Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

ผบ.ทร. มอบประกาศเกียรติคุณยกย่องชมเชย กำลังพล ประกอบคุณงามความดี

(31 ต.ค. 67) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานในพิธี มอบประกาศเกียรติคุณชมเชยกำลังพลกองทัพเรือ ที่ประกอบคุณงามความดี เสียสละช่วยเหลือสังคม และสร้างชื่อเสียงให้กับกองทัพเรือ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้กำลังพลของกองทัพเรือ มีความเสียสละช่วยเหลือสังคม ณ ห้องประชุมสุพรรณหงส์ อาคารส่วนบัญชาการ กองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน กรุงเทพมหานคร

กำลังพล ที่เข้ารับมอบประกาศเกียรติคุณยกย่องชมเชย จากผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนอันแสดงถึงความกล้าหาญและความเสียสละ ในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในทันที ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมและได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพเรือ ให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยเป็น  กำลังพลจากหน่วยบัญชาการต่อสู้กาศยานและรักษาฝั่ง จำนวน 3 นาย ได้แก่
1.พันจ่าเอก คมสันต์ เสาทอง สังกัด กรมสนับสนุน หน่วยบัญชาการต่อสู้กาศยานและรักษาฝั่ง
2.จ่าเอก พัทธดนย์ จงใจรักษ์ สังกัด กรมสนับสนุน หน่วยบัญชาการต่อสู้กาศยานและรักษาฝั่ง
3.จ่าเอก สิฐิชัย รุ่งเรือง  สังกัด กรมสนับสนุน หน่วยบัญชาการต่อสู้กาศยานและรักษาฝั่ง

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน 5 ผีร้ายฮาโลวีน!! ที่จะมาหลอกหลอนคุณจนหมดตัว

(31 ต.ค. 67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพที่ก่ออาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลฮาโลวีน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนระวังภัย 5 ผี มิจฉาชีพ ที่พี่น้องประชาชนต้องระวัง อย่าให้มาหลอกหลอน สร้างความเสียหายในสังคม

1. ผีขายของ - โฆษณาขายสินค้าราคาถูก หากหลงเชื่อจะถูกหลอก ได้แค่วิญญาณของสินค้า (ไม่รับสินค้าจริง) หรือได้รับสินค้าที่ไม่ตรงปก

2. ผีดูดทรัพย์ - ชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจที่อ้างว่าผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำ ใช้ระยะเวลาสั้น สุดท้ายเป็นแชร์ลูกโซ่ หรือหลอกเอาเงิน

3. ผีหลอกรัก - แอบอ้างเป็นชาวต่างชาติหน้าตาดี มีฐานะ ทักมาสร้างสัมพันธ์ จากนั้นจะอ้างเหตุสารพัด หลอกให้โอนเงินไปให้

4. ผีทักแชต - ส่งข้อความหลอกลวงแอบอ้างเป็นหน่วยงานราชการ หรือเอกชน แนบลิงก์ให้กด ติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน หรือหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล

5. ผีชวนเปิด - ชักชวนให้เปิดซิมผี บัญชีม้า ให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ แลกกับค่าตอบแทน จากนั้นจะถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิด ทำให้เจ้าของซิมผี บัญชีม้า ถูกดำเนินคดี

นอกจากนี้ พี่น้องประชาชนยังต้องระมัดระวังในการเดินทางและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลฮาโลวีน โดยควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และสังเกตทางออกฉุกเฉินอยู่เสมอ เพื่อจะได้หนีออกจากสถานที่ดังกล่าวได้หากเกิดเหตุไม่คาดคิด รวมไปถึงการดูแลบุตรหลานของท่านอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการผลัดหลง หรือถูกผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสล่อลวงบุตรหลานของท่านไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการหลอกลวง หรือเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 และหากท่านตกเป็นเหยื่อ หรือได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้ต้องขังคดี 112 เปิดหน้าอกเป็นรอย 112 จากการกรีด ในห้องศาลขณะฟังคำตัดสิน

(31 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ ได้โพสต์ข้อความว่า 

บันทึกจากห้องพิจารณาคดีที่ 707 : รอยกรีด 112 บนหน้าอก #เก็ทโสภณ ประท้วงกระบวนการยุติธรรมและปัญหาของมาตรา 112 

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 เวลา 09.36 น.
ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 707 ศาลอาญา 
กับรอยเลือดบนหน้าอก 'เก็ท' โสภณ ที่ถูกกรีดเป็นคำว่า ‘112’

ช่วงเช้าของวันที่ 29 ต.ค. 2567 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดี #มาตรา112 ของ 'เก็ท' โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ จากเหตุปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดการวัคซีนโควิด-19 และการใช้งบประมาณของสถาบันกษัตริย์ ในวันแรงงานสากลปี 2565 ภายใต้กิจกรรม #แจกน้ำยาให้หมามันกิน 

เก็ทถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังห้องพิจารณาคดี แต่ก่อนที่ศาลจะเริ่มอ่านคำพิพากษา เก็ทเดินเข้าไปในคอกพยาน และขออนุญาตศาลแถลงบางอย่าง ก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษา เสียงพูดคุยในห้องก็เริ่มเงียบลง ทุกสายตาในห้องพิจารณาคดีจ้องมาที่เก็ท

เก็ทยืนตรง สายตามองไปที่ผู้พิพากษา และถอดเสื้อนักโทษสีน้ำตาลออก แต่มีสิ่งหนึ่งที่แปลกตาไป นั่นคือมีรอยแผลจากการกรีดบริเวณหน้าอก เป็นตัวเลข 112 ก่อนเขาเริ่มเอ่ยคำแถลงมีเนื้อหาที่พอจดบันทึกได้

“..ท่านอาจมองว่าการถอดเสื้อเป็นเรื่องไร้มารยาท การเอามีดมากรีดอกเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งที่ผมทำเป็นเรื่องผิดปกติ มีสิ่งที่ผิดปกติกว่านั้น

“การจับคนเข้าคุกไปดำเนินคดี การที่ใช้มาตรา 112 มากกว่า 300 คน ทั้งที่สำนักพระราชวังไม่ได้ฟ้อง สถาบันกษัตริย์ไม่ได้เป็นโจทก์ร่วม ในการพิจารณาคดีมีสิ่งผิดปกติมากมาย บางคนไม่ได้สิทธิประกันตัว บางคนโดนถอนประกัน 

“เวลาที่ศาลตัดสิน สมเหตุสมผลกับพฤติการณ์หรือไม่ บางครั้งเราแสดงความเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ทำไมโทษถึงหนัก อย่างที่อานนท์โดนโทษจำคุกสี่ปี

“อย่างที่ท่านกำลังจะตัดสินผมวันนี้ ท่านไม่ได้แค่ทำร้ายผม แต่ทำร้ายครอบครัวผม คนรักผม และเพื่อนผมด้วย 

“ท่านกำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม เราจะอยู่กันอย่างไรถ้าเราหยิบความจริงมาพูดกันไม่ได้ แสดงความเห็นไม่ได้ แม้ว่ามันจะมีประโยชน์ต่อสาธารณชน แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์

“ผมให้ความเคารพท่าน ไม่ใช่แค่ฐานะผู้พิพากษา แต่เป็นสถาบันตุลาการด้วย ท่านไม่ใช่แค่ศาลใต้พระปรมาภิไธยเท่านั้น ท่านศักดิ์สิทธิ์ในนามสถาบันตุลาการ สามารถชี้ผิดชี้ถูกได้

“ผมอยากให้คำตัดสินของท่านวันนี้สั่งสอนผม และประชาชนที่มาสังเกตการณ์วันนี้ ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกหรือผิด และประชาชนไทยมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นเท่าไหร่

“ผมใช้มีดกรีดอกตัวเอง แต่ละแผลมันเจ็บมาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ท่านรู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เด็กอย่างรุ่นผมคิดได้ ท่านก็ต้องคิดได้ว่ามาตรา 112 มีปัญหา ตั้งแต่การดำเนินคดี การฟ้อง และการพิพากษา 

“ท่านผู้พิพากษามีศักดิ์และสิทธิในการแก้ปัญหาความผิดปกตินี้ที่มันเกิดขึ้น แต่ถ้าท่านเพิกเฉย มองว่าเป็นเรื่องปกติ ทำตามหน้าที่ มันก็คือการหล่อเลี้ยงปัญหาที่เกิดขึ้น

“วันนี้ท่านจะพิพากษาผมยังไงก็แล้วแต่ แต่ผมยืนยันว่ามาตรา 112 มีปัญหา

“เวลาผมนอนอยู่ในคุก ไม่ทำอะไร เดี๋ยวก็พรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้า เวลาเปลี่ยน สังคมไม่ได้เปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยนแปลงเพราะคน

“ผมชื่นชม ถ้าท่านยึดมั่นในอุดมการณ์ พิพากษาอย่างเป็นกลาง ปราศจากอคติ แต่ผู้พิพากษาอีกหลายคนที่ไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่เมื่อใส่ชุดครุยแล้ว ก็ควรที่จะไม่มีอคติ

“อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เมื่อท่านถอดชุดครุยก็เป็นประชาชนเหมือนกัน”

ในคดีนี้ ศาลพิพากษาว่าเก็ทมีความผิดฐาน 'หมิ่นประมาทกษัตริย์' ตามมาตรา 112
ลงโทษจำคุกใน 3 ปี ก่อนลดเหลือ 2 ปี เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ 

หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เสียงบทสนทนาในห้องก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เก็ทหันหลังกลับไปหาประชาชนหลายสิบคนที่นั่งอยู่ในห้อง หลายคนก็เดินมาให้กำลังใจ สวมกอด ถามไถ่เกี่ยวกับรอยกรีดตัวเลขนั้น ในขณะที่บางคนก็นั่งมองอยู่ห่าง ๆ และบางคนก็ร้องไห้ออกมา

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เตรียมพาตัวเก็ทออกจากห้องพิจารณา เขาต้องบอกลาเพื่อน ครอบครัว รวมไปถึงคนรักอีกครั้งหนึ่ง 

แทนที่จะได้กลับบ้าน เก็ทต้องกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เขาถูกคุมขังมาแล้ว 1 ปี 2 เดือนเศษ ขณะก็ถูกนับโทษจำคุกรวมทั้งหมดในสามคดีเป็น 8 ปี 6 เดือน

‘ซูนึง’ สอบเข้ามหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ วันชี้อนาคตเด็กเกาหลีที่ทั้งประเทศแทบหยุดนิ่ง

(31 ต.ค. 67) ในโอกาสครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์โศกนาฏกรรมฝูงชนเบียดกันเสียชีวิตมากถึง 158 คน ที่ย่านอิแทวอน กรุงโซล เกาหลีใต้ 

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมฮาโลวีนอีแทวอนในครั้งนั้น คือภาพสะท้อนสังคมเกาหลีใต้ได้ชัดเจน

โดยเพจเฟซบุ๊กของ Pornpichit Samaktham ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 หรือวันนี้ เมื่อ 2 ปีก่อนไว้อย่างน่าสนใจว่า วันนี้ขอพูดเรื่องต้นตอการศึกษาของประเทศเกาหลีใต้

คนเกาหลีไม่กลัวคนเยอะ เพราะสังคมสอนให้ผู้แกร่งถึงจะรอด ไม่กลัวคิว 3 ชม. ไม่กลัว ยัดแย่งกันบนรถไฟฟ้า ไม่กลัวเรียนหนัก ทำงานหนัก หรือ แม้กระทั่งบนรถไฟฟ้า ไม่มีผู้ชายหนุ่มๆ เสียสละให้คนแก่ นักเรียน ผู้หญิง นั่งก่อน ต้องแย่งกันนั่ง

ทำให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่อิแทวอน เบียดเสียดแย่ง เป็นเรื่องธรรมดา คนยิ่งเยอะยิ่งชอบ

เท่าที่คุยกับคนเกาหลีมา ผมขอสรุปภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่าคนเกาหลีสะสมความเครียดจากการศึกษา ทำงาน สังคม ต้องปลดปล่อยในเรื่องบันเทิงแบบสุดๆ เพราะเก็บสะสมความเครียดมาจากเรื่องข้างต้น

คนเกาหลีดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มากกว่าคนรัสเซียเสียอีก ดื่มกันตั้งแต่เด็ก นักศึกษาจนวัยทำงาน ทั้งเพศชายและหญิง

มาดูเรื่องการศึกษา

จีนสอบเกาเข่า ไทยสอบ GAT - PAT ส่วนเกาหลีใต้ก็มีสอบซูนึง ในการเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย

"การสอบซูนึง"

นี่คือการวัดอนาคต นักเรียนมัธยมปลาย ใช้เวลา แค่ 8 ชั่วโมง บ่งบอกทั้งชีวิตของคนเกาหลีใต้

การสอบซูนึง ของเด็ก ม.6 หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว วัดทุกอย่างที่เรียนมาทั้งชีวิต ไม่มีโอกาสให้แก้ตัว เป้าหมายการเข้ามหาวิทยาลัยดัง มีเวลาแค่ 8 ชั่วโมงเท่านั้น

เพราะฉะนั้น วันสอบซูนึง คือวันสำคัญของประเทศเกาหลีใต้ แนะนำนักท่องเที่ยวควรเลี่ยงวันนี้ เพราะจะมีเหตุการณ์ไม่ปกติของประเทศนี้เกิดขึ้น เด็กกว่า 600,000 คน แยกย้ายกันไปกว่า 1,200 สนามสอบทั่วประเทศ 

วันนี้เครื่องบินไฟล์ต่างประเทศ ในประเทศ ตลาดหุ้น ช็อปปิ้งมอลล์ ต้องเลื่อนเวลาทำการ เพื่อไม่ให้กระทบสมาธิของเด็ก

รถไฟฟ้า รถเมล์ ขนส่งสาธารณะ ขยายเวลาทำการ เพื่อบริการเด็กมาถึงสนามสอบให้ทัน 

ส่วนตำรวจห้ามลาเด็ดขาด ทุกคนต้องมาประจำบนถนน เพื่อรับส่งเด็กเข้าห้องสอบให้ทันทุกกรณี

ส่วนผู้ปกครองปู่ย่าตายาย มีหน้าที่สวดมนต์ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่ออนาคตของลูกหลาน จะได้ประสบความสำเร็จ ต่างคนต่างต้องช่วยกัน

และแน่นอนว่า ถ้าใครไม่ทันสนามสอบในวันนี้

หมายถึงอนาคตดับวูบไม่ได้แก้ตัว ไม่มีมหาวิทยาลัยรองรับ  ต้องสอบใหม่ปีหน้า หรือไปเรียนต่างประเทศ หรือ ไม่เรียนต่อเลย 

ส่วนวันเวลาสอบ คือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

มาดูกันเขาสอบซูนึงหรือ CSAT ( College Scholastic Ability Test) มีวิชาอะไรกันบ้าง

ภาษาเกาหลี คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ นี่เป็น 3 วิชาหลัก และมีวิชาเลือกอื่น ๆ ตามสาขา เช่น วิทยาศาสตร์ สังคม ประวัติศาสตร์เกาหลี และภาษาที่ 3 อื่นๆ

ที่นั่นแบ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์ และสายศิลป์เหมือนบ้านเรานี่แหละ

นักเรียนเกาหลีใต้ออกจากบ้านไปติว 7-8 โมงเช้ากลับมาบ้านก็ 4 ทุ่มเข้านอนกันเลย เรียกว่าเด็กไทยชิดซ้าย

ขนาดซีรีส์เกาหลียังทำหนังเกี่ยวกับเส้นทางเข้า 3 มหาวิทยาลัยดังชั้นนำของประเทศเลย อย่างเรื่อง Reach for the Sky  
https://youtu.be/JCVI4b96m5I
นี่คือวาระแห่งชาติเกาหลีใต้จริงๆ

THE STATES TIMES ผนึกกำลัง SPUTNIK เชื่อมเครือข่ายข้อมูลข่าวสารข้ามโลก

(31 ต.ค. 67) สำนักข่าว THE STATES TIMES ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ(Memorandum of Understanding : MOU) ร่วมกับสำนักข่าว SPUTNIK ประเทศรัสเซีย 

การลงนามใน MOU ครั้งนี้ จะทำให้ทั้ง 2 สำนักข่าวสามารถใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้ เพื่อประโยชน์ในการนำเสนอข่าวระหว่างประเทศของทั้ง 2 สำนักข่าว

นายณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป ได้เปิดเผยว่า ในปัจจุบันข่าวสารจากประเทศรัสเซียในประเทศไทยยังขาดความหลากหลหายในการนำเสนอ ทางสำนักข่าว The States Times หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงนามในบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้จะสามารถทำให้ประชาชนชาวไทยรับข่าวสารจากทางประเทศรัสเซียได้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งตนยังมีความเชื่อว่าการที่ทางสำนักข่าว SPUTNIK ได้นำเสนอข่าวสารจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้นนั้นจะช่วยสร้างความเข้าใจในประเทศไทยให้แก่ชาวรัสเซีย นำมาซึ่งความร่วมมือกันระหว่างไทยและรัสเซียในด้านต่าง ๆ ในอนาคต อาทิ การลงทุน การท่องเที่ยว 

และเพื่อให้การร่วมมือในครั้งนี้ประสบความสำเร็จทางสำนักข่าว THE STATES TIMES จึงได้เชิญ ผศ.ดร.กฤษฎา พรหมเวค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นที่ปรึกษาในความร่วมมือครั้งนี้

ด้าน Vasily Pushkov ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของสำนักข่าว SPUTNIK เปิดเผยว่า ปัจจุบันข่าวสารของประเทศไทยที่มีการเผยแพร่ในประเทศรัสเซียมีจำนวนไม่มากนัก สวนทางกับจำนวนผู้คนที่สนใจ จากที่มีชาวรัสเซียจำนวนมากได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศไทย แม้ว่าทางสำนักข่าวของเราจะมีผู้สื่อข่าวประจำที่ประเทศไทย 1 ตำแหน่งแล้วแต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ดังนั้นการลงนามในบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อกระจายข่าวสารของประเทศไทยในรัสเซีย นอกจากนี้ทางประเทศไทยยังสามารถสื่อสารเรื่องราวของประเทศรัสเซียได้มากยิ่งขึ้น 

ในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักข่าว THE STATES TIMES ร่วมกับสำนักข่าว SPUTNIK ในครั้งนี้ ได้มีนายพรภิชิต สมัครธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักข่าว  THE STATES TIMES และ ผศ.ดร.กฤษฎา พรหมเวค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงร่วมเป็นพยานในการลงนามดังกล่าว

ททท. จัด Workshop 12 StartUp แลกเปลี่ยนแนวคิดพัฒนาอุตฯ ท่องเที่ยว

(31 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 22 ต.ค. 67 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้จัดกิจกรรม Founder First Date ภายใต้โครงการ TAT TRAVEL TECH STARTUP 2024 ณ ท่าเรือ ICONSIAM คลองสาน กรุงเทพฯ โดยมีนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมทั้งคุณกิตติ พรศิวะกิจ กรรมการ ททท. ร่วมแสดงความยินดีและกล่าวเปิดงาน

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ทั้ง 12 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั้งหมด 76 ทีม ได้ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนไอเดียร่วมกัน โดยได้รับคำแนะนำจากองค์กรพันธมิตรด้านการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวหลากหลายภาคส่วน

รายชื่อทีมผู้ผ่านคัดเลือกทั้ง 12 ทีมได้แก่
1. AAppoint (บริษัท แอพพ้อยท์เม้นท์ เอนี่แวร์ จำกัด)
2. Ascend Travel (บริษัท แอสเซนด์ แทรเวิล จำกัด)
3. Carbonwize (บริษัท คาร์บอนไวซ์ จำกัด)
4. CARMEN (บริษัท คาร์เมน ซอฟต์แวร์ จำกัด)
5. CERO (บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด)
6. CFoot (บริษัท แพลนเน็ตซี จำกัด)
7. Giant Stride (บริษัท ไจแอนท์ สไตรด์ จำกัด)
8. HAUP (บริษัท ฮ๊อปคาร์ จำกัด)
9. SHIN Platform (บริษัท ชิบะรูม จำกัด)
10. Socialgiver (บริษัท โซเชียลโมชั่น วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด)
11. YACHT ME Platform (บริษัท ยอร์ช มี คอร์เปอเรชั่น จำกัด)
12. สะอาดทริป (นายสิทธิเดช เฑียรแสงทอง)

ในงานยังมีผู้แทนจากองค์กรพันธมิตรเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), ธนาคาร SME D BANK, สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย, บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด, บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, SCBx NEXT TECH, The Able By KING POWER, ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC), บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด, สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย, Mission To The Moon, Greenery Media และ THE STATES TIMES

ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะเข้าร่วมกิจกรรม TAT Startup Bootcamp 1-2 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันรอบสุดท้ายซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ณ SCBX Space สยามพารากอน ชิงเงินรางวัลรวม 350,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรในโครงการ

คาดผู้โดยสารปี 67 แตะ 120 ล้าน AOT ยกระดับการให้บริการ นำระบบไบโอเมตริกมาใช้ทดแทนการเช็กอินใน 6 สนามบิน

(30 ต.ค. 67) นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทอท. สร้างประสบการณ์การให้บริการท่าอากาศยานที่ทันสมัย นำระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System: Biometric) ด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition มาใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสาร 

โดยพัฒนาและทดสอบระบบฯ ให้มีความพร้อมใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว รวมทั้งช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวของแต่ละจุดบริการภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ซึ่งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เปิดให้ใช้งานสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศ และในวันที่ 1 ธันวาคม 2567 พร้อมใช้งานสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้โดยสารจำเป็นต้องยินยอมให้ใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้งานระบบ Biometric สามารถลงทะเบียนใช้งานเมื่อมาเช็กอินที่สนามบินโดยมี 2 วิธี ได้แก่ 

1) เช็กอินที่เคาน์เตอร์เช็กอิน ผู้โดยสารแจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินให้ลงทะเบียนใบหน้าในระบบBiometric ผ่านเครื่องตรวจบัตรโดยสาร (เครื่อง CUTE) โดยระบบฯ จะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลใบหน้าและข้อมูลเอกสารการเดินทางของผู้โดยสารในรูปแบบของ Token ไว้ในระบบฯ 

2) เช็กอินที่เครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ (เครื่อง CUSS) โดยหลังจากเช็กอินเสร็จแล้ว ให้ผู้โดยสารเลือกสายการบินที่เดินทาง ต่อด้วยเลือก “Enrollment” จากนั้นสแกน barcode จากบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง (Boarding Pass) เสียบหนังสือเดินทาง (Passport) หรือบัตรประชาชน และสแกนใบหน้าเป็นขั้นตอนสุดท้าย ถือเป็นการเสร็จสิ้นการลงทะเบียน ซึ่งระบบฯ จะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลใบหน้าและข้อมูลเอกสารการเดินทางของผู้โดยสารในรูปแบบของ Token ไว้ในระบบฯ เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้วถือว่าผู้โดยสารได้ให้ความยินยอมให้ใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลแล้ว เมื่อผู้โดยสารจะโหลดกระเป๋าสัมภาระผ่านเครื่องรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (เครื่อง CUBD) ตลอดจนผ่านจุดตรวจค้น รวมทั้งขั้นตอนขึ้นเครื่อง ไม่ต้องแสดง Passport และ Boarding Pass อีกต่อไป ทั้งนี้ เป็นการยินยอมให้ใช้ข้อมูล Biometric สำหรับการเดินทางเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

นายกีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ Biometric จะช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้กับผู้โดยสารตั้งแต่การเช็กอินจนถึงการขึ้นเครื่อง โดยผู้โดยสารสามารถลงทะเบียนใบหน้าผ่านเครื่องเช็กอินและจุดบริการต่าง ๆ ทำให้ไม่จำเป็นต้องแสดงพาสปอร์ตและบัตรโดยสารในแต่ละจุดอีกต่อไป เนื่องจากระบบ Biometric สามารถรองรับและเชื่อมต่อกับระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง หรือ CUPPS (Common Use Passenger Processing System) ที่ ทอท. ได้ติดตั้งและใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทั้ง 5 ระบบ ได้แก่ 

1) เครื่อง CUTE หรือเครื่องตรวจบัตรโดยสารซึ่งใช้งานโดยเจ้าหน้าที่สายการบิน 

2) เครื่อง CUSS หรือ เครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ 

3) เครื่อง CUBD หรือเครื่องรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ 

4) ระบบ PVS (Passenger Validation System) สำหรับตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้โดยสาร 

5) ระบบ SBG (Self-Boarding Gate) หรือระบบประตูทางออกขึ้นเครื่อง ทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายอย่างสมบูรณ์

นายกีรติ ได้กล่าวถึงปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ว่า ในปีงบประมาณ 2567 (ตุลาคม 2566 - กันยายน 2567) มีผู้โดยสารมาใช้บริการรวมกว่า 119.29 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 72.67 ล้านคน เพิ่มขึ้น 34.82% และผู้โดยสารภายในประเทศ 46.62 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.01% และมีเที่ยวบินรวม 732,690 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 14.5% แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 416,190 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 29.63% และเที่ยวบินภายในประเทศ 316,500 เที่ยวบิน ลดลง 0.73% โดยเฉพาะที่ ทสภ. มีผู้โดยสาร 60 ล้านคน เพิ่มขึ้น 24.04% และมีเที่ยวบิน 346,680 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 17.88% ทดม. มีผู้โดยสาร 29.15 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.25% และมีเที่ยวบิน 197,250 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 11.47% ทชม. มีผู้โดยสาร 8.82 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.14% และมีเที่ยวบิน 57,780 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 9.68% ทชร. มีผู้โดยสาร 1.9 ล้านคน ลดลง 1.96% และมีเที่ยวบิน 12,260 เที่ยวบิน ลดลง 3.37% ทภก. มีผู้โดยสาร 16.40 ล้านคน เพิ่มขึ้น 25.94% และมีเที่ยวบิน 98,710 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 19.97% และ ทหญ. มีผู้โดยสาร 3.03 ล้านคน ลดลง 5.14% และมีเที่ยวบิน 19,730 เที่ยวบิน ลดลง 5.84% ทั้งนี้ มีผู้โดยสารแยกตามสัญชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ รัสเซีย และญี่ปุ่น

ทั้งนี้ จากข้อมูลการจัดสรรตารางบินฤดูหนาว 2024/2025 (W2024/2025) ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง มีเที่ยวบินได้รับการจัดสรรเวลารวม 370,239 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากฤดูหนาวในปีที่ผ่านมา (W2023/2024 ) 22.1% แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 222,780 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 33.1% เที่ยวบินภายในประเทศ 147,459 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 8.5% มีแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารรวมทั้งระหว่างประเทศและในประเทศเพิ่มขึ้น 23% และเส้นทางระหว่างประเทศที่มีผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย สิงคโปร์ และฮ่องกง

สำหรับในปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กันยายน 2568) ทอท. คาดว่าจะผู้โดยสารมาใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง รวมกว่า 129.97 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ ประมาณ 78.61 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.17% และผู้โดยสารภายในประเทศ ประมาณ 51.36 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10.18% ขณะที่คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 808,280 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.32% แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศประมาณ 453,750 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 9.02% และเที่ยวบินภายในประเทศประมาณ 354,530 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.02% โดยเฉพาะที่ ทสภ. คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 64.44 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.40% และมีเที่ยวบินประมาณ 376,820 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 8.69% ทดม. มีผู้โดยสารประมาณ 33.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.91% และมีเที่ยวบินประมาณ 223,200 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 13.00%

ทอท. มุ่งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าอากาศยานให้ทันสมัยทันต่อความต้องการของผู้ใช้บริการท่าอากาศยาน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ทอท. ที่จะเป็นผู้ดำเนินการและจัดการท่าอากาศยานที่ดีระดับโลก

'ผู้ช่วยอ้อ' สั่งประชุม พนง.สืบสวน คดีทองแม่ตั๊ก เร่งรัดสำนวนพร้อมส่งไม้ต่อ พนง.อัยการ

ที่ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล ชั้น 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป 4) (สส 2) ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เป็นประธานการประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง ตร. ที่ 500/2567 ลง 11 ต.ค.67 เพื่อเร่งรัดติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีบริษัท เคทูเอ็น โกลด์ จำกัด (คดีทอง น.ส.กรกนก หรือตั๊ก สุวรรณบุตร กับพวก) ซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจและมีผู้เสียหายจำนวนมาก

โดยมี พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ รอง ผบก.กต.7, พ.ต.อ.ศราวุธ สวัสดิชัย รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมคณะพนักงานสอบสวนสังกัด บช.ก. และ บก.ปคบ. เข้าร่วมประชุม

ซึ่งในการประชุมในครั้งนี้ เป็นการรายงานความคืบหน้าในการดำเนินคดีบริษัท เคทูเอ็น โกลด์ จำกัด กับพวก โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาพยานหลักฐานที่รวบรวมมาได้และร่วมกันกำหนดประเด็นการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความถูกต้อง รัดกุมและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จากนั้นจะได้สรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมมีความเห็นทางคดีส่งพนักงานอัยการตามกฎหมายต่อไป

‘หมอสุภัทร’ ปธ.ชมรมแพทย์ชนบท โพสต์แรง!! งดเข้าร้านดังชุมพร เหตุมีป้ายสนับสนุนแลนด์บริดจ์

(30 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึง การขึ้นป้ายสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า..

ปิดบัญชีร้านที่จะแวะทานแถวชุมพรอีกร้าน 
“งดเข้าห้องอาหารคุณสาหร่ายที่เปิดมายาวนาน“ 
จนกว่าป้ายข้างๆ จะเอาออก แล้วค่อยคิดทบทวนใหม่
ชีวิตต้องเลือกข้าง ไม่มีเป็นกลาง เป็นกลางคือ ignorance

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ เตือน ‘ขายบัญชีม้า’ โทษหนัก จำคุก 3 ปี เผยในรอบ 1 ปี (ต.ค.66 - ก.ย.) จับแล้ว 2,900 ราย  

(30 ต.ค.67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการการตรวจสอบและปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ  กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าจนถึง ตุลาคม 2567 รวมกว่า 1,100,000 บัญชี พร้อมกับการขยายผลดำเนินการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น 

ทั้งนี้สถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ถึงเดือนกันยายน 2567 (12 เดือน) มีจำนวนรวม 2,897 ราย เฉพาะในเดือนกันยายน 2567 มีจำนวน 497 ราย 

ที่ผ่านมา อาจเห็นว่าการขายบัญชีธนาคารเป็นวิธีการที่ได้เงินมาง่าย และไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากบัญชีธนาคารดังกล่าวถูกนำไปใช้โดยกลุ่มมิจฉาชีพ ต่อมาเมื่อรัฐบาลออก พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เพื่อกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย 

นอกจากนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล เพื่อลดปัญหา พยายามหยุดการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายจากบัญชีม้า ซึ่งต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พิจารณายกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน โดยออกเป็นหนังสือเวียน เลขที่ ธปท.ฝตท. (01) ว. 384/2567 แจ้งต่อสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ทุกแห่ง ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน เรื่อง การเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการบัญชีเงินฝาก หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในกรณีลูกค้ามีความเสี่ยงสูงหรือใช้บัญชีที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมผิดปกติ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เพื่อเป็นการจัดกลุ่มบัญชีม้า โดยยกระดับการจัดการ 'บัญชี' เป็นระดับ 'บุคคล' (ระงับช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกบัญชี ทุกธนาคาร ถ้ามีชื่อว่าเป็นผู้ขายบัญชี ให้คนร้าย หรือ บัญชีม้า) และดำเนินการเข้มข้นขึ้นทั้งบัญชีในปัจจุบันและการเปิดบัญชีใหม่ 

“นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องปราบโจรออนไลน์ จึงขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนว่า การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีโทษจำคุกถึง 3 ปี ทั้งนี้หากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top