ผมเสนอให้รัฐบาลเร่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพ โดยมี 4 ทางเลือก
(4 พ.ค. 68) รอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา
(4 พ.ค. 68) รอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา
วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2568 โดยมี ศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมในพิธี ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ
โดยระหว่างวันที่ 4 - 9 พฤษภาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2568 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) เพื่อความเป็นสิริมงคล ชมการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) และ รับประทานสาคูสิริมงคล (อี๊) โดยมูลนิธิฯ จัดเตรียมบริการเฉพาะบรรจุถุงให้ผู้มีจิตศรัทธานำกลับบ้านเท่านั้น ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมงานสาธารณกุศลของศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึงงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง [ www.facebook.com/atpohtecktung ]
#ป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
(4 พ.ค. 68) เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ที่บริเวณชายป่าสวนผลไม้ของชาวบ้าน ห่างจากด้านหลังเต็นท์จำหน่ายสินค้า ประมาณ 40 เมตร ในกิจกกรรมงานมหกรรมตาดีกาสัมพันธ์เทศบาลตำบลรือเสาะ ซึ่งจัดขึ้นที่มัสยิดอัลฮีดายะห์ บ้านบือแนยามู ม.2 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ส่งผลทำให้ชาวบ้านพ่อค้าแม่ค้า ที่เดินทางมาร่วมงานและจำหน่ายสินค้า ต่างพากันวิ่งหนีกันอย่างชุนละมุน พร้อมเสียงหวีดร้องเป็นระยะๆ
ซึ่งภายในงานจะมี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานและมีผู้ใหญ่ระดับสูงของจังหวัด อาทิ นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รอง ผวจ.นราธิวาส ดร.ซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส เขต 4 พรรคภูมิใจไทย นายอมีร ซาริคาน นายกเทศบาลตำบลรือเสาะ นายนิติพงษ์ ทาหา นายอำเภอรือเสาะ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร มายืนคอยให้การต้อนรับ
หลังเกิดเหตุระเบิดเจ้าหน้าที่ได้นำแผงเหล็กที่ใช้สำหรับปิดกั้นการจราจร มาวางไว้ที่บริเวณจุดเกิดเหตุระเบิด เพื่อรอให้ น.ส.ซาบีดา เป็นประธานเปิดงานและร่วมกิจกรรมแล้วเสร็จ ถึงจะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ ซึ่งการเปิดงานในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
มีรายงานว่า น.ส.ซาบีดา เมื่อเปิดงานและร่วมกิจกรรมแล้วเสร็จ ได้เดินทางกลับโดยที่ไม่ได้รับรู้ว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้น
ต่อมา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดอโณทัยและจากชุด EOD กองกำกับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส เข้าทำการตรวจสอบจุดเกิดเหตุด้วยการใช้เครื่องตรวจจับวัตถุโลหะและพบว่า มีระเบิดแสวงเครื่องอีก 1 ลูก ซุกซ่อนอยู่ละแวกเดียวกันห่างจากจุดระเบิดประมาณ 10 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้กันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกห่าง ก่อนที่จะใช้เครื่องแรงดันน้ำพลังสูงในการยิงทำลาย
เมื่อตรวจสอบระเบิดทั้ง 2 ลูก พบว่า เป็นระเบิดแสวงเครื่องที่บรรจุอยู่ในท่อเหล็กทรงกลม หนัก 1 ถึง 2 ก.ก. จุดชนวนด้วยระบบแบบเหยียบ เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
จากการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นฝีมือการกระทำของสมาชิกแนวร่วมผู้ก่อเหตุรุนแรง แอบลักลอบนำระเบิดแสวงเครื่องแบบเท้าเหยียบไปซุกซ่อนไว้ เพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่กำลังพลที่ถูกส่งตัวมาให้การรักษาความปลอดภัยแก่คณะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กลุ่มคนร้ายเดาใจเจ้าหน้าที่ว่า จะมายืนให้การรักษาความปลอดภัยที่บริเวณจุดดังกล่าว แต่โชคดีระเบิดลูกแรกเกิดขัดข้องได้ระเบิดขึ้นเสียก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่กันพื้นที่ให้EODเข้าตรวจสอบ จึงพบระเบิดลูกที่ 2 จึงได้ยิงทำลายไปในที่สุด
(4 พ.ค. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา และหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์จราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ มีวันหยุดยาว ได้แก่ วันที่ 3-5 พฤษภาคม และ 9-12 พฤษภาคม ซึ่งคาดว่าจะมีพี่น้องประชาชนเดินทางไปทำบุญ กลับภูมิลำเนา หรือท่องเที่ยวตามจังหวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้ติดขัดหนาแน่นในบางเส้นทางได้ ทั้งในช่วงขาไปและขากลับ เช่นในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา รับรายงานว่ามีการจราจรติดขัด โดยเฉพาะในถนนเส้นทางสายหลัก อาทิ มอเตอร์เวย์ สาย 7 ซึ่งมักมีจุดพักรถขนาดใหญ่ มีปริมาณรถเข้าใช้บริการจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการจราจรชะลอตัวบริเวณทางเบี่ยงเข้าจุดพักรถ มีท้ายแถวสะสมทำให้รถชะลอตัวและเกิดปัญหาการจราจรติดขัดหลายกิโลเมตร หรือบริเวณหน้าด่านเก็บเงินที่มีปริมาณรถหนาแน่น ทำให้การจราจรชะลอตัวเป็นระยะทางยาว
พล.ต.ท.นิธิธรฯ แนะนำให้ประชาชนวางแผนก่อนการเดินทาง โดยเลือกใช้จุดพักรถหรือสถานที่ใกล้เคียงแทน จะได้ลดความแออัดและรักษาความต่อเนื่องในการเดินทาง สำหรับผู้ที่ใช้เส้นทางที่มีจุดเก็บค่าผ่านทาง แนะนำทางเลือกในการใช้บริการ M-Flow โดยลงทะเบียนใช้บริการล่วงหน้า เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และลดการจอดรอชำระค่าผ่านทาง ลดปัญหาการจราจรติดขัดได้ และในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ขอเน้นย้ำให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าวางแผนการชาร์จพลังงานให้ดี โดยศึกษาจุดชาร์จไฟฟ้าบนเส้นทางล่วงหน้า เลือกช่วงเวลาและสถานที่ที่ไม่แออัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการจราจรสะสมหรือแถวรอชาร์จที่ยาวนาน และการเสียเวลาเดินทางโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงนี้มีฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อาจเกิดน้ำท่วมขังในบางเส้นทาง ทำให้กระทบกับการใช้รถใช้ถนน เกิดการชะลอตัว ตัดขัด จึงขอฝากความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ ตรวจสอบสภาพรถและสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด มีน้ำใจบนท้องถนน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อช่วยกันลดอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยในการเดินทางช่วงวันหยุดยาวนี้
หากต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทาง พบเหตุร้าย หรือต้องการความช่วยเหลือกรณีเกิดอุบัติเหตุ รถเสียบนท้องถนน สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวานนี้ (3 พ.ค.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตั้งแต่รับหน้าที่ ผบช.ภ.2 ให้ความสำคัญกับสถานีตำรวจ หรือโรงพัก ซึ่งถือเป็นจุดแรกที่สัมผัสประชาชน เป็น “หัวใจของงานตำรวจ” ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความยุติธรรม และ ให้บริการประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศและของโลกต้องให้ความสำคัญกับการให้บริการประชาชนควบคู่กับการดูแลบริการนักท่องเที่ยว โดยได้ตระเวนตรวจเยี่ยมดูความพร้อมของสถานีตำรวจในด้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องกำลังพล การสอบสวนสืบสวน สายตรวจจราจร ดูความสะอาดโรงพัก ความพร้อมในการให้บริการประชาชน

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ได้กำชับให้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดและหัวหน้าสถานี สำรวจความพร้อมของพนักงานสอบสวน ตรวจสอบจำนวนของพนักงานสอบสวนในโรงพักว่าเพียงพอสอดคล้องกับปริมาณงานหรือไม่ รวมถึงสุขภาพ ภาวะเครียดของพนักงานสอบสวน โดยให้พิจารณาปรับเกลี่ยให้เหมาะสม กำชับดูแลขวัญกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้งานด้านอำนวยความยุติธรรมของโรงพักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่าหลังจากนี้จะตระเวนตรวจเยี่ยมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความพร้อมของโรงพักในทุก ๆ ด้าน จากการตรวจเยี่ยมที่ผ่านมาพบว่าโรงพักหลายแห่งยังไม่สะอาด ไม่เป็นระเบียบเท่าที่ควร โดยเฉพาะห้องควบคุมผู้ต้องหา ห้องน้ำ บางแห่งสภาพทรุดโทรม เหม็นคลุ้ง จึงได้กำชับให้ทุกโรงพัก 117 แห่ง ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 ไปตรวจดูโรงพักของตัวเองจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งในจุดที่บริการประชาชนรวมถึงห้องขังห้องควบคุมผู้ต้องหา


“ผู้ต้องหา ไม่ใช่นักโทษ เขาคือผู้ที่ยังบริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ห้องควบคุมคือพื้นที่แห่งนิติธรรม ไม่ใช่ที่กักขังไร้มนุษยธรรม ภาพเหล่านี้สะท้อนทั้งคุณภาพของหน่วยงาน และภาวะผู้นำโดยตรง ถ้าแค่เรื่องการดูแลความสะอาดยังทำไม่ได้ เรื่องอื่นคงไม่ต้องพูดกันให้มากความ ผมขอสั่งการโดยตรงให้ผู้บังคับการ ผู้กำกับการ รองผู้กำกับการ สว. หัวหน้า สภ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับเร่งตรวจสอบและแก้ไขให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดห้ามมีข้ออ้าง” ผบช.ภ.2 กล่าว
(3 พ.ค. 68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และรองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชน และสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ชี้แจงกรณีเอกสารรายงานข่าวที่เผยแพร่ในสื่อมวลชน ซึ่งมีการนำไปตีความหมายผิดพลาด จนอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และต่อองค์กร
พลตรี วินธัย กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า นายอนุทินเป็นบุคคลที่แอบอ้างสถาบัน แต่ในข้อเท็จจริง เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับนายอนุทินเป็นไปในเชิงบวก โดยรายงานได้กล่าวถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่ระบุว่านายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองหรือบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2567
ทั้งนี้ พลตรี วินธัย ยังได้เตือนผู้ที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน อย่าพยายามนำข้อมูลมาปะติดปะต่อเชื่อมโยงกันเอง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อบุคคลและองค์กร
(3 พ.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวัน ที่ 4 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี จะถวายราชสักการะสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ณ ปราสาทพระเทพบิดร และถวายสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง จากนั้น เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการพระราชพิธีฉัตรมงคล ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง
จากนั้น ในช่วงค่ำวันเดียวกัน รัฐบาลได้จัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล เวลา 19.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในงานสโมสรสันนิบาตฯ ซึ่งจะมีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย พร้อมเชิญชวนพสกนิกรร่วมถวายพระพรชัยมงคล
ทั้งนี้ รัฐบาลได้เชิญคณะองคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี องค์กรตามรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการการเมืองในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เอกอัครราชทูต กงสุลกิตติมศักดิ์ต่างประเทศประจำประเทศไทย กงสุลอาชีพ องค์การระหว่างประเทศภายใต้องค์การสหประชาชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย พร้อมคู่สมรส เข้าร่วมในงานสโมสรสันนิบาตฯ
สำหรับการจัดงานสโมสรสันนิบาตฯ จะมีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 18.50 น. เป็นต้นไป รัฐบาล ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พ.ค.2568 โดยพร้อมเพรียงกัน
‘ฐปณีย์’ ร่วมประณาม!! หยุดความรุนแรง การสังหาร เข่นฆ่า ประชาชนผู้บริสุทธิ์
(3 พ.ค. 68) ท่ามกลางความต้องการบริโภคเนื้อวัวของจีนที่พุ่งสูงในปี 2566 ถึงเกือบ 11 ล้านตัน ในขณะที่จีนผลิตได้เพียง 7.5 ล้านตัน ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งทางตรงและทางเลี่ยงผ่านเครือข่ายลักลอบจากลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะผ่านมณฑลยูนนานและกว่างซีจ้วงที่ติดกับเมียนมา ลาว และเวียดนาม
วัวทะลักเข้าไทย: แรงดันจากความต้องการระดับภูมิภาค
การศึกษาหลายชิ้นระบุว่า จีนเคยลักลอบนำเข้าวัวจากเมียนมาผ่านไทยมากถึง 4,000 ตัวต่อวันในช่วงก่อนโควิด และยังมีข้อมูลระบุว่า ในปีเดียว (2561) วัวมากกว่า 150,000 ตัว ถูกขนผ่านเส้นทางเมียนมา–ไทย–ลาว เพื่อส่งต่อไปยังจีน
จากสถิติด่านศุลกากรแม่สอดเพียงแห่งเดียว พบว่ามีวัวและกระบือมีชีวิตนำเข้าถูกกฎหมายจากเมียนมาถึง 97,324 ตัวในปี 2565 มูลค่ารวมกว่า 1,200 ล้านบาท ขณะที่จำนวนวัวลักลอบซึ่งไม่อยู่ในระบบการควบคุมโรค อาจสูงกว่านี้หลายเท่าตัว โดยมีการประเมินว่า จุดลักลอบใน จ.ตาก เพียงจุดเดียว อาจมีวัวเล็ดลอดเข้าไทยไม่ต่ำกว่าหลายพันตัวต่อปี จากการสืบข่าว พบว่าระหว่างปี 2565 ถึงกลางปี 2566 มีรายงานการจับวัวลักลอบในไทยราว 23 ครั้ง รวมวัวของกลาง 1,182 ตัว — แต่จำนวนนี้อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของวัวลักลอบจริงที่เข้าสู่ไทยในแต่ละปี
วัวเถื่อนเร่รอน: อาศัยในป่าอนุรักษ์จำนวนมากกว่าชาวบ้านในหมู่บ้าน
วัวลักลอบจำนวนมากไม่ได้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่ถูกเลี้ยงกระจายอยู่ตามแนวชายแดน — โดยเฉพาะในเขตที่อยู่ติดป่าอนุรักษ์ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่เหล่านี้มักไม่ได้รับการควบคุมที่เข้มงวดจากการขาดทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่และงบประมาณ และถูกใช้เลี้ยงวัวแบบเร่ร่อนเพื่อประหยัดต้นทุน โดยเฉพาะในฤดูแล้งเมื่อหญ้าแห้งตาย
การเผาหญ้า: กลไกที่จุดไฟป่าแบบตั้งใจและซ้ำซาก
ก่อนฤดูฝนในแต่ละปี ผู้เลี้ยงวัวเหล่านี้มักจุดไฟเผาพื้นป่าเพื่อเร่งให้หญ้าแตกใบใหม่ หรือที่เรียกว่า 'หญ้าระบัด' ซึ่งเป็นอาหารวัวคุณภาพดีในช่วงต้นฤดูฝน แม้การเผาจะเป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันมานาน แต่การกระทำในพื้นที่อนุรักษ์จำนวนมากและพร้อมกันทั่วแนวชายแดน ได้ก่อให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถควบคุมได้กระจายไปทั่วป่าในภาคเหนือและภาคตะวันตก
แม้การเผาหญ้าเพื่อเลี้ยงวัวจะดูเป็นวิธีดั้งเดิมและมีเป้าหมายจำกัด แต่เมื่อวัวหลายหมื่นตัวถูกปล่อยเลี้ยงในป่าอนุรักษ์ทั่วแนวชายแดน การจุดไฟพร้อมกันในพื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็น มรสุมไฟป่าเถื่อน ที่ไม่มีใครควบคุมได้
• พื้นที่ป่าถูกทำลายซ้ำ ๆ ทุกปีจนสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัว
• สัตว์ป่าถูกเผาตายหรือไร้ที่อยู่อาศัย
• ดินกลายเป็นดินเสื่อมสภาพและไม่ซึมน้ำ เกิดโคลนถล่มเมื่อฝนมา
• ควันพิษ PM2.5 จากการเผา ลอยเข้าสู่เมืองใหญ่ในภาคเหนือ สร้างวิกฤตสุขภาพเรื้อรังแก่ประชาชน
ฝากเลี้ยงในป่าแล้วแบ่งผลประโยชน์
ชาวบ้านที่รับเลี้ยงวัวในป่าจะได้รับผลประโยชน์เป็นลูกวัวที่เกิดใหม่ในป่าครึ่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่นหากฝูงวัวที่ฝากเลี้ยงเป็นเวลา 2 ปีนั้นคลอดลูกใหม่ 30 ตัว ชาวบ้านก็จะได้รับลูกวัวฟรีๆ 15 ตัว และหากขุนลูกวัวเหล่านี้ในป่าไปจนโตก็จะขายได้เงินราวตัวละ 4,000 บาท ทั้งหมดคิดเป็นรายได้ระดับครึ่งแสน
เชื้อโรคข้ามพรมแดน: เมื่อระบบควบคุมโรคไม่ตามทัน
นอกจากไฟป่า ปัญหาวัวเถื่อนยังเชื่อมโยงกับโรคระบาดที่อาจทะลักเข้าประเทศ เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) และลัมปีสกิน (LSD) โดยวัวที่ไม่มีใบรับรองสุขภาพ ไม่เคยได้รับวัคซีน และไม่ได้ถูกกักตัว คือภัยเงียบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
วัวที่ลักลอบเข้าประเทศโดยไม่ผ่านการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด อาจเป็นพาหะของโรคติดต่อร้ายแรงที่แพร่กระจายได้รวดเร็วในฝูงสัตว์ หนึ่งในนั้นคือ โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease - FMD) ซึ่งเป็นโรคไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมากในสัตว์กีบคู่ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ โดยติดต่อผ่านน้ำลาย ลมหายใจ หรือพื้นดินและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ เมื่อระบาดจะทำให้สัตว์มีแผลพุพองในปาก เท้า เดินไม่ได้ กินอาหารไม่ได้ น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอัตราการเติบโตลดลง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาล เพราะฟาร์มต้องกักตัวสัตว์ ปิดตลาด และอาจต้องฆ่าทำลายฝูงวัวทั้งคอกเพื่อควบคุมโรค ขณะที่โรค ลัมปีสกิน (Lumpy Skin Disease - LSD) ซึ่งระบาดในเมียนมาตั้งแต่ปี 2563 ก็กำลังเป็นปัญหาใหม่ในไทย เกิดจากไวรัสในตระกูล Poxvirus ทำให้วัวมีตุ่มบวมทั่วตัว มีไข้ น้ำนมลด และแท้งลูกได้ง่าย
แม้โรคเหล่านี้จะไม่ติดต่อสู่คนโดยตรง แต่ 'ฟาร์มปิด–ตลาดแตก–รายได้หาย–ต้นทุนพุ่ง' คือผลกระทบต่อเกษตรกรไทยในวงกว้าง นอกจากนี้ วัวเถื่อนอาจเป็นพาหะของแบคทีเรียหรือไวรัสในระบบทางเดินหายใจ เช่น Brucellosis หรือ Tuberculosis ซึ่งในบางกรณีสามารถ 'ข้ามสปีชีส์' สู่คนได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น คนเลี้ยงวัว พนักงานโรงเชือด หรือคนที่บริโภคเนื้อวัวที่ปรุงไม่สุก
โรคเหล่านี้อาจเริ่มจากฝูงสัตว์ที่ไม่มีอาการชัดเจน แต่หากปล่อยให้แพร่ระบาด จะกลายเป็นโรคติดต่อสู่คนที่คุกคามทั้งสุขภาพและความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ภาวะโลกร้อนกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของเชื้อโรคให้รุนแรงและหลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลังการรัฐประหารในเมียนมา ระบบควบคุมโรคในฝั่งนั้นแทบล่มสลาย เพราะรัฐบาลทหารทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปกับสงครามภายใน แทบไม่เหลือกำลังดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงหรือส่งออก
แม้ไทยจะมีแนวคิดเปิดนำเข้าวัวจากเมียนมาอย่างเป็นทางการเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลน แต่ยังคงเผชิญแรงต้านจากเกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เพราะเส้นทางนี้ยังเต็มไปด้วยช่องโหว่ ความไม่โปร่งใส และอันตรายต่อระบบนิเวศและสุขภาพคนไทยในระยะยาว
จากชายแดนสู่ระบบนิเวศ: วิกฤตที่ต้องมองเป็นหนึ่งเดียว
การแก้ปัญหา 'ไฟป่าชายแดน' จึงต้องไม่มองเพียงว่าเป็นปัญหาป่าไม้ แต่ต้องเข้าใจว่ามันเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจลับของวัวเถื่อน การค้าไร้ใบอนุญาต และการบริหารชายแดนที่ยังไม่มีดุลยภาพระหว่างความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ปัญหานี้จะไม่มีวันแก้ได้ หากรัฐมองแยก 'การค้า' ออกจาก 'สิ่งแวดล้อม' และ 'สาธารณสุข'