Thursday, 11 June 2026
NEWS FEED

‘ฮุนได’ ประกาศ!! แคมเปญสำหรับ IONIQ 5 ราคาเริ่มต้น 1.399 ลบ. ตอกย้ำ!! ความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัล ‘World Car of the Year’

(22 ก.พ. 68) ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ IONIQ 5 รุ่นปี 2024 ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.399 ล้านบาท ตอบรับกระแส EV ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย IONIQ 5 ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของยนตรกรรมพลังงานสะอาดที่ผสานนวัตกรรมล้ำสมัย สมรรถนะทรงพลัง และการขับขี่ที่สะดวกสบายในการขับขี่ไว้อย่างลงตัว ตอกย้ำความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัล World Car of the Year ในปี 2022

IONIQ 5 ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม E-GMP (Electric Global Modular Platform) ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ช่วยให้พื้นที่ภายในกว้างขึ้น พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการขับขี่ โดยมีตัวเลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Premium Standard Range ใช้แบตเตอรี่ขนาด 58 kWh ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า และระยะทางขับขี่สูงสุด 384 กม. ตามมาตรฐาน WLTP ส่วน รุ่น Exclusive Long Range ใช้แบตเตอรี่ขนาด 72.6 kWh กำลังสูงสุด 217 แรงม้า สามารถวิ่งได้ไกลถึง 481 กม. พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.4 วินาที

IONIQ 5 มาพร้อมเทคโนโลยี Ultra-Fast Charging รองรับกำลังชาร์จสูงสุด 350 kW ทำให้สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ภายในเวลาเพียง 18 นาที และยังมีระบบ V2L (Vehicle-to-Load) ที่ช่วยให้รถสามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ในด้านดีไซน์ IONIQ 5 โดดเด่นด้วย Parametric Pixel Design ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ Hyundai Pony ผสานความทันสมัยอย่างลงตัว ไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์พิกเซลสุดล้ำ กันชนหน้า V-Shape ล้อขนาด 19 นิ้ว พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto และระบบเสียง BOSE Premium Sound

เพื่อให้ทุกการเดินทางปลอดภัยยิ่งขึ้น IONIQ 5 มาพร้อม Hyundai SmartSense ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ อาทิ Smart Cruise Control with Stop & Go ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Blind-Spot Collision Warning ระบบเตือนมุมอับสายตา Forward Collision-Avoidance Assist ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ และ Lane Keeping Assist ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน

IONIQ 5 คือเจ้าของรางวัลระดับโลก ได้แก่ World Car of The Year, World EV of The Year และ World Car Design of The Year จากงาน World Car Awards 2022 ตอกย้ำความสำเร็จและมาตรฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากฮุนได

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสประสบการณ์ขับขี่สุดล้ำของ IONIQ 5 ได้แล้ววันนี้ที่ IONIQ Agency ทั่วประเทศ

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' เปิดเวที 'ก้าวต่อไปไทยแลนด์' เชิญ 'ท็อป-จิรายุส' เจาะลึกเทรนด์ใหม่ปัจจัยเสี่ยงจากการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก(WEF)

รายงานข่าวจากสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์(FKII Thailand) เปิดเผยวันนี้ว่า สถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์(FKII Thailand) ร่วมกับสถาบันทิวา(TIVA:Transformation Valley Institute) จัดงานเอฟเคไอไอ. ฟอรั่ม ในหัวข้อ “ก้าวต่อไปไทยแลนด์ เทรนด์ใหม่จากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum 2025)“

โดยมีวิทยากรที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นแนวโน้มโลกในมิติเศรษฐกิจการเมืองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยีกับแนวทางการรับมือของประเทศไทย ได้แก่อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailandและอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นายชยดิฐ หุตานุวัชร ประธานสถาบันทิวาและนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป-จิรายุส)ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัดจะมาอินไซด์และตีโจทย์สาระสำคัญของการประชุมประจำปี 2025 ของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์(FKII Thailand)กล่าวว่า ฟอรัมนี้จะอัพเดทเทรนด์ของโลกปี2025ในมิติต่างๆและปัจจัยความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมกับประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นสงครามภาษีศุลกากร(Tariff War)ที่จะนำไปสู่สงครามการค้ารอบใหม่ สงครามเอไอ(AI War)ที่จะเปลี่ยนโลกแบบดิสรัปรุนแรงเหมือนที่อินเตอร์เน็ตเคยเปลี่ยนโลกมาแล้วพร้อมกับการเกิดสงครามเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ที่มาเร็วและแรง

ภายใต้สถานการณ์ที่ยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามของภาวะโลกร้อนและโลกรวนรวมทั้งปัญหาภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)
สงครามสู้รบและการเผชิญหน้าในภูมิภาคต่างๆ 

คำถามที่ต้องร่วมกันหาคำตอบคือ ประเทศไทยจะมีทางออกอย่างไรและต้องปรับตัวรับมืออย่างไรทั้งในมุมของภัยคุกคามและโอกาสในวิกฤต  “เราช้าไม่ได้อีกแล้ว กระสุนนัดแรกถูกยิงออกมาแล้ว สัญญาณอันตรายที่WEFกังวลใจอย่างยิ่งคือกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐออกคำสั่งขึ้นภาษีศุลกากรทันทีที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 21 มกราคมที่ผ่านมาโดยหลายประเทศเริ่มตอบโต้สหรัฐเช่น แคนาดา เม็กซิโกและจีน

นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐยังสั่งให้ทีมเศรษฐกิจศึกษาเพื่อวางแผนการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนหรือแบบตอบโต้ (Reprocical Tariff) กับประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าสหรัฐ โดยการบังคับใช้ภาษีอาจมีผลเร็วที่สุดวันที่ 1 เมษายนนี้ซึ่งประเทศไทยและอาเซียนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐ มีการคาดการณ์ว่าการค้าที่อิงกับกลุ่มภูมิรัฐศาสตร์อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกได้มากถึง 6.75 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 226 ล้านล้านบาท) นี่คือตัวอย่างของผลกระทบที่ประเทศไทยยากจะหลีกเลี่ยงและยังมีภาษีคาร์บอนหรือCBAMของอียูที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีนี้ย่อมส่งผลต่อการส่งออกของไทยโดยตรง เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องระดมวิสัยทัศน์ความรู้และประสบการณ์ของทุกภาคส่วนมาช่วยประเทศของเรา จึงขอเชิญมาร่วมแสดงความคิดเห็นและมุมมองในการสัมมนาของเอฟเคไอไอ. ในวันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.30 – 13.00 น. ณ TVA Hall สวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร“

สำรองที่นั่งด่วน รับจำนวนจำกัด
ที่ LineOA FKII Thailand: https://lin.ee/BgPCPvd
ติดต่อสอบถาม คุณวรวุฒิ 091-1805459
ติดตาม FKII Thailand
Facebook : www.facebook.com/FKIIThailand
Youtube : www.youtube.com/@FKIITHAILAND
TikTok : www.tiktok.com/@fkiithailand
X : https://x.com/FKIITHAILAND
LineOA : https://lin.ee/BgPCPvd
Line Voom : https://shorturl.at/FdqZs

ผบช.ภ.2 เตือนโรงแรม – โชเฟอร์ อย่าหากินกับบัญชีม้า แก๊งคอลเซนเตอร์ เชือดจริง! จับโรงแรมเถื่อน ศาลสั่งปรับอ่วม 5.5 ล้าน

ตำรวจภูธรภาค 2 เอาจริง!! เชือดโรงแรมเถื่อน ให้ที่พักบัญชีม้า - แก๊งคอลเซนเตอร์ เอื้อขบวนการพาข้ามแดน ศาลพิพากษาแล้วปรับอ่วม 5.5 ล้านบาท ลุยกวาดล้างโชเฟอร์เถื่อนนำพาบัญชีม้า 'ผบช.ภ.2' เตือนอย่าทำ โทษหนัก 

(22 ก.พ.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้ายุทธการ 'อรัญ 68 Seal Border' อย่างต่อเนื่อง ตาม 7 มาตรการเข้มปราบปรามต่างด้าวทำผิดกฎหมาย แก๊งคอลเซนเตอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีปฏิบัติการกวาดล้างกดดันขบวนการพาคนข้ามแดนเพื่อไปเป็นบัญชีม้า ทำงานแก๊งคอลเซนเตอร์ ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านฝั่งชายแดน จว.สระแก้ว จันทบุรี และตราด อย่างเข้มข้น ช่วยเหลือเหยื่อ จับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนมาก และขอเตือนผู้ประกอบการโรงแรม ที่พักทุกรูปแบบ โดยเฉพาะโรงแรมเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ห้ามให้ที่พักพิงแก่บุคคลที่ครอบครองและใช้บัญชีฝากของบุคคลอื่น (บัญชีม้า) แก๊งอาชญากรคอลเซนเตอร์ รวมทั้งผู้ขับขี่ รถรับจ้าง ห้ามรับงานนำพาบัญชีม้า - แก๊งคอลเซนเตอร์ไปส่งยังชายแดน เพราะเท่ากับให้การสนับสนุน ช่วยเหลือขบวนการคอลเซนเตอร์เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อ มีโทษตามกฎหมายทั้งจำคุก และปรับ โดยมีคดีตัวอย่างที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับมากกว่า 5 ล้านบาท 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ล่าสุดกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว สืบสวนพบเกสต์เฮ้าส์ใน อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว ให้ที่พักพิงแก่ บัญชีม้า แก๊งคอลเซนเตอร์ จึงเข้าจับกุมดำเนินคดี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งล่าสุดศาลจังหวัดสระแก้ว ตัดสินลงโทษ เจ้าของโรงแรมเถื่อนใน อ.อรัญประเทศ ที่ให้ที่พักพิง ศาลพิพากษาลงโทษ นาย เอ (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาในคดีโรงแรมเถื่อน ดังนี้ จำคุก 3 เดือน (รอลงอาญา 2 ปี) ปรับ 5,000 บาท และปรับเพิ่มวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันฝ่าฝืนจนถึงวันฟ้อง (5,528 วัน) เป็นเงินรวม 5,528,000 บาท ยังต้องปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ 

“ดำเนินคดีกับที่พักโรงแรมเกสต์เฮ้าส์ ต่าง ๆ ที่ให้พักพิงบัญชีม้า แก๊งคอลเซนเตอร์ 2 คดี ดำเนินคดีกับผู้ขับรถรับจ้างนำพาบัญชีม้า 5 ราย เบื้องต้นฐานขับรถสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมเถื่อน ให้ที่พัก ที่ซ่อนของอาชญากรที่ครอบครองใช้บัญชีเงินฝากของผู้อื่น (บัญชีม้า) แก๊งคอลเซนเตอร์ เสี่ยงโทษหนัก หากเจ้าของโรงแรมที่รู้เห็นเป็นใจ หรือ เพิกเฉย ให้ที่พักแก่บัญชีม้า อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย” ผบช.ภ.2 กล่าว

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า โรงแรม เกสต์เฮ้าส์ที่ให้ที่พักพิงมิจฉาชีพออนไลน์ อาจเข้าข่ายความผิด “พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547” ม.15 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการโรงแรม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ม.59 ผู้ใดฝ่าฝืน ม.15 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน  ม.35 ผู้จัดการต้องจัดให้มีการบันทึกรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้พักและจำนวนผู้พักในแต่ละห้อง ลงในบัตรทะเบียนผู้พัก  ม.56 ผู้จัดการไม่ปฏิบัติตาม ม.35 ต้องระวางโทษปรับทางปกครอง ตั้งแต่ 20,000 - 100,000 บาท  “พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542”  ม.7 ในความผิดฐานฟอกเงิน ผู้ใดสนับสนุนการกระทำผิด หรือช่วยเหลือผู้กระทำผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้กระทำผิดหลบหนี หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ  ม.60 ผู้ใดกระทำผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับ 20,000 ถึง 200,000 บาท  ม.61 นิติบุคคล กระทำผิดตาม ม.7 ต้องระวางโทษ ปรับ ตั้งแต่ 200,000 ถึง 1,000,000 บาท

“ขอเตือนผู้ประกอบการอย่าปล่อยให้โรงแรมหรือที่พักของคุณ กลายเป็นแหล่งซ่อนตัวของอาชญากร เจ้าของกิจการต้องตรวจสอบผู้เข้าพัก ป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการมิจฉาชีพ พบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัย แจ้งตำรวจทันที ขออย่าทำมาหากินกับขบวนการเหล่านี้ ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนจำนวนมาก และย้ำว่าตำรวจภูธรภาค 2 ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ปราบแก๊งคอลเซนเตอร์อย่างเด็ดขาด จริงจัง ไม่ยอมให้ใช้พื้นที่จังหวัดชายแดนในความรับผิดชอบของ ตำรวจภูธรภาค 2 เป็นที่พัก เส้นทางผ่านของขบวนการมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนโดยเด็ดขาด” ผบช.ภ.2 กล่าว

ทั้งนี้หากผู้ใดมีข้อมูล เบาะแส สามารถแจ้งแก่ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ทาง สายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทางเพจเฟซบุ๊กตำรวจภูธรภาค 2

‘กรังด์ปรีซ์’ เดินหน้า!! ‘ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว’ มุ่งกระตุ้น!! จิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน

(22 ก.พ. 68) บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท อิมแพค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เดินหน้าสนับสนุนแนวคิด ‘ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว’ ผ่านกิจกรรม Sustainable Herbal Station Campaign 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2568 ภายในบริเวณพื้นที่รับรองของงาน “แถลงข่าวและประชุมผู้เข้าร่วมงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46”

แคมเปญนี้มุ่งเน้นการกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมงานพก ขวดน้ำแบบพกพา มาใช้แทนขวดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง เพียงแสดงขวดน้ำของท่าน ก็สามารถรับเครื่องดื่มสมุนไพรสดชื่น ฟรี! ทันทีที่จุดให้บริการภายในบริเวณงาน

การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ และอีเวนต์ ที่ต้องการร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน เพราะทุกการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นที่ตัวเรา มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญรักษ์โลก Sustainable Herbal Station Campaign 2025ร่วมกันการสร้างโลกที่ดีขึ้น ด้วยการพกขวดน้ำ ลดขยะพลาสติก เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

สำหรับงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 จะจัดขึ้นระหว่าง วันที่  24 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ที่จะถึงนี้  ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

‘อ.สมภพ พอดี’ โพสต์เฟซ!! อุดมศึกษาใน ‘ไทย-ไต้หวัน-สิงคโปร์’ เศรษฐกิจ รายได้ คุณภาพชีวิต อนาคต ต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีความรู้

(22 ก.พ. 68) ‘อ.สมภพ พอดี’ โพสต์ข้อความระบุว่า …

อุดมศึกษา ในไทย ไต้หวันและสิงคโปร์ และเศรษฐกิจ รายได้ คุณภาพชีวิต อนาคต

ไทย ประเทศขนาดกลาง มีความอุดมสมบูรณ์ มีก๊าซธรรมชาติ มีประชากร 70 ล้านคน ปัจจุบันมีผลผลิตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีต่อคนประมาณ $7,200 ไต้หวัน เกาะเล็ก ๆ ไม่มีทรัพยากรมากมาย ไม่มีนํ้ามัน ไม่มีก๊าซ มีแต่ผู้คน มีประชากร 23.4 ล้านคน ปัจจุบันมีผลผลิตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีต่อคนประมาณ $33,000 หรือมากกว่าไทยประมาณ 5 เท่า

สิงคโปร์ เกาะขนาดจิ๋ว ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย นํ้าจืดยังมีไม่พอ ไม่มีนํ้ามัน ไม่มีก๊าซ มีแต่ผู้คน มีประชากร 6 ล้านคน ปัจจุบันมีผลผลิตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีต่อคนประมาณ $85,000 หรือมากกว่าไทยประมาณ 12 เท่า

ปัจจุบัน นักเรียนในทั้ง 3 ประเทศเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ตามสาขาวิชาด้วยสัดส่วนต่อไปนี้
สิงคโปร์
1. ธุรกิจ การบัญชี การเงิน ประมาณ 26%
2. วิศวกรรม ประมาณ 23%
3. คอมพิวเตอร์และไอที ประมาณ 20% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. วิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ประมาณ 14%
5. สังคมศาสตร์ทุกสาขา ไม่รวมกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ประมาณ 10%

ไต้หวัน
1. วิศวกรรม ประมาณ 28%
2. ธุรกิจ การบัญชี การเงิน ประมาณ 22%
3. คอมพิวเตอร์และไอที ประมาณ 20% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. วิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ประมาณ 16%
5. สังคมศาสตร์ทุกสาขา ไม่รวมกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ประมาณ 7%

ไทย
1. สังคมศาสตร์ทุกสาขา ไม่รวมกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ประมาณ 32%
2. ธุรกิจ การบัญชี การเงิน ประมาณ 20%
3. คอมพิวเตอร์และไอที ประมาณ 12% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. วิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ประมาณ 12%
5. วิศวกรรม ประมาณ 8%

สิงคโปร์
มีนศ.รัฐศาสตร์ปีหนึ่ง เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่าง NUS, NTU และ SMU ประมาณ 1,400 คนในแต่ละปี ประมาณ 80% จองนศ.เหล่านี้เป็นคนสิงคโปร์ ดังนั้นจึงมีนศ.สิงคโปร์เข้าเรียน รัฐศาสตร์ ประมาณปีละ 1,100 คน ถ้าสิงคโปร์มีประชากรเท่ากับ ไทย หรือ มากกว่าที่เป็นอยู่ 12 เท่า จะมีนศ.เข้าเรียน รัฐศาสตร์ ประมาณปีละ 13,200 คน

ไต้หวัน
มีนศ.รัฐศาสตร์ปีหนึ่ง เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่าง NTU, NCCU, NTNU, TU และอื่น ๆ ประมาณ 2,200 คนในแต่ละปี ถ้าไต้หวันมีประชากรเท่ากับ ไทย หรือ มากกว่าที่เป็นอยู่ 3 เท่า จะมีนศ.เข้าเรียน รัฐศาสตร์ ประมาณปีละ 6,600 คน

ตัวเลขทั้งหมดด้านบนเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน สังคมที่จะพัฒนาไปข้างหน้าทางเศรษฐกิจได้ สร้างรายได้ คุณภาพชีวิตที่ดี อนาคตที่ดีให้ผู้คนได้ จะต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีความรู้ที่นำไปใช้สร้างธุรกิจอุตสาหกรรม ความรู้ที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจได้สูง สร้างมูลค่าเพิ่มได้มาก ต้องไม่ปล่อยให้คนไม่มีความรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือประโยชน์น้อย ไม่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจ ตัวเลขโกหกไม่ได้

ไทย 
มีนศ.รัฐศาสตร์ปีหนึ่ง เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่าง จุฬา, ธรรมศาสตร์, เกษตร, มช., รามคำแหง และอื่นๆ ประมาณกี่คนในแต่ละปีก็ไม่รู้เพราะหาข้อมูลไม่ได้ เอไอสารพัดยี่ห้อก็ไม่รู้ รู้แค่ว่ามากเกินไปมาก มากเกินความจำเป็น เรียนแล้วอาจจะคลั่งอุดมการณ์โง่ๆ อย่างเช่น คนเท่ากัน คอมมี่คือพัฒนาการสูงสุดของประชาธิปไตย ฯ วิกลจริต หรือโง่จนไม่รู้ว่ามนุษย์มีแค่สองเพศคือหญิงกับชาย หรือไม่รู้ว่าไม่มีใครจ้างใครไปทำงานเพราะมีความรู้เรื่องทฤษฎีการเมือง เท่านั้น

‘พีระพันธุ์‘ ผู้คืนรอยยิ้ม 78 ครอบครัว ‘ชาวนาพรหมพิราม’ หลังต้องต่อสู้กับนายทุนเบี้ยวเงินค่าข้าวอย่างไร้ความหวังนานถึง 11 ปี

ไม่มีน้ำตาที่พรหมพิราม…ย้อนไปถึงกรณีการช่วยเหลือชาวนา 78 ครอบครัว ที่ อ.พรหมพิราม และ อ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งขายข้าวให้นายทุนแต่ไม่ได้รับเงินจำนวนรวมกว่า 2 ล้านบาท และต้องต่อสู้อย่างไร้ความหวังมานานกว่า 11 ปี  จนกระทั่งเรื่องนี้มาถึงกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการในขณะนั้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2541 เมื่อชาวนา อ.พรหมพิราม และ อ.เมืองพิษณุโลก จำนวน 78 ราย นำข้าวไปขายที่ท่าข้าวแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับเงินจากนายทุนที่รับซื้อเป็นจำนวนรวมกว่า 2 ล้านบาท พวกเขาต่อสู้ในกระบวนการทางศาลมานานกว่า 11 ปี แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ต้องเป็นหนี้ค่าปุ๋ย เป็นหนี้ ธกส. อีกทั้งยังได้ยืมเงินวัด 1 แสนบาท มาเป็นค่าทนายความ แต่สุดท้ายก็แพ้คดีฟ้องร้อง ไม่มีเงินคืนวัด พวกเขาจมอยู่กับความทุกข์ ความเครียด ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา จนกระทั่งเรื่องนี้มาถึงกระทรวงยุติธรรม

‘พีระพันธุ์’ ซึ่งตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ในขณะนั้น คืนความเป็นธรรมให้กับชาวนาได้สำเร็จโดยใช้กลไกของภาครัฐ  ผ่าน‘กองทุนยุติธรรม’ ซึ่งเป็นกองทุนที่กระทรวงยุติธรรมจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิในการดำเนินคดีของคนยากจน ที่ไม่มีเงินค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม อาทิ การวางเงินค่าธรรมเนียมศาล ค่าจ้างทนายความในคดี ค่าประกันตัวเพื่อต่อสู้ในคดีอาญา และค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ 

'พีระพันธุ์' ในฐานะ รมว.ยุติธรรม ได้ออกประกาศระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2553 ที่ได้รับการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มช่องทางการช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น โดยในกรณีนี้ กองทุนยุติธรรมได้ทดรองจ่ายเงินเพื่อเยียวยากลุ่มชาวนาทั้ง 78 ครอบครัว เป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท และใช้หลักรับช่วงสิทธิจัดหาทนายเพื่อดำเนินคดีต่อ 

“ช่วงนั้นกระทรวงยุติธรรมเรามีกองทุนยุติธรรม ผมก็เลยมาปัดฝุ่นกองทุนยุติธรรม แก้ไขกฎระเบียบหลักเกณฑ์ ใช้หลักรับช่วงสิทธิ ผมเอาเงินกองทุนยุติธรรมให้ชาวนากลุ่มนี้ 2 ล้านกว่าบาท คุณช่วยชีวิตคนได้ทันที 70 กว่าครอบครัว แล้วกระทรวงยุติธรรมก็รับช่วงสิทธิจัดทนายเข้าไปช่วยดูแลคดี...ชาวบ้านเขาก็มีความสุข ได้รู้สึกว่าสังคมมีความเป็นธรรมกับเขา เราเพียงแค่เอาเงินราชการออกให้เขาไปก่อน แล้วเราก็สู้คดีกับเขา เขาก็ได้เงินมา สังคมก็อยู่ได้ เขาก็หมดทุกข์ แค่นี้เอง”  

นี่คือส่วนหนึ่งของหลักคิดและแนวทางการแก้ปัญหาแบบ 'พีระพันธุ์' ที่พร้อม “สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ตลอดมา

จี้ นทท.ยิว หยุดพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เกียรติไทย หลังกรณีเมืองปาย

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์เตือนนักท่องเที่ยวอิสราเอลให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น หลังจากเกิดเหตุการณ์หลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม ซึ่งนำไปสู่ความไม่พอใจของชาวไทยในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวอิสราเอลในประเทศไทย และบางกรณีส่งผลให้ชาวอิสราเอลถูกเนรเทศออกจากประเทศ ทางสถานทูตจึงขอให้ชาวอิสราเอลที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยเคารพกฎหมายและพฤติกรรมของคนในพื้นที่ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

คำแนะนำจากสถานทูตประกอบด้วยการรักษาความสงบในที่สาธารณะ เคารพพื้นที่ส่วนตัวและสถานที่ท่องเที่ยว ปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด แต่งกายให้เหมาะสม และปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่สำคัญ เช่น วัด ตลาด และพื้นที่สาธารณะ

สถานทูตย้ำว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวอิสราเอลมาโดยตลอด และคนไทยให้การต้อนรับเป็นอย่างดี จึงขอให้นักท่องเที่ยวทุกคนมีความรับผิดชอบ และไม่กระทำการที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวอิสราเอลโดยรวม

สำหรับข้อความจากประกาศของสถานทูตอิสราเอล ระบุว่า...

ชาวอิสราเอลที่รัก,

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอล ซึ่งนำไปสู่ความไม่พอใจของชาวไทยในบางสถานที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวอิสราเอล และทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อชาวอิสราเอลในประเทศไทย

เราขอให้คุณ เคารพกฎเกณฑ์และพฤติกรรมของคนท้องถิ่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนอิสราเอลและชุมชนไทย

เราขอให้คุณ:

รักษาความเงียบและหลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังหรือพูดเสียงดังบนท้องถนน โรงแรม และในที่สาธารณะ

เคารพพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ หลีกเลี่ยงการรบกวนผู้อื่นหรือบุกรุกพื้นที่ของผู้อื่น

ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการก่อปัญหาหรือพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย

ให้ความสำคัญกับการแต่งกายที่เหมาะสมและสุภาพในที่สาธารณะ

ปฏิบัติตามกฎของสถานที่ต่างๆ เช่น วัด ตลาด และพื้นที่สาธารณะ

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลจำนวนมากถูกเนรเทศออกจากประเทศไทย เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการละเมิดกฎระเบียบ

คนไทยให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวอิสราเอลอย่างดีเสมอ กรุณาอย่าทำให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจทำลายความสัมพันธ์ที่ดีนี้ การกระทำของแต่ละคนสามารถส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของชาวอิสราเอลทั้งหมด

จงทำตัวให้เหมาะสม ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และให้เกียรติคนในท้องถิ่น

ด้วยความเคารพ,
ทีมสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

'ผ่าภูมิ' หารือ 'ประธาน ICBC' ยกระดับความร่วมมือ FinTech ไทย-จีน เตรียมความพร้อม Fin Hub ไทย

เมื่อวันที่ (19 ก.พ.68) นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้อนรับและหารือร่วมกับ Mr. Lin Liao ประธานธนาคารไอซีบีซี (Industrial and Commercial Bank of China: ICBC) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ICBC

นายเผ่าภูมิ และ Mr. Lin Liao ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของธนาคาร ICBC ทั้งในระดับโลกและในไทย ซึ่งได้ให้บริการด้านสินเชื่อ การอำนวยความสะดวก ด้านการค้าการลงทุนระหว่างจีนและไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการจีนที่ต้องการลงทุนในไทย และเห็นพร้อมกันถึงโอกาสในการยกระดับความร่วมมือทางการเงินและเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ ผ่านธนาคาร ICBC ซึ่งเป็นธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์มากที่สุดในโลก และมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเงินระหว่างประเทศ

นายเผ่าภูมิฯ กล่าวว่า การมาเยือนของคณะผู้บริหารธนาคาร ICBC นับเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความร่วมมือทางการเงินและเศรษฐกิจระหว่างไทย–จีน เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน และได้หยิบยกประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น ดังนี้ 1) การเชื่อมโยงธนาคาร ICBC กับโครงการ Financial Hub ไทย เพื่อเพิ่มบทบาทของธนาคาร ICBC ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นช่องทางใหม่ให้ธนาคาร ICBC ผลักดันโครงการ Belt and Road Initiative ของรัฐบาลจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายใต้ Financial Hub 2) การใช้กลไกทางการเงินสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างไทย-จีน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นต้น ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มุ่งสู่ตลาดจีน ผ่านธนาคาร ICBC 3) ประสานและยกระดับการลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และการพัฒนาแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัล เพื่อรองรับธุรกรรมข้ามพรมแดน และพัฒนา e-CNY (Digital Yuan) คู่ขนานกับการพัฒนา CBDC ของไทย และ 4) การพัฒนาศักยภาพของสถาบันการเงินของรัฐในด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) ร่วมกับ EXIM Bank ซึ่ง ICBC มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เพื่อพัฒนากลไกสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวและเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ

กระทรวงการคลังและธนาคาร ICBC ต่างแสดงเจตนารมณ์ร่วมในการกระชับความร่วมมือทางการเงิน และเศรษฐกิจระหว่างไทย–จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและยกระดับศักภาพทางการเงินของทั้ง 2 ประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขับเคลื่อนปราบปรามยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ 3 คดี

ตามที่ นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ก.ย.67 ว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนใน 2 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ ยาเสพติด และอาชญากรรมออนไลน์ อย่างเด็ดขาดและครบวงจร นั้น 
 
ในส่วนของยาเสพติด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร./ประธานอนุกรรมการป้องกัน ปราบปรามการพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ตอนใน และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ตอนในรอบ กทม.และปริมณฑล รวม 9 จว. ทำการสืบสวนหาข่าวเพื่อทำลายแหล่งพักคอยและรวบรวมยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดนเข้ามายังพื้นที่ตอนในเพื่อรอเตรียมส่งต่อให้กับลูกค้า หรือที่เรียกกันว่า 'โกดัง' โดยตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.67 - ปัจจุบัน ตำรวจภูธรภาค 1 ได้จับกุมคดียาเสพติดรวม 9,727 คดี ผู้ต้องหารวม 9,797 คน  ตรวจยึดของกลางที่สำคัญ ได้แก่ ยาบ้า รวม 35.1 ล้านเม็ด, ไอซ์ 2,870 กิโลกรัม, เคตามีน 36 กิโลกรัม และยาอี 273,349 เม็ด ซึ่งได้มีการแถลงผลการจับกุมอย่างต่อเนื่องไปแล้ว

ในวันนี้ ขอแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ซี่งสามารถทำการจับกุมได้ในวันที่ 18 - 19 ก.พ.68 รวม 3 คดี

คดีที่ 1 จับกุมแหล่งพักคอย 'ทีมโกดังป่างิ้ว อ่างทอง' พร้อมยาบ้า 8.4 ล้านเม็ด ตำรวจภูธรภาค 1 นำโดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช. ภ.1, พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นฤนาท พุทไธสง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผบก.ภ.จว.อ่างทอง, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 และ พ.ต.อ.จักรพันธ์ โอสถากันต์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.1 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.1

กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.

สำนักงาน ปปส.ภาค 1 นำโดย นาย ทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 1 และ ว่าที่ร้อยตรี อากาศ ปานแย้ม นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ สำนักงาน ปปส.ภาค 1

คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อประมาณเดือน พ.ย.67 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ อ.พระพุทธบาท จว.สระบุรี และได้มีการสืบสวนขยายผล กระทั่งทราบว่า ยาเสพติดดังกล่าวได้รับมาจากโกดังพัก ยาเสพติด ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ป่างิ้ว อ.เมือง จว.อ่างทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เฝ้าติดตามตรวจสอบบริเวณโกดังดังกล่าวเรื่อยมา

ต่อมาในวันที่ 18 ก.พ.68 เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ตรวจสอบพบว่า มีถุงพลาสติกสีดำจำนวนหลายถุงภายในมีสิ่งของบรรจุอยู่ ถูกวางไว้ภายในบริเวณโกดังดังกล่าว เชื่อว่า มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในถุงพลาสติกสีดำ  และได้มีชาย 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาภายในบริเวณโกดังดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้แสดงตัวและเข้าทำการตรวจค้นภายในโกดัง ผลการตรวจค้น พบยาบ้า จำนวนประมาณ 8,400,000 เม็ด ซุกซ่อนมากับ ขิง ที่บรรจุรวมกันอยู่ภายในถุงพลาสติกสีดำเพื่อปิดบัง อำพราง จึงได้จับกุมชายทั้ง 4 รายดังกล่าวซึ่งพยายามหลบหนี จากการสอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่ากำลัง จะเตรียมแพคยาเสพติดดังกล่าวเพื่อส่งให้แก่ลูกค้า 

จึงได้ทำการขยายผลและสามารถจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นลูกค้าขณะนำรถยนต์มารอรับยาเสพติดได้อีก 1 ราย รวมทั้งสิ้น 5 ราย ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พร้อมทั้งตรวจยึดทรัพย์สินจากผู้ต้องหา ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือและยานพาหนะ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งจะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป

สำหรับ ยาเสพติดของกลางทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ หากมีการนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั่วไป จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 160,000,000 บาท

คดีที่ 2 จับกุมยาเสพติด เครือข่าย 'แจ็ค หนองไผ่' พร้อมยาบ้า 3.2 ล้านเม็ด คดีนี้สืบเนื่องจาก 1)กรณีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.67 เวลาประมาณ 02.30 น. เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.พัฒนานิคม จว.ลพบุรี ได้พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่น วีโก้ สีดำ เสียหลักตกถนนบริเวณพื้นที่ ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จว.ลพบุรี ภายในรถพบยาบ้า ประมาณ 3.2 ล้านเม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวน สภ.พัฒนานิคม จว.ลพบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย    

2)กรณีเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2567 เวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.วิเศษชัยชาญ และ กก.สส.ภ.จว.อ่างทอง ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมด้วยของกลางยาบ้า จำนวน 957,980 เม็ด และไอซ์ น้ำหนัก 1,314.3 กรัม เหตุเกิดที่ ต.สาวร้องไห้ อ.วิเศษชัยชาญ จว.อ่างทอง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสืบสวนขยายผลจากทั้ง 2 คดีดังกล่าว ทำให้ทราบว่า ยาเสพติดที่พบทั้ง 2 คดีนั้น มีรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้าสีขาว ตู้ทึบ หมายเลขทะเบียน ผค 8917 เพชรบูรณ์ เป็นผู้ขนลำเลียงยาเสพติดมาจากเขตอีสานเหนือมาส่งแพร่กระจายในพื้นที่ จว.ลพบุรี และ จว.อ่างทอง จึงได้ทำการสืบสวนติดตามพฤติกรรมของรถยนต์กระบะตู้ทึบคันดังกล่าว

ต่อมาในวันที่ 19 ก.พ.68 เวลาประมาณ 16.30 น. พบรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ตู้ทึบ เชื่อว่ากำลังขนลำเลียงยาเสพติดจาก จว.เพชรบูรณ์ เข้ามายังพื้นที่ จว.ลพบุรี โดยมีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นโมบิลิโอ้ สีขาว ทะเบียน กบ 5079 เพชรบูรณ์ ทำหน้าที่รถนำ จึงได้ร่วมกันติดตามจนกระทั่งพบรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ตู้ทึบฯ มาจอดอยู่บริเวณบ้านหลังหนึ่ง อยู่ที่ ต.โคกลำพาน อ.เมืองลพบุรี จว.ลพบุรี จึงเข้าทำการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน ดังนี้
1. นายฐาปนพงศ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ จว.ลพบุรี ทำหน้าที่เก็บรักษายาเสพติด และนำยาเสพติดจำหน่ายในพื้นที่ จว.ลพบุรี
2. นายเฉลิมพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ จว.ลพบุรี ทำหน้าที่เก็บรักษายาเสพติด และนำยาเสพติดจำหน่ายในพื้นที่ จว.ลพบุรี
3. นายเครดิต (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ จว.เพชรบูรณ์ ทำหน้าที่ลำเลียงยาเสพติดจากเขตอีสานเหนือมาส่งในพื้นที่ จว.ลพบุรี
4. นายจีรศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ จว.เพชรบูรณ์ ทำหน้าที่เป็นรถนำระหว่างขนลำเลียงยาเสพติด

พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางและอายัดทรัพย์สิน ดังนี้
1) ยาบ้า ประมาณ 3,200,000 เม็ด
2) รถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ตู้ทึบ ทะเบียน ผค 8917 เพชรบูรณ์  (รถขนลำเลียง)
3) รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นโมบิลิโอ้ สีขาว ทะเบียน กบ 5079 เพชรบูรณ์  (รถนำ)
4) รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น MUX สีเทา หมายเลขทะเบียน 6 กม 5011 กรุงเทพมหานคร 
5) โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง
6) อายัดเงินในบัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี เฉลิมพล (ขอสงวนนามสกุล) จำนวน 521,790.84 บาท

จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลพบุรี ดำเนินการตามกฎหมาย

คดีที่ 3 ร่วมกับ บช.ปส. สกัดจับรถลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ได้ไอซ์ น้ำหนักประมาณ 2,464 กิโลกรัม คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 ก.พ.68 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มหาราช ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. ว่าได้ติดตามรถต้องสงสัยเป็นรถยนต์ตู้ทึบ จำนวน 2 คัน มีรถนำและรถ  ปิดท้าย ขับตามกันมาตามถนนสายเอเชีย จากทางภาคเหนือมุ่งหน้า จว.ปทุมธานี โดยรถตู้ทึบดังกล่าวต้องสงสัยว่าเป็นรถที่ใช้ในการขนยาเสพติด จึงได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มหาราช ตั้งจุดตรวจจุดสกัดรถดังกล่าว พ.ต.อ.วุฒิชัย สุคนธวิท ผกก.สภ.มหาราช จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่ตู้ยาม ต.02 ม.4 ต.ท่าตอ อ.มหาราช จว.พระนครศรีอยุธยา ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดจับรถยนต์ตู้ทึบ 2 คัน พร้อมรถติดตามอีก 1 คัน ตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง จากการตรวจค้นรถทั้ง 3 คัน พบมีวัตถุเป็นหีบห่อมีสิ่งของบรรจุไว้ ลักษณะคล้ายยาเสพติด อยู่ในรถยนต์ตู้ทึบทั้ง 2 คัน เมื่อแกะออกมาพบวัตถุเกร็ดใสคล้ายยาเสพติด (ไอซ์) ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยน้ำยาเคมีพบว่าเป็น ไอซ์ น้ำหนักประมาณ 2,464 กิโลกรัม

จึงทำการจับกุมผู้ต้องหา 3 คน ได้แก่ 
1. นายพิษณุ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ  26 ปี สัญชาติ ไทย ภูมิลำเนาอยู่ที่ จว.บุรีรัมย์  
 2. นายสุวิทย์ (ขอสงานนามสกุล)  อายุ 33 ปี สัญชาติ ไทย ภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์    
3. นายหล้า (ขอสงานนามสกุล)  อายุ 41 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ 
พร้อมด้วยของกลาง 4 รายการ ได้แก่ 
1) รถยนต์กระบะ ตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน 1 ฒศ 6772 กรุงเทพฯ
2) รถยนต์กระบะ ตู้ทึบ ยี่ห้อ โตโยต้า สีขาว ทะเบียน 1ฒว 7280 กรุงเทพ

วุฒิสภา จัดโครงการสัมมนาสมาชิกวุฒิสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 

เมื่อวานนี้ (20 ก.พ.68) ณ สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบกสวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาสมาชิกวุฒิสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง สมาชิกวุฒิสภา และผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเข้าร่วมโครงการดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกระบวนงานนิติบัญญัติตามหน้าที่และอํานาจของวุฒิสภาที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด และเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกวุฒิสภา 

สำหรับการสัมมนาในวันนี้เป็นกิจกรรมสัมพันธภาพของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์สมควร โพธิ์ทอง และทีมวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์ด้านการทํากิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อสร้างสรรค์มิตรภาพที่ดีต่อกัน อันจะยังให้การทำงานร่วมกันของสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปได้อย่างราบรื่นและบรรลุวัตถุประสงค์ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไป รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1AuU63rNpi/?mibextid=oFDknk


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top