Wednesday, 10 June 2026
NEWS FEED

'นิกกี้ ณฉัตร' เป็นงง ห้ามสั่งเองแม้จะอยู่หน้าร้าน ต้องกดแอปเรียกไรเดอร์

ทำเอานักแสดงหนุ่ม นิกกี้ ณฉัตร จันทพันธ์ ถึงกับสุดงงจนต้องโพสต์รูปตัวเอง พร้อมกับตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองได้เจอมา คือ อยู่หน้าร้านกาแฟแต่ไม่สามารถสั่งของในร้านกินได้ เพราะทางร้านมีมาตรการป้องกันโควิดที่เข้มงวด โดยนิกกี้เขียนแคปชั่นบรรยายและสงสัยในสิ่งที่ตัวเองได้เจอว่า...

"อยู่หน้าร้าน เเต่ห้ามสั่งเอง ต้องกดเเอปให้ไรเดอร์หยิบอาหารให้ เเล้วไรเดอร์ ไม่ต้องยื่นของให้ผมหรอ สงสารแม่ ๆ เล่นเเอป ไม่เป็น บอกผมลูกเอ้ย กว่าเเม่จะได้กินทีละอย่าง เยี่ยมจริง ๆ เยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้ว่าร้านนะครับ เขาทำตามกฎหมาย"

หลังจากที่ นิกกี้ ณฉัตร โพสต์เรื่องนี้ไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายว่า เมื่อวานน้องไปสั่งชาหน้าร้าน สรุปต้องเรียกพี่ไรเดอร์มาเอาให้อยู่ดี ทั้ง ๆ ที่อยู่หน้าร้าน, แก้ หรือเพิ่มปัญหา หัวจะปวด, ลดปริมาณ คนที่จะเข้าห้างหรือป่าวครับ มองแบบอีกมุม เพราะกฎนี้ใช้แค่ในห้าง


ที่มา : https://www.instagram.com/p/CSJDTxFBsbq/?utm_medium=copy_link

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2158317


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สุดเศร้า! ลูกชายกักตัว 14 วัน เขียนจดหมายถึง รพ.บางพลี ช่วยอนุเคราะห์ทำศพแม่ หลังโควิดคร่าชีวิต

จากเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ กรณีนายโสรจน์ ฟักทอง ซึ่งเป็นลูกชายนางยุพิน ฟักทอง (มารดา) อายุ 78 ปี แต่เนื่องจากนางยุพิน ฟักทอง ได้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจากนั้นนางยุพิน ฟักทอง ได้เสียชีวิตลงภายในโรงพยาบาลบางพลี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ขณะที่กำลังพักรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งนี้

ภายหลังจาก ที่นายโสรจน์ ฟักทอง (ลูกชาย) ทราบว่า ผู้เป็นแม่ได้เสียชีวิตลงแล้วจากการป่วยด้วยโรคโควิด-19 จึงได้เขียนจดหมายมอบอำนาจขอความอนุเคราะห์ทางโรงพยาบาลบางพลี ให้ช่วยเป็นธุระประสานการทำศพนางยุพิน ฟักทอง (มารดา) เนื่องจากนายโสรจน์  ฟักทอง (ลูกชาย) ไม่สามารถไปเดินเรื่องติดต่อขอทำศพกับทางวัดได้ เพราะตนเองนั้นต้องกักตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลบางพลี เป็นเวลา 14 วัน 

หลังจากที่นางจริยา จันทร์เรือง พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลบางพลี ได้ทราบเรื่องโดยได้รับจดหมายจากนายโสรจน์ ฟักทอง ลูกชายนางยุพิน ฟักทอง (ผู้เสียชีวิต) ภายในจดหมายได้มีการเขียนระบุข้อความ โดยมีใจความว่า “ผมนายโสรจน์ ฟักทอง เป็นบุตรนางยุพิน ฟักทอง ข้าพเจ้าขอมอบอำนาจให้ทางโรงพยาบาลบางพลี จัดทำพิธีศพของคุณแม่ เนื่องจากข้าพเจ้า ต้องกักตัวเป็นระยะเวลา 14 วัน จากนั้นนางจริยา จันทร์เรือง พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลบางพลี สมุทรปราการ นำข้อมูลดังกล่าวประสานไปยังท่าน พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง  เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยดำเนินการรับเผาศพ นางยุพิน ฟักทอง ผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 เนื่องจากทางญาติไม่สามารถมาดำเนินการเผาศพได้ อีกทั้ง ทางโรงพยาบาลทราบว่าวัดบางพลีใหญ่กลางแห่งนี้รับเผาศพโควิดฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จึงได้ประสานมายังท่านพระครูแจ้ เพื่อขอความเมตตาช่วยรับเผาศพนางยุพิน ฟักทอง

หลังจากที่ ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงได้เมตตาตอบตกลง และรับอนุเคราะห์ดำเนินการเผาศพให้ฟรี ตั้งแต่ขั้นตอนในการติดต่อขอรับศพออกจากโรงพยาบาลเพื่อนำศพมาทำพิธีฌาปนกิจยังวัดบางพลีใหญ่กลาง โดยได้รับเกียรติจากนายธนิต ปานรอด รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร  โรงพยาบาลบางพลี ให้เกียรติมาเป็นประธาน ทอดผ้าบังสุกุลเพื่อฌาปนกิจศพให้กับนางยุพิน ฟักทอง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากทางญาติไม่สามารถมาร่วมในพิธีได้ เพราะต้องพักรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลบางพลี สมุทรปราการ เป็นเวลา 14 วัน


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

อัฟกานิสถานระส่ำ กลุ่มตาลีบันวางคาร์บอมบ์หวังสังหาร รมว.กลาโหม ในเมืองคาบูล

คาบูล (เอพี/รอยเตอร์/บีบีซี นิวส์) - สถานการณ์ในอัฟกานิสถานย่ำแย่ลงทุกขณะ หลังสหรัฐฯ และพันธมิตรนาโตกำลังถอนทหารออกไป ล่าสุด เกิดเหตุโจมตีบ้านพักของรัฐมนตรีกลาโหมในกรุงคาบูล จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่การสู้รบระหว่างทหารกองทัพรัฐบาลกับกลุ่มติดอาวุธตาลีบันในเมืองสำคัญก็กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด

กลุ่มติดอาวุธก่อเหตุโจมตีด้วยระเบิดรถยนต์ ตามด้วยระดมยิงปืนเข้าใส่บ้านพักของนายบิสมิลเลาะห์ ข่าน โมฮัมมาดี รักษาการรัฐมนตรีกลาโหมอัฟกานิสถาน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่รักษาความปลอดภัยสูงสุด หรือกรีนโซน ในกรุงคาบูล เมื่อช่วงกลางดึกคืนวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต 8 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 20 คน ขณะเกิดเหตุ นายข่าน โมฮัมมาดีไม่ได้อยู่ที่บ้าน ส่วนสมาชิกครอบครัวได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับผู้คนนับร้อยในพื้นที่ ขณะที่ผู้ก่อเหตุทั้ง 4 คนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและทหารสังหารในเวลาต่อมาหลังการยิงปะทะกันอย่างดุเดือด

บริเวณเกิดเหตุในเช้าหลังการโจมตี มีสภาพความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนและรถยนต์ที่จอดอยู่ใกล้เคียง แม้ว่าขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่าใครเป็นผู้ลงมือ แต่น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มตาลีบันที่กำลังรุกคืบเข้ายึดครองหลายพื้นที่ทั่วประเทศตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานจนเกรงกันว่า กลุ่มตาลีบันที่เคยปกครองประเทศก่อนถูกสหรัฐฯ ยกทัพไปโค่นล้มหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 จะกลับมายึดครองอัฟกานิสถานได้อีกครั้ง โดยหลังเกิดเหตุโจมตีครั้งนี้ ชาวอัฟกันในกรุงคาบูลและเมืองอื่น ๆ ต่างร่วมกันประณามการกระทำที่อุกอาจ และความรุนแรง พร้อมประกาศสนับสนุนกองกำลังของรัฐบาลเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ในอัฟกานิสถานขณะนี้กำลังตกอยู่ในภาวะล่อแหลม หลายพื้นที่โดยเฉพาะในเมืองลัชคาร์ กาฮ์ เมืองเอกของจังหวัดเฮลมานด์ ทางภาคใต้กลายเป็นสมรภูมิเดือด เกิดการต่อสู้อย่างหนักระหว่างทหารรัฐบาลและกลุ่มตาลีบันตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 40 ศพ ตั้งแต่วันอังคาร ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มเก็บข้าวของหนีตายอพยพจากบ้านเรือน แม้ว่าสหรัฐฯ และกองกำลังนาโตจะยังคงโจมตีทางอากาศสนับสนุน แต่ตาลีบันสามารถเข้ายึดเมืองและสถานที่สำคัญได้ต่อเนื่อง สหประชาชาติเตือนว่า กำลังจะเกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรมตามมาเมื่อพลเรือนต้องตกอยู่ในวงล้อมการสู้รบ

ขณะเดียวกัน นายเนด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวานนี้ตามเวลาท้องถิ่นว่า กลุ่มตาลีบันได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเจรจาต่อรอง และมีส่วนร่วมในการเจรจาดังกล่าวที่นครโดฮาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถ้ากลุ่มตาลีบันพยายามที่จะฝ่าฝืนในสิ่งที่เคยให้คำมั่นไว้ พวกเขาก็จะไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ และขณะนี้ทุกคนก็วิตกกังวลว่าอาจเกิดสงครามกลางเมืองในอัฟกานิสถาน


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/592739


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

โครงการ "ต้องรอด" โดยกลุ่ม Up for Thai เดินหน้าภารกิจใหญ่ 'Mission บุษราคัม75' จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาในโรงพยาบาลสนามบุษราคัมเป็นระยะเวลา 75 วัน

โครงการ "ต้องรอด" โดยกลุ่ม Up for Thai เดินหน้าทำภารกิจใหญ่ Mission บุษราคัม75 เพื่อจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาในโรงพยาบาลสนามบุษราคัมเป็นระยะเวลา 75 วัน หรือจนกว่าจำนวนสิ่งของจะครบตามรายการ โดยเป็นการระดมสิ่งของและเงินทุนจากทุกภาคส่วน

หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ "ต้องรอด" กลุ่ม Up for Thai เปิดเผยว่า วันนี้ทางโครงการต้องรอดเดินหน้าทำภารกิจช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด และผู้ได้รับความเดือดร้อน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 มา 90 วันแล้ว

ซึ่งภารกิจหลักในวันนี้ คือโครงการเฉพาะกิจ #missionบุษราคัม75 ที่เดินหน้ามาตั้งแต่วันที่ 1สิงหาคม จนถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ถือเป็นโครงการใหญ่ที่กลุ่ม Up for Thai "ต้องรอด" และพันธมิตรภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคสื่อสารมวลชนจึงร่วมกันจัดตั้งโครงการเฉพาะกิจ #missionบุษราคัม75 ขึ้น

เพื่อจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาในโรงพยาบาลสนามบุษราคัมเป็นระยะเวลา 75 วัน หรือจนกว่าจำนวนสิ่งของจะครบตามรายการ ก่อนจะมีการย้ายไปยังสถานที่ใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนได้รับปัจจัยเพียงพอและให้การดำเนินการของโรงพยาบาลเป็นไปอย่างราบรื่น โดยวันนี้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมาร่วมภารกิจกว่า 70 คน ช่วยกันขนสิ่งของอุปโภคบริโภคใส่รถทั้งหมดกว่า 30 คัน ไปที่โรงพยาบาลบุษราคัม รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ศูนย์อาสาต้องรอด Up for Thai ยังคงปฏิบัติภารกิจหลักควบคู่กันไป ทั้งการนำส่งอาหารปรุงสุกวันละ 7,000 กล่อง และเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชน โรงครัวชุมชน แคมป์คนงาน ผู้กักตัว ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ คนชรา ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ป่วยรอเตียง ส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันสำหรับด่านหน้า โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม อสม. ศูนย์พักคอย สถานีอนามัย มูลนิธิและอาสากลุ่มอื่น ๆ

ด้าน นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผอ.รพ.บุษราคัม ได้กล่าว ขอบคุณทีมงานเพจต้องรอด ที่นำสิ่งของอุปโภคบริโภคมาสนับสนุนให้กับผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในเรื่องของอุปกรณ์แพทย์ ในขณะนี้สิ่งของที่ผู้ใจบุญนำมาบริจาคยังเพียงพอ ขาดแต่บุคลากรที่มาช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ป่วยมีจำนวนค่อนข้างมาก ทั้งผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยที่พอช่วยตัวเองได้ หลากหลายกลุ่มสี ทางรพ.ยังสามารถรับมือได้อยู่

ผอ.รพ.บุษราคัม ยังตอบประเด็นที่เคยเป็นกระแสข่าวก่อนหน้านี้เรื่องของห้องสุขาที่ไม่ค่อยถูกสุขลักษณะว่า คนไข้ ที่อยู่ในโรงพยาบาลกว่า 3,000 คน ซึ่งมีผู้ป่วยหลากหลายประเภททั้ง เด็ก คนชรา คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ประกอบกับรอบทำความสะอาดน้อย ภาพจึงปรากฎอย่างที่เห็น แต่ในขณะนี้ได้มีการประสานกับทางรพ. พระนั่งเกล้า ซึ่งเป็นผู้ทำความสะอาด หรือ Outsource ที่ทางรพ.จ้างมา เพื่อเพิ่มจำนวนรอบทำความสะอาด รวมทั้งเพิ่มรถวิลแชร์ / เก้าอี้นั่งทำความสะอาดเข้าไปมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อความต้องการในการดูแล

ส่วนกรณีสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย นพ.กิตติศักดิ์ ยอมรับว่า สิ่งของเครื่องใช้บางอย่างที่อาจจะไม่จำเป็นอาจไม่ถึงมือผู้ป่วย เนื่องจากทางรพ.จะแจ้งผู้ป่วยอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเข้าว่าให้นำสิ่งของเท่าที่จำเป็นมาเท่านั้น ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับเจ้าหน้าที่ได้

ส่วนกรณีผู้เสียชีวิต ซึ่งมีจำนวนไม่แน่นอนในแต่ละวัน เฉลี่ย 4-5 ราย บางวันไม่มี บางวันมี 7-8 ราย ในช่วงกลางวันสามารถบริหารจัดการได้ แต่ที่เป็นปัญหาจะเป็นช่วงกลางคืน เนื่องจากข้อจำกัดของรพ.พระนั่งเกล้า บางครั้งจุดพักศพไม่เพียงพอ หรือ ถ้าต้องส่งไปที่วัด ถ้าหลัง 20.00 น. ทางวัดจะปิด ก็จะนำศพไว้ที่รพ.บุษราคัม ซึ่งจะมีห้องพักศพและก็ปิดซิปล็อกอย่างดี

สำหรับข้อมูลการบริจาคประกอบไปด้วย...

สบู่เหลว 1,920 ขวด

แชมพู 3,888 ขวด

ยาสีฟัน 6,120 หลอด

ผงซักฟอก 2,372 ห่อ

ทิชชู่ม้วน 25,864 ม้วน

ทิชชู่เปียก 1,200 แพ็ก

ผ้าอนามัย ห่อ 4 ชิ้น 19,860 ห่อ

ผ้าอ้อมเด็ก 4,712 ชิ้น

ผ้าอ้อมผู้ใหญ่และแผ่นรองซับ 10,776 ชิ้น

แก้วกระดาษ 3,850 แก้ว

โจ๊กถ้วย 1,404 ถ้วย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วย 2,304 ถ้วย

ขนมยูโร่ 1,872 ชิ้น

ขนมถุง 1,584 ถุง

กาแฟซอง 96,714 ซอง

โอวัลติน/ไมโลซอง 2,430 ซอง

นมกล่อง 3,840 กล่อง

ราวตากผ้า 167 ราว

น้ำยาล้างจาน 36 ขวด

กะละมัง 70 ใบ

น้ำยาล้างห้องน้ำ 452 แกลลอน

ชุดไม้ถูพื้น+ถัง 18 ชุด

ไม้แปรงขัดพื้น 24 อัน

แปรงขัดส้วม 20 อัน

ถุงมือยาง 120 คู่

รองเท้าบู๊ทยาง 24 คู่

ชุดไม้กวาด+ที่โกยผง 36 ชุด

เครื่องดื่มสำหรับบุคลากร 3,240 ขวด

รถเข็น 45 คัน

น้ำ (แพ็ก) 2,379 แพ็ก

Oximeter 1,000 ชิ้น

หน้ากากอนามัยสำหรับเด็ก 1,000 ชิ้น

KN95 2,125 ชิ้น

หน้ากาอนามัยทางการแพทย์ 10,000 ชิ้น

เจลตั้งโต๊ะ 1,502 ขวด

เจลถุงเติม 800 ถุง

เจลแอลกอฮอล์แกลลอน (1 ลิตร) 416 แกลลอน

เจลแอลกอฮอล์แกลลอน (5 ลิตร) 28 แกลลอน

เจลแอลกอฮอล์แกลลอน (10 ลิตร) 18

แกลลอนแอลกอฮอล์ถัง (5 ลิตร) 42 ถัง

ยาดม 1,080 ขวดเล็ก

สเตรชเชอร์ 2 เตียง

อาหารเช้าซีเรียล 126 กล่อง

PPE 5,000 ชุด

เตียงผู้ป่วย 1 เตียง


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'นุช-นนท์'​ ร้านทุเรียน (ตลาดสี่มุมเมือง) บริจาคน้ำดื่ม 6,000 ขวด / ผลไม้ 500 กล่อง สนับสนุน 'หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล'​ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ 'ต้องรอด'​

(4 ส.ค.64)​ ณ วัดเทวสุนทร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.​ คุณชาลินี ลอยนุ้ย เจ้าของร้านทุเรียน​ 'นุช-นนท์' (ตลาดสี่มุมเมือง) มอบให้ 'สะพานบุญ'​ นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย / นายโกสินธ์ จินาอ่อน บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์ / ที่ปรึกษาสมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม นายณัฐวุฒิ เหมือนเพ็ชร ผู้อำนวยการข่าวจังหวัดสมุทรปราการ (น.ส.พ.โฟกัสไทม์) เป็นตัวแทนมอบน้ำดื่มจำนวน 6,000 ขวด / ผลไม้ 500 กล่อง เพื่อสนับสนุน 

โครงการ 'ต้องรอด'​ กลุ่ม Up for Thai เดินหน้าทำภารกิจใหญ่ missionบุษราคัม75 เพื่อจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาในโรงพยาบาลสนามบุษราคัมเป็นระยะเวลา 75 วัน หรือจนกว่าจำนวนสิ่งของจะครบตามรายการ โดยเป็นการระดมสิ่งของและเงินทุนจากทุกภาคส่วน

ซึ่ง 'หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล'​ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ 'ต้องรอด'​ กลุ่ม Up for Thai  เปิดเผยว่า วันนี้ทางโครงการต้องรอด เดินหน้าทำภารกิจช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด และผู้ได้รับความเดือดร้อน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ covid 19 มา​ 90​ วันแล้ว ภารกิจหลักในวันนี้ คือโครงการเฉพาะกิจ #missionบุษราคัม75 ที่เดินหน้ามาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม จนถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ถือเป็นโครงการใหญ่ที่กลุ่ม Up for Thai "ต้องรอด"  และพันธมิตรภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคสื่อสารมวลชน จึงร่วมกันจัดตั้งโครงการเฉพาะกิจ #missionบุษราคัม75 ขึ้นมา​ เพื่อจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาในโรงพยาบาลสนามบุษราคัมเป็นระยะเวลา 75 วัน หรือจนกว่าจำนวนสิ่งของจะครบตามรายการ ก่อนจะมีการย้ายไปยังสถานที่ใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนได้รับปัจจัยเพียงพอและให้การดำเนินการของโรงพยาบาลเป็นไปอย่างราบรื่น โดยวันนี้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมาร่วมภารกิจกว่า​ 70 คน ช่วยกันขนสิ่งของอุปโภคบริโภคใส่รถทั้งหมดกว่า 35​ คัน ไปที่โรงพยาบาลบุษราคัม รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ศูนย์อาสาต้องรอด Up for Thai ยังคงปฏิบัติภารกิจหลักควบคู่กันไป ทั้งการนำส่งอาหารปรุงสุกวันละ​ 7,000​ กล่อง และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ชุมชน โรงครัวชุมชน แคมป์คนงาน ผู้กักตัว ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ คนชรา ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ป่วยรอเตียง ส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันสำหรับด่านหน้า โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม อสม. ศูนย์พักคอย สถานีอนามัย มูลนิธิและอาสากลุ่มอื่นๆ 

ทั้งนี้ นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์​ ผอ.รพ.บุษราคัม เปิดเผยว่า ขอบคุณทีมงาน "เพจต้องรอด" ที่นำสิ่งของอุปโภคบริโภคมาสนับสนุนให้กับผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในเรื่องของอุปกรณ์แพทย์ ในขณะนี้สิ่งของที่ผู้ใจบุญนำมาบริจาคยังเพียงพอ ขาดแต่บุคลากรที่มาช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ป่วยมีจำนวนค่อนข้างมาก ทั้งผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยที่พอช่วยตัวเองได้ หลากหลายกลุ่มสี ทางรพ.ยังสามารถรับมือได้อยู่ 

ผอ.รพ.บุษราคัม ยังตอบประเด็นที่เคยเป็นกระแสข่าวก่อนหน้านี้เรื่องของห้องสุขาที่ไม่ค่อยถูกสุขลักษณะว่า คนไข้ ที่อยู่ในโรงพยาบาลกว่า 3000 คน ซึ่งมีผู้ป่วยหลากหลายประเภททั้ง เด็ก คนชรา คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ประกอบกับรอบทำความสะอาดน้อย ภาพจึงปรากฎอย่างที่เห็น แต่ในขณะนี้ได้มีการประสานกับทางรพ. พระนั่งเกล้า ซึ่งเป็นผู้ทำความสะอาด หรือเอ้าซอสที่ทางรพ.จ้างมา เพื่อเพิ่มจำนวนรอบทำความสะอาด รวมทั้งเพิ่มรถวิลแชร์ / เก้าอี้นั่งทำความสะอาดเข้าไปมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อความต้องการในการดูแล 

ส่วนกรณีสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย​ "นพ.กิตติศักดิ์" ยอมรับว่า สิ่งของเครื่องใช้บางอย่างที่อาจจะไม่จำเป็นอาจไม่ถึงมือผู้ป่วย เนื่องจากทางรพ.จะแจ้งผู้ป่วยอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเข้าว่าให้นำสิ่งของเท่าที่จำเป็นมาเท่านั้น ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับเจ้าหน้าที่ได้ 

ส่วนกรณีผู้เสียชีวิต ซึ่งมีจำนวนไม่แน่นอนในแต่ละวัน เฉลี่ย 4-5 ราย บางวันไม่มี บางวันมี 7-8 ราย ในช่วงกลางวันสามารถบริหารจัดการได้ แต่ที่เป็นปัญหาจะเป็นช่วงกลางคืน เนื่องจากข้อจำกัดของรพ.พระนั่งเกล้า บางครั้งจุดพักศพไม่เพียงพอ หรือ ถ้าต้องส่งไปที่วัด ถ้าหลัง 20.00 น.ทางวัดจะปิด ก็จะนำศพไว้ที่รพ.บุษราคัม ซึ่งจะมีห้องพักศพและก็ปิดซิปล็อคอย่างดี

ในท้ายนี้ "นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์" ผอ.รพ.บุษราคัม ขอบคุณทีมงาน เพจต้องรอด เป็นอย่างสูง

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ห้าม นำ-ใช้ ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตราย เข้าอุทยานแห่งชาติ ฝ่าฝืนปรับ 1 แสนบาท

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง ห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ใจความสำคัญระบุว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการนำและใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการัง เข้าไปในอุทยานแห่งชาติ

โดยจากข้อมูลทางวิชาการพบว่าสารเคมีหลายชนิดที่พบในครีมกันแดด มีส่วนทำให้ปะการังเสื่อมโทรมลง เนื่องจากสารเคมีเหล่านั้นทำลายตัวอ่อนปะการัง ขัดขวางระบบสืบพันธุ์ และทำให้ปะการังฟอกขาว

กรมอุทยานฯ พิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการสงวน อนุรักษ์ คุ้มครองดูแลทรัพยากร และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อปะการังและระบบนิเวศในอุทยานแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 จึงออกประกาศดังนี้

1.) ห้ามนำและใช้ครีมกันแดด ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ได้แก่ Oxybenzone, Octinoxate, 4-Methylbenzylid Camphor และ Butylparaben หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

2.) ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'ผบ.ทอ.'​ รับมอบ Negative Pressure Isolation Room จำนวน 4 เต๊นท์ และอุปกรณ์การแพทย์ มูลค่า 1,282,100 บาท

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.64 เวลา 09.00 น.​ ณ​ ห้องรับรองพิเศษ 1 บก.ทอ.

พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณผบ.ทอ.รับมอบ Negative Pressure Isolation Room จำนวน 4 เต้นท์ และอุปกรณ์การแพทย์ มูลค่า 1,282,100 บาท จาก นาย เสริมศักดิ์  
วงศ์ชัยและคณะ จากชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับ

ผู้บริหารกองทัพอากาศ​ (พสบ.ทอ.) และหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง​ (ปปร.22) ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช 

สำนักงานประกันสังคม แจงโอนเงินเยียวยา ม.33 ตามลำดับเลขบัตรประชาชน

จากกรณี สำนักงานประกันสังคม หรือ สปส. จะโอนเงินเยียวยาให้กับประชาชนในกลุ่มผู้ประกันตน มาตรา 33 เริ่มต้นโอนในวันที่ 4 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยล่าสุดมีรายงานว่ามีผู้ประกันตนในกลุ่มที่เข้าเงื่อนไขรับเงินเยียวยาได้รับเงินโอนเข้าบัญชีแล้ว ขณะที่อีกหลายคนยังไม่ได้

ล่าสุดสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แจ้งรายละเอียดการโอนเงินเยียวยาให้กับผู้ประกันตน ม.33 ดังนี้

1.) วันที่ 4 สิงหาคม โอนเงินเข้าเลขบัตร ปชช.

1024200112971-1620400023507

2.) วันที่ 5 สิงหาคม โอนเงินเข้าเลขบัตร ปชช.

1620400023965-3460700773038

3.) วันที่ 6 สิงหาคม โอนเงินเข้าเลขบัตร ปชช.

3460700774417-8960900002244

กรณีผู้ประกันตนยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์บัญชีธนาคารด้วยเลขบัตรประชาชน ขอให้รีบดำเนินการ ทั้งนี้ จะมีการโอนเงินเยียวยาให้ผู้ประกันตน ม.33 รอบต่อไปในวันที่ 13 สิงหาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ จะมีการรวบรวมตัวเลข และโอนเงินให้ทุกวันศุกร์ ไปจนกว่าจะครบตามจำนวน หรือสิ้นสุดในวันที่ 29 ตุลาคม 2564

สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 ขณะนี้ สปส.อยู่ระหว่างประมวลผลข้อมูล คาดว่าจะเริ่มโอนเงินให้กับผู้ที่ได้สิทธิภายในเดือนสิงหาคมนี้


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อสถานการณ์โควิด-19 ย้ำ ไม่ได้คัดค้านการล็อกดาวน์ แต่การล็อกดาวน์ต้องไม่สูญเปล่า ต้องเจ็บแล้วจบ ขณะนั้นอัตราการตรวจพบเชื้อในไทยสูงกว่า 5% ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ซึ่งเป็นตัวเลขตามเพดานของ WHO ว่าต้องล็อกดาวน์

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อสถานการณ์โควิด-19 ผ่านเฟซบุ๊กเพจ โดยระบุว่า ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เคยได้ชี้แจงไว้ว่า ไม่ได้คัดค้านการล็อกดาวน์ แต่การล็อกดาวน์ต้องไม่สูญเปล่า ต้องเจ็บแล้วจบ ขณะนั้นอัตราการตรวจพบเชื้อในไทยสูงกว่า 5% ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ซึ่งเป็นตัวเลขตามเพดานของ WHO ว่าต้องล็อกดาวน์

“ตัวเลขอัตราการตรวจพบเชื้อมีนัยยะสำคัญอย่างไร ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังระบาดหนักที่สุด มีอัตราการตรวจพบเชื้ออยู่ที่ 15% ในขณะที่อินเดียมีอัตราการตรวจพบเชื้อนี้ที่ 23% ในส่วนของประเทศไทยตอนนี้ จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่าอัตราการตรวจพบเชื้อโควิดในประเทศไทยสูงถึง 24% และแนวโน้มกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว ตัวเลขนี้ตีความเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกเหนือจากหายนะ การล็อกดาวน์ของเรากำลังสูญเปล่า และในครั้งนี้ ประชาชนจะเจ็บแต่ไม่จบ เจ็บแล้วเจ็บเล่า โดยที่รัฐบาลก็อยู่ในสภาวะไร้ประสิทธิภาพเกินกว่าที่จะช่วยเหลืออะไรได้”

พิธา ระบุต่อไปว่า วิกฤตการณ์ที่รุนแรงขึ้นในขณะนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ล้มเหลวในการจัดการวิกฤติอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่มีการออกมาตรการล็อกดาวน์ มีอำนาจเต็มจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รวบอำนาจไว้ในมือ และมีเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ฉบับจำนวนเงินกว่า 1.5 ล้านล้านบาทสาเหตุหนึ่งที่อัตราการตรวจพบเชื้อในไทยสูงขึ้นในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ ก็เพราะตัวเลขการตรวจน้อยลง จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในสัปดาห์ 11-17 ก.ค. มีการตรวจเฉลี่ย 6.9 หมื่นตัวอย่างต่อวัน ในสัปดาห์ 18-24 ก.ค. 6.75 หมื่นตัวอย่างต่อวัน ในสัปดาห์ 25-31 ก.ค. 6.18 หมื่นตัวอย่างต่อวัน

“การล็อกดาวน์ที่จะไม่ให้สูญเปล่านั้น ต้องมีการตรวจเชิงรุก การตรวจต้องมากขึ้นไม่ใช่น้อยลง เพื่อที่จะแยกปลาออกจากน้ำ เพื่อทำการรักษาและยุติการระบาดให้ได้เร็วที่สุด ตัวอย่างของการตรวจเชิงรุกประชากรทั้งเมืองในต่างประเทศก็มีให้เห็นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ประชากรหลักพันอย่าง Vò ที่อิตาลี หลักหมื่นอย่าง Bolinas, California ที่สหรัฐฯ หลักแสนอย่าง Southampton ที่อังกฤษ และหลักล้านอย่างอู่ฮั่น ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลต้องบังคับทุกคนให้มาตรวจโควิด แต่ศักยภาพในการตรวจ RT-PCR ของประเทศเราอยู่ที่ประมาณ 70,000 ตัวอย่างต่อวันและไม่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือน เม.ย. แล้ว รัฐบาลต้องมีการตรวจเชิงรุกและขยายศักยภาพในการตรวจมากกว่านี้”

พิธา ยังย้ำว่า การล็อกดาวน์ให้ไม่สูญเปล่า รัฐบาลต้องเยียวยาประชาชนให้ทั่วถึง จึงขอแสดงความกังวลต่อมาตรการเยียวยานายจ้างและลูกจ้างนอกระบบประกันสังคม โดยการให้นายจ้างมาเข้าระบบประกันสังคม เพราะจากแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงินเยียวยาตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ 26/2564 เมื่อ 23 ก.ค. 2564 นายจ้างที่มาขึ้นทะเบียนประกันสังคมรายใหม่จะต้องได้รับการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยจากตารางเวลาการดำเนินงาน อาจจะได้เงินเยียวยาล่าช้าถึงเดือนตุลาคม

“ผมขอย้ำอีกครั้ง ว่าปัญหาของรัฐบาลประยุทธ์ไม่ใช่ไม่มีงบประมาณมาใช้ในการเยียวยาประชาชนและแก้ปัญหาโควิด-19 จากดูตัวเลขการอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินจำเป็น และรายการแก้ปัญหาโควิด-19 ของปีงบ 64 ที่ตั้งเอาไว้รวมกัน 140,000 ล้านบาท จากที่สืบค้นได้ใน มติ ครม. (นอกจากนั้นจะมีเอาไปใช้ในทางลับอะไรอีกผมไม่ทราบ) พบว่ามีการอนุมัติแค่ 46,000 ล้านบาท หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของงบกลางที่ขอในปี 64 ไม่นับว่ามีเอกสารสำนักงบประมาณของรัฐสภารายงานว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย. 64 มีการเบิกจ่ายแค่ประมาณ 12,000 ล้านบาทเท่านั้น (ไม่ถึง 10%) นี่ยังไม่นับ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลออกมาได้จะ 3 เดือนแล้ว แต่ยังเป็น black box หรือ “พื้นที่ดำมืด” ที่เรายังไม่ทราบว่ารัฐบาลเอางบไปทำอะไรบ้าง

“ทุกปัญหา เราต้องแก้ให้ตรงจุด ตอนนี้ปัญหาวิกฤตของประเทศไม่ใช่ปัญหางบประมาณ แต่เป็นปัญหาเรื่องความสามารถของผู้นำและคณะ ผมจึงขอเสนอไปยังทุกท่านว่า ถ้าเราอยากออกจากวิกฤตนี้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำและคณะ คืนอำนาจให้ประชาชนรวมถึงแก้ไขปัญหาโครงสร้างการเมืองไทยโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจ แต่ไร้ความสามารถกลุ่มเดิมกลับมาได้อีก” พิธา ระบุ


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'ศปก.ศบค.' ยัน ร้านอาหาร ในห้างให้ขายเดลิเวอรี่เท่านั้น ย้ำ!! ยึดตามข้อกำหนดศบค. เล็ง เปิดพื้นที่ในซุปเปอร์ฯ ให้ร้านนำอาหารมาขายแจมได้

4 ส.ค. 64 รายงานข่าวจากศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ศปก.ศบค. เปิดเผยผลประชุมศปก.ศบค.เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ถึงกรณีการเปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าที่ให้ขายแบบเดลิเวอรี่เพียงอย่างเดียว ตามที่ประกาศในข้อกำหนด แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อกลับบ้าน แต่เมื่อมีประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหารส่วนหนึ่งร้องเรียนให้ผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวเพื่อให้สามารถซื้อกลับบ้าน (take away) ได้

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมจึงหยิบประเด็นดังกล่าวมาหารือและมีข้อสรุป ว่า สามารถให้ซื้ออาหารกลับบ้านได้ เฉพาะร้านที่ตั้งอยู่พื้นที่ภายในบริเวณซุปเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น แต่ร้านอาหารที่ตั้งเป็นร้านเดี่ยวภายในห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่ในพื้นที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตให้จำหน่ายได้รูปแบบเดียว คือ 'เดลิเวอรี่' เท่านั้น

โดยแนวทางยึดตามข้อกำหนดของศบค.เนื่องจากในที่ประชุมพูดคุยว่ามีข้อกังวลหากเปิดร้านอาหาร ที่ตั้งเป็นร้านเดี่ยวในห้างสรรพสินค้าให้ซื้อกลับบ้านได้ จะทำให้เกิดปัญหาประชาชนเข้าไปแออัดในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ทำให้เกิดแพร่ระบาดได้ง่าย อีกทั้งให้ยึดตามข้อกำหนดศบค.ที่ระบุชัดเจนว่าไม่ต้องการให้มีการเคลื่อนย้ายจากบ้าน

“แต่อย่างไรก็ตามได้ขอให้ซุปเปอร์มาร์เก็ตขยายพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อให้ร้านอาหารเดี่ยวในห้างสามารถนำอาหารมาวางจำหน่ายในพื้นที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยได้”

ทั้งนี้เมื่อได้ข้อสรุป ทางกทม.จะออกเป็นประกาศแนวทางปฎิบัติโดยละเอียดอีกครั้ง และจะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการ ส่วนจังหวัดอื่นในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดหรือพื้นที่สีแดงเข้ม ให้ทางผู้ว่าฯ พิจารณา รายละเอียดก่อนประกาศแนวทางจังหวัดต่อไป


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top