Wednesday, 5 August 2026
NEWS FEED

ผู้บัญชาการตำรจแห่งชาติมอบรางวัลแก่ 2 ตำรวจ สน.สุทธิสาร เข้าระงับเหตุชายคลุ้มคลั่งบริเวณซอยรัชดา 16 คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

(18 ก.ค.68)เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบใบประกาศเกียรติคุณตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร จำนวน 2 นาย คือ “ส.ต.ท.วรดร ถิระธนาบูรณ์” ผบ.หมู่ (ป.) สน.สุทธิสาร และ “ส.ต.ท.จิรายุทธ ราชอาจ” ผบ.หมู่ (ป.) สน.สุทธิสาร ที่เข้าระงับเหตุชายคลุ้มคลั่งบริเวณซอยรัชดา 16 กรุงเทพมหานคร ณ ห้องพรหมนอก ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสาร ได้รับแจ้งพบชาย กำลังอาละวาดบริเวณสวนหย่อมของคอนโดแห่งหนึ่งในซอยรัชดา 16 แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานครจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบชายดังกล่าว จึงได้พยามพูดคุยและขอเชิญตัวไปที่ สน.สุทธิสาร เนื่องจากชายดังกล่าวมีอาการคล้ายมึนเมา แต่ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวได้เข้ามาแย่งอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ โดยตำรวจสายตรวจได้ใช้ยุทธวิธีไม่ให้ชายดังกล่าวขึ้นลำปืนเพื่อป้องกันไม่ให้สามารถยิงได้ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนโดยรอบ แต่ในขณะที่ยื้อแย่ง ปืนเกิดลั่นออกมาจำนวน 2 นัด ถูกเสื้อเกราะบริเวณหน้าอกซ้ายและแฉลบไปโดนต้นแขนด้านซ้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนจะควบคุมสถานการณ์และควบคุมตัวชายคนดังกล่าวไว้ได้

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณและชื่นชม ส.ต.ท.วรดร ฯ และ ส.ต.ท.จิรายุทธ ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว กล้าหาญ ใช้วิชาชีพความเป็นตำรวจคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ มี Mindset หัวใจความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งเพื่อพี่น้องประชาชนสืบไป

ปูนบำเหน็จ ‘พลทหาร’ เหยียบกับระเบิดขาขาด เลื่อนชั้นเป็นสิบเอก – เงินช่วยเหลือ - บรรจุทายาท

'พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน' เสียสละเพื่อชาติ — ได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนชั้นเป็น 'สิบเอก' พร้อมสิทธิตามสิ่งสมควร

(18 ก.ค.68) จากเหตุการณ์เหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนที่ช่องบก เนิน 481 จ.อุบลราชธานี พลทหารธนพัฒน์ ได้รับบำนาญ สิทธิประโยชน์ และเหรียญเกียรติยศ กระทรวงกลาโหมขอแสดงความเคารพในความเสียสละของเขา และจะดูแลครอบครัวผู้กล้าคนนี้อย่างสมเกียรติ

ได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนชั้นเป็น 'สิบเอก (ส.อ.)' หลังจากรักษาตัวแล้วเสร็จ ปลดเหตุสูญเสียฯ จากการรบ 

ได้รับบำนาญเดือนละ 15,600 บาท ซึ่งเมื่อรวมเงินรายเดือน จากหน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ แล้ว คาดว่าจะได้รับเงิน รวม 29,800 บาท/เดือน (โดยประมาณ) ได้รับเงินก้อน จากหน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ รวม 1,047,150 บาท (โดยประมาณ)

พร้อมทั้งบรรจุทายาททดแทน: พี่สาวได้ 1 คน เป็นอัตรานายสิบ และหลังจากปลดพิการ...สามารถขอรับสิทธิ์ เข้าร่วมโครงการตามมาตรา 35 (3) หรือ 35 (7) 

ได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้น 2 ประเภท 1 พร้อมกันนี้ยังได้รับบัตรทหารผ่านศึก ชั้น 3 (ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางตลอดชีวิต)

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและดูงานรับฟังปัญหาด่านชายแดนความมั่นคง ณ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.68) เวลา 14.00 - 16.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามและศึกษาดูงาน ณ ด่านศุลกากรสังขละบุรี และจุดตรวจช่องทางบ้านพุน้ำร้อนจังหวัดกาญจนบุรี

โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯนายสมบูรณ์ หนูนวลรองประธานคนที่หนึ่ง ร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองฯ คนที่สอง ว่าที่พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์รองฯ คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา นักวิชาการ เลขานุการประจำได้ร่วมประชุมหารือกับนายด่านศุลกากรและลงพื้นที่บริเวณจุดตรวจติดพรหมแดนประเทศเมียนมาร์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

โดยมี (1) นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัด (2)นายปกรณ์ ปิติกุลตัง นายด่านศุลกากรสังขละบุรี (3) พ.อ.ปิยะเณศร์  ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผบ.ฉก.ลาดหญ้า และฝ่ายปกครองในพื้นเข้าร่วมประชุมหารือและนำคณะกรรมาธิการตรวจเยี่ยมจุดตรวจช่องทางบ้านพุน้ำร้อน

ในการนี้ คณะกรรมมาธิการได้รับทราบผลการดำเนินงานของด่านศุลกากรสังขละบุรีและหน่วย ฉก.ลาดหญ้ากับกองร้อยทหารพรานที่ 1404 ในการปฏิบัติหน้าที่ติดตามและควบคุมสถานการณ์แถวด่านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของกำลังพล ฉก.ลาดหญ้าที่ปฏิบัติงานในพื้นติดพรหมแดนประเทศเมียนมาร์เพื่อป้องกันการขนของหนีภาษีและการลักลอบนำเข้าส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่คือก๊าชธรรมชาติที่มีมูลค่าสูงมากในแต่ละปี 

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารเมียนมาและกองกำลังฝ่ายต่อต้านกะเหรี่ยงในเมือง เมียวดี ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภอแม่สอดจังหวัดตากในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ไม่สามารถนำเข้า-ส่งออกสินค้าได้อย่างปกติ และได้หันมาใช้ช่องทางด่านเจดีย์สามองค์-เมืองพยาตองซู ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพิ่มขึ้น เนื่องจากในพื้นที่นี้ไม่มีการสู้รบ ซึ่งในวันนี้การนำเข้า-ส่งออกสินค้าผ่านด่านนี้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และประเทศได้ด้วยมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการเดินตรวจจุดตรวจช่องทางธรรมชาติบ้านพุน้ำร้อนเพื่อรับทราบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารตรงจุดตรวจด้วย

คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้
ต่อไป

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและดูงานรับฟังปัญหาการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงชายแดนทิศตะวันตก ณ จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.68) เวลา 10.00 - 12.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามและศึกษาดูงาน ณ กองบัญชาการกองกำลังสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี

โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯนายสมบูรณ์ หนูนวลรองประธานคนที่หนึ่ง ร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองฯ คนที่สอง ว่าที่พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์รองฯ คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา นักวิชาการ เลขานุการประจำได้ร่วมประชุมหารือร่วมกับส่วนราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ณ ห้องประชุม 1 บก.พล.ร. 9  ตำบล ลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี

โดยมี (1) นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะรองผอ.รมน.จว. (2) พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ (3) พลตรี ชนมากรณ์ ภิบาลชนม์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 17 หรือหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันตก (นบ.ยส.17) และส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมสรุปผลการดำเนินงาน

ในการนี้ คณะกรรมมาธิการได้รับทราบผลการดำเนินงานของกองกำลังสุรสีห์ในการติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการใช้เป็นเครื่องมือที่ทันสมัยโดยเฉพาะการใช้เครื่องเอ็กซเรย์ กล้องวงจรปิดอากาศยานไร้คนขับเพื่อสกัดกั้น ปราบปรามหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรสีห์ประมาณจำนวน 860 กิโลเมตรตั้งแต่จังหวัดตากถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ของกลุ่มขบวนการที่กระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ หรือก่อเหตุอื่นอันกระทบต่อความมั่นคงด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้สอบถามถึงพื้นที่ติดเขตดูแลของกลุ่มรัฐกระเหรี่ยงที่ทางรัฐบาลของประเทศเมียนมาร์อาจควบคุมไม่ได้และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและกวดขันอย่างเต็มที่ อีกทั้ง กำลังพลมิควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมาธิการพร้อมสนับสนุนกองกำลังสุรสีห์เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อภารกิจป้องกันประเทศและความมั่งคงของชาติโดยรวมอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มอบสิ่งของบริโภคให้กับกำลังพลของกองกำลังสุรสีห์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนสืบไป

คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้
ต่อไป

‘พงศ์กวิน’ เผย สภาฯ ไฟเขียวกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขยายสิทธิลาคลอดบุตร 120 วัน นายจ้างจ่ายเต็ม 60 วัน

‘พงศ์กวิน’ เผย สภาฯไฟเขียว! ขยายสิทธิลาคลอด 120 วัน นายจ้างจ่ายเต็ม 60 วัน เพิ่มสิทธิเลี้ยงดูบุตร-ช่วยคู่สมรสคลอดบุตร สอดคล้องนโยบาย 'คุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม' พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสของแรงงานไทยเต็มอัตรา

(17 ก.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ขอแสดงความยินดี กับพี่น้องแรงงานทุกคน หลังจากวานนี้สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) โดยให้ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตร ขยายจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วัน  และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อคลอดบุตร 60 วัน และให้ลูกจ้างหญิงสามารถลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีก 15 วัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ โดยให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลา 50%

นอกจากนั้นยังให้ลูกจ้างสามารถลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร ได้เป็นระยะเวลา 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอดบุตร โดยให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างที่ลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร 100 % ตลอดระยะเวลาที่ลา

นายพงศ์กวิน กล่าวต่ออีกว่า ตามสิทธิประโยชน์ที่พี่น้องแรงงานได้รับนั้น สอดคล้องกับนโยบายที่ได้ประกาศไว้ว่า จะคุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม โดยกระทรวงแรงงานจะดำเนินการดูแลพี่น้องแรงงานทุกกลุ่ม นอกจากนั้นขอย้ำว่า จะผลักดันกฎหมายแรงงานใหม่ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ กว่า 21 ล้านคนเพื่อเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ นำไปสู่การบังคับใช้โดยเร็ว เนื่องด้วยปัจจุบันมีการทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งกระทรวงแรงงานจะต้องดูแลแรงงานทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมศึกษารูปแบบการทำงานใหม่ เพื่อพัฒนากฎหมายและระบบประกันสังคมให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น 

"สิทธิเรื่องการลาคลอด เป็นสิ่งสำคัญที่หลายฝ่ายต่างเรียกร้อง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากร ผมยืนยันที่จะเดินหน้าผลักดันให้ภาคแรงงานไทยมีความเจริญก้าวหน้า ทำให้แรงงานมีผลิตภาพสูง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และให้กระทรวงแรงงาน เป็นโอกาสของแรงงานไทย ” นายพงศ์กวิน กล่าว

กองกำลังบูรพา ดักจับแรงงานกัมพูชาแอบเข้าไทย รวม 38 ราย อ้างงานไม่มี-เงินหมด กลับไทยดีกว่า

กองกำลังบูรพาในพื้นที่อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เปิดปฏิบัติการเข้มช่วงกลางดึก 17 พ.ค. 2568 สามารถจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองได้ถึง 3 จุด รวม 38 ราย ทั้งคนไทยและชาวกัมพูชา บางส่วนมีประวัติเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน บัญชีม้า หรือแม้แต่คดีแจ้งความออนไลน์ โดยกลุ่มชาวกัมพูชาส่วนใหญ่เป็นอดีตแรงงานในไทยที่เดินทางกลับบ้านเกิดไปแล้ว แต่ต้องเผชิญกับภาวะไม่มีงานทำและขาดรายได้ 

สำหรับจุดแรก เจ้าหน้าที่ซุ่มตรวจในไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านกุดหิน พบกลุ่มคนลักลอบเข้าเมือง 25 ราย เป็นคนไทย 5 คน และชาวกัมพูชา 20 คน (รวมเด็กชาย 1 คน) โดยคนกัมพูชาส่วนใหญ่เคยเป็นแรงงานในไทย ก่อนกลับประเทศและหางานไม่ได้ จึงจ่ายเงิน 2,500–4,000 บาท ให้ขบวนการลอบพากลับเข้าไทย ส่วนคนไทยจ่ายสูงถึง 6,000 บาท

จุดที่สอง เจ้าหน้าที่จับคนไทย 10 คน ที่เพิ่งลอบกลับจากปอยเปต โดยทั้งหมดเคยทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ และไม่มีเอกสารเดินทางจึงต้องเดินลัดไร่อ้อยข้ามแดน ขณะที่จุดสุดท้าย จับคนไทยอีก 3 รายในไร่อ้อยบ้านหนองปรือ ที่พยายามลอบไปทำงานก่อสร้างในกัมพูชา

การจับกุมครั้งนี้ตอกย้ำปัญหาการลักลอบข้ามแดนที่ยังแพร่หลาย ทั้งจากแรงงานข้ามชาติที่เดือดร้อน และกลุ่มคนไทยที่เข้าไปทำงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่เตรียมสอบสวนเชิงลึก ขยายผลถึงเครือข่ายผู้นำพา ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

ร่วมส่งกำลังใจ ‘พลทหารธนพัฒน์’ เหยียบกับระเบิด ขาซ้ายขาด!! ล่าสุดอาการปลอดภัยทั้ง 3 นาย

(17 ก.ค. 68) จากกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดตกค้างในพื้นที่สู้รบเดิม ขณะลาดตระเวนบริเวณเนิน 481 ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพิกัด WA 220 861 เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ทหารพรานที่ 2302 ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นคือ พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน อายุ 21 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องตัดขาซ้ายใต้เข่า ส่วนอีก 2 นายบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงอัดของระเบิด

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก “ศรีสะเกษมีดี” แชร์เรื่องราวของ พลทหารธนพัฒน์ ที่เพิ่งเกณฑ์ทหารเข้ารับใช้ชาติได้เพียง 1 ปี และมีความฝันอยากเป็นทหาร อาสารับใช้ชาติ และภูมิใจที่ได้รับใช้ชาติ ซึ่งหลังเกิดเหตุ พลทหารธนพัฒน์ได้เข้ารับการผ่าตัดทันทีที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี จนขณะนี้อาการปลอดภัยและสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ 

ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลทั้ง 3 นายด้วยตัวเอง โดยอีก 2 นายคือ ส.อ.ปฏิพัทธ์ ศรีลาศักดิ์ และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีเข้ม ต่างมีอาการฟกช้ำบริเวณหน้าอกจากแรงอัด แต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และอาการโดยรวมดีขึ้น

หลังการเยี่ยมผู้บาดเจ็บ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางต่อเพื่อไปติดตามสถานการณ์ชายแดนบริเวณจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดเป็นระยะจากกรณีพิพาทพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบางจุด

สมุทรปราการ-ปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกฯ ร่วมงานเปิดศาลา 100 ปี คุณพ่ออุทัย ยังประภากร ฟาร์มจระเข้ฯ สมุทรปราก

(16 ก.ค. 68) ที่ผ่านมา นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายปรพล อดิเรกสาร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม นายวัฒนา  เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด ’ศาลา 100 ปี ชาตกาล‘ คุณพ่อ อุทัย  ยังประภากร  

โดยมี นายจรูญ  ยังประภากร กรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ กล่าวรายงานถึงประวัติความเป็นมาของฟาร์มจรเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ มีนายธนชาติ ยังประภากร ผู้ช่วยกรรมการบริหารฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ  พร้อมครอบครัวยังประภากร ร่วมให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ ยังมีแขกผู้ทรงเกียรติเดินทางมาร่วมงานและมอบดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีกันเป็นจำนวนมาก ด้านนายจรูญ ยังประภากร กรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ในฐานะครอบครัว “ยังประภากร” ได้กล่าวถึงประวัติคุณพ่ออุทัย ยังประภากร ว่าท่านเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในด้านอนุรักษ์จระเข้พันธุ์ไทย ไม่ให้สูญพันธุ์ และรวบรวมจระเข้พันธุ์ต่างๆจากทั่วโลก มาเพาะเลี้ยงที่ฟาร์มจระเข้แห่งนี้ 

ทำให้ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง การขยายพันธุ์ และค้นพบวิธีการฟักไข่จระเข้แบบธรรมชาติสำเร็จเป็นคนแรกของโลก จนได้พัฒนาเป็นฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ  โดยได้สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศชาติตลอดมา

คุณพ่ออุทัย ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาในโรงเรียน เนื่องจากฐานะทางครอบครัว ทำให้ท่านเริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก ศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง จนสามารถอ่านเขียนภาษาจีนและไทยได้ ดังนั้นท่านจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษา โดยให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนทุกระดับ ทำให้เป็นแบบอย่างของความขยัน อดทน สู้ชีวิต มีจิตสาธารณะช่วยเหลือสังคมมาตลอดชีวิตของท่าน จึงเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง

และในโอกาสงาน 100 ปี ชาตกาล คุณพ่ออุทัย ยังประภากร ทางฟาร์มจรเข้ได้ยกเว้นเก็บค่าเข้าชมให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงสิ้นเดือนกรกฏาคม 2568 นี้

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

สมุทรปราการ-เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ห่วงใยเยาวชนจัดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ มีความห่วงใยเยาวชนจึงได้จัดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว' ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่ออบรมให้ความรู้เเก่น้องๆหนูๆ เยาวชนหากเกิดอัคคีภัยภายในสถานศึกษา

โดยได้รับเกียรติจาก นายณัฐพล บุญริ้ว รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ประธานในพิธีเปิดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว' ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมทั้งได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนที่เข้าร่วมการฝึกอบรม จำนวน 275 คน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางสาวศิริพร ทับคล้าย รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดโครงการในครั้งนี้ ณ อาคารเรียน ชั้น 2 โรงเรียนอนุบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง สมุทรปราการ

โดยมี จ่าเอกสุทัศ ทับวันนา ผู้อำนวยการกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน ตลอดจนเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมในโครงการครั้งนี้

สำหรับโครงการฝึกอบรมนักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว เพื่อให้เด็กนักเรียนรวมถึงบุคลากรทางการศึกษา มีความรู้พื้นฐานในเรื่องของอัคคีภัย  และเพื่อให้เด็กนักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการอพยพหนีไฟในกรณีเกิดอัคคีภัยภายในสถานศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญ ถึงความรุนแรงของการเกิดอัคคีภัย

อย่างไรก็ตาม การจัดโครงการในครั้งนี้ได้ให้ความรู้ด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงการอพยพหนีไฟแก่เด็กนักเรียน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและระงับอัคคีภัย ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายแห่งความปลอดภัยให้เห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ผบ.ตร.ประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเป็นเจ้าภาพ

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 , พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. , พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา (สบ 8) สพฐ.ตร. , รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 , รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล , รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ , รองผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 จะมีหัวหน้าตำรวจจากประเทศอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ร่วมประชุมรวมจำนวน 33 ประเทศ รวมทั้งตำรวจสากล (Interpol) รวมผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 310 คน กำหนดการประชุมและจัดกิจกรรมจำนวน 3 วัน ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยช่วงแรกจะเป็นการประชุมใหญ่ร่วมกัน และจะการประชุมแยก 3 ประเด็น (COM A , COM B , COM C) รวมทั้งการหารือประเทศคู่เจรจา และประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เน้นสร้างความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและร่วมกันบังคับใช้กฎหมายกับนานาประเทศ ประสานงานด้านการข่าวและข้อมูลตำรวจสากล เน้นหนักการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ยาเสพติด การเคลื่อนย้ายคนต่างด้าว รวมทั้งการแลกเปลี่ยนร่วมมือกันทางวิชาการและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศ บทสรุปสุดท้ายคาดว่าจะได้ปฏิญญากรุงเทพฯ สร้างความร่วมมือในกลุ่มตำรวจอาเซียน สร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ การรับ-ส่ง และประสานข้อมูลด้านต่าง ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเน้นการลดขั้นตอน รวดเร็ว และสอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เวียนมาเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยทุกประเทศได้ให้ความใส่ใจในประเด็นหัวข้อการประชุม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ โดยเฉพาะเขตอำนาจศาล การสืบสวน จับกุมตามหมายจับและส่งตัวผู้ต้องหาให้กับประเทศต่าง ๆ นิติวิทยาศาสตร์และพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งการจัดตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารงานประสานการปฏิบัติในไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top