Friday, 12 June 2026
NEWS FEED

ธงฟ้าเชียงรายคึกคัก!  พาณิชย์นำสินค้าฉลาดเลือกราคาประหยัด กว่า 500 รายการ ลดสูงสุด 70% ช่วยลดรายจ่าย-มอบความสุขช่วงท้ายปี  

(1 ธ.ค.  67) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานมหกรรมธงฟ้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงราย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ที่บริเวณลานหลังเทศบาลตำบลเมืองพาน อ.พาน จ.เชียงราย โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส.เชียงราย ร่วมด้วย ภายในงาน มีการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 500 รายการ ลดสูงสุด 70% สำหรับคนฉลาดเลือก อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ช่าง สินค้าซ่อมแซมบ้าน สินค้าทำความสะอาดบ้านเรือน สินค้าชุมชน เป็นต้น 

“เมื่อเดือนที่แล้วทางภาคเหนือมีน้ำท่วม รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์พยายามเข้ามาช่วยเหลือในทันทีและเมื่อน้ำลด กระทรวงพาณิชย์ก็มาช่วยฟื้นฟูและขายสินค้าในราคาถูกให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่และเชียงราย จัดมหกรรมธงฟ้า อยากให้ประชาชนมีความสุขโดยเฉพาะในช่วงใกล้ปีใหม่ ซื้อของตกแต่งบ้าน สินค้าอุปโภค-บริโภค ในราคาถูก อยากให้ทุกคนมีขวัญกำลังใจที่ดี วันนี้ได้มาเห็นหน้าผู้คนเดินซื้อของยิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข แม่บ้านก็ชอบมาก ได้ความรู้สึกที่ดีกลับไป ซึ่งคาดว่าจะขายได้หลายล้านบาทแต่ไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกของคนที่มาจับจ่ายใช้สอย และที่สำคัญรัฐบาลเราดูแลทุกภาค ทางภาคใต้ที่กำลังประสบอุทกภัย กระทรวงพาณิชย์ก็ตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ําท่วมกระทรวงพาณิชย์ และได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดเข้าไปช่วยกำกับดูแลราคาสินค้า ของห้ามขาด ห้ามแพง ถ้าพบราคาแพงเกินสมควรขอให้แจ้ง 1569 สายด่วนของกรมการค้าภายในจะรีบเข้าไปแก้ไขในทันที“ นายพิชัย กล่าว

ภายในงาน มีการจำหน่ายสินค้าไฮไลต์ สินค้าประมง และสินค้าผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 95 บาท น้ำตาลทรายขาว กิโลกรัมละ 24 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 46บาท ข้าวหอมมะลิ 100% (5 กก.) ถุงละ 150 บาท กุ้งเผา กล่องละ 199 บาท ส้มโอขาวใหญ่ ลูกละ 40 บาท สับปะรดภูแล กิโลกรัมละ 20 บาท และส้มเขียวหวานสีทอง กิโลกรัมละ 30 บาท และมีสินค้าโปรโมชั่น ปลานิลเผา ตัวละ 99 บาท มาให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอย ช่วยเพิ่มรายได้ และระบายสินค้าให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ มีการรวบรวมผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร เช่น ส้ม มาจำหน่ายในกิจกรรมของธงฟ้าฯ เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรแบบเชิงรุก ป้องกันไม่ให้ผลไม้ราคาตกต่ำและสินค้าล้นตลาด

“พาณิชย์” เผย ครม.สัญจร เคาะ! มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว-ข้าวโพด ปี 67/68 กว่า 9,900 ล้านบาท ช่วยพี่น้องเกษตรกรไทยยั่งยืน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ภายหลังการประชุม ครม. สัญจรที่เชียงใหม่ ที่มี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้อนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาตรการเพิ่มช่องทางการตลาด ปี 67/68 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาผลผลิตที่เกษตรกรขายได้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมทั้งมาตรการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีเพียงพอต่อความต้องการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น กว่า 9,924 ล้านบาท จำแนกเป็น ข้าวเปลือก 3 มาตรการ วงเงิน 9,604 ล้านบาท และข้าวโพด 5 มาตรการ 320 ล้านบาท ดังนี้

ข้าวเปลือก 3 มาตรการ เพื่อดูดซับข้าวเปลือกในช่วงที่ข้าวออกมาจำนวนมาก เป้าหมาย 8.50 ล้านตันประกอบด้วย 

(1) สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงิน 8,362.76 ล้านบาท โดยช่วยค่าฝาก 1,500 บาท/ตัน ในกรณีเข้าร่วมกับสหกรณ์ สหกรณ์รับ 1,000 บาท/ตัน เกษตรกรรับ 500 บาท/ตัน เก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง 1–5 เดือน เริ่มตั้งแต่ ครม. มีมติ - 28 ก.พ.2568 และเกษตรกรสามารถนำข้าวไปขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยข้าวหอมมะลิตันละ 12,500 บาท ปรับเพิ่มจากปีก่อนที่ตันละ 12,000 บาท (+500 บาท/ตัน) ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 11,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มจากปีก่อนที่ตันละ 10,500 บาท (+500 บาท/ตัน) ข้าวหอมปทุมธานี ตันละ 10,000 บาท ข้าวเจ้า ตันละ 9,000 บาท และข้าวเหนียว ตันละ 10,000 บาท หากข้าวราคาขึ้น เกษตรกรสามารถไปไถ่ถอนออกมา เพื่อนำมาจำหน่ายได้ 

(2) สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน ปรับเพิ่มจากปีก่อนที่เป้าหมาย 1 ล้านตัน (+0.5 ล้านตัน) วงเงิน 656.25 ล้านบาท โดยสหกรณ์จ่าย ดอกเบี้ย 1% รัฐช่วยดอกเบี้ย 3.5% ระยะเวลา 15 เดือน ระยะเวลาการจ่ายสินเชื่อตั้งแต่ ครม. มีมติ -30 ก.ย.2568 

และ (3) ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต๊อก เป้าหมาย 4 ล้านตัน วงเงิน 585 ล้านบาท โดยรัฐช่วยดอกเบี้ย 3% เก็บสต๊อก 2–6 เดือน ระยะเวลารับซื้อตั้งแต่ ครม. มีมติ - 31 มี.ค.2568

นายพิชัย กล่าวอีกว่า มติคณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 67/68 เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร รวมถึงรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก  ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และมาตรการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนในการพัฒนาการผลิตของตนเองโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และลดต้นทุนการผลิตรวม 5 โครงการ ประกอบด้วย

(1) สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 0.1 ล้านตัน วงเงิน 35 ล้านบาท โดยสหกรณ์จ่าย ดอกเบี้ย 1% รัฐช่วยดอกเบี้ย 3.5% ระยะเวลา 12 เดือน ระยะเวลาการจ่ายสินเชื่อตั้งแต่ ครม. มีมติ -31 พ.ค.2568

(2) ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต๊อก เป้าหมาย 0.2 ล้านตัน วงเงิน 26.67 ล้านบาท โดยรัฐช่วยดอกเบี้ย 3% เก็บสต๊อก 2–4 เดือน ระยะเวลารับซื้อตั้งแต่ ครม. มีมติ - 31 ม.ค. 2568

(3) โครงการเพิ่มช่องทางการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 67/68 วงเงิน 51.50 ล้านบาท

(4) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 67 – 68 วงเงิน 138 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรนำไปใช้เป็นเงินทุนในการเพิ่มผลิตภาพการผลิตและคุณภาพ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อาทิ ระบบน้ำหยด วงเงินรายละไม่เกิน 230,000 บาท เป้าหมาย 10,000 ราย รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี 

และ (5) โครงการส่งเสริมพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประเทศไทย (ปีที่ 1) วงเงิน 69.54 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก เพิ่มคุณภาพผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจะดำเนินการในพื้นที่เพาะปลูก 32 จังหวัด 

“รัฐบาลนำโดยท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าเกษตรทุกตัวให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์ก็จะเร่งดำเนินมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา รวมทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพการเพาะปลูก เพิ่มคุณภาพผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน“ นายพิชัยกล่าว 

‘นิพนธ์’ จับมือ!! พันธมิตร เดินหน้าแจกอาหาร 5,000 กล่อง เล็ง!! เปิดครัวเพิ่มอีก 1 จุดในพื้นที่ อ.เมืองสงขลา

(30 พ.ย. 67) ที่ วัดโคกสมานคุณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เริ่มแล้วเป็นวันที่สองกับโครงการ ‘เนชั่นปันน้ำใจช่วยภัยน้ำท่วม’ โดยมูลนิธิเนชั่น ร่วมกับ เครือข่ายช่วยเหลือประชาชนภาคใต้และภาคเอกชน ปักหมุดช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จัดตั้งโรงครัวอาสา ปรุงอาหารแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัย ณ โคกสมานคุณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยเมื่อเวลา 10.00 น. สามารถผลิตอาหารกล่องแจกจ่ายแล้วกว่า 2,500 กล่อง และช่วงเย็น จะผลิตอีก 2,500 กล่องให้ได้ตามเป้าวันละ 5,000 กล่อง โดยจะส่งถึงมือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่กระจายทั่วทุกพื้นที่  ซึ่งขณะนี้เราได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่ดีเช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนเนื้อไก่สดรวม  1,300 กิโลกรัม และไข่ไก่รวม 15,000 ฟอง โดยมีคุณจอมกิตติ  ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และผู้บริหารสูงสุด ด้านบริหารกิจการสัมพันธ์  เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เป็นผู้แทนส่งมอบ นอกจากนี้ยังมี บริษัทสยามอินเตอร์ฟู้ด จำกัด ,บริษัททีพีไอโพลีนจำกัด , บริษัทสมิหลาโคลสโตเรจ จำกัด 

ขณะเดียวกันนายนิพนธ์  บุญญามณี ตัวแทนพันธมิตร เปิดเผยว่า วันนี้เราได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่ดีเพิ่มขึ้นทั้งน้ำดื่ม และ บริจาคเป็นจำนวนเงินมา และในวันนี้ก็ได้รับเกียรติจาก คุณจอมกิตติ  ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และผู้บริหารสูงสุด ด้านบริหารกิจการสัมพันธ์  เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มามอบไก่สดเพิ่มอีก 300 กิโลกรัม และไข่ไก่อีก 3,000 ฟองด้วยตัวเองและวันนี้เราจะเปิดครัวเพิ่มอีก 1 จุด ในอำเภอเมืองสงขลา หลังจากนั้นก็จะประเมินว่าแจกเป็นถุงยังชีพให้กับชุมชนด้านในที่ได้รับความเดือดร้อนแต่ออกมาไม่ได้ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นวันพรุ่งนี้ (1 ธ.ค.) 

ทั้งนี้ โรงครัววัดโคกสมานคุณจะเปิดทำอาหารกล่องแจกจ่ายวันละ 2 มื้อในเวลา 10.00 น. และเวลา 17.00 น.และจะเปิดโรงครัวเพิ่มอีก 1 จุดในพื้นที่อ.เมืองสงขลาโดยจะเริ่มแจกเป็นมื้อแรกในเย็นวันนี้ (30 พ.ย. 67)  โดยจะดำเนินการไปจนกว่าสถานการณ์

สำหรับภาครัฐบาลยังไม่เห็นอะไรเป็นเรื่องเป็นราว บรรดาคณะรัฐมนตรี ยังคงปักหลักประชุม ครม.สัญจร ภาคเหนือเป็นวันที่ 2 แล้ว อนุทิน ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทย กลับบอกว่า น้ำท่วมภาคใต้ ไม่น่าห่วงเท่าภาคเหนือ ภาคใต้กลไกรัฐยังรับมือได้ ทั้งนายอนุทิน และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กระทรวงทรัพย์ฯ ลงไปสงขลา เพียงเพื่อไปร่วมงานวันเกิด สมยศ พลายด้วง แห่งพรรคประชาธิปัตย์ คนร่วมงานเป็นหมื่นคน แกงวัว แกงแพะ นับ 50 ตัว ตั้งโต๊ะ 1000 โต๊ะ มีดนตรี 3-4 วง รัฐมนตรีทั้งสองใช้เวลาเพียงน้อยนิดไปเยี่ยมชาวบ้าน ตามที่เดชดิศม์ ขาวทอง รมช.สาธารณสุข วางกำหนดการให้ไปเยี่ยมชาวบ้านย่านควนเนียง ซึ่งน้ำท่วมน้อย จะนะ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี ท่วมหนัก แต่ไม่ได้ไปรีบกลับ บินต่อไปประชุม ครม.สัญจรที่เชียงใหม่

‘พาณิชย์’ ลุยเชียงใหม่ สร้างโอกาสผู้ประกอบการไทย ดันส่งออกสินค้า BCG ด้วย FTA

(30 พ.ย. 67) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ให้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG สู่ตลาดการค้าเสรี” (โครงการ BCG) โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ เพื่ออบรมผู้ประกอบการเรื่องความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับที่ดี โดยกรมได้นำผู้ประกอบการเดินทางไปจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าในตลาดต่างประเทศ และพัฒนาให้เป็นผู้ส่งออกที่สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม อาทิ บริษัท ลีฟ ครีเอชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้า BCG กระเป๋าจากใบไม้ ดำเนินธุรกิจสีเขียว และนำใบตองตึงที่มีในพื้นที่ มาใช้นวัตกรรมโดยเคลือบยางพารา ผลิตเป็นแผ่นหนังทดแทนหนังสัตว์ อีกทั้งใช้ประโยชน์จาก FTA ส่งออกไปประเทศต่างๆ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการในการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) รวมทั้งยังส่งเสริมผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าใน 3 มิติ คือ 1. เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) คือ การนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดด้านทรัพยากรชีวภาพและผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า 2. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือ การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าที่สุด เน้นการลดปริมาณของเสียให้น้อยลงหรือเท่ากับศูนย์ และ 3. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) คือ การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้พบหารือกับผู้ประกอบการสินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) อาหารและเครื่องดื่ม อาทิ น้ำผักสำเร็จรูป ผักและผลไม้แปรรูป กาแฟ ชาอู่หลง เครื่องดื่มจากเมล็ดโกโก้ ขิงหยอง และกล้วยอบกรอบ 2) ของใช้และของตกแต่งบ้าน อาทิ เครื่องเคลือบศิลาดล และเฟอร์นิเจอร์จากไม้ และ 3) เสื้อผ้าและเครื่องประดับ อาทิ ผ้าทอ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และผ้าลินิน ซึ่งเป็นสินค้าในจังหวัดเชียงใหม่ และมาจากจังหวัดอื่นๆ ที่มาเข้าร่วมงานทั้งลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และสุโขทัย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าสร้างจุดเด่นและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ดังนั้น จึงมั่นใจว่าสินค้า BCG ในครั้งนี้มีศักยภาพพร้อมแข่งขันได้ในตลาดโลก

“กระทรวงพาณิชย์จะพัฒนาผู้ประกอบการ BCG ให้เป็นผู้ส่งออก โดยใช้มิสเตอร์ลีฟโมเดล ผลิตสินค้าที่คำนึงเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคเรื่องความคุ้มค่าและการพัฒนาสู่ความยั่งยืน พร้อมกันนี้กระทรวงพาณิชย์มุ่งช่วยผู้ประกอบการเรื่องการขยายช่องทางตลาดเพิ่มเติม ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยจัดทำไว้ 15 ฉบับกับ 19 ประเทศ และเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการใช้ FTA ฉบับใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ และแคนาดา เป็นต้น” นายนันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘รวมไทยสร้างชาติ’ ระดมทรัพยากรช่วยเหลือปชช. ที่ประสบภัยน้ำท่วม เผย!! พร้อมเคียงข้าง ให้กำลังใจ เพื่อผ่านพ้น วิกฤตอุทกภัย ในครั้งนี้

(30 พ.ย. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า 

จากสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และได้กำชับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติ รวมถึงอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกของพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อน้ำท่วม ซึ่งได้มีการปฏิบัติการในพื้นที่ เช่น

นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่มอบของใช้จำเป็นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม

นายศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ดำเนินการตั้งโรงครัวกลางเพื่อมอบอาหารและน้ำดื่มแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

รวมถึงนายวัชระ ยาวอหะซัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่มอบสิ่งของจำเป็น พร้อมกับประสานหน่วยงานเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ทั้งนายพีระพันธุ์ และนายเอกนัฏ ยังได้กำชับหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรมให้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เช่น มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ สิ่งของถุงยังชีพ เป็นต้น

ทั้งนี้ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการตั้งศูนย์ประสานงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหน่วยงานแกนกลางที่บูรณาการทั้งหมดในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุกภัยอย่างเร่งด่วน

พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการให้กำลังใจ และพร้อมเคียงข้างประชาชนผู้ประสบอุทกภัยให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตที่ยากลำบากนี้ไปได้ในเร็ววัน นายอัครเดช กล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนัฏ’ เร่งช่วย ‘น้ำท่วมใต้’ สั่งด่วน!! กระทรวงอุตฯ รีบส่ง!! ‘ถุงยังชีพ’ ให้ชาวบ้าน พร้อมมาตรการช่วยเหลือ

(30 พ.ย. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ว่า ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อม วัสดุ อุปกรณ์ บุคลากร และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งดูแลอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยด่วน รัฐมนตรีฯ พร้อมลงไปช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ด้วยตัวเอง หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นในเร็ววัน นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะดำเนินมาตรการ ‘อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย’ โดยจัดตั้งศูนย์ประสานงานกระจายความช่วยเหลือที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 จังหวัดสงขลา เพื่อจัดส่งถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภคไปบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่มอบของอุปโภคบริโภคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้ว ได้แก่ ตำบลพังลา ตำบลคลองแงะ ตำบลพะตง จังหวัดสงขลา เพื่อแบ่งปันน้ำใจช่วยผู้ประสบน้ำท่วมภาคใต้

“ขอร่วมส่งกำลังใจให้กับพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้และกลับมาดำเนินชีวิตในรูปแบบปกติได้โดยเร็ว กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเดินเคียงข้างพี่น้องประชาชนให้ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้” นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย

‘มาสด้า’ เปิดตัว!! ปิกอัพทรงพลัง BOLD NEW MAZDA BT-50 เครื่องยนต์ใหม่ เกียร์ใหม่!! ไปดูได้ในงาน Motor Expo 2024

(30 พ.ย. 67) นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว Bold New Mazda BT-50 ในประเทศไทยครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจาก มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญต่อฐานการผลิตและส่งออกในประเทศไทย เลือกประเทศไทยเพื่อแนะนำและวางจำหน่ายที่แรกของโลก มาพร้อมความสดใหม่หลากหลายด้าน โดยเฉพาะการออกแบบที่มาสด้าบรรจงสรรสร้างอย่างพิถีพิถัน สวยสง่างามจาก โคโดะ ดีไซน์ ภายในเพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมอีกระดับ ภายนอกแข็งแกร่งดุดันในสไตล์ญี่ปุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ล่าสุด ขนาด 2.2 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้พละกำลังแรงขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงการใส่อุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น ใส่ระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มาให้อย่างครบครัน โดยรวมเอาจุดเด่นสำคัญ ๆ ของรถมาสด้า มาผนวกเข้ากับจุดแข็งที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตร ทำให้กลายเป็นรถปิกอัพที่มีความสมดุลในทุก ๆ ด้านอย่างลงตัว ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหารถกระบะที่ให้ทั้งสมรรถนะสูงแรงและดีไซน์ที่โดดเด่นแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะ  สามารถใช้งานได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง หรือการเดินทางไปทำกิจกรรม Outdoor ที่ต้องการทั้งสมรรถนะและความอเนกประสงค์ของรถปิกอัพเพื่อตอบสนองการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

แม้มาสด้าจะมีรถยนต์หลากหลายรุ่นวางจำหน่ายในตลาด แต่รถปิกอัพเป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญ ถือกำเนิดขึ้นจากเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น มาตั้งแต่ปี 1961 คือ มาสด้า B1500 บี-ซีรีส์ ซึ่งรุ่นนี้เปรียบเสมือนจุดกำเนิดของยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด ช่วยให้ทุกช่วงเวลาบนท้องถนนเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญสูงสุดกับตลาดประเทศไทย และประเทศไทยคือฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์และรถปิกอัพที่ใหญ่สุดของมาสด้า ดังนั้น การเปิดตัว Bold New Mazda BT-50 แห่งแรกของโลก โดยเฉพาะคนไทยจะได้เป็นเจ้าของคนแรก การเปิดตัวปิกอัพ Bold New Mazda BT-50 ‘Dignity into Power’ จะเป็นการกลับมาอีกครั้งแบบ Revolutionary Change เพื่อสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้ตลาดรถปิกอัพเมืองไทย ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่น ด้วยสไตล์ที่แตกต่าง สง่างามทรงพลังทุกมุมมอง จากการออกแบบของ โคโดะ ดีไซน์ จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นจากการผนวกคุณสมบัติที่ดีที่สุดของรถปิกอัพ ด้วยจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ผสานอย่างลงลงตัวกับจุดเด่นที่ดีที่สุดจากความร่วมมือกับพันธมิตร

‘Bold New Mazda BT-50’ มาพร้อมแนวคิด ‘Dignity into Power’ พลังแกร่ง สะท้อนตัวตน’ ดึงเอาความแข็งแกร่ง ความเป็นตัวตนที่แท้จริง ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวคุณให้ออกมาโลดแล่นบนเส้นทางของการใช้ชีวิตที่ไร้ลิมิต เป็นการนำเสนอรถปิกอัพที่มีภาพลักษณ์ แกร่ง เข้ม ดุดัน เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มองหาปิกอัพที่มาพร้อมอรรถประโยชน์การใช้งานด้วยปิกอัพที่มีสมรรถนะสูง แต่ก็ยังต้องการปิกอัพที่มีดีไซน์สง่างามสไตล์ญี่ปุ่น โดยไม่ซ้ำแบบใคร เพื่อสะท้อนถึงบุคลิกอันโดดเด่นเป็นตัวของตนเอง ‘Bold New Mazda BT-50’ จะมาเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ โดยจัดเต็มมาด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย มาพร้อมสมรรถนะในการขับขี่แบบรถปิกอัพเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 4x4 ที่มาพร้อมเฟืองท้ายแบบ Diff-lock รวมถึงระบบการขับขี่แบบออฟโร้ด (Off-Road Mode) ในขณะที่ยังคงมอบความนุ่มสบายให้กับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารเสมือนรถยนต์นั่งตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า 

‘อีซูซุ’ ยกขบวน!! ยนตรกรรม สุดล้ำ ขุมพลังดีเซล แห่งอนาคต 2.2 Ddi MAXFORCE โชว์ตัวครั้งแรก ในงาน Motor Expo 2024

(30 พ.ย. 67) อีซูซุจำลองบรรยากาศสนามแข่งรถ ยกขบวนยนตรกรรมสุดยอดสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก โดยนำ อีซูซุ ดีแมคซ์ และ มิว-เอ็กซ์ ใหม่!! ภายใต้ชื่อเครื่องยนต์  MAXFORCE ร่วมโชว์งานแรกใน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 (The 41st Thailand International Motor Expo 2024) ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์  เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2567 

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า อีซูซุได้เปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใหม่!! ISUZU 2.2 Ddi MAXFORCE พลังใหม่…กำหนดโลก ซึ่งเป็นขุมพลังที่แรงขึ้น เร็วขึ้น ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม และมีค่า CO2 ต่ำที่สุดในรถระดับเดียวกัน สามารถรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือทำงานควบคู่กับพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ในอนาคต พร้อม ใหม่! ISUZU 3.0 Ddi MAXFORCE ที่มี ใหม่!! ECM แบบ MULTI-CORE โดยมีให้เลือกทั้งในอีซูซุ ดีแมคซ์ และ มิว-เอ็กซ์ ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายวันแรกในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 และได้นำรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE และ ใหม่!! 3.0 Ddi MAXFORCE The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก ร่วมโชว์ครั้งแรกในงาน Motor Expo 2024 โดยจำลองบรรยากาศของสนามแข่งรถ พร้อม ISUZU SAFETY CAR และกิจกรรม MAXFORCE 360° XPERIENCE ผ่าน VR มุมมอง 360 องศา เพื่อสัมผัสประสบการณ์ความแรงและเร็วเสมือนนั่งกับนักแข่งรถในสนามจริง นอกจากนี้ยังได้นำอีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 Ddi Blue Power ไลฟ์สไตล์ปิกอัพสายพันธุ์สปอร์ต และรถแต่งหลากหลายสไตล์มาร่วมโชว์ รวมทั้งสิ้น 15 คัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลของโลก และตอบโจทย์ครบครันด้านความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่าทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์

ใหม่! ISUZU 2.2 Ddi MAXFORCE พลังใหม่…กำหนดโลก ได้รับการพัฒนาใหม่ ให้เป็นเครื่องยนต์แห่งอนาคต ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น ด้วยพละกำลังสูงขึ้นแรงสุดถึง 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถึง 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,400 รอบ/นาที  ออกตัว เร่งแซงเร็วขึ้น กับแรงบิดช่วงออกตัวสูงขึ้นถึง 56%  แต่ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิมสูงสุด 10% และมีค่า CO2  ต่ำที่สุดในรถระดับเดียวกัน  ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานอีซูซุเป็นระยะทางเทียบเท่า 2.2 ล้านกิโลเมตร จนมั่นใจว่าเครื่องยนต์นี้มีความแรง ทนทาน และประหยัดน้ำมันเหมาะสมกับตลาดรถยนต์เมืองไทยมากที่สุด พร้อมที่จะถ่ายทอดสมรรถนะอันยอดเยี่ยมในทุก ๆ ด้าน ถือเป็นเทคโนโลยีดีเซลที่จะกำหนดอนาคตแห่งการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จัดพิธีประดับเครื่องหมายยศนายทหารสัญญาบัตรและนายทหารประทวน

พลเรือตรี เอตม์ ยุวนางกูร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นประธาน ในพิธีประดับเครื่องหมายยศ ให้แก่นายทหารสัญญาบัตรและนายทหารชั้นประทวน ที่ได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้น จำนวน 46 นาย ณ ห้องรามาธิบดินทร์ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ได้กล่าว ให้โอวาทแก่ผู้ร่วมพิธีว่า การที่ท่านทั้งหลายได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้นนั้น ย่อมถือได้ว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ในการปฏิบัติงานอย่างดี สำหรับผู้ที่ได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้น ตามแนวทางการรับราชการ ซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารกำลังพลที่ได้ให้ความเชื่อมั่นในความเจริญก้าวหน้าของอาชีพรับราชการอีกระดับหนึ่ง ในการปฏิบัติงานของหน่วยที่ผ่านมา มีปัจจัยแห่งความสำเร็จเกิดมาจากความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ จากกำลังพลทุกนาย ซึ่งท่านเป็นส่วนหนึ่งแห่งความสำเร็จในครั้งนี้ และที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้น จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ ความจริงจัง และจริงใจ ทั้งต่อหน่วยงานและเพื่อนร่วมงาน อันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการยิ่ง ๆ ขึ้นไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

ผู้บังคับหมวดเรือลาดตระเวนชายแดนเยี่ยมบำรุงขวัญครอบครัวกำลังพลในหมู่เรือลาดตระเวนชายแดน (มชด./1)

นาวาเอก กฤษดา จิระไตรพร รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่1/ผู้บังคับหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน ได้ทำการเยี่ยมบำรุงขวัญครอบครัวกำลังพลในหมู่เรือลาดตระเวนชายแดน (มชด./1) เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจให้กับครอบครัวของกำลังพล การเยี่ยมบำรุงขวัญในครั้งนี้ ผู้บังคับหมวดเรือฯ ได้ให้ความสนใจและดูแลครอบครัวของกำลังพลที่ออกไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ชายแดน จำนวน 3 ครอบครัว โดยมีการพูดคุยและรับฟังปัญหาต่างๆ ของครอบครัว เพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนที่จำเป็นในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ เสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการให้การสนับสนุนทางด้านสวัสดิการ แก่ครอบครัวของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งถือเป็นการสร้างความมั่นคงและความร่วมมือในหน่วยงานและสังคม

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top