Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานพิจารณาข้อมูลการแบนบุหรี่ไฟฟ้า ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าย้ำต้องฟังเสียงประชาชน

ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเฮ! หลังนายกฯ สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต ทบทวนประเด็นการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างกัน

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ผู้แทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มลาขาดควันยาสูบ “ECST” และแอดมินเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนรายเผยภายหลังได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2565 ว่า “ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่กว่า 9.9 ล้านคนที่อาจต้องเสียชีวิตถึงปีละกว่า 7 หมื่นคนเพราะควันจากการเผาไหม้ของการสูบบุหรี่ และไม่ทอดทิ้งผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งอาจมีจำนวนมากกว่า 5 แสนคนในปัจจุบัน”

“จดหมายสั่งการจากนายกรัฐมนตรีฉบับนี้เป็นสัญญาณอันดีที่แสดงให้เห็นถึงการเปิดรับฟังเสียงของประชาชนอย่างรอบด้านของท่านนายกฯ มากกว่ารับฟังข้อมูลจากนักวิชาการและแพทย์บางกลุ่มฝ่ายเดียว เพราะที่ผ่านมา การแบนบุหรี่ไฟฟ้าเกิดจากการผลักดันของเอ็นจีโอและแพทย์ที่รับทุน จาก สสส. โดยไม่ได้มีการทบทวนผลกระทบและประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งที่ประเทศไทยมีการแบนบุหรี่ไฟฟ้ามาแล้ว 8 ปี แต่คนใช้เพิ่มมากขึ้นกว่า 600% แถมรัฐบาลยังไม่สามารถป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนได้จริง ไม่สามารถเก็บภาษีและควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยให้ประชาชนได้ ในขณะที่การลักลอบซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ก็มากขึ้นและยังทำให้เกิดปัญหาการจับกุมรีดไถและการคอรัปชั่น แสดงถึงความล้มเหลวของมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้า”

รายละเอียดในหนังสือฉบับดังกล่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลและได้สั่งการเรื่องดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้มีกลุ่มแพทย์นำเสนอข้อมูลแต่เพียงด้านเดียวต่อท่านนายกฯ เพื่อให้คงการแบนบุหรี่ไฟฟ้าไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ส่งเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง พิจารณาและรายงานผลกราบเรียนนายกรัฐมนตรี
2. มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหน่วยงานประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนกลุ่ม ECST เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างกัน

บิ๊กใหม่นำทัพบูรพา 491 และกองปราบ บุกจับผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุยิง ทนายมานพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.ระยอง

เรื่องเดิม เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 65 เวลา 19.07 น. ได้เกิดเหตุ คนร้าย “บุกเดี่ยว” ใช้อาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 จ่อยิงใส่ นายมานพ เสถียรเขตต์ จำนวน 3 นัด จนเสียชีวิต เหตุเกิดที่ปั๊มน้ำมัน ช.อำนวยทรัพย์ปิโตเลี่ยม เลขที่ 111 ม.4 ต.บ้านค่าย  อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. นำทีมสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 390/2565 ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน ร่วมกับ บก.ป.บช.ก. บก.สส.ภ.2, บก.สส.ภ.จว.ระยอง, สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง เพื่อคลี่คลายคดีนี้ ต่อมา เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 65 พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.ได้นำกำลัง ชุดสืบสวนตามคำสั่ง ตร.เปิดปฏิบัติการ บุกจับกุมตัว นายปิติ นิชรัตน์ (มือยิง) ที่ปั๊มน้ำมันคอลเทกซ์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร จังหวัดกรุงเทพ และ จับกุมตัวนายนิติพนธ์ ฉ่ำชื่น (คนพาหลบหนี) ที่ริมถนนภายในหมู่บ้าน หน้าฌาปนสถานบ้านถิ่น ต.บ้านถิ่น อ.เมือง จ.แพร่ นั้น

ต่อมา พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.ได้ขยายผลจากการจับกุมและนำกำลัง บก.สส.ภ.2 , บก.สส.ภ.จว.ระยอง , กก.2 บก.ป. ปิดล้อมตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยกว่า 8 แห่ง พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในคดีหลายรายการ โดยได้พบพยานหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ปืนลูกโม่ ยี่ห้อ สมิทแอนด์เวสสัน สีดำ ขนาด 38 จำนวน 1 กระบอก ที่บ้านเลขที่ 112/45 ม.1 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งกองพิสูจน์หลักฐานได้ทำการตรวจเปรียบเทียบปืนกระบอกดังกล่าวกับหัวกระสุนที่อยู่ในที่เกิดเหตุแล้วยืนยันว่า “เป็นปืนที่ใช้ก่อเหตุ” ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานยืนยันถึง นายเสถียร บุญกล้า อายุ 52 ปี ว่าเป็นผู้จัดหาและสั่งซื้อปืนกระบอกนี้ โดยซื้อมาในช่วงก่อนเกิดเหตุเพียง 10 วัน 

และพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. จึงเร่งสั่งการให้ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. และคณะพนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาศาลได้อนุมัติหมายจับนายเสถียร บุญกล้า อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1850/2565 ลงวันที่ 6 ก.ย. 65 ข้อหา “เป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

'ผอ.ศอ.ปส.ตร.' สั่งเร่งสืบสวนขยายผลเช็คบิลขบวนค้ายาบ้า หลังจาก ตำรวจ สภ.สบปราบรวบคาด่าน 3 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) เปิดเผยว่าได้รับรายงานจาก พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส. ว่า เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 6 ก.ย.2565 ที่ผ่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สบปราบ จว.ลำปาง ได้จับกุม นายสมชาย มารุ่งเรือง อายุ 40 ปี อยู่ 34/57 ซอยประชาอุทิศ 13 แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

พร้อมของกลางยาบ้า ยาบ้า จำนวน 15 กระสอบ รวม 3,000,000 เม็ด ซุกซ่อนในรถกระบะโตโยต้า สีเหลือง ทะเบียน ตธ 7950 กทม.จับกุมได้ที่ด่านตรวจสบปราบ ม.15  โดยข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน

โดยจากการสอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้นทราบว่ารับยาบ้าจำนวนดังกล่าวมาจาก จ.พะเยา นำไปส่งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้สั่งการให้ บช.ปส.ให้ร่วมกับ ภ.5 เร่งสืบสวนขยายผลถึง ผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการมาดำเนินคดี และรายงานความคืบหน้าให้ทราบผล รวมถึงการตรวจสอบทรัพย์ ซึ่งถ้าหากพบว่าได้มาจากการค้ายาเสพติด ก็จะเสนอให้ต่อคณะกรรมการฟอกเงินฯเพื่อยึดทรัพย์ต่อไป "ผอ.ศอ.ปส.ตร."กล่าว

รอง ผบ.ตร. สั่งระดมตำรวจจราจร รับมือฝนตกหนักเย็นนี้ หวั่นน้ำท่วมขังรถติดหนัก

วันนี้ (7 ก.ย. 65) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทุกพื้นเตรียมรับมือฝนตกหนักเย็นนี้ หวั่นเกิดน้ำท่วมขังในเส้นทางทำให้การจราจรเป็นอัมพาต

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วย ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมรสุมกำลังแรง ที่จะส่งผลกระทบจนถึงวันที่ 9 ก.ย.65 ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่และมีน้ำท่วมขังในเส้นทางการจราจร ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนักในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. เมื่อคืนที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วย ระดมกำลังตำรวจจราจร และทุกสายงาน โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. เตรียมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงเย็นวันนี้ โดยให้จัดตำรวจจราจรอำนวยความสะดวก เตรียมแผนเผชิญเหตุและชุดเคลื่อนที่เร็วไว้แก้ไขปัญหา กรณีมีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุกีดขวางการจราจร ให้สามารถเคลื่อนย้ายรถได้อย่างรวดเร็ว รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน และที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเฉียบพลัน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งระดมช่วยเหลือประชาชนตลอดช่วงมรสุม ทั้งนี้หากพบอุบัติเหตุ หรือรถเสีย สามารถแจ้งสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193, สายด่วนกรมทางหลวง 1586 หรือ สายด่วน บก.จร. 1197 ตลอด 24 ชม. หรือทางเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th , Facebook หรือ Twitter 1197

ครม. ไฟเขียว ‘นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวน ชี้ เป็นสัตว์ป่าหายาก ต้องอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวด

ครม.อนุมัติ ‘นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 20 เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าหายาก ใกล้สูญพันธุ์ จำเป็นต้องสงวนและอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวด

เมื่อวันที่ 6 กันยายน คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวนเพิ่มเติม ซึ่งได้แก่ นกชนหิน (Rhinoplex Vigil) โดยจะเป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 20 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เนื่องจากนกชนหินเป็นสัตว์ป่าหายาก ใกล้สูญพันธุ์ จำเป็นต้องสงวนและอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวด

ปัจจุบันนกชนหินในธรรมชาติเหลืออยู่น้อยมาก ประมาณไม่เกิน 100 ตัว และมีปัจจัยคุกคามสูง เนื่องจากนกชนหินมีโหนกที่ตันและสวยงามเหมือนลักษณะของงาช้าง ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดค้าสัตว์ป่า ส่งผลให้เกิดการลักลอบล่านกชนหินอย่างมาก จนกระทั่งมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ 410 แล้วก็ตาม จึงต้องยกระดับการคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าสงวน

'ศาลปกครองกลาง' สั่งจ่ายหนี้ บีทีเอส 1.2 หมื่นล้าน เบื้องต้น​ กทม.เตรียมยื่นอุทธรณ์

‘ศาลปกครองกลาง’​ มีคำสั่งพิพากษาให้ ‘กทม-เคที’ จ่ายหนี้ค่าเดินรถสายสีเขียว​ส่วนต่อขยาย โดยให้ชำระเงินภายใน 180 วัน​นับตั้งแต่คดีถึงที่สุด เบื้องต้น​ กทม.เตรียมยื่นอุทธรณ์

(7 ก.ย. 65) รายงานข่าวจากศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ เคที กรณีผิดสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว) เพื่อขอให้ชำระค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าว

โดยศาลปกครองกลาง​ มีคำสั่งพิพากษาให้กรุงเทพมหานครและกรุงเทพฯ ธนาคมร่วมกันจ่ายเงินในส่วนต่อขยายที่ 1​ ช่วงสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ซึ่งค้างชำระหนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม​ 2562​ - ​พฤษภาคม​ 2564 รวมดอกเบี้ย​  2,348 ล้านบาท

รัฐเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงสายอีสาน เฟสแรก 'กรุงเทพฯ-นครราชสีมา' คาดเปิดใช้งานปี 70

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการความร่วมมือกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ - หนองคาย และการเชื่อมโยงทางรถไฟระหว่างไทย สปป.ลาว และจีน ว่า ขณะนี้โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา อยู่ระหว่างการก่อสร้างงานโยธาของโครงการระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร ขณะนี้สามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดยโครงการฯ ประกอบด้วย 15 สัญญา แยกเป็น งานโยธา 14 สัญญา และงานระบบ 1 สัญญา โดยกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2570  

นายอนุชา กล่าวว่า ในด้านความคืบหน้าของงานโยธา 14 สัญญา ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 1 สัญญา ได้แก่ ช่วงกลางดง-ปางอโศก ซึ่งเป็นพื้นที่ทดสอบรูปแบบการก่อสร้าง และทดสอบวัสดุก่อสร้างไทย เพื่อเทียบมาตรฐานจีน ภายใต้การก่อสร้างของกรมทางหลวง ระยะทาง 3.5 กม. และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 9 สัญญา ได้แก่ 

1.) ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก ระยะทาง 11 กม.
2.) งานอุโมงค์มวกเหล็กและลำตะคอง ซึ่งมีจุดเด่นคืองานก่อสร้างอุโมงค์ยาวรวม 8 กิโลเมตร และการก่อสร้างทางรถไฟระยะทางรวม 12.23 กิโลเมตร 
3.) ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง ระยะทาง 26.10 กม. 
4.) ช่วงลำตะคอง-สีคิ้วและช่วงกุดจิก-โคกกรวด ซึ่งมีจุดเด่นคือ มีงานก่อสร้างทางรถไฟระยะทางยาวที่สุดในโครงการ ระยะทาง 37.45 กม. 
5.) ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา ซึ่งเป็นงานก่อสร้างสถานีนครราชสีมา และการก่อสร้างทางรถไฟ ระยะทาง 12.38 กม. 
6.) ช่วงดอนเมือง-นวนคร ประกอบด้วย งานโครงสร้างทางรถไฟยกระดับ ระยะทางรวม 21.80 กม. 
7.) ช่วงนวนคร-บ้านโพ ระยะทาง 23 กม.
8.) ช่วงพระแก้ว-สระบุรี ประกอบด้วย งานโครงสร้างทางรถไฟ ระยะทางรวม 31.60 กม. แบ่งเป็น คันทางระดับดิน 7.02 กม. ทางยกระดับ 24.58 กม.
9.) ช่วงสระบุรี-แก่งคอย ซึ่งมีจุดเด่นคืองานก่อสร้างสถานีสระบุรี และการก่อสร้างทางรถไฟระยะทางรวม 12.99 กิโลเมตร

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า และเป็นการอยู่ระหว่างเตรียมก่อสร้าง 1 สัญญา ได้แก่ ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย ประกอบด้วย ทางรถไฟระดับพื้นในศูนย์ซ่อมบำรุง งานอาคารภายในศูนย์ซ่อมบำรุงรวมถนนต่อเชื่อม ได้แก่ อาคารระบบซ่อมบำรุงขบวนรถไฟ 19 อาคาร อาคารควบคุมระบบการจัดการเดินรถและฝึกอบรม 4 อาคาร อาคารสำหรับระบบซ่อมบำรุงทาง 8 อาคาร และงานก่อสร้างถนนงานระบบระบายน้ำและงานรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ และยังไม่ลงนาม 3 สัญญา ได้แก่ งานโยธาช่วงแก่งคอย-กลางดง และปางอโศก-บันไดม้า ระยะทาง 30.21 กม. ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ระยะทาง 15.21 กม. และช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.30 กม.

ล่าสุดราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน เพื่อดำเนินการก่อสร้างตามโครงการฯ ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี มีสาระสำคัญให้เจ้าหน้าที่เริ่มต้นเข้าสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืน ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าหน้าที่ในการเวนคืน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกา

‘พล.ต.ท.สุรเชษฐ์’ รับโล่ประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น งาน ‘วันสถาบันพระปกเกล้า’

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 65 ที่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าได้จัดงานเมื่อวันที่ “5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสถาบันพระปกเกล้า” ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า โดยได้รับเกียรติจากฯพณฯ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานในพิธี และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับบุคคลที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นศิษย์เก่าดีเด่นประจำปี 2565

โดยในงานนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้า ได้เดินทางมาร่วมงานและรับโล่ประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่นของสถาบันประจำปี 2565 จากการที่มีผลงานดีเด่นในการปฏิบัติหน้าที่ จนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ อาทิเช่น รางวัลต้นแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในปี 2559 รางวัลข้าราชการดีเด่นและเกียรติยศจักรดาว ในปี 2560 เป็นต้น 

ก.แรงงาน ประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ครั้งที่ 2/2565

วันที่ 6 กันยายน 2565 เวลา 13.30 น. นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ครั้งที่ 2/2565 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom) ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการยกร่างกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ร่างประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักสูตรการอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ ผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น และการอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ร่างประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดรูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ร่างประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบและวิธีการแจ้งการใช้งานหรือยกเลิกการใช้งานหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน หรือภาชนะรับความดันและผลการทดสอบความปลอดภัยในการใช้หม้อน้ำ หรือหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาเห็นชอบที่มาและองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานจังหวัด การพิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการแทนกรณีที่อนุกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานจังหวัดพ้นจากตำแหน่ง

โซเชียลร้อน!! ผุด #แบนลีน่าจัง หลังมีท่าทีคุกคามทางเพศ 'ยุ่น ภูษณุ'

วันที่ 6 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชื่อ 'ลีน่าจัง' ลีนา จังจรรจา ถูกพูดถึงอีกครั้งในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะทวิตเตอร์ หลังเจ้าตัวไลฟ์ขายของให้กับสินค้าแบรนด์หนึ่งร่วมกับ 'ยุ่น' ภูษณุ วงศาวณิชชากร พระเอกจากซีรีส์วาย 'ร้ายนักนะ… รักของมาเฟีย'

โดยระหว่างไลฟ์นั้น ลีน่าจังแสดงกิริยาและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายครั้ง เช่น การพูด การดึงศีรษะ โดยเฉพาะการดมวงแขน อ้างว่าเพื่อพิสูจน์กลิ่นผลิตภัณฑ์

พฤติกรรมดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากโซเชียลผ่านแฮชแท็ก #แบนลีน่าจัง และเรียกร้องให้ทั้งลีน่าจังและทีมงานออกมาแสดงความรับผิดชอบถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว Y.Entertainment ต้นสังกัดของ ยุ่น-ภูษณุ ได้ออกแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า ได้รับรู้ถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นและได้ตระหนักถึงความไม่เหมาะสมของเนื้อหา คำพูด และการกระทำที่ทำให้เกิดการคุกคามทางเพศต่อศิลปิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top