Wednesday, 1 July 2026
NEWS FEED

นิพนธ์ มั่นใจ กวาด ส.ส.ใต้ ไม่ต่ำกว่า 40 ที่นั่ง ชี้ ภาคใต้ชายแดน คะแนนดีขึ้นตามลำดับ พร้อม ฝากเขตสาม โกถึก สมยศ พลายด้วง หมายเลข 4 ไว้รับใช้พี่น้องประชาชน 

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เขต 3 ช่วยผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นายสมยศ พลายด้วง เบอร์ 4 พร้อมกับขอคะแนนเสียงสนับสนุนเลือกพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 26 โดยมีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ สลับกันขึ้นเวทีปราศรัย เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชน  ท่ามกลางพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลคอหงส์ ที่มาร่วมฟังการปราศรัยกว่า 5,000 คน ณ บริเวณคลอง ร.5, ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

นายนิพนธ์ได้กล่าวถึง ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ได้มาบรรยายที่หาดใหญ่เมื่อวันที่ผ่านมาว่า เป็นความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเป้าหมายให้ทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์มาพูดเกี่ยวกับเมกกะโปรเจ็คในภาคใต้ และพูดถึงโครงสร้างที่จะพัฒนาหาดใหญ่ โดยเฉะาะอย่างยิ่งท่านอาจารย์สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเมกกะโปรเจ็คได้มาพูดชัดเจนถึงเรื่องของรถไฟรางคู่ ที่จะต่อจากปาดังเบซาร์มาหาดใหญ่ เชื่อมกับมาเลเซีย นี่จะเป็นการเปิดศักราขการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับมาเลเซียใหม่ จะทำให้หาดใหญ่มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น การเดินทางสะดวกขึ้น ประการต่อมาก็คือความเร่งรัดในการผลักดันมอเตอร์เวย์ จากหาดใหญ่ไปสะเดา ไปด่านนอก นั่นคือสองโปรเจ็คใหญ่ ตามด้วยโมโนเรลที่ครั้งหนึ่งผมเคยศึกษาไว้สมัยเป็นนายก อบจ. สงขลา และบัดนี้ได้มีการศึกษาสิ่งแวดล้อม และออกแบบเสร็จหมดแล้ว

ฉะนั้นเหลือแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนที่จะทำโครงการนี้ให้เดินหน้าให้ได้ สิ่งสำคัญนั่นคือสิ่งที่ ท่านพิสิษฐ์ ลี้อาธรรมได้ประกาศว่า พร้อมที่จะผลักดันให้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคเอเซีย ซึ่งเราจะไปดูต้นแบบฮ่องกงก็ดี สิงคโปร์ก็ดีหรือลาบวนก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านพิสิษฐ์  ลี้อาธรรมบอกว่าหาดใหญ่มีความพร้อมทุกอย่างที่จะทำให้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ และของเอเซียให้ได้ ฉะนั้นประชาธิปัตย์จึงกล้าประกาศว่าถ้าเราเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เราจะผลักดันหาดใหญ่ให้เป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ ให้เป็นเมืองศูนย์กลางการเงิน เพราะหาดใหญ่มีพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมทางอากาศ และสงขลาเราจะปรับให้มีท่าเรือน้ำลึกให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ นี่คือศักยภาพของจังหวัดสงขลา จึงเป็นที่มาของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งทีมเศรษฐกิจมาพูดที่หาดใหญ่ และประกาศที่หาดใหญ่ว่า นี่คือสิ่งที่ประชาธิปัตย์จะทำ

นักท่องเที่ยว ทยอยร่วมไว้อาลัย หมีแพนด้า “หลินฮุ่ย” 

วันนี้!! พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมและเขียนการ์ดแสดงความไว้อาลัย ภายในส่วนจัดแสดงหมีแพนด้า
       
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 นายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เผยว่า บรรยากาศโดยทั่วไปภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ในวันนี้ ยังคงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมกันตามปกติ ส่วนบริเวณรูปปั้นหมีแพนด้า ด้านหน้าทางเข้าส่วนจัดแสดงหมีแพนด้า ทางสวนสัตว์เชียงใหม่ได้จัดเตรียมดอกไม้สดสีขาว ไว้ให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการร่วมแสดงความไว้อาลัย เพื่อวางตรงด้านหน้ารูปถ่ายขนาดใหญ่ของหมีแพนด้า “หลินฮุ่ย” ซึ่งมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจร่วมกิจกรรมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก ทยอยกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน 

‘กองทัพอากาศ’ พร้อมลุย!! อพยพคนไทย ในซูดาน พร้อมปฏิบัติทันที เมื่อได้รับคำสั่งจากรัฐบาล

กองทัพอากาศ พร้อมปฏิบัติภารกิจได้ทันที เมื่อได้รับสั่งการจากรัฐบาล บินไป ‘ซูดาน’ อพยพคนไทยหนีไฟสงคราม


(21 เม.ย.66) ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ต.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในสาธารณรัฐซูดาน จากการปะทะกันระหว่างกองทัพซูดานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ Rapid Support Forces (RSF) ในกรุงคาร์ทูม และพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ

พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว และได้สั่งการให้จัดผู้แทนกองทัพอากาศ เข้าร่วมประชุมกับกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยเกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการ และหาหนทางปฏิบัติกรณีอพยพคนไทยกลับประเทศ

เบื้องต้นกองทัพอากาศได้เตรียมเครื่องบินแบบ Airbus A340-500 ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกับที่เคยใช้ในการอพยพคนไทยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเครื่องบินแบบ C-130

รวมถึงเตรียมความพร้อมในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การพิจารณาความพร้อมของสนามบินปลายทาง การเตรียมขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าประเทศต่าง ๆ การเตรียมการลำเลียงทางอากาศสายแพทย์ การรักษาความปลอดภัย เป็นต้น โดยพร้อมปฏิบัติภารกิจได้ทันทีเมื่อได้รับสั่งการจากรัฐบาล ทั้งนี้ จะติดตามสถานการณ์และประสานกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด


ที่มา : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_7624333

ผบ.ตร. มอบรางวัลแก่อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ นำทีมสร้างชื่อให้หน่วยต่อเนื่อง

วันนี้ (21 เม.ย.66) เวลา 12.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบเกียรติบัตรโครงการ “ทำดี มีรางวัล” แก่อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หัวหน้าทีมไซเบอร์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ทำดี มีรางวัล” 
นั้นเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและประชาชนที่ประกอบคุณงามความดีมีจิตสาธารณะ จนเป็นที่ยอมรับของสังคม ตลอดจนข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นทุ่มเททำงานจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างชื่อเสียงให้แก่หน่วยงาน และกรณีนี้คือ พ.ต.ต.วงศ์ยศ เกิดศรี อาจารย์ (สบ 2) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้สร้างและผลักดัน “ทีมไซเบอร์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ” 
จนได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ 
- รางวัลชนะเลิศ (3 สมัยติดต่อกัน) ระดับเหล่าทัพ การแข่งขันทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโรงเรียนทหาร-ตำรวจ ประจำปี 2020-2022 (ถึงปัจจุบัน) 
- รางวัลชนะเลิศระดับเหล่าทัพ การแข่งขันแข่งทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กองทัพไทย ประจำปี 2021-2022 
- รางวัลชนะเลิศระดับชาติ การแข่งขันทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รายการ Thailand Cyber Top Talent 2022 (เป็นรายการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย) 
- รางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และรองชนะเลิศอันดับสองระดับชาติ การแข่งขันทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รายการ KPMG Cyber Security Challenge 2022 (กวาดทุกรางวัลจากการแข่งขัน) 
- รางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติ การแข่งขันทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รายการ OFPPT-CTF 2022 จากประเทศโมร็อกโก (Morocco) 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า พ.ต.ต.วงศ์ยศฯ เป็นผู้ที่มีความสามารถสูง ทำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างชื่อเสียงให้กับหน่วยงาน สมควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ตามโครงการ “ทำดีมีรางวัล” เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจและสังคมสืบไป 

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า “ตนขอชื่นชมในความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผลักดันและพัฒนาหน่วยงานจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กร ตนจึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” และเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจหรือประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน ประกอบคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชน หรือทางราชการ ประพฤติตนดี คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและช่วยเหลือประชาชนจนเป็นที่ยอมรับต่อสังคม”

ขอนแก่น-คนอีสานไม่เอา!บุหรี่ไฟฟ้า

รวมพลังภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 20 จังหวัดภาคอีสาน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า"ย้ำจุดยืน คนอีสานจะร่วมมือกันรณรงค์ป้องกันประชาชนภาคอีสานทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ


เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 21 เมษายน 2566 ที่ห้องออคิดบอลรูม โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น  นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดประกาศเจตนารมณ์คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า"ภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยมี นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ,นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น, ตัวแทนสื่อมวลชนศูนย์ข่าวปลอดควันภาคอีสาน, ตัวแทนเครือช่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่, ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปลอดบุหรี่, ตัวแทนเยาวชน Gen Z Gen Strong เลือกไม่สูบ และตัวแทนผู้รับผิดชอบงานด้านควบคุมยาสูบจังหวัดต่าง ๆ กว่า 200 คน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า" ในงานสัมมนาเรื่อง "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า" ซึ่งจัดขึ้นที่ โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น ย้ำจุดยืน คนอีสานจะร่วมมือกันรณรงค์ป้องกันประชาชนภาคอีสานทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ


นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์ "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า" ครั้งนี้ การระดมทุกภาคส่วนของภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 20 จังหวัดภาคอีสาน ให้มาร่วมกันรณรงค์ป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้ากับกลุ่มเด็กและเยาวชนถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยคำประกาศเจตนารมณ์ "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า" มีแนวทางดังนี้1. พวกเราจะร่วมมือกันรณรงค์ป้องกันประชาชนภาคอีสานทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ  2.พวกเราจะร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในโรงเรียน และสถานศึกษาทุกระดับ เพื่อป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดของเด็กและเยาวชนภาคอีสาน โดยการบังคับใช้กฎหมายการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด 
3.พวกเราจะร่วมกันสื่อสารข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนภาคอีสาน ได้รับรู้ถึงอันตรายของการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า และรู้เท่าทันกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ 4.พวกเราจะร่วมกันสร้างกลไกขับเคลื่อนงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมให้เกิดการเชื่อมประสานการทำงานในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่อง 5.พวกเราจะดำเนินการป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นวาระแห่งชาติ และประกาศเจตจำนงที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้รัฐบาลคงนโยบาย และมาตรการในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 ส่งคำอวยพรพี่น้องชาวไทยมุสลิม เนื่องในโอกาสวันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี​ ฮ.ศ.1444

พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวอวยพร​ชาวไทยมุสลิม เนื่องในโอกาสวันฮารีรายอ​อีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1444 “ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามทุกท่าน ที่ประสบความสำเร็จจากความเพียรพยายามปฏิบัติศาสนกิจถือศีลอดตลอดห้วงเดือนรอมฎอน ปีฮิจเราะห์ศักราช 1444 ที่ผ่านมา ขอให้ผลจากความอดทน และความพากเพียรของทุกท่าน จงได้รับการตอบรับ และได้รับความโปรดปรานจากองค์อัลลอฮฺ ขอให้ท่านได้รับการปลดปล่อยจากความทุกข์ทั้งปวง มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุยืนยาว เพื่อที่จะได้พบกับรอมฎอนในปีถัดไป ในโอกาสวันฮารีรายอ​อีฎิ้ลฟิตรินี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ท่านจะได้ร่วมเฉลิมฉลองและแสดงความยินดีและขออภัยต่อกันในสิ่งที่ได้ล่วงละเมิดจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่จะได้เดินทางออกไปพบปะเยี่ยมเยียนญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อส่งมอบความสุขซึ่งกันและกัน" 

"ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 4 และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้จัดเตรียมกำลังพลและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ท่าน ให้สามารถเดินทางสัญจร ด้วยความคล่องตัว และปลอดภัย ปรับลดมาตรการความเข้มงวดของจุดตรวจ ด่านตรวจ ให้เป็นจุดอำนวยความสะดวก เพื่อที่ท่านจะได้ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งในโอกาสเทศกาลวันฮารีรายอ​อีฎิ้ลฟิตริในปีนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ทั้งหญิงและชาย ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นความสวยงามของสังคมพหุวัฒนธรรมร่วมกันจัดกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรักในสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันจะส่งผลให้สังคมของเรามีความน่าอยู่เกิดความกลมเกลียว ความสามัคคี และมีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป" 

 "ขอวิงวอนต่อองค์อัลลอฮฺ ได้โปรดประทานพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่าน ประสบแต่มีความสุข ความเจริญ สมความปรารถนา มีความอิ่มเอมใจ คลาดแคล้ว จากอุบัติภัยทั้งปวง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขอให้ปราศจากเหตุการณ์ความรุนแรงในเร็ววัน เพื่อความสันติสุขของพี่น้องประชาชน อย่างยั่งยืน ตลอดไป สลามัตฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี…"🎉🎉

#สลามัตฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี
#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า
ข่าว.แวดาโอ๊ะ​ หะไร​  จ.นราธิวาส

เปิด 6 สิ่งที่ห้ามลืม!! ทิ้งไว้บนรถ เมื่อจอดกลางแดด หากปล่อยไว้ อาจเกิดอันตรายต่อรถ-ผู้ขับขี่

‘จอดรถกลางแดด’ ระวังให้ดี กรมการขนส่งทางบก เปิดข้อควรรู้ สิ่งของ 6 ประเภทดังต่อไปนี้ ห้ามลืม ห้ามทิ้ง ไว้ในรถกลางแดดเป็นเวลานาน ๆ เพื่อความปลอดภัย

(21 เม.ย.66) โดยทางด้านเพจเฟซบุ๊ก กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News ได้ระบุข้อมูลว่า ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แดดแรงเกือบตลอดทั้งปี คงหลีกเลี่ยงไม่ได้หากมีเหตุจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ จนภายในตัวรถร้อนระอุ เพื่อความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้รถเกิดความเสียหาย เพราะวัสดุบางชนิดไวต่อความร้อน

ดังนั้น สิ่งของไม่ควรลืมไว้ในรถเมื่อจอดกลางแดด มีดังนี้

1. แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank)
ความร้อนอาจทำให้แบตเตอรี่สำรองเสื่อมประสิทธิภาพได้ มีอายุการใช้งานสั้นลง เช่น ชาร์จเข้าโทรศัพท์ได้ช้าลง หรือชาร์จได้จำนวนรอบไม่เท่าเดิม

2. โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค หรืออุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ทุกชนิด
ความร้อนอาจทำให้วงจรภายในได้รับความเสียหาย เสี่ยงต่อการช็อตและระเบิดได้

3. สเปรย์แอลกอฮอล์ สเปรย์กระป๋อง
ความร้อนทำให้แก๊สในกระป๋องขยายตัว มีแรงดันสูงขึ้นจนเกิดการระเบิดได้

4. ไฟแช็ก
เป็นสารเคมีอันตราย ที่ไม่ควรโดนความร้อน

5. แผ่นยางกันลื่นหน้ารถ
หากโดนแดดเผาจนละลาย จะกลายเป็นคราบเหนียวติดคอนโซลหน้ารถ

6. ยา
แสงแดด ทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพ คุณสมบัติในการรักษาลดลงหรือเสียไป และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้

https://www.topnews.co.th/news/671862?izo=&utm_source=izooto&utm_medium=push_notifications&utm_campaign=%22%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%94%22%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%206%20%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%20%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนโรงปูนฝั่งเหนือ เขตห้วยขวาง มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภครวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท

วันนี้ (21 เมษายน 2566 ) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล  รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ และนางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนโรงปูนฝั่งเหนือ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ จำนวน 34 ครอบครัว 119 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,000 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 34 ชุด รายบุคคล 13 ชุด ในการนี้ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสดคนละ 400 บาท จำนวน 119 คน และมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี  ได้มอบข้าวสารให้คนละ 10 กิโลกรัม จำนวน 119 คน  คิดเป็นมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 526,950 บาท 

โดยมี นายอุกฤษฏ์ องตระกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง ร่วมในพิธี  ณ  บริเวณชุมชนโรงปูนฝั่งเหนือ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

#ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต 
“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘สื่อสิงคโปร์’ ตีข่าว!! ไรเดอร์ประสบอุบัติเหตุ หวั่นรายได้หาย เหตุส่งของไม่ทัน ตำรวจรับไม้ต่อส่งอาหารถึงมือลูกค้า

(21 เม.ย.66) เว็บไซต์ นสพ.The Straits Times ของสิงคโปร์ เสนอข่าว Thai policeman delivers Grab order on behalf of rider who faints and crashes his bike ระบุว่า ที่ประเทศไทย ชายวัย 45 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน หรือไรเดอร์ ประสบอุบัติเหตุบนถนนได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ลูกสาวที่ซ้อน จยย. มาด้วยกันไม่ได้รับอันตราย อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยนำอาหารนั้นไปส่งให้ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อย เหตุเกิดในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2566 ที่ผ่านมา 


รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นในไทย ไม่ได้ระบุชื่อ-นามสกุล ของ 2 พ่อลูกดังกล่าว แต่คาดว่า สาเหตุของอุบัติเหตุน่าจะเกิดจากผู้เป็นพ่อเป็นลมเนื่องจากอดนอนและอากาศที่ร้อนอบอ้าว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาช่วยส่งอาหารให้ถึงมือลูกค้า ทราบชื่อคือ Kritsanachai Sicharoen โดยบอกลูกสาวของผู้บาดเจ็บให้พาพ่อไปโรงพยาบาล ส่วนตนเองจะนำอาหารไปส่งให้ เพื่อไม่ให้ทั้งคู่ต้องกังวลเรื่องรายได้ และเมื่อส่งเรียบร้อยแล้ว ยังนำกระเป๋าใส่อาหารของไรเดอร์ไปฝากคืนให้ผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลด้วย

เรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านผู้ใช้เฟซบุ๊ก Tanya Tanyasiri ขณะที่ในเวลาต่อมา วันที่ 20 เม.ย. 2566 เพจเฟซบุ๊กของ สน.ชนะสงคราม ยังระบุว่า ส.ต.อ.กฤษณชัย ศรีเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไปช่วยไรเดอร์ที่ประสบอุบัติเหตุ ส่งอาหารจนถึงมือลูกค้า ได้รับมอบรางวัลในโครงการ "ทำดี ทำได้ ทำทันที" อีกด้วย โดยมีประชาชนแสดงความคิดเห็นชื่นชมความมีน้ำใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจผุ้นี้ และอยากให้ประเทศไทยมีตำรวจแบบนี้มากๆ


ที่มา : https://www.naewna.com/likesara/725886

โฆษก ทร. แจง กรณีรีสอร์ทหรู บนเขาช่องแสมสาร ไม่ยอมรื้อถอน ภายหลังครบกำหนด 30 วัน

พลเรือเอก ปกครอง  มนธาตุผลิน  โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชน ได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารกรณี รีสอร์ทหรู  Star Oversea บนยอดเขาในพื้นที่ช่องแสมสาร อ.สัตหีบ.จ.ขลบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการยื่นเรื่องขอใช้ที่ดินในบริเวณดังกล่าว เพื่อก่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยและใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร แต่ ได้ทำผิดสัญญาโดยนำมาทำเป็นรีสอร์ทหรู ซึ่งกองทัพเรือโดยฐานทัพเรือสัตหีบ ได้ดำเนินการแจ้งความและลงบันทึกประจำวัน ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสัตหีบพร้อมทั้งประสานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าของกิจการ ให้หยุดการประกอบธุรกิจซึ่งปัจจุบัน ทางรีสอร์ทได้ หยุดการดำเนินกิจการ พร้อมทั้งปิดการให้บริการอย่างถาวร พร้อมทั้งสั่งให้มีการรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน แต่จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันซึ่งเลยกำหนดระยะเวลา 30 วันแล้ว ทางรีสอร์ท ยังไม่ได้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแต่อย่างใด  
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ที่ผ่านมากองทัพเรือ โดยฐานทัพเรือสัตหีบได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษและแจ้งความดำเนินคดีกับทางรีสอร์ทพร้อมทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร ซึ่งเป็นหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเร่งให้มีการรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน  ซึ่งมีกำหนดครบ 30 วันไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา  ทั้งนี้จากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2566 พบว่าทางรีสอร์ท ยังคงเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามและยังคงเข้ายึดถือครอบครองที่ดินทับซ้อนกับที่ราชพัสดุ

ดังนั้น ฐานทัพเรือสัตหีบ จึงได้มีหนังสือไปยังสำนักงานพระธรรมนูญทหารเรือเพื่อให้ดำเนินการฟ้องขับไล่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรอำเภอสัตหีบจะเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องกับทางเจ้าของกิจการต่อไป


นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0908535645 
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top