิงคนดังกล่าวมีความพยายามจะข้ามถนน แต่ไม่สามารถข้ามได้ เนื่องจากมีรถจำนวนมากสัญจรไปมาด้วยความเร็วสูง ตลอดจนมีความเหนื่อยล้าจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด และมือที่ใช้หมุนล้อมีอาการอักเสบปวดพอง เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย จึงได้เข้าทำการช่วยเหลือ ส่งหญิงคนดังกล่าวถึงที่หมายที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย โดยประชาชนผู้พบเห็นเหตุการณ์ได้บันทึกวีดีโอ และเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกส่งต่อเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ ได้รับกระแสความชื่นชมในวงกว้าง

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณและชื่นชม เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม สมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญ ตามโครงการ 'ทำดี มีรางวัล' เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมสืบไป พร้อมขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับส่งเสริมข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนลักษณะเช่นนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ทัพเรือภาคที่ 1 ฝึกปฏิบัติการร่วมกับท่าเรือประจวบ

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย.67) พลเรือโทสุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 มอบหมายให้ นาวาเอกอโศก ศรีสวัสดิ์ รองเสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานเปิดการฝึกปฏิบัติการร่วม ทัพเรือภาคที่ 1 กับบริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ในการฝึกซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยท่าเรือและเรือ ตาม ISPS Code ภายใต้รหัสการฝึก Naval Security Prachuap Port  Exercise 2024 : 'NAPPEX’24'

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งทำการทดสอบแผนเผชิญเหตุ มาตรการรักษาความปลอดภัย และการปฏิบัติของส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีความพร้อมรับสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ ในพื้นที่เขตท่าเรือ และนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยของบริษัท/ท่าเรือ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ซึ่งมีกำหนดการฝึกฯ ระหว่างวันที่ 4 - 5 กันยายน 2567 ประกอบด้วย การบรรยายเชิงวิชาการ การฝึกซ้อมแผน รูปแบบการฝึกภาคสนามภาคทะเล ของหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วย บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 โรงพยาบาลบางสะพาน โดยทัพเรือภาคที่ 1 จัดกำลังพลฝ่ายอำนวยการ ทัพเรือภาคที่ 1 ร.ล.กระบุรี และชุดปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ จากกองเรือยุทธการ เข้าร่วมการฝึก ในครั้งนี้

'อนุทิน' เข้ม รุดให้กำลังใจตำรวจและฝ่ายปกครอง พื้นที่ อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ หลังสกัดจับยาบ้าล๊อตใหญ่กว่า 7 ล้านเม็ด และขยายผลจับกุมผู้ค้าได้ทันควัน

ตามนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติด โดยมุ่งกวาดล้างจับกุมเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดทั้งรายใหญ่และรายย่อยให้หมดสิ้นไป ตำรวจภาค 4 ได้ร่วมบูรณาการกับภาคีเครือข่ายในภาคอีสานเหนือ ได้แก่ ฝ่ายปกครอง ทหาร องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยร่วมอื่นๆในพื้นที่ ในการปราบปราม กวาดล้างจับกุมยาเสพติด ตามนโยบายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

(4 ก.ย. 67) ที่ตำรวจภูธรภาค 4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วย พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ 4, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม  รอง ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส ผบก.สส.ภ.4 , พล.ต.ต.วิญญู อำนวยทรัพย์ ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมยาเสพติดรายใหญ่ ผู้ต้องหา 1 คน ยาบ้า 7,000,000 เม็ด พร้อมขยายผล เตรียมจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย
จากการบูรณาการร่วมกันระหว่างตำรวจ สภ.บุ่งคล้า ภ.จว.บึงกาฬ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทราบว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่เข้ามาในเขตพื้นที่ จึงร่วมกันเฝ้าระวังป้องกัน ต่อมาวันที่ 1 ก.ย.67 เวลาประมาณ 05.10 น. ขณะที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำลังร่วมกันตรวจตราพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณสามแยกทางเข้าบ้านหนองคังคา หมู่ 4 ต.หนองเดิ่น อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ พบรถกระบะ หมายเลขทะเบียน 1 ขฮ 73xx กรุงเทพมหานคร บรรทุกสิ่งของเต็มท้ายรถ จอดอยู่ริมถนนโดยไม่ดับเครื่องยนต์ จึงเข้าไปตรวจสอบ ระหว่างนั้นคนขับรถได้เปิดประตูรถวิ่งหลบหนีเข้าป่าข้างทาง ตรวจสอบท้ายกระบะพบกระสอบสีดำ 16 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 7,000,000 เม็ด พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 จึงได้สั่งการให้ ตำรวจ บก.สส.ภ.4 เร่งสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่หลบหนีให้ได้โดยเร็ว จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวคือ นายธีรเดช อายุ 32 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ หมู่ 3 ต.ดงมูล อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ จากนั้นตำรวจ บก.สส.ภ.4 ได้ติดตามไปจับกุมตัวนายธีรเดช ได้ที่บริเวณหน้า บขส.เก่า ในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อเวลา 17.10 น.ของวันเดียวกัน(1 ก.ย.67) ขณะกำลังหลบหนี จากการสอบถามนายธีรเดช รับสารภาพว่า เป็นคนขับรถกระบะที่บรรทุกยาบ้าดังกล่าวจริง โดยมีการติดต่อซื้อขายกับเครือข่าย ผ่านช่องทางแมสเซนเจอร์ ชื่อ 'พารวย พารวย' ก่อนจะไปลำเลียงยาบ้าทั้งหมดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาส่งขายในประเทศไทย เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา นายธีรเดช ในความผิดฐาน "ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป" นำส่ง พงส.สภ.บุ้งคล้า ดำเนินคดี

จากการขยายผลเบื้องต้น ทราบว่า ผู้ต้องหาให้ได้ขนยาเสพติดมาหลายครั้ง โดยมีผู้ร่วมขบวนการทั้งในประเทศไทยและจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตำรวจภาค 4 จะได้สืบสวนจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดี และยึดอายัดทรัพย์ของเครือข่ายทั้งหมดตามกฎหมายต่อไป

ม.อ.ถอดบทเรียนครึ่งทางโครงการสื่อสารณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ แอลกอฮอล์และอุบัติเหตุในมหาวิทยาลัยและชุมชน 5 วิทยาเขต

จัดกิจกรรมรณรงค์เข้มข้น พบวิทยาเขตภูเก็ตสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่ม ส่วนการสวมหมวกนิรภัยวิทยาเขตหาดใหญ่เกิน 80% วิทยาเขตตรังกว่า 50% วิทยาเขตสุราษฎร์ฯชวนคนงดเหล้าเข้าพรรษา บอร์ดสสส.ชี้ ต้องใช้ข้อมูลที่มีจัดกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงให้ได้ พร้อมลดปัญหาการทำงาน ผู้เชี่ยวชาญเติมความรู้นักรณรงค์เรื่องพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย.67) ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ศูนย์กีฬาและนันทนาการ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพ นักรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง สร้างสุขภาวะ ครั้งที่ 2 ของโครงการสานพลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รณรงค์และ จัดการความรู้ ลดปัจจัยเสี่ยงในมหาวิทยาลัยและชุมชนซึ่งได้รับการสนับสนุนการดำเนินโครงการจาก  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมี ผศ.สุพจน์ โกวิทยา ที่ปรึกษาโครงการเป็นประธานเปิดการอบรม

​รศ.ดร.นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์ หัวหน้าโครงการฯกล่าวว่าวผลการดำเนินงานลดปัจจัยเสี่ยงด้านยาสูบแอลกอฮอล์และอุบัติเหตุในพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 5 วิทยาเขตคือ หาดใหญ่ ปัตตานี ตรัง ภูเก็ตและสุราษฎร์ธานีและพื้นที่ชุมชนเป้าหมาย 5 ชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ถึงสิงหาคม 2567 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาและกรรมการบริหารโครงการ กรรมการดำเนินงานวิทยาเขต มีการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานวิทยาเขต 2 เดือน/ครั้ง มีกลไกบัณฑิตอาสานักจัดการปัจจัยสี่ยงวิทยาเขตละ 1 คน ทำหน้าที่จัดการข้อมูล ประสานงานขับเคลื่อนกิจกรรมและรณรงค์สร้างการรับรู้ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจคือ วิทยาเขตหาดใหญ่และภูเก็ตจะออกมาตรการเรื่องบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในมหาวิทยาลัย จำนวน 1 ฉบับ วิทยาเขตปัตตานีผลักดันให้เกิด มัสยิดบ้านม่วงเงินปลอดบุหรี่และจะขยายไปในระดับชุมชนด้วย

ด้านการจัดทำข้อมูลและแผนการขับเคลื่อนระดับวิทยาเขต มีการสำรวจข้อมูลปัจจัยเสี่ยงด้านบุหรี่ แอลกอฮอล์ อุบัติเหตุ เช่น ที่วิทยาเขตหาดใหญ่และตรัง มีการสังเกตพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัย พร้อมทำรายงานสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงวิทยาเขตละ 1 ชุด และชุมชนละ 1 ชุด ร่วมกำหนดแนวทางการจัดการปัจจัยเสี่ยงในมหาวิทยาลัยและชุมชน โดยเฉพาะวิทยาเขตสุราษฎร์ธานีมีการจัดส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ที่มีผลการวิเคราะห์ ปัจจัยเสี่ยงด้านอุบัติเหตุ แอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติดอื่นๆในวิทยาเขตสุราษฎร์ธานีและชุมชนภูธรอุทิศ ให้แก่หน่วยงานระดับท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด เพื่อวางแผนในการแก้ไขปัญหาต่อไป

หัวหน้าโครงการฯกล่าวต่อว่าด้านการพัฒนานักรณรงค์ปัจจัยเสี่ยง ได้พัฒนานักรณรงค์ที่มาจากนักศึกษา บุคลากรของวิทยาเขตโดยผลิตสื่อรณรงค์ สื่อออนไลน์ เรื่อง สสส.หนุน ม.อ.รณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง 'บุหรี่-เหล้า-อุบัติเหตุ' จำนวน 1 ชุด เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 20 สำนัก สื่อออนไลน์ ห่วง 'บุหรี่ไฟฟ้า' เจาะกลุ่มเด็กและเยาวชนผ่านสื่อออนไลน์ 10 สำนัก ผลิตวีดิโอ 11 คลิปเผยแพร่ผ่าน Facebook และผลิตสื่อ TikTok จำนวน 9 คลิปเผยแพร่ผ่าน Facebook และ TikTok ผลิตโปสเตอร์จำนวน 52 ชิ้น พัฒนาบอร์ดเกมส์ 3 ชิ้นงาน คือ แฟลชการ์ด  บิงโก แผนที่จุดเสี่ยง มอบให้กับโรงเรียนเครือข่ายจำนวน 4 โรงเรียน รวมทั้งผลิตไวนิลรณรงค์ช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ จำนวน 7 ชิ้นงานติดตั้งตามจุดต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยและชุมชน ผลิตป้ายรณรงค์ 4 ป้ายและผลิตชุดนิทรรศการรณรงค์ 2 ชุด

ขณะเดียวกันนักรณรงค์ปัจจัยเสี่ยงวิทยาเขตหาดใหญ่ ผลักดันให้เกิดแกนนำอาสาสมัครจราจรจำนวน 80 คน และแกนนำในชุมชนร่วมขับเคลื่อนโครงการ จำนวน 30 คน ส่วนวิทยาเขตตรัง จัดตั้งชมรม The Volunteers @ PSU Trang 1 ชมรม จำนวน 23 คน แกนนำชุมชนร่วมขับเคลื่อนโครงการ จำนวน 30 คน วิทยาเขตปัตตานี เกิดนักรณรงค์ในกลุ่มนักเรียนสาธิต ม.อ. จำนวน 20 คน เกิดแกนนำชุมชนต้นแบบ ลด ละ เลิกบุหรี่ชุมชนบ้านม่วงเงิน มีคนเลิกบุหรี่ได้เป็นเวลา 3 เดือน 1 คน ลดการสูบและตั้งใจจะเลิกจำนวน 22 คน วิทยาเขตภูเก็ต เกิดแกนนำนักเรียนนักรณรงค์โรงเรียนไทยรัฐวิทยา (29) และโรงเรียนกระทู้วิทยา จำนวนรวม 70 คน จัดกิจกรรมเรื่องพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า 7 ครั้งมีคนเข้าร่วมจำนวน1,111 คน กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ส่วนวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี มีผู้ลงนามงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2567 จำนวน 42 คน ผลการติดตามครั้งที่ 1 เหลือผู้ร่วมงดเหล้าฯ 39 คน งดเหล้าไม่สำเร็จ จำนวน 3 คน ส่วนการผลักดันเชิงนโยบาย วิทยาเขตหาดใหญ่ มีการเสนอ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนน พัฒนาระบบเฝ้าระวัง และวิเคราะห์สถานการณ์ติดตามประเมินผล มีการเสนอให้โรงเรียนเทศบาล 1 เมือง คอหงส์ มีการขับเคลื่อนกิจกรรมทั้งการบรรยาย ให้ความรู้ รณรงค์วินัยจราจรและ ประกาศให้ผู้ปกครองและนักเรียนสวมหมวกนิรภัย ตลอดเวลาการดำเนินทาง

​ด้านนายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการสรุปความคืบหน้าของการดำเนินงานแต่ละวิทยาเขตมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันเช่น วิทยาเขต หาดใหญ่และวิทยาเขตตรังเลือกประเด็นการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุมีการระบุพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเป้าหมาย ระบุจุดเสี่ยงทั้งในมหาวิทยาลัยและชุมชนรวมทั้งมีการสังเกตพฤติกรรมการสวมหมวก นิรภัยซึ่งวิทยาเขตหาดใหญ่สวมหมวกนิรภัยเกิน 80 %ส่วนวิทยาเขตตรังสวมหมวกนิรภัยเกิน 50% วิทยาเขตปัตตานีและวิทยาเขตภูเก็ตเลือกประเด็นบุหรี่จากข้อมูลที่จัดเก็บสะท้อนว่าปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ในวิทยา เขตภูเก็ตนั้นรุนแรงขึ้นมีคนสูบบุหรี่ไฟฟ้า 19.5% สูบบุหรี่ธรรมดา 8.2% และ 87%ซื้อจากออนไลน์ ส่วน วิทยาเขตปัตตานีนั้นเน้นทำงานร่วมกับชุมชนด้วยการสร้างต้นแบบมัสยิดปลอดบุหรี่และจะขยายไปสู่ ชุมชน ในขณะที่วิทยาเขตสุราษฎร์ธานีเน้นให้ความรู้กับประชาชนและนักศึกษาปี 1 มีการร่วมรณรงค์ลงนามเครือข่ายคนงดเหล้าเข้าพรรษา

กรรมการกองทุนสสส.กล่าวต่อว่าการดำเนินกิจกรรมแต่ละวิทยาเขตต้องยึดตัวชี้วัดโครงการ นอกจากนี้พบว่ายังมีจุดที่ควรดำเนินการเพิ่มเติมเช่นการจัดการความรู้ทั้งการจัดเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อนำไปสื่อสารรณรงค์ให้ความรู้และจัดกิจกรรมเช่นเมื่อระบุจุดเสี่ยงของอุบัติเหตุแล้วจะลดจุดเสี่ยงอย่างไรหรือสวมหมวกนิรภัยน้อยจะมีกิจกรรมเพิ่มการสวมหมวกนิรภัยให้มากขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งการหาแนวทางลดปัญหาอุปสรรคในการทำงานที่มีการระบุไว้ทั้งการวางแผนจัดกิจกรรมให้มีความแน่นอนและการเชื่อมประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

​ขณะที่ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการควบคุมยาสูบได้สรุปสถานการณ์ความรุนแรงของบุหรี่ไฟฟ้าว่า ประชากรไทยวัย 15 ปีขึ้นไปมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 48,336 คนในปี 2557 เป็น 709,677 คนในปี 2565 โดยเฉพาะ เด็กผู้ชายและผู้หญิงวัย 13-15 ปีสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5.3 เท่าแต่ที่น่าตกใจคือถ้าแยกเฉพาะเพศหญิงเพิ่มขึ้นถึง 7.9 เท่า อันตรายและโรคที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าพบว่ามี การทำลายเซลล์หลอดเลือดแดง 58% เสี่ยงต่อเส้นเลือดในสมองตีบเร็วกว่าบุหรี่ธรรมดา 10 ปีและก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่น ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ควันบุหรี่ไฟฟ้าทั้งมือหนึ่งและมือสองมีผลต่อพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงมากกว่าเด็กที่ไม่สูบ 3-4 เท่า นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เส้นเลือดหดตัวทั่วร่างกาย ทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มีข้อมูลชุดเจนว่า53%ของวัยรุ่นไทยที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอาการซึมเศร้า

นอกจากพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าที่รุนแรงแล้ว นักรณรงค์จะต้องชี้เห็นว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ห้ามนำมีบทลงโทษจำคุกจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้าหรือทั้งจำทั้งปรับ พ.ร.บ.ศุลกากรก็ห้ามน้ำเข้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือปรับไม่เกิน 500,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คำสั่งคณะกรรมการคุมครองผู้บริโภคห้ามขาย ห้ามให้บริการ ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 500,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยกลยุทธ์ของธุรกิจบุหรี่คือทำให้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องปกติในสังคม โดยมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน อ้างว่าปลอดภัย ช่วยเลิกบุหรี่มวนได้ มีการสร้างเครือข่ายสนับสนุนฝ่ายตัวเองทั่วโลกผ่านมูลนิธิเพื่อโลกปลอดควันบุหรี่ เราต้องสื่อสารให้ประชาชนรู้เท่าทัน

'อินฟลูฯ ต่างชาติ' ยกย่อง!! ประเทศไทยดูแลประชาชนได้ดีจริงๆ ยกเคส 'เติมลมยางรถฟรี' แต่ที่อังกฤษต้องเสียเงินและมีเวลาจำกัด

เมื่อไม่นานมานี้ ‘คุณลูค’ หรือ เจ้าของบัญชีติ๊กต๊อก (TikTok) ที่ใช้ชื่อว่า ‘imlukematthew’ ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติจากสหราชอาณาจักร ที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยจนรู้สึกติดใจและอาศัยอยู่ในประเทศอยู่ยาวมาข้ามปีกว่าแล้ว ได้ลงคลิปความประหลาดใจกับสาธารณูปโภคของไทยที่สะดวกในการใช้บริการแบบที่บ้านเกิดของเขาไม่มี โดยได้มีการยกตัวอย่าง การเติมลมยางรถในปั๊มน้ำมันของไทย ที่ใช้กันได้ฟรี ๆ ว่า…

'Thailand is King ประเทศไทยคือ ราชา'

โดยเนื้อหาในคลิปดังกล่าวจะเห็นคุณลูคอยู่ในปั๊มน้ำมันเชลล์ พร้อมกับพูดถึงว่า ใคร ๆ ต่างก็พูดกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศยากจน แต่สำหรับเขาที่ได้มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นก็ได้พบว่า ประเทศไทยมีดีกว่าอังกฤษมาก พร้อมกับแพนกล้องไปที่เครื่องเติมลมยางรถในปั๊มเชลล์และเสริมว่า…

“ปกติในอังกฤษนะ เขาจะคิดเงินค่าใช้เครื่องเติมลม ไม่ได้ฟรี แต่ในไทย เราแต่จอดรถตรงนี้ (ที่เครื่องปั๊มลม)”

จากนั้นคุณลูคก็ได้อธิบายเปรียบเทียบความแตกต่างในการใช้บริการเครื่องเติมลมระหว่างปั๊มน้ำมันในไทยและอังกฤษว่า...

“ในอังกฤษมีช่องให้หยอดเหรียญ แล้วพอใส่เหรียญ เครื่องเติมลมก็จะทำงานในเวลาจำกัด แต่ที่ไทยให้ใช้ฟรีไม่จำกัดเวลา”

พร้อมกับย้ำว่า ประเทศไทยนั้นดูแลประชาชนดีจริง ๆ ไม่คิดเงินค่าลมยางรถที่เติมใส่ล้อรถ พร้อมกับทิ้งท้ายว่า 'ทีมไทยแลนด์!!'

ทางด้านชาวเน็ตต่างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นกับคลิปของคุณลูค ซึ่งส่วนมากจะเป็นการสนับสนุนความคิดเห็นของเขาเช่นกัน “ไม่ใช่แค่ปั๊มเชลล์ครับ ทุกปั๊มเลยครับ แม้แต่ร้านซ่อมรถข้างทาง เขาก็ให้เติมลมฟรีครับ” 

นอกจากความคิดเห็นสนับสนุนแล้ว ชาวเน็ตคนไทยต่างก็ขอบคุณคุณลูคที่รักประเทศไทยและตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ดูเหมือนธรรมดาสำหรับคนไทยอย่างเรื่องการเติมลมยางในปั๊มน้ำมัน แต่กลับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ในสายตาชาวต่างชาติ

ถือเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในทางอ้อมจริง ๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top