Wednesday, 5 August 2026
NEWS FEED

พังงา- ฉก.ปค. “เอราวัณ”เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers"ยึดของกลางยาบ้า1มัด2000เม็ด พร้อมยาไอซ์อุปกรณ์อีกจำนวนหนึ่ง

(26 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการของ นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผวจ.  นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผวจ.พังงา นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ ปลัดจังหวัดพังงา และนายศุภฤกษ์ เกตุสุรินทร์ ป้องกันจังหวัดพังงา ได้มอบหมายให้นายอัจฉริยะ เพียรทอง หน.ชป.พิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา และ นายอภิเชษฐ์ ไพฑูลย์ ปลัดอำเภอเมืองพังงา นำสมาชิก อส. สังกัด ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา และสมาชิก อส. กองร้อย อส.อ.เมืองพังงา ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ "No Drugs No Dealers" กวาดล้างยาเสพติด เพื่อมุ่งสร้างชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างจริง ดังนี้

ด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า ในพื้นที่ ม.๕ ต.บางเตย อ.เมืองพังงา จ.พังงา มีขนำไม้หลังหนึ่งในช่วงเวลาพลบค่ำถึงรุ่งเช้า มักจะมีกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายกับผู้เสพยาเสพติดขับรถเช้าและออกจากขนำหลังดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นเกิดความเดือดร้อนรำคาญ และไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงขอให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงาลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

จากนั้นชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้เดินทางถึงเป้าหมายพบว่า เป็นขนำไม้ปลูกอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของบ้านหลังหนึ่ง จากการสังเกต จนท. มองเห็นบริเวณขนำหลังดังกล่าวมีคนอยู่กันประมาณ ๓-๔ คน จนท. จึงได้เข้าแสดงตัวว่า เป็น จนท.ฝ่ายปกครอง เมื่อบุคคลที่อยู่ในขนำที่เกิดเหตุเห็น จนท. ก็ทำการวิ่งหนีกันอย่างชุลมุน แต่สุดท้าย จนท. ก็สามารถตามไปควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด โดยสามารถจับกุมตัว

๑.นายจิ๊บ (สงวนนามสกุล) อายุประมาณ ๓๗ ปี ชาว จ.พังงา พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน ๑๙ เม็ด โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาติ 
๒. นายชัยยุทร (สงวนนามสกุล) อายุ ๔๖ ปี ชาว ต.บางเตย พร้อมของกลาง
ยาบ้าจำนวน ๒,๐๒๐ เม็ด
ยาไอซ์ น้ำหนักรวมถุง ๑.๓ กรัม
ไฟแช็กดัดแปลง (ไฟลอย) จำนวน ๓ อัน

โดยกล่าวหาว่า 
จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยผิดกฎหมาย มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาติ นอกจากการจับกุมผู้ถูกจับกุมทั้ง ๒ รายแล้ว ภายในขนำหลังเกิดเหตุ จนท.ฝ่ายปกครองยังพบผู้เสพยาเสพติดที่กำลังมั่วสุมเสพยาเสพติดจำนวน ๓ ราย อายุตั้งแต่ ๒๔ -๕๔ ปี จนท. จึงนำตัวผู้เสพยาเสพติดทั้งหมดมาทำประวัติและนำเข้าสู่กระบวนการบำบัด บสต. และได้นำตัวผู้ถูกจับกุม ๒ ราย พร้อมของกลางและเอกสารต่างๆ ส่งให้ พนง.สอบสวน สภ.เมืองพังงา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพข่าว

นายพงษ์ศักดิ์ ประทีป /โกอู๋@ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา

ย้อนประวัติศาสตร์ 1,000 ปี ‘จักรวรรดิขะแมร์’ ผ่านห้วงเวลาที่รุ่งเรืองสุดขีด - สู่การดำดิ่งแทบสิ้นชาติ

บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด แต่เพียงเพื่ออธิบายถึงความน่าสงสารของประชาชนชาวเขมร พลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยรู้หรือสำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยเลยแม้แต่น้อย แม้วลีที่ว่า "เขมร...ชนชาติที่ถูกคำสาป" จะเกิดจากบาดแผลและความโชคร้ายที่ประเทศนี้ประสบมาตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ทั้งยังอาจกระตุ้นให้เกิดมุมมองที่ซับซ้อนและโศกเศร้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวเขมร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองผ่านมุมมองที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา เช่น ระบอบเขมรแดงและความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตามแม้ว่า จะเป็น 'ชนชาติที่ถูกสาป' แต่เขมรครั้งหนึ่งก็เคยมีมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แห่งความรุ่งโรจน์และความทุกข์ทรมาน

จักรวรรดิขะแมร์ (ศตวรรษที่ 9–15) เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สร้างสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ เช่น นครวัด นครธม และวัดวาอารามอันน่าทึ่งอื่น ๆ ที่ยังคงตั้งตระหง่านมาจนถึงทุกวันนี้ จักรวรรดิแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา พร้อมด้วยความก้าวหน้าทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมศาสตร์อันน่าทึ่ง เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่ทรงอำนาจและรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับนครวัดและวัดวาอารามอันยิ่งใหญ่อื่นๆ นครวัดเจริญรุ่งเรืองมาหลายศตวรรษ กระนั้น การล่มสลายของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นี้ในศตวรรษที่ 15 อาจเป็นผลมาจากความขัดแย้งภายใน การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม และการรุกรานจากต่างชาติ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเขมร การล่มสลายของนครวัด ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นตัวอย่างแรกเริ่มของความโชคร้ายที่ถาโถมเข้าใส่ประเทศชาติ ปูทางไปสู่ความไม่มั่นคงและอิทธิพลจากต่างชาติมาหลายศตวรรษ ในช่วงรุ่งเรือง จักรวรรดิขะแมร์มีกองทัพที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูจากการเกษตรและการค้า และวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา

ยุคอาณานิคมและการปกครองโดยต่างชาติ หลังจากสงครามหลายครั้งกับอาณาจักรใกล้เคียง นครวัดถูก อาณาจักรอยุธยายึดครองและถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา เนื่องจากความล้มเหลวทางระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานพังทลาย หลังจากฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในภูมิภาคนี้ เขมรก็ตกอยู่ภายใต้อารักขาของฝรั่งเศสในปี 1863 และเข้าร่วมอินโดจีนของฝรั่งเศส แม้ว่าฝรั่งเศสจะนำโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และความทันสมัยมาสู่ประเทศ แต่การปกครองของพวกเขาก็ยังคงกดขี่ โดยส่วนใหญ่แล้ว เขมรถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนน้อยของจักรวรรดิอาณานิคม ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจและการสูญเสียอำนาจปกครองตนเองทางการเมือง ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ความขัดแย้งและความไม่สงบภายในที่ยาวนานนับศตวรรษ มรดกแห่งยุคอาณานิคมได้ทิ้งรอยแผลลึกไว้ให้กับเขมร และการต่อสู้เพื่อเอกราชนั้นยาวนานและเต็มไปด้วยความยากลำบาก (โดยมีช่วงสั้น ๆ ที่เขมรถูกยึดครองโดยจักรวรรดิญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1941 ถึง 1945) ในที่สุดเขมรก็ได้รับเอกราชในปี 1953 ภายใต้กษัตริย์นโรดม สีหนุ แต่มรดกแห่งการปกครองโดยต่างชาติได้หยั่งรากลึกลงสู่ความขุ่นเคืองและความไม่มั่นคง

ราชอาณาจักรเขมร (1953–1970) ในปี 1955 กษัตริย์พระสีหนุทรงสละราชสมบัติเพื่อให้พระราชบิดาได้เข้าร่วมทางการเมืองและได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคตในปี 1960 กษัตริย์สีหนุทรงขึ้นครองราชย์อีกครั้ง ระหว่างสงครามเวียตนามดำเนินไป กษัตริย์สีหนุทรงดำเนินนโยบายความเป็นกลาง อย่างเป็นทางการ ในช่วงสงครามเย็นกษัตริย์สีหนุทรงอนุญาตให้คอมมิวนิสต์เวียดนามใช้กัมพูชาเป็นที่หลบภัยและเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและความช่วยเหลืออื่น ๆ ให้แก่กองกำลังติดอาวุธที่สู้รบในเวียตนามใต้ ในเดือนธันวาคม 1967 สแตนลีย์ คาร์โนว์ นักข่าวหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้รับแจ้งจากกษัตริย์สีหนุว่า หากสหรัฐอเมริกาต้องการทิ้งระเบิดที่หลบภัยของคอมมิวนิสต์เวียดนาม พระองค์จะไม่ทรงคัดค้าน เว้นแต่ชาวเขมรจะถูกสังหาร สารเดียวกันนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังเชสเตอร์ โบว์ลส์ผู้แทนของประธานาธิบดีจอห์นสันแห่งสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม 1968 กษัตริย์สีหนุทรงปฏิเสธสิทธิของสหรัฐอเมริกาในการใช้การโจมตีทางอากาศในเขมรต่อสาธารณชน และในวันที่ 26 มีนาคม พระองค์ตรัสว่า "การโจมตีเหล่านี้ต้องยุติลงโดยทันทีและเด็ดขาด" ในวันที่ 28 มีนาคม ได้มีการแถลงข่าว และกษัตริย์สีหนุทรงอุทธรณ์ต่อสื่อมวลชนนานาชาติว่า "ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ท่านเผยแพร่จุดยืนที่ชัดเจนอย่างยิ่งนี้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเขมร นั่นคือ ข้าพเจ้าจะคัดค้านการทิ้งระเบิดทั้งหมดในดินแดนกัมพูชาไม่ว่าด้วยข้ออ้างใดๆ ก็ตาม" อย่างไรก็ตาม การทิ้งระเบิดโดยกองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป

สาธารณรัฐเขมร (1970–1975) ขณะเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งในปี 1970 กษัตริย์สีหนุถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร โดยนายพล ลอน นอล นายกรัฐมนตรีและเจ้าชายสีสุวัตถิ์สิริมัตตะ เมื่อการรัฐประหารเสร็จสิ้น รัฐบาลใหม่ซึ่งเรียกร้องให้องกำลังคอมมิวนิสต์เวียตนามถอนออกจากกัมพูชา นายพล ลอน นอล ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกา กองกำลังเวียตนามเหนือและเวียตกงซึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาที่มั่นและเส้นทางลำเลียงเสบียงจากเวียตนามเหนือ จึงได้เปิดฉากโจมตีรัฐบาลใหม่ด้วยอาวุธ กษัตริย์สีหนุทรงกระตุ้นให้ผู้ภักดีช่วยโค่นล้มรัฐบาลนี้ อันเป็นการเร่งให้เกิดสงครามกลางเมือง เขมรแดงเริ่มใช้กษัตริย์สีหนุเพื่อแสวงหาการสนับสนุน ตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1972 ความขัดแย้งในเขมรส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลและกองทัพ กับกองกำลังติดอาวุธของเวียตนามเหนือ เมื่อเวียดนามสามารถเข้าควบคุมดินแดนเขมรได้ คอมมิวนิสต์เวียดนามได้จัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองใหม่ ซึ่งที่สุดก็ถูกครอบงำโดยคอมมิวนิสต์กัมพูชา หรือ “เขมรแดง”

เอกสารที่ค้นพบจากหอจดหมายเหตุโซเวียตหลังปี 1991 เผยให้เห็นว่าความพยายามของเวียตนามเหนือที่จะยึดครองเขมรในปี 1970 เกิดขึ้นตามคำร้องขออย่างชัดเจนของเขมรแดง และเจรจาโดยนวน เจียรองผู้บัญชาการของพล พต ในขณะนั้น กองกำลังของกองทัพเวียตนามเหนือได้บุกยึดที่มั่นของกองทัพสาธารณรัฐเขมร ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (CPK) ขยายการโจมตีเส้นทางการสื่อสาร ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่า กองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ และเวียตนามใต้ได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่เขมรในปฏิบัติการเพื่อมุ่งทำลายฐานทัพของกองทัพเวียตนามเหนือในเขมรเพื่อตอบโต้การรุกรานของเวียตนามเหนือ 

ในวันขึ้นปีใหม่ 1975 กองทัพคอมมิวนิสต์ได้เปิดฉากรุก ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของสาธารณรัฐเขมรภายใน 117 วัน การโจมตีพร้อมกันรอบปริมณฑลกรุงพนมเปญได้กดดันกองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐให้ถอยร่น ขณะที่หน่วย CPK อื่น ๆ ได้บุกยึดฐานที่มั่นของกองทัพสาธารณรัฐเขมรที่ควบคุมเส้นทางลำเลียงเสบียงสำคัญในแม่น้ำโขงตอนล่าง การขนส่งกระสุนและยุทโธปกรณ์ทางอากาศได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อรัฐสภาสหรัฐปฏิเสธความช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับเขมร รัฐบาลลอน นอลในกรุงพนมเปญยอมจำนนในวันที่ 17 เมษายน 1975 เพียง 5 วันหลังจากที่คณะผู้แทนสหรัฐฯ อพยพออกจากเขมร (มีการประมาณการว่า ชาวเขมรเสียชีวิตนับหมื่นคนระหว่างการทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาในปี 1970 – 1973)

(ยังมีต่อ)

‘นายพลเบิร์ด-เสนาธิการทหาร’ ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้ว พบชาวกัมพูชาสร้างบ้านล้ำเขตแดนไทย 18 หลังคาเรือน

(26 ส.ค. 68) พลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร พร้อมคณะนายทหารระดับสูง รวมถึง ‘เสธ.เบิร์ด’ พลตรี วันชนะ สวัสดี ลงพื้นที่ตรวจสอบชายแดนไทย-กัมพูชา ณ จุดตรวจ ส.34 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์การรุกล้ำพื้นที่

การตรวจสอบพบว่า มีบ้านเรือนของชาวกัมพูชา 18 หลังคาเรือน สร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยอย่างชัดเจน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำเสนอในที่ประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เพื่อให้กัมพูชาดำเนินการแก้ไข พันโทวันชนะย้ำว่าเขตแดนปัจจุบันเป็นไปตาม MOU 43 และทหารไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตยอย่างถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม

โดยระหว่างลงพื้นที่ คณะสังเกตพบกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชา รวมถึงเด็กและกลุ่มเปราะบาง ถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้ไทยรื้อถอนแนวลวดหนาม พันโทวันชนะชี้ว่า ประชาชนกลุ่มนี้อาจไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวเขตแดน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจน

ทั้งนี้ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางคณะของเสนาธิการทหารมีกำหนดเดินทางไปตรวจสอบ พื้นที่บ้านหนองจาน อีกหนึ่งจุดที่ยังมีความตึงเครียด เพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวมและรวบรวมข้อมูลสำหรับการประชุม JBC ต่อไป

‘รสนา’ แนะ ‘หมอสุภัทร’ ฟ้องผู้บริหาร สธ. ผิด 157 ชี้ มติลงโทษหนักให้ออกจากราชการไม่เป็นธรรม

เมื่อวานนี้ (25 ส.ค.68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิควรร้องผู้บริหารผิด 157 ที่สั่งลงโทษไม่เป็นธรรมหรือไม่

กรณีที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข สั่งสอบวินัย นพ.สุภัทร ฮาสุรรณกิจ ผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นลงโทษจะให้ออกจากราชการนั้น ดิฉันเห็นว่าผู้บริหารยุคนี้ของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในยุคมืด ที่คิดจะลงโทษผู้อยู่ในการบังคับบัญชา โดยขาดไร้คุณธรรมของผู้บริหาร ดังนั้นจึงควรที่จะฟ้องเอาผิดผู้บริหารและกรรมการสอบที่มีมติให้หมอสุภัทรออกจากราชการด้วยมาตรา 157  หรือไม่

กรณีของหมอสุภัทร ทำให้ดิฉันคิดถึง คดีของศาสตราจารย์นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ท่านเคยเล่าประวัติของท่านในหนังสือ “เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง” สมัยที่ท่านยังเป็นหมอหนุ่มอายุแค่ 28 ปี ท่านเป็นผู้อำนวยการ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นรพ.ของรัฐแห่งแรกที่สร้างด้วยเงินบริจาคของประชาชน ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐแม้แต่แดงเดียว ชื่อโรงพยาบาลนี้ยังคงใช้อย่างเป็นทางการมาถึงปัจจุบัน 

ต่อมาเกิดปัญหาว่าตามระเบียบของราชการแล้ว รายได้ของรพ.รัฐทุกแห่งต้องส่งเข้าคลังก่อน นพ.เสม พริ้งพวงแก้วในฐานะ ผอ.รพ.และแพทย์ใหญ่ประจำจังหวัดได้ต่อสู้ปกป้องสิทธิของรพ.ในการดูแลรายได้ที่รพ.หามาได้เองในรูปของ “เงินทุนสะสม” โดยไม่นำส่งคลัง รัฐมนตรีคลังในสมัยนั้นคือพระยาไชยยศสมบัติ ท่านขึ้นไปดูว่า รพ.เชียงรายวิเศษอย่างไร ทำไมไม่เอาเงินเข้าคลัง ท่านถามนพ.เสมว่า “ทำไมเงินที่คุณหมอหาได้ จึงไม่นำส่งคลัง คุณหมอทำผิด พ.ร.บ.คลัง”

ท่านตอบรัฐมนตรีว่า “รพ.นี้รัฐบาลไม่ได้ออกเงินสักบาทเดียว ชาวบ้านเขาออกเอง ถ้าผมเอาเงินจำนวนนี้ไปให้รัฐบาล ผมไม่รู้จะเอาอะไรมารักษาชาวบ้าน เงินนี้มันเป็นวงจร เอาเงินไปซื้อยามาให้ชาวบ้าน หมุนเวียนไป”  ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ว่าอะไร 

หลังจากท่านเจ้าคุณไชยยศสมบัติกลับกรุงเทพฯก็มีคำสั่งพิเศษว่า ต่อไปนี้ถ้ารพ.มีรายได้ ให้สามารถเก็บรายได้เป็นเงินทุนสะสม เป็นการเริ่มต้น “เงินทุนสะสม” ของรพ.ในประเทศไทยตั้งแต่นั้นมา นี่ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นคำสั่งที่ถือเป็นแนวทางสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า นพ.เสมทำผิด พรบ.คลังจริง เพราะเงินที่ได้รับบริจาคหลายล้านบาทไม่ได้ส่งเข้าคลังที่กรุงเทพฯ แต่ผู้บริหารเห็นว่ามีเหตุผลที่สมควร ไม่หัวสี่เหลี่ยมอ้างแต่ระเบียบจ้องจะเอาผิดผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้ ทั้งที่กรณีของนพ.เสม เป็นการทำผิดพ.ร.บ.คลัง ไม่ใช่แค่ผิดระเบียบเท่านั้น

แต่ผู้บริหารของกระทรวงการคลังและกรมสาธารณสุขในสมัยนั้น มีความเป็นนักบริหารมืออาชีพ และมีความใจกว้างมาก การลงไปดูและสอบถามข้อเท็จจริง ทำให้ไม่เอาผิดนพ.เสม พริ้งพวงแก้ว และยังมีคำสั่งให้ทุกรพ.จัดตั้งเงินทุนสะสมสำหรับใช้ในรพ.ได้อีกด้วย

ในกรณีของนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ การเข้ามาช่วยคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ออกจากผู้ไม่ติดเชื้อ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงวิกฤตที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดในวงกว้างอย่างรวดเร็ว(Superspreader) ควรได้รับความชื่นชมมากกว่าการจ้องลงโทษหนักถึงขั้นให้ออกจากราชการ ใช่หรือไม่

ยิ่งข้อมูลว่า นพ.สุภัทรซื้อ ATK ชิ้นละ 230 บาทถูกกว่าราคาแนะนำของกรมการค้าภายในที่ 350 บาท และการแบ่งซื้อตามอำนาจการสั่งจ่ายครั้งละ 2 ล้านบาทเพราะไม่สามารถกำหนดจำนวนผู้มาคัดกรองได้ อีกทั้งการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง ก็ทำได้ตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางได้ปลดล็อกไว้แล้ว รวมทั้งการเดินทางมาตรวจคัดกรองที่กรุงเทพก็ได้รับการเชิญจาก สปสช. ในครั้งที่1 และได้รับเชิญจากกระทรวงสาธารณสุขในครั้งที่2,ที่3  จึงต้องถือว่านพ.สุภัทรไม่ได้ทำผิดระเบียบ และไม่ได้ทำให้ราชการเสียหายแต่อย่างไร 

การเอาผิดวินัยราชการอย่างร้ายแรงถึงให้ออกจากราชการ น่าจะไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการสั่งซื้อนำเข้ายาฟาวิพิราเวีร์ยในช่วงเดือน สิงหาคม 2564 ที่มีราคาเม็ดละ120 บาท ถึง 424 ล้านเม็ดทั้งที่สถิติคนไทยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 17 เดือนก่อนหน้านั้น มีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น ใช่หรือไม่ ?!

การนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ 424 ล้านเม็ด ราคา120 บาท/เม็ด มูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท สามารถใช้กับคนป่วยถึง 8 ล้านคน เป็นการซื้อมากเกินไปเท่าไหร่ ไม่เคยมีข้อมูลว่ามีเหลือตกค้างจนหมดอายุ กี่ล้านเม็ด ?!

นอกจากนี้ มีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิด -19 หลายยี่ห้อรวมจำนวนหลายล้านโดส ประเมินว่ามีวัคซีนที่หมดอายุจำนวนประมาณ 12 ล้านโดส มูลค่า 6,000 ล้านบาท ใช่หรือไม่ !?

ผู้บริหารที่สั่งซื้อยาและวัคซีนป้องกันและรักษาโควิด-19 เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล ประมาณเป็นเม็ดเงินน่าจะมากกว่า 10,000 ล้านบาท ผู้บริหารคงอ้างทำถูกระเบียบ แต่ทำให้ราชการและภาษีของประชาชนเสียหายมหาศาล กลับไม่มีการตรวจสอบเอาผิด ใช่หรือไม่ ?!

แต่กับกรณีหมอสุภัทรที่ช่วยดูแลประชาชนในช่วงวิกฤต และใช้เงินอย่างประหยัดในจำนวนที่น้อยกว่ามาก ยังไม่ถึง 10 ล้านบาท คัดกรองคนได้จำนวน 192,905 คน พบคนติดเชื้อ 22,451คน และการดำเนินการก็สามารถอ้างระเบียบได้ จึงต้องถือว่าหมอสุภัทรไม่ได้ทำผิดระเบียบใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังไม่ทำให้ราชการเสียหาย เหมือนที่ผู้บริหารได้สั่งซื้อวัคซีนและยาฟาวิพิราเวียร์อย่างถูกระเบียบ แต่ทำให้ราชการเสียหาย เพราะซื้อมาจนเหลือใช้และเหลือจำนวนเป็นล้านที่หมดอายุไปโดยไม่ได้ใช้ นับเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทที่เสียหายไป ใช่หรือไม่ แต่ไม่มีการสอบเอาผิดผู้บริหาร ที่บริหารจนราชการและภาษีจากเงินประชาชนเสียหายมหาศาล เทียบไม่ได้กับกรณีของหมอสุภัทรเลย แต่ก็ไม่มีใครผิด ใช่หรือไม่

แต่กลับมีการสอบวินัยร้ายแรงจะเอาผิดหมอสุภัทรให้ออกจากราชการให้ได้ ทั้งที่ราชการก็ไม่ได้เสียหาย ประชาชนคนกรุงเทพได้ประโยชน์ ช่วยลดการแพร่เชื้อ ลดจำนวนผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่ายคนติดเชื้อที่ต้องมานอนโคม่าในรพ. ผลได้เหล่านี้ เหตุใดจึงไม่นำไปพิจารณา ?!

กรณีของหมอสุภัทร เมื่อเทียบกับความเสียหายที่ผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุขบริหารยาและวัคซีนแล้ว ย่อมเทียบกันไม่ได้เลย สำหรับวิญญูชนมองกรณีนี้แล้ว ย่อมลงความเห็นได้ว่า น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งแบบชัดเจนมาก ใช่หรือไม่

ถ้ารัฐมนตรี และปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ให้ความเป็นธรรมต่อหมอสุภัทร ดิฉันเห็นว่า หมอสุภัทรควรฟ้องร้องว่าผู้บริหารและกรรมการที่สอบวินัย และมีมติสั่งลงโทษไม่เป็นธรรม ด้วยมาตรา 157 ต่อไป ดีไหม ??!!

ผบ.ตร.สั่งรับมือพายุ 'คาจิกิ' จัดกำลังพลดูแลช่วยเหลือประชาชน เตรียมที่พักพิง และป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม

(26 ส.ค.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ 'คาจิกิ' ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมแรง และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ในช่วงวันที่ 25 - 27 สิงหาคม 2568 

ผบ.ตร.จึงสั่งการด่วนไปยังผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 – 9, ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, ผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน, ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, หัวหน้าส่วนอำนวยการและสนับสนุน ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ปฏิบัติตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564 – 2570 ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และจัดระบบจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์และยานพาหนะ แก่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ 

ดังนั้น เพื่อให้การตรียมความพร้อม รวมถึงการประสานร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการช่วยเหลือประชาชน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ผบ.ตร.จึงกำชับการปฏิบัติให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ (รถ/เรือ) อุปกรณ์อื่น ๆ ให้มีความพร้อม เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ, จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจิตอาสาภัยพิบัติ ลงพื้นที่ในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย การจัดทำครัวสนาม รวมถึงการจัดที่พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ประสบภัย โดยแสดงสัญลักษณ์ตามทฤษฎีปรากฏกาย เพื่อให้ประชาชนรับทราบการทำงานของตำรวจ รวมทั้งเน้นย้ำการรักษาความสงบเรียบร้อย การตรวจตราป้องกันเหตุ และการช่วยเหลือประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดคดีที่เป็นการซ้ำเติมประชาชน รวมทั้งสำรวจความเสียหายของอาคารที่ทำการ อาคารบ้านพักและสิ่งปลูกสร้างอื่น รวมถึงทรัพย์สินของทางราชการ และจัดกำลังพลเข้าฟื้นฟูพื้นที่หลังสถานการณ์คลี่คลาย

หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอนแก่น - 'มทบ.23' ส่งมอบบ้านใหม่ให้พลทหารกองประจำการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มณฑลทหารบกที่ 23 จัดพิธีส่งมอบบ้านในโครงการ พสบ.ทภ.2 ร่วมซ่อม/สร้างบ้านทหารกองประจำการ ณ จังหวัดขอนแก่น สร้างความปลื้มปิติแก่ครอบครัว พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์กองทัพบกดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างยั่งยืน

(25 ส.ค.68) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่น รายงานว่า ที่ บ้านเลขที่ 232 หมู่ 2 บ้านมูลตุ่น ตำบลสวนหม่อน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น พลตรี กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 พร้อมด้วยนางกุมารี เนื่องชมภู ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 23 เป็นประธานในพิธีส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้กับพลทหารศิริโชค เร่งงาน สังกัด ร้อย.บก.พัน.มทบ.23 ภายใต้โครงการ “พสบ.ทภ.2 ร่วมซ่อม/สร้างบ้านให้กับทหารกองประจำการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในพิธี มีคณะ หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น นายคารม คำพิฑูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น นายคฤทธิ์ เพ็ชรสูงเนิน นายอำเภอมัญจาคีรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมเป็นเกียรติและสักขีพยานการส่งมอบบ้านในครั้งนี้

สำหรับบ้านหลังดังกล่าว กองทัพบกโดย มทบ.23 ได้จัดชุดช่างเข้าดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงใหม่ ระหว่างวันที่ 4 – 16 สิงหาคม 2568 เนื่องจากบ้านเดิมของพลทหารศิริโชคมีสภาพทรุดโทรม ไม่สามารถซ่อมแซมให้อยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย โดยพลทหารศิริโชคก่อนเข้ารับราชการทหารกองประจำการ อาศัยอยู่กับยายและน้าชายพิการเพียง 3 คน พ่อแม่หย่าร้าง ฐานะครอบครัวยากจน มีรายได้หลักจากการรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การสร้างบ้านใหม่ครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวให้มีความมั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากบ้านใหม่แล้ว ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 ยังได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว จักรยาน รวมถึงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวพลทหารศิริโชค บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความอบอุ่น ครอบครัวพลทหารศิริโชคได้แสดงความดีใจและซาบซึ้งใจที่กองทัพบกให้การดูแลเอาใจใส่ต่อสวัสดิการของกำลังพลและครอบครัว พร้อมกล่าวขอบคุณที่ช่วยยกระดับความเป็นอยู่และสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวทหาร

พลตรี กิตติพงษ์ เนื่องชมภู กล่าวว่า การส่งมอบบ้านครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการดูแลสวัสดิการกำลังพลและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตอบแทนความเสียสละของทหารกองประจำการที่เข้ามารับใช้ชาติ โดยครอบครัวถือเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญ

‘กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์’ ติดป้ายรูปกุ้งใส่ชุดทหารทำมินิฮาร์ท แซะ!! ‘แม่ทัพภาคที่ 2’ ก่อนเป็นวิทยากรที่ ม.เกษตรศาสตร์

เมื่อวันที่ (25 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก “เสรีเกษตรศาสตร์” เผยภาพใบปลิวรูปกุ้งใส่ชุดทหารทำมินิฮาร์ท พร้อมข้อความเสียดสีว่า “ลูกน้องเจ็บตายคาชายแดน แม่ทัพโชว์แมนหาแสงส่อง” โดยมีการนำไปติดตามป้ายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

เพจดังกล่าวยังโพสต์ข้อความเชิงกวีว่า “หากฉันเป็นนกจะร้องขับขาน กล่อมดวงวิญญาณผู้กระหายสงคราม สันติภาพจะไม่สามารถเบ่งบานได้จากปลายกระบอกปืน” ซึ่งสะท้อนถึงการวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีทางการทหารและการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนด้วยกำลัง

ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ได้เชิญ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรื่องจริงจากชายแดน” เวลา 13.00–14.30 น. ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระดมกวาดล้างอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน จับกุมบุคคลตามหมายจับ ตามยุทธการ “พิชิตคนพาล  อภิบาลคนดี” 10 วัน ผู้ต้องหารวมเกือบ 2 หมื่นคน 

(26 ส.ค. 68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ ระหว่างวันที่ 15 – 24 สิงหาคม 2568 ภายใต้แผนยุทธการ “พิชิตคนพาล  อภิบาลคนดี” ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ด้วยในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นจำนวนมาก สร้างความไม่สงบในสังคม โดยผู้ก่อเหตุมักใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุหลายคดี ประชาชนเกิดความหวาดกลัวภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางค์กูร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในสายงานสืบสวนสอบสวน ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1-9, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เพื่อเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยมีเป้าหมายในการระดม ได้แก่ การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด การติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ และมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รักษาราชการแทน ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้ควบคุมสั่งการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้แผนยุทธการ “พิชิตคนพาล  อภิบาลคนดี” ระหว่างวันที่ 15 – 24  สิงหาคม 2568 (รวม 10 วัน) โดยมีผลปฏิบัติ ดังนี้ 

1. จับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด 6,338 คดี ผู้ต้องหา 5,261 คน พร้อมของกลาง แบ่งเป็น
- ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทั่วไป (On Ground) ของกลางอาวุธปืน จำนวน 6,218 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน จำนวน 36,718 นัด, วัตถุระเบิด จำนวน 6,359 ลูก (วัตถุระเบิดแบบมาตรฐานที่ใช้ในราชการทหาร จำนวน 1,898 ลูก และวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง/ประกอบเอง ได้แก่ ระเบิดปิงปอง ระเบิดไปท์บอม จำนวน  4,461 ลูก)
- ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทางออนไลน์ (Online) ของกลางอาวุธปืน จำนวน  293 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน จำนวน 11,458 นัด, วัตถุระเบิด จำนวน 1 ลูก  (เป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง/ประกอบเอง ได้แก่ ระเบิดปิงปอง)

2. จับกุมบุคคลกระทำความผิดตามหมายจับค้างเก่า (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึง 30 กันยายน 2567), หมายใหม่ (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน) และหมายจับศาล (คดีอาญา) รวมทั้งสิ้น 20,030 หมาย ผู้ต้องหา จำนวน 14,639 คน

ในการปฏิบัติการในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณทุกภาคส่วนและพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมุ่งมั่นทำงาน โดยจะทำการป้องกันปราบปรามสืบสวนจับกุมอาชญากรรมในทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และขอฝากประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแส/เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมหรือเรื่องอื่นๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือค้าน ‘ไทย’ ออกโฉนดให้ชาวบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ชี้ JBC ยังไม่ตัดสิน!! เชื่อพื้นที่ดังกล่าวเป็นของคนเขมร จ.บันทายมีชัย

(26 ส.ค. 68) สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังตึงเครียด เมื่อมีรายงานว่านายอุม เรียตรีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบันทายมีชัย กัมพูชา ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แสดงความกังวลต่อคำแถลงผ่านสื่อไทยเรื่องการออกโฉนดที่ดินให้แก่พลเมืองไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยย้ำว่าหากกระทบพื้นที่ที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่ได้ตกลง หรือมีชาวกัมพูชาครอบครองอยู่ กัมพูชาขอคัดค้านอย่างชัดเจน

ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า การดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลต่อพื้นที่พิพาทอาจละเมิดเจตนารมณ์บันทึกความเข้าใจปี 2000 และบั่นทอนการเจรจาเขตแดนร่วม พร้อมขอให้ไทยระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดและรักษาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนบ้าน

ด้านสำนักข่าว Kampuchea Thmey Daily รายงานโดยอ้างคำพูดของนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ว่าพื้นที่บ้านหนองจานเป็นเขตป่าไม้ ไม่มีเอกสารสิทธิ สื่อกัมพูชาจึงตีความว่าไทยไม่มีสิทธิอ้างกรรมสิทธิ์ และถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาบางส่วนโกรธแค้น และกดดันจนผู้ว่าฯ ปริญญาต้องออกมาขอโทษ โดยอ้างว่าเกิดจากความเข้าใจผิด

สื่อกัมพูชายังอ้างว่า พื้นที่ดังกล่าวคือหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันทายมีชัย ซึ่งปัจจุบันทหารไทยได้นำลวดหนามและสิ่งกีดขวางมาตั้งแนวเขต ทำให้คณะกรรมาธิการชายแดนร่วมของกัมพูชาส่งคำคัดค้านอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวทำลายบรรยากาศความไว้วางใจ และเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง

“ผบช.ภ.2” รับไม่ได้ “ลุงข้างบ้าน” ภัยสังคม ล่อลวงชำเรา ด.ญ. กำชับตำรวจปราจีนบุรี ดำเนินคดีเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2)  กล่าวว่าได้รับรายงานว่า ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุม “ลุงข้างบ้าน” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปราจีนบุรี ก่อเหตุกระทำชำเราเด็ก โดยหลบหนีคดีนาน 8 ปี หลังก่อเหตุล่อลวงเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียน ออกอุบายกระทำชำเรา เหตุเกิดในพื้นที่ จว.ปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 หลบหนีไปจนถูกจับได้ที่ จว.นนทบุรี และส่งตัวมาสอบสวนที่ สภ. เมืองปราจีนบุรี ตนจึงได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด  และให้คัดค้านการประกันตัว

“เรื่องแบบนี้ยอมไม่ได้ การกระทำละเมิดรุนแรง ทำร้ายเด็กแบบนี้เป็นสิ่งที่น่าละอาย เป็นภัยสังคม เป็นบุคคลอันตราย อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของเด็ก อาศัยความเป็นญาติ คนใกล้ตัว ก่ออาชญากรรมที่รุนแรงกับเด็ก กำชับไปที่ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีแล้วให้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดรัดกุม และดำเนินคดีทุกข้อหาอย่างเด็ดขาด พร้อมกำชับให้ติดตามคดีในลักษณะนี้ทั้งเชิงป้องกัน และปราบปราม หากเหตุยังไม่เกิดให้เฝ้าระวัง หากเกิดเหตุต้องสืบสวนจับกุมให้ได้” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ฝากถึงพี่น้องประชาชน ให้หมั่นดูแลสังเกตพฤติกรรมของลูกหลาน หากพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว หวาดกลัว ให้พยายามพูดคุยเข้าช่วยเหลือ เพราะกลุ่มอาชญากรลักษณะนี้ มักอาศัยความเป็นคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดก่อเหตุกับเด็ก แล้วข่มขู่ให้หวาดกลัวไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร ทำให้เด็กหวาดกลัว ทั้งนี้หากพบพฤติกรรมพิรุธ พฤติกรรมอันตรายในลักษณะเช่นนี้กับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หรือคนในชุมชน สามารถแจ้งตำรวจเข้าช่วยเหลือได้โดยโทร 191 ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top