Wednesday, 10 June 2026
NEWS FEED

สบส. เผยอาคารนิทรรศการไทย พร้อมแสดงศักยภาพความพร้อมไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ในงาน Expo 2025

(21 เม.ย. 68) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เผยอาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion)  พร้อมแสดงศักยภาพสาธารณสุข และมนต์สเน่ห์ของไทยสู่สายตาชาวโลก ตอกย้ำความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ในงาน Expo 2025 Osaka, Kansai, Japan

นายแพทย์กรกฤช ลิ้มสมมุติ รองอธิบดีกรม สบส. ให้สัมภาษณ์ว่า  งาน Word Expo ถือเป็นงานนิทรรศการระดับโลกซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยงานมทกรรมโลก (Bureau of Intemational Exposition: BIE) โดยในปีนี้จัดขึ้น ณ นครโอชากา ประเทศญี่ปุ่น ในชื่อ Expo 2025 Osaka, Kansai, Japan ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรม สบส. เข้าร่วมจัดงานในระหว่างวันที่ 13 เมษายน - 13 ตุลาคม 2568 เพื่อแสดงศักยภาพด้านสาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการแสดงอาคารนิทรรศการไทย "ภูมิพิมาน ดินแดนแห่งภูมิคุ้มกัน" นำเสนอแนวคิดหลักในการจัดแสดงของประเทศไทย คือ "THAILAND Connecting Lives for Greatest Happiness" สร้างสรรค์ชีวิตเพื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ ภายในอาคารนิทรรศการซึ่งจะนำเสนอนิทรรศการ จาก 1 สู่ 1,000,000 ผ่านการออกแบบอาคารนิทรรศการไทย ด้วยแนวคิด “ภูมิพิมาน” ซึ่งเป็นการรวมอัตลักษณ์ ภูมิไทย ผสานเข้ากับแนวคิดการออกแบบนิทรรศการที่สะท้อนความเป็นไทยแบบร่วมสมัย ซึ่งการจัดเตรียมงานอาคารนิทรรศการไทย ภายใต้งบประมาณ 973.48 ล้านบาท กรม สบส. ได้คำนึงถึงความคุ้มค่า และประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างสูงสุด พร้อมกันนี้ก็ได้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์กรผู้จัดงาน และเทศบาลนครโอซากาอย่างเคร่งครัด  ซึ่งชาวต่างชาติที่เข้าเยี่ยมชมอาคารนิทรรศการไทยส่วนใหญ่ก็มีกระแสตอบรับที่ดี  ซึ่งในช่วงวันที่ 13 – 15 เมษายน 2568 มียอดผู้เข้าชมรวมทั้งสิ้น 18,076 คน และคาดว่าจะสามารถดึงดูดผู้เข้าชมงานตลอด 6 เดือน ได้กว่า 3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนผู้เข้าชมงาน Expo 2025 ในภาพรวม ซึ่งจะทำให้นานาประเทศได้รู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อความพร้อมในการก้าวเช้าสู่ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติของไทย

นายแพทย์กรกฤชฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการภายใต้แนวคิด “ภูมิพิมาน” แล้วภายในอาคารนิทรรศการไทยยังมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การสาธิตสาธิตนวดไทย โดยหมอนวดไทยที่มีความเชี่ยวชาญเน้นแก้ไขกลุ่มอาการ Office Syndrome เพื่อเผยแพร่คุณค่าของศาสตร์นวดไทยที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก และกิจกรรมพิเศษอื่นๆ หมุนเวียน  รวม 184 วัน โดยจะมีการจัดพิธีเปิดอาคารนิทรรศการอย่างเป็นทางการ ในวันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน 2568 ซึ่งตรงกับเดือนที่เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีกิจกรรมพิเศษภายในงานเพื่อเฉลิมฉลองในวันดังกล่าว กรม สบส.จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยได้ร่วมส่งกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และหากมีโอกาสก็ขอเชิญเข้าร่วมเยี่ยมชมการจัดแสดงอาคารนิทรรศการไทย และหากท่านใดมีข้อเสนอแนะ กรม สบส. ก็ยินดีน้อมรับข้อเสนอแนะ และพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงกระบวนการในการดำเนินงาน เพื่อสร้วงประสบการณ์ที่น่าจดจำ แก้ผู้ร่วมงานที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน 

กองทัพเรือ เปิดกิจกรรมพลังงานสีเขียว (Green Navy Day 2025) ประจำปีงบประมาณ 2568

ในวันที่ (21 เม.ย. 68) พลเรือตรี ศุภสิทธิ์  บูรณะโอสถ เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ เข้าร่วมกิจกรรมพลังงานสีเขียว (Green Navy Day 2025) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี พลเรือเอก จิรพล  ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีกิจกรรม 3 ภารกิจหลัก ประกอบด้วย
    1. พิธีเปิดกิจกรรม ณ อาคารกองบัญชาการทหารเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน เวลา 07.45 – 08.00 น.
    2.การทดลองใช้รถยนต์โดยสารพลังงานไฟฟ้า (BUS EV) เดินทางไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า เวลา 08.00 – 08.30 น.
     3. พิธีเปิดการใช้งานระบบ Solar Rooftop ณ อาคารผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า เวลา 08.30 – 09.45 น

โดยกิจกรรมนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการแสดงเจตนารมณ์ของกองทัพเรือในการเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบที่ดีด้านการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังสร้างขวัญกำลังใจ และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อน ภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม ของกองทัพเรือให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืนต่อไป

#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ
#เทิดทูนสถาบัน_ป้องกันรัฐ_พัฒนาชาติ_ราษฎร์ศรัทธา
#กรมการขนส่งทหารเรือ
#กองทัพเรือ

ตำรวจ ปส. ทลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ 

(21 เม.ย. 68) สืบเนื่องจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดย นายกรัฐมนตรี นางสาว แพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภาว่า ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างเด็ดขาด ครบวงจร ตัดต้นตอการผลิตและจําหน่าย เน้นการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการสกัดกั้นลําเลียงยาเสพติด ปราบปรามและยึดทรัพย์ผู้ค้ารายสำคัญ และข้อสั่งการของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เน้นการปราบปรามแหล่งพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลางที่จะส่งมายังกรุงเทพมหานคร ประกอบกับนโยบาย ของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ซึ่งกําชับการปราบปรามยาเสพติด อย่างเร่งด่วน

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./              ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข  รอง ผบ.ตร.(ปป)/ประธานอนุกรรมการป้องกันปราบปรามการพักคอยยาเสพติด
ในพื้นที่ตอนในและสกัดกั้นยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้,  พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา  ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.

บช.ปส. โดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย  ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน 
ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า รอง ผบช.ปส., ผบก.ปส.1 - 4, ผบก.สกส. และ ผบก.ขส. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุม และขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่และรายย่อย ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งการขยายผลไปสู่การจับกุมเครือข่ายที่ยังหลบหนี และยึดทรัพย์ผู้ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือทุกราย

วันนี้ (21 เม.ย.68)  บช.ปส. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร, นบ.ยส.35 และ ป.ป.ส. โดย 
พลตรีฉกาจ ขันตี ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, 
นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ  รองเลขาธิการ ป.ป.ส. สำนักงาน ป.ป.ส. โดยจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญของ บช.ปส. จำนวน 2 คดี ผู้ต้องหา 2 คน รถยนต์ของกลาง 2 คัน ของกลางยาเสพติด คือ ยาบ้า 13,200,000 เม็ด ดังนี้

บก.ปส.3
กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่, สำนักงาน ป.ป.ส., นบ.ยส.35 เฝ้าระวังการลักลอบลำเลียงยาเสพติดพื้นที่ตามแนวชายแดนภาคเหนือ โดยมีผลปฏิบัติการสกัดกั้น และปราบปราม
ยาเสพติดรายสำคัญ ตามนโยบายรัฐบาล “Seal Stop Safe” จำนวน 2 คดี ดังนี้

(ผู้นำเสนอ : พ.ต.อ.ทิวาพงษ์ พลูโต ผกก.2 ปส.3)
คดีที่ 1 (ยาบ้า 12,000,000 เม็ด)    
    เจ้าหน้าที่ นปส.เชียงใหม่ กก.2 บก.ปส.3 สืบสวนทราบว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เพื่อนำส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่ตอนในของประเทศ จึงได้เฝ้าระวัง กระทั่งวันที่ 
7 เม.ย.68 พบความเคลื่อนไหวรถกระบะกลุ่มบุคคลในเครือข่ายอยู่บนถนนโชตินา เขตพื้นที่ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ โดยเข้าไปในพื้นที่หมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ จึงได้เฝ้าสังเกตการณ์ ต่อมาวันที่ 8 เม.ย.68 รถกระบะคันดังกล่าวได้ขับออกมา ซึ่งมีการบรรทุกกะหล่ำปลีเต็มท้ายกระบะ และรถมีลักษณะน้ำหนักมากผิดปกติ  มุ่งหน้า อ.แม่แตง 
จว.เชียงใหม่ เมื่อรถกระบะมาถึงบริเวณด่านตรวจยาเสพติด แก่งปั้นเต้า ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวทำการตรวจค้น พบผู้ต้องหาจำนวน 1 คน พร้อมยาบ้าประมาณ 12,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ท้ายกระบะโดยมีกะหล่ำปลีปกปิดอำพราง จึงได้นำตัวผู้ต้องหาและของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 2 (ยาบ้า 1,200,000 เม็ด)    
เมื่อวันที่ 10 เม.ย.68 นปส.เชียงราย กก.2 บก.ปส.3 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 1 คน พร้อมยาบ้า 1,200,000 เม็ด ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่ากลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติด บ้านผาหมี อ.แม่สาย 
จว.เชียงราย จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ อ.แม่สาย จว.เชียงราย เพื่อนำส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่ตอนในของประเทศ จึงได้เฝ้าระวังกระทั่งพบรถกระบะของกลุ่มเครือข่ายขับออกมาจากหมู่บ้านผาหมี มุ่งหน้าไปตัว อ.แม่สาย จว.เชียงราย จึงได้ทำการติดตามกระทั่งรถกระบะคันดังกล่าวเข้าไปจอดบริเวณลานจอดรถ
ของห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาแม่สาย จว.เชียงราย
ต่อมามีชาย 2 คน ได้เดินมาที่รถกระบะและจะขับออกจากสถานที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว
ขอตรวจค้น ชายคนขับได้เปิดประตูรถ และหลบหนีไปยังด้านหลังของห้างสรรพสินค้า จึงได้จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 1 คน (ผู้เยาว์) ซึ่งนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ และของกลางยาบ้า 1,200,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารตอนหลัง จึงได้นำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่งพนักงานสอบสวนฯ บก.ปส.3 จะได้ทำการขยายผลเพื่อติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีต่อไป

พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. เปิดเผยว่า ปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นไปตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร. และผู้ช่วย ผบ.ตร.
ที่ได้มอบนโยบายให้ บช.ปส. ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง การดำเนินการดังกล่าว มุ่งเน้นการกดดันและทำลายเครือข่ายยาเสพติดทั้งในระดับผู้ค้ายารายใหญ่และรายย่อย ตลอดจนเร่งรัดขยายผลไปยังกลุ่มผู้ให้การสนับสนุน รวมถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง และจากสถิติผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึง ปัจจุบัน ทั่วประเทศสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้จำนวนทั้งสิ้น 136,189 ราย ตรวจยึดของกลางยาเสพติดเป็นยาบ้า จำนวน 566,622,422 เม็ด, ไอซ์ 30,334.51 กิโลกรัม, เฮโรอีน 896.07 กิโลกรัม, คีตามีน 4,068.51 กิโลกรัม และยาอีจำนวน 123,087 เม็ด รวมทั้งสามารถดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดได้รวมมูลค่ากว่า 5,301,456,966 บาท

สำหรับการปราบปรามยาเสพติดของ บช.ปส. ตั้งแต่ 1 ต.ค.67 - ปัจจุบัน สามารถจับกุมขบวนการ
ค้ายาเสพติดทุกคดีได้ 679 คดี ผู้ต้องหา 680 คน ของกลางยาเสพติด คือ ยาบ้า 194,410,158 เม็ด, 
ไอซ์ 12,526.44 กก., เฮโรอีน 205.01 กก., คีตามีน 710 กก. และยาอี 581 เม็ด ยึดอายัดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติด 1,566,813,230 บาท

ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ฝ่าทุกนาทีวิกฤต รับช่วงต่อ นำ 2 หัวใจ จากอุดรธานี และสงขลา ที่เหินฟ้าฝ่าสายฝน ส่งต่อลมหายใจเข้ากรุงเทพมหานคร 

วันนี้ (19 เม.ย.68) พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชมเชย พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.50 น.ได้นำทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนนำส่งหัวใจดวงที่ 123 และ 124 จากต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ภายในระยะเวลาติดกันอย่างเฉียดฉิว ซึ่งถือเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความกดดัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทางที่ต้องประสานงานอย่างแม่นยำ ในการส่งต่อชีวิตให้กับผู้รอคอยหัวใจ 2 ดวงนี้ได้มีชีวิตใหม่กับหัวใจที่แข็งแรง 

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์จราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเพื่อส่งต่ออวัยวะช่วยชีวิต ยังคงเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริยึดถือและดำเนินการมาโดยตลอด และต้องชมเชยตำรวจจราจร สภ.เมืองอุดรธานี , ตำรวจจราจร สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , นักบิน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ที่ช่วยในภารกิจนี้ และอำนวยความสะดวกจราจรลำเลียงหัวใจจากโรงพยาบาลต้นทางนำส่งถึงสนามบินด้วยความรวดเร็วด้วยเช่นกัน

สำหรับหัวใจดวงที่ 123 ได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริสนับสนุนการนำส่งหัวใจจากจังหวัดอุดรธานี โดยใช้ "นางฟ้าส่งหัวใจ" คุณอรวิภา นกนทีสวัสดิ์ นางสาวไทย2552 รับหน้าที่นักบินอาสานำหัวใจดวงนี้ส่งมาทางเครื่องบินส่วนตัวลงจอดที่ฝูงบิน 604 กองบิน 6 ดอนเมือง ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้การเดินทางล่าช้า ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงจึงถึงที่หมาย และเมื่อคำนวณเวลาเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งมีระยะทางไกลและการจราจรหนาแน่น ทีมแพทย์ระบุว่ามีเวลานำส่งเพียง 30 นาทีเท่านั้น ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริจึงเร่งเตรียมกำลังพร้อมอำนวยการจราจรทันทีที่หัวใจเดินทางถึง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งภารกิจด่วนอีกภารกิจหนึ่ง คือการนำส่งหัวใจดวงที่ 124 ซึ่งจะเดินทางจากโรงพยาบาลหาดใหญ่มายังกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 473 ไมล์ โดยใช้เครื่องบินส่วนตัวเช่นกัน ใช้เวลาทำการบิน 2 ชั่วโมง จะลงจอดที่อาคารผู้โดยสาร MJets สนามบินดอนเมือง โดยมีกำหนดการห่างจากหัวใจดวงแรกเพียง 15 นาที และจะต้องนำส่งไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ด้วยสถานการณ์ที่หัวใจทั้งสองดวงมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกันและต้องส่งไปยังคนละโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริจึงวางแผนแบ่งกำลังออกเป็นสองขบวน นำโดยหน่วยจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็ว พร้อมวางแผนเส้นทางล่วงหน้า และรับการสนับสนุนจากตำรวจจราจรในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถนำส่งหัวใจดวงที่ 123 ถึงโรงพยาบาลศิริราชภายในเวลา 23 นาที (เหลือเวลาให้ทีมแพทย์วิ่งสุดชีวิตนำหัวใจลงจากรถวิ่งตรงไปยังห้องผ่าตัดเพียง 7 นาที เท่านั้น) และหัวใจดวงที่ 124 ถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ภายในเวลาเพียง 11 นาที ทั้งสองภารกิจสำเร็จลุล่วงทันเวลาให้แพทย์สามารถดำเนินการปลูกถ่ายได้ทันที

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ภารกิจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่พร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อเปิดเส้นทางให้ลมหายใจของผู้อื่นได้เดินทางต่อ พร้อมกันนี้ขอขอบคุณผู้บริจาคอวัยวะทุกท่าน ที่เสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์แม้ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน และขอชื่นชมความทุ่มเทของทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่สามารถวางแผนและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความกดดันสูง  หัวใจทั้ง 123 และ 124 ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งชีวิตใหม่ แต่คือภาพแทนของความเสียสละ ความร่วมมือ และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของทุกคนที่มีส่วนในภารกิจครั้งนี้

เริ่มแล้ว!! สนุกสุดเหวี่ยง ไม่เสี่ยงภัย “ตำรวจภูธรภาค 2” เปิด 14 เซอร์วิสเลน แผนฉุกเฉิน “วันไหลพัทยา”

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ (19 เม.ย. 68) ที่ โรงเรียนเมืองพัทยา 8 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง รอง ผบช.ภ.2  พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรีพล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผบก.ทท.1 ร่วมปล่อยแถวตำรวจ และอาสาสมัคร ร่วมดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวในงานวันไหลพัทยา เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2568 โดยมี พ.ต.อ.อำนาจ โฉมฉาย รอง ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี  พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.ชาตรี สุขศิริ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.พัฒนา รอบรู้ ผกก.สภ.นาจอมเทียน พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ ผกก.2 บก.ทท.1 ร่วมด้วย

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวทยอยเข้าพื้นที่จำนวนมาก และคาดว่าในช่วงค่ำไปจนถึงดึกจะเป็นช่วงพีกที่นักท่องเที่ยวเต็มพื้นที่หลายหมื่นคน ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์และชมคอนเสิร์ตของศิลปินจำนวนมาก โดยวันนี้ได้กำชับถึงการปฏิบัติหน้าที่เน้นการดูแลความปลอดภัย ให้บริการ อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกันต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคน ทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อเทศกาลแห่งความสุข สร้างความประทับใจ และความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

“งานวันไหลพัทยาเป็นเทศกาลสำคัญ นักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก ตำรวจภูธรภาค 2 โดยตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี มีความพร้อมทั้ง คน ระบบ และเทคโนโลยี ในการดูแลความปลอดภัย โดยต้องขอบคุณเมืองพัทยาในการให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ ประสาน ร่วมกันทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือสร้างความมั่นใจ สร้างความประทับใจ” ผบช.ภ.2 กล่าว

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า งานเทศกาลที่มีคนรวมตัวจำนวนมาก เราเตรียมแผนฉุกเฉิน พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และที่สำคัญในงานวันไหลพัทยาปีนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีได้ปิดการจราจรกว่า 2 กิโลเมตร มีเซอร์วิสเลน หรือช่องทางพิเศษฉุกเฉินสำหรับการขนส่ง  14 ช่องทาง กั้นเป็นพื้นที่ว่างไว้ 1 ช่องจราจร ในถนนพัทยากลาง ถนนเลียบชายหาดซอย 7 – 13/4 ถนน พัทยาใต้ และปิดการจราจรขาลงหาด ปรับเป็นช่องทางฉุกเฉิน เพื่อเป็นช่องทางสำหรับการลำเลียงคนทางการแพทย์ หรือการเคลื่อนเข้าพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ กรณีมีเหตุฉุกเฉิน  เช่น มีผู้ป่วย หรือผู้ได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวงานวันไหลพัทยา ให้เว้นพื้นที่ไว้ตามคำแนะนำ และการประชาสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถติดตามการจราจรโดยรอบพื้นที่พัทยา ตรวจสอบสถานการณ์ เส้นทางจราจรทางเลี่ยงทางหนาแน่น ทางเพจเฟซบุ๊ก ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี  และตรวจสอบกล้องวงจรปิดของเมืองพัทยา แบบเรียลไทม์ ที่ https://ioc.pattaya.go.th/live-cctv หรือ https://liff.line.me/1655268398-0VWZRdqz/live-cctv หากมีเหตุด่วนขอความช่วยเหลือให้แจ้งตำรวจที่อยู่ใกล้ท่าน หรือโทร. 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบ.ทร. ส่ง ”น้องเต่าสีชัง“ (เต่าตนุ) คืนสู่ท้องทะเลไทย

วันที่ (20 เม.ย.68) เวลา พลเรือตรี เอตม์ ยุวนางกูร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง พร้อมภริยา ให้การต้อนรับ พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ และ นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในโอกาสเดินทางมาปล่อย “น้องเต่าสีชัง” คืนสู่ธรรมชาติ

โดยมี คณะจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เข้าร่วมกิจกรรมฯ ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (ระยอง) พบ “เต่าตนุ” (น้องเต่าสีชัง) ที่บริเวณเกาะสีชัง เป็นเต่าตนุ เพศเมีย อายุประมาณ 35 - 40 ปี น้ำหนัก 101.3 กิโลกรัม ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหัว และกระดองด้านหน้ามีรอยถูกกระแทก บริเวณกระดองส่วนท้าย ถูกใบจักรเรือฟัน มีรอยแตกเป็นแผลฉกรรจ์

โดยเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (ระยอง) ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่จาก ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ไปรับเต่าทะเล ที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อนำมารักษา ณ โรงพยาบาลเต่าทะเล ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ

ปัจจุบัน ได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติ และติดไมโครชิพ หมายเลข 933071000284031 เพื่อเตรียมพร้อมที่จะปล่อยน้องเต่าทะเลคืนสู่ธรรมชาติต่อไป โดยการรักษา “น้องเต่าสีชัง” (เต่าตนุ) ในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการร่วมมือกันระหว่าง กองทัพเรือ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในการรักษา “เต่าตนุ” ให้คงอยู่คู่ท้องทะเลไทย ตลอดไป

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ โดย หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นหน่วยรับผิดชอบ ในการอนุบาลเต่าทะเล ให้แข็งแรงก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ให้คงอยู่คู่ท้องทะเลไทย 

ซึ่งทางศูนย์ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยสำหรับอำนวยความสะดวกให้กับสัตวแพทย์ และนับเป็นโรงพยาบาลเต่าทะเลแห่งแรกในเอเชีย โดยกองทัพเรือ ได้กำหนดชื่อโรงพยาบาลแห่งนี้ว่า โรงพยาบาลเต่าทะเล ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ 

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

คนไข้อึ้ง!! ไปทำฟัน รพ.สต. เจอไฟส่องเตียงแบบดีไอวาย เผย!! ของบ 3 ปีแล้ว ยังไม่ได้ ต้องดัดแปลงเอง!! โซเชียล คอมเมนต์กันสนั่น!! สตง.มีงบจะสร้างตึกใหม่ แต่รพ.ไม่มี

(20 เม.ย. 68) วิจารณ์กันหนักในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพลงในกรุ๊ป สวนผึ้ง City โดยเล่าเรื่องว่า ไปทำฟันที่ รพ.สต.ตะนาวศรี กลับเจอไฟส่องทำฟันนั้นเป็นไฟส่องกบแทน

โดยระบุข้อความว่า …

“ไปทำฟัน รพ.สต.ตะนาวศรี ทำดีมากจนเสร็จ เพิ่งเห็นว่าไฟส่องเตียงสภาพนี้ ถามหมอ ของบมา 3 ปีแล้วยังไม่ถึง ต้องดัดแปลงเองเพื่อคนไข้ หน่วยงานไหนช่วยด้วยเถอะค่ะ”

ซึ่งมีคนเข้าไปแชร์ และคอมเมนต์จำนวนมาก อาทิ

“สตง. มีงบจะสร้างตึกใหม่ แต่โรงพยาบาลไม่มี เห้ออออ ประเทศไทย”

“งบ กระทรวงสาสุข จะลงไปที่ cup คือ รพช. อยู่ที่ รพช.จะให้มาแค่ไหน เมื่อไหร่ นี่คือปัญหาที่ รพ.สต.ประสบอยู่ ถ้าโอนตรง รพ.สต. จะดีที่สุด แต่คงยากมาก”

“ไฟนี้นอกจากใช้งานใน รพ.สต. ยังเอาไปหาอึ่งได้ด้วยนะนี่”

“โคมไฟ …เค้าบอก ของไม่เร่งด่วน รอคิวลำดับที่ที่สี่ร้อย”

“ถ้าคุณหมอเปิดรับบริจาค ผมก็ขอเป็น 1 ในล้านๆคน ขอมีส่วนร่วมบริจาคทรัพย์ช่วยด้วยครับ”

‘คณะสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา – ผู้บริหารท้องถิ่น’ ร่วมรดน้ำขอพร ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ เผย!! เป็นผู้ใหญ่ ที่มีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาท้องถิ่น พัฒนา จ.สงขลา ดูแลประชาชน

เมื่อวานนี้ (19 เม.ย. 68) คณะสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา ผู้บริหารท้องถิ่น นักการเมือง และผู้นำชุมชนจากหลายอำเภอ ร่วมแสดงมุทิตาจิต และรดน้ำขอพรนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายก อบจ.สงขลา และอดีต สส. 8 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ณ ร้านแสงทองโภชนา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง มีการร่วมรับประทานอาหาร พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน และมีการรดน้ำดำหัว เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน ตนขออวยพรให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาวัฒนธรรม ความรัก ความสามัคคี และจิตสำนึกต่อส่วนรวม และขอฝากกำลังใจถึงผู้นำรุ่นใหม่ให้ร่วมกันขับเคลื่อนบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์ และเสียสละเพื่อพัฒนาสงขลาต่อไป

‘โหรวารินทร์’ เผย!! หลังพฤษภาคมนี้ การเมืองไทย เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขณะที่ภัยพิบัติต่างๆ จะไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา อาจมีบ้างแค่เล็กน้อย

เมื่อวานนี้ (19 เม.ย. 68) ที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ประธานมูลนิธิข่วงพระเจ้าล้านนา หรือรู้จักในนาม “โหร คมช.” แห่งสำนักหลวงปู่เกวาลัน จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังพิธีบูชาบวงสรวงองค์บูรพมหากษัตริย์ล้านนาไทย และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ตลอดจนถึงการบูชาทวยเทพเทวา 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน  

และบูชาเสื้อบ้านที่ปกปักรักษาเมืองเชียงใหม่และประเทศไทย ในงานพิธีสมโภชเชียงใหม่ 729 ปี ว่า การประกอบพิธีในครั้งนี้ได้รับมอบหมายจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เมืองพ้นภัยพิบัติจากธรรมชาติและภัยเศรษฐกิจที่กระทบทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย พร้อมขอให้คนไทยน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ 

ทั้งนี้ อาจารย์วารินทร์ฝากถึงผู้มีอำนาจว่า อย่าใช้ประชานิยมมากเกินไป เพราะประเทศที่ล่มสลาย เช่น เวเนซุเอลา ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เนื่องจากใช้นโยบายประชานิยมมากเกินไป ทุนทรัพย์ของเรามีเพียงพอแล้ว อย่านำไปขาย แจกจ่าย หรือใช้โดยไม่ระมัดระวัง เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของประชาชนทั้งประเทศ เราควรร่วมกันดูแลรักษา เพิ่มพูน เพื่อประคองประเทศให้เดินหน้าสู่ความเจริญต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ความวุ่นวายทางการเมืองจะรุนแรงหรือไม่ อาจารย์วารินทร์ตอบว่า “จะไม่รุนแรง แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแน่นอน หลังเดือนพฤษภาคมนี้จะเริ่มเห็นเค้าโครงต่าง ๆ ชัดเจน ผู้ที่มีหน้าที่ แต่ใครจะมาทำหน้าที่ที่แท้จริง เราก็รู้อยู่แก่ใจ ในนิตินัยอาจยอมรับได้ แต่ในพฤตินัยเป็นใคร เรารู้ดี” พร้อมระบุว่า ต่อไปจะมีผู้ที่เหมาะสมมาดูแลประเทศ และอาจมีบางคนที่เคยมีหน้าที่ “รีเทิร์น” กลับมาอีกครั้งก็ได้

สำหรับปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติ อาจารย์วารินทร์กล่าวว่า จากนี้ไปจะไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา อาจมีบ้างแต่เพียงเล็กน้อย เพราะส่วนที่หนักที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว 

3 สิ่งนี้ถ้าคนไทยมี ‘เมืองไทย’ จะเจริญเท่า สิงคโปร์ หรือ ญี่ปุ่น ระบบการศึกษาที่แข็งแรง จิตสำนึกไม่ทุจริต รู้หน้าที่ของตัวเอง

(20 เม.ย. 68) ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศด้อยศักยภาพ แต่เรายัง "ปลดล็อกตัวเอง" ไม่ได้เต็มที่ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศคือ ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์

ลองจินตนาการดูว่า...
หาก “ประเทศที่มีวัฒนธรรมลึกซึ้งที่สุดในอาเซียน”
“ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติแบบไม่มีใครเทียบ”
“ประเทศที่ตั้งอยู่บนจุดตัดเศรษฐกิจโลก เรา เพื่อนบ้าน ประเทศทั้งอาเซียน จีน และอินเดียที่มีประชากรเกิน 2,000 ล้านคน”
จะดีแค่ไหนหากเราได้ปลุกศักยภาพของคนในชาติขึ้นมาพร้อมกัน

ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ “ประเทศน่าเที่ยว”
แต่จะกลายเป็น “ศูนย์กลางของโลก” และสิ่งที่เราต้องการมีเรื่องสำคัญ 3 ข้อดังนี้

1.คนไทยต้องมีระบบการศึกษาที่แข็งแรง ทันโลก มีนิสัยไฝ่เรียนรู้ ขยันสร้างศักยภาพทั้งความคิดและคุณธรรม

สิงคโปร์มีระบบการศึกษาแข็งแรง ญี่ปุ่นมีวินัยและสำนึกส่วนรวม แต่ถ้าไทย “รวมทั้งสองสิ่งไว้ในคนคนเดียวได้” เราจะไปได้ไกลกว่านั้น

เราต้องการเด็กที่คิดเป็น วิเคราะห์ได้ ก้าวทันเทคโนโลยี และไม่กลัวตั้งคำถาม พร้อมกันกับเป็นคนที่มีเมตตา ไม่เบียดเบียน และมีจิตสาธารณะ"

สิ่งนี้จะกลายเป็นรากฐานของผู้นำรุ่นใหม่ แรงงานรุ่นใหม่ และสังคมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ แต่มีพลัง

2. คนไทยต้องมีจิตสำนึกในการรังเกียจการทุจริตคอร์รัปชันเป็นค่านิยมร่วม

สิงคโปร์เลิกคอร์รัปชันได้ในไม่กี่ทศวรรษ
ญี่ปุ่นมีระบบตรวจสอบที่แม้แต่นายกฯ ก็ต้องรับผิด
แต่ไทยยังอยู่ในวงจร “รู้นะว่าโกง แต่ก็จำยอม”

ถ้าเราเปลี่ยน “ความอดทน” เป็น “ความรังเกียจ”
และเปลี่ยน “ความเคยชิน” เป็น “ความกล้าทำให้มันจบ”

เราจะมีสังคมที่ไม่ต้องออกมาประท้วงทุกปี
ไม่ต้องตื่นมาเจอกับข่าวฮั้วงบ และไม่ต้องสอนลูกว่า “ถ้าอยากโตเร็ว อย่าเล่นตามกติกา”

3.ทุกคนต้องรู้และทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็ม ประสิทธิภาพ 100% และที่สำคัญต้องไม่เล่นการเมืองในที่ทำงาน

สิงคโปร์มีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ
ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม “ทุ่มเท” กับงานอย่างสุดกำลัง
แต่ในไทย... ยังมีการเมืองในที่ทำงาน การใช้อำนาจมากกว่าหลักการ

ถ้าพนักงานไทยทุกคนทำงานเต็มศักยภาพ
ข้าราชการไทยทำเพื่อประเทศมากกว่าตำแหน่ง
และเจ้านายเลิกเลื่อนตำแหน่งคนจากความใกล้ชิดส่วนตัว

เราจะไม่ต้องรีบวิ่งตามใคร เพราะเราจะ “ลุกขึ้นยืนในจุดที่โลกต้องหันกลับมามอง”

แล้วถ้าเรามีครบทั้ง 3 ข้อนี้จริงล่ะ?
คนเก่งแต่มีธรรมะ = ประเทศเจริญโดยไม่ทิ้งใคร
คนไม่โกง = งบประมาณไปถึงที่ควรถึง
คนทำงานเต็มที่ = งานทุกงานเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง

ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม”
แต่คือ ประเทศที่ทั้งเก่ง ทั้งกล้า ทั้งดี - และเป็นจุดศูนย์กลางของโลกในยุคใหม่

ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกถามว่า

“เราจะตามใครทัน?” แล้วหันมาถามว่า
“ถ้าประเทศไทยมีสิ่งนี้... โลกจะตามเราทันไหม?”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top