Thursday, 30 July 2026
TODAY SPECIAL

27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

27 กรกฎาคม 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชันษา 85 ปี

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ทรงพระประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่งเทพพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลของเหล่าพสกนิกร แต่ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะประชวร ท่านทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลาประมาณบ่ายโมง พระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทราบข่าว มีพระราชดำรัสว่า "ก็ดีเหมือนกัน" จากนั้นเมื่อเจ้าพระยารามราฆพได้นำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตร ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้ 

เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา เริ่มทรงพระอักษร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2473 โดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีและโรงเรียนราชินีบน พร้อมด้วยครูพิศ ภูมิรัตน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีเป็นผู้ถวายพระอักษร ณ พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต 

จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) แล้วจึงทรงศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ อาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ ตำหนักสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเจริญพระชนมายุขึ้น มีพระอนามัยไม่สมบูรณ์นัก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้นำสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ไปประทับรักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จไปประทับอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ทั้งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา และพระชนนี ได้ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ คือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และประสบความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ และได้เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮาร์ต แคว้นเวลส์

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให้เข้าเฝ้า และจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่าง ๆ ของชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร เป็นประจำ

นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ ทางสภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2502 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองทั้งใกล้ไกล พร้อมพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้อยู่เสมอ ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระวัยขึ้นกระทั่งทรงสามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ ประกอบกับพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น จึงได้เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง เมื่อพระองค์มีพระชันษาสูงขึ้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เข้าเฝ้าและได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เนือง ๆ

จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา มีพระชันษาที่มากขึ้น ทำให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ประชวรด้วยอาการตามพระชันษา คณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชจึงได้เฝ้าระวังพระอาการอย่างใกล้ชิด ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเริ่มมีพระอาการเส้นพระโลหิตอุดตัน ทำให้ทรงขยับพระวรกายด้านซ้ายยากขึ้น คณะแพทย์จึงได้ถวายพระโอสถ และมีนางพยาบาลถวายการดูแล อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระองค์จะทรงรับสั่งได้น้อยลง แต่ก็ทรงเข้าพระทัยทุกอย่างเป็นอย่างดีด้วยการพยักพระพักตร์ 

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเข้าประทับรักษาตัวในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยมีคณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่อาการพระประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 33 นาที ของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สิริรวมพระชันษา 85 ปี

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดเวทีระดมความคิด ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนวางโรดแมปแผนปฏิบัติการระยะยาว ปี 2567 – 2571 ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

26 กรกฎาคม 2566 - โรงแรม เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ 

นายภุชพงศ์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม รับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะยาว (พ.ศ. 2567 - 2571) และแผนปฏิบัติการประจำปี พ.ศ. 2567 ภายใต้โครงการกำกับ ติดตาม บริหารจัดการแผนงานและตัวชี้วัดของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีคณะปรึกษาจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการประชุม

นายภุชพงศ์ กล่าวว่า กิจกรรมการประชุมรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะยาว (พ.ศ. 2567 - 2571) และแผนปฏิบัติการประจำปี พ.ศ. 2567 ในครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญในการระดมความคิดเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนให้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีแนวทางการปฏิบัติงานที่สามารถบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การวางระบบและ กลไกในการกำกับติดตามการดำเนินการตามตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในปีถัดไป

“นับเป็นโอกาสดีที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายและสนับสนุนการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดแผนปฏิบัติการระยะยาวของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่นำประโยชน์มาสู่ประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายภุชพงศ์ กล่าว

นางสุรีพร พรโสภณวิชญ์ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดการประชุมในครั้งนี้ ว่า เนื่องจากระเบียบคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561 ข้อ 14 ระบุให้ สำนักงานจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปีโดยสอดคล้องกับนโยบายและแผน   ระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนพิจารณาอนุมัติอย่างน้อย 60 วันและส่งให้กระทรวงการคลังอย่างน้อย 30 วันก่อนเริ่มปีบัญชี เพื่อพิจารณาอนุมัติก่อนการใช้จ่ายเงิน พร้อมทั้งตัวชี้วัดการดำเนินงานทุนหมุนเวียนกำหนดให้มีการประเมินการปรับปรุงแผนปฏิบัติการระยะยาว และแผนปฏิบัติการประจำปี โดยรวมถึงแผนปฏิบัติการดิจิทัล และแผนบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมานั้น ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ จัดทำแผนปฏิบัติการระยะยาว (พ.ศ. 2567 -2571) และแผนปฏิบัติการประจำปีพ.ศ. 2567 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกองทุนในการปรับแผนดังกล่าวให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ และแนวโน้มการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับการประชุมในครั้งนี้     มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อแผนปฏิบัติการระยะยาว (พ.ศ. 2567 - 2571) และแผนปฏิบัติการประจำปี พ.ศ. 2567 โดยมีผู้แทนของหน่วยงานจากกองทุนต่าง ๆ ผู้ขอรับทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาเข้าร่วมการประชุม เพื่อนำข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้นำไปใช้ประกอบการทำแผนปฏิบัติการต่อไป

25 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 ‘คองคอร์ด’ ของสายการบินแอร์ฟรานซ์ ไฟลุกไหม้ตกใส่โรงแรมคร่า 113 ชีวิต

วันนี้ในอดีต 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 ‘คองคอร์ด’ เครื่องบินเร็วเหนือเสียง เกิดอุบัติเหตุขณะกำลังบินขึ้น ไฟลุกไหม้เครื่องยนต์ และโหม่งโลก ทำให้ผู้เสียชีวิตถึง 113 คน

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2543  เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินคองคอร์ด ของสายการบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบิน 4590  ซึ่งกำลังเดินทางจากปารีสไปนิวยอร์ก ขณะเครื่องบินกำลังบินขึ้นเกิดไฟลุกไหม้และตกลงสู่พื้นดิน

เจ้าหน้าที่หอบังคับการบิน ได้แจ้งนักบินว่า เห็นเพลิงไหม้ที่ด้านท้ายเครื่อง นักบินได้ตรวจสอบแล้วแจ้งว่า เกิดปัญหากับเครื่องยนต์หมายเลข 1 อีก 4 วินาทีต่อมานักบินได้แจ้งว่าเกิดปัญหากับเครื่องยนต์หมายเลข 2 ด้วย จากนั้น สัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้นในห้องนักบิน นักบินพยายามนำเครื่องไปร่อนลงที่สนามบินใกล้เคียงแต่เครื่องบินสูญเสียความเร็ว ดิ่งหัวลงสู่พื้นจนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิต 113 คน เป็นผู้โดยสาร 100 คน ลูกเรือ 9 คน และผู้ที่อยู่ในโรงแรมที่ 'คองคอร์ด' ตกใส่อีก 4 คน

จากผลการสอบสวนสรุปว่า สาเหตุการตก เกิดจากมีชิ้นส่วนโลหะที่หลุดออกมาจากเครื่องบินดีซี-10 ของคอนติเนนตัลแอร์ไลน์ ซึ่งบินขึ้นก่อนหน้านั้น 4 นาที กระแทกกับยางล้อด้านซ้ายของ 'คองคอร์ด' ขณะกำลังเร่งเครื่องเพื่อเทคออฟ ยางล้อเกิดระเบิดและมีชิ้นส่วนของยางกระเด็นไปกระแทกถังน้ำมันและสายไฟ และเกิดไฟลุกไหม้ขึ้น

หน่วยงานความปลอดภัยทางการบินได้สั่งระงับ ‘คองคอร์ด’ ทุกเที่ยวบินเพื่อสอบสวนหาสาเหตุและแก้ไข

จากนั้น ‘คองคอร์ด’ เที่ยวบินแรกหลังเกิดอุบัติเหตุ ได้ทำการบินทดสอบอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2544 และทำการบินพร้อมผู้โดยสารเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 วันเดียวกับการเกิดวินาศกรรม 9 /11 (ไนน์วันวัน)

อย่างไรก็ตาม จากความตกต่ำของอุตสาหกรรมการบินหลังเหตุการณ์9/11(ไนน์วันวัน)ทำให้แอร์ฟรานซ์และบริติชแอร์เวย์ ตัดสินใจประกาศยกเลิกการใช้งานเครื่องบิน 'คองคอร์ด' ทั้งหมด ในปี 2546 เนื่องจากมีผู้ใช้บริการน้อยและมีต้นทุนสูง

สำหรับ เครื่องบิน ‘คองคอร์ด’ ( Concorde) เป็นเครื่องบินขนส่งชนิดมีความเร็วเหนือเสียง มีความเร็วปกติ 2,158 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเพดานบินสูงสุด 60,000 ฟุต (18.288กิโลเมตร) โดยใช้เวลาศึกษาวิจัยเป็นเวลา 7 ปี ก่อนจะนำเครื่องต้นแบบเริ่มบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2512

เครื่องบิน ‘คองคอร์ด’ มีทั้งสิ้น 20 ลำ เป็นเครื่องที่ใช้ในการพัฒนา 6 ลำ ใช้งานเชิงพาณิชย์ 14 ลำ และตก 1 ลำ

24 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 ‘อาภัสรา หงสกุล’ คว้ามงกุฎนางงามจักรวาล นับเป็นหญิงไทยคนแรก และคนที่ 2 ของเอเชีย

วันนี้ เมื่อ 58 ปีก่อน ‘อาภัสรา หงสกุล’ หญิงไทยคนแรกที่ได้ครองมงกุฎนางงามจักรวาล ในการประกวดที่รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นนางงามจักรวาลคนที่ 14 ของโลก และคนที่ 2 ของเอเชีย

อาภัสรา หงสกุล นางสาวไทย ได้รับเลือกเป็น 'นางงามจักรวาล' หรือ 'Miss Universe' ในเวทีประกวดที่ชายหาดไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) นับเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย และเป็นคนที่ 2 จากเอเชีย (หลังจาก อากิโกะ โคจิมะ นางงามจากประเทศญี่ปุ่นในปีพ.ศ. 2502)

ในขณะนั้น อาภัสรา มีส่วนสูง 164 ซม. (5 ฟุต 7 นิ้ว) สัดส่วน 35-23-35 ซม. สามารถชนะใจกรรมการและคว้ามงกุฎมาครองได้สำเร็จ โดยในปีนั้นรองนางงามจักรวาลอันดับที่ 1 คือนางงามจากประเทศฟินแลนด์ รองฯ อันดับที่ 2 จากสหรัฐอเมริกาเจ้าบ้าน รองฯ อันดับที่ 3 จากประเทศสวีเดน และรองฯ อันดับที่ 4 จากประเทศฮอลแลนด์

อนึ่ง อาภัสรา นับเป็นตัวแทนคนที่ 3 ของประเทศไทย ต่อจาก อมรา อัศวนนท์ รองนางสาวไทย 2496 ซึ่งเป็นตัวแทนคนแรกเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล 1956 ตามด้วย สดใส วานิชวัฒนา ในการประกวดนางงามจักรวาล 1959

23 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง ‘วรรณคดีสโมสร’

วันนี้ เมื่อ 109 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง ‘วรรณคดีสโมสร’ ขึ้นเพื่อสนับสนุนวิชาแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้อง

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง ‘วรรณคดีสโมสร’ ขึ้นเพื่อสนับสนุนวิชาแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย สนับสนุนให้แต่งเรื่องที่อ่านแล้วได้สาระประโยชน์ 

ด้วยปรากฏว่าเวลานั้นผู้แต่งหนังสือไม่ค่อยเอาใจใส่ภาษา การเรียบเรียงภาษาหรือการแปลมักเลียนตามแบบภาษาต่างประเทศ อันเป็นการทำลายภาษาไทยให้เสียไป นอกจากนี้ยังส่งเสริมการประพันธ์โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการไว้ตรวจคัดเลือกหนังสือที่แต่งดีเพื่อรับพระราชทานรางวัล นับเป็นรางวัลวรรณกรรมที่รัฐได้สร่งเสริมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก 

ในการจัดตั้งวรรณคดีสโมสรนี้ ได้โปรดให้สร้างพระราชลัญจกรขึ้นใหม่ เป็นรูปพระคเณศร์ เพื่อเป็นเครื่องหมายของวรรณคดีสโมสรอีกด้วย

22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

วันนี้เมื่อกว่า 105 ปีมาแล้ว เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 โดยเป็นความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผู้นำ กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งมีเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น ประเทศสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ดำเนินนโยบายรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

กระทั่งในปี พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าฝ่ายมหาอำนาจกลางได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปราศจากมนุษยธรรม ส่งผลให้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมทั้งส่งกองทหารอาสาไปร่วมรบณ สมรภูมิทวีปยุโรป

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 โดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างถาวรวัตถุ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว 

เป็นที่มาของการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวงเวียน ที่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น โดยทำการสร้างบริเวณถนน 3 สาย (ปัจจุบันคือ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนมิตรพันธ์ และถนนสันติภาพ) ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย ต่อมาได้พระราชทานนามวงเวียนว่า ’22 กรกฎาคม’

ปัจจุบัน วงเวียน 22 กรกฎาคม กลายเป็นแหล่งการค้าของกรุงเทพมหานครชั้นใน ทั้งนี้ที่บริเวณวงเวียน ยังปรากฎป้ายหินที่จารึกเป็นภาษาไทยและภาษาจีน มีใจความว่า...

อนุสรณ์แห่งนี้เป็นวงเวียนแห่งแรกของประเทศไทย สร้างเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ก่อนจะได้รับชัยชนะในเวลาต่อมา

‘ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก’ อวดลุคร่วมงานที่ปักกิ่ง รัศมีความสวยเปล่งประกาย ดึงสายตาคนทั้งงาน

อีกหนึ่งนางเอกซุปตาร์แถวหน้าเมืองไทยอย่าง ‘ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์’ ที่มีผลงานมากมายหลากหลายด้าน มีแฟนคลับหลงรักและติดตามจำนวนมาก ด้วยความสวยมาพร้อมความเก่งทำให้เธอนั้น ได้ร่วมงาน ‘BOTTEGA VENETA WINTER 23 BEIJING SHOW’ ที่กรุงปักกิ่ง 

ล่าสุดวันที่ 21 ก.ค. 66 สาวใบเฟิร์นได้โพสต์ภาพตัวเองในวันได้ร่วมงาน แต่งชุดเดรสสีดำ แต่งหน้าทำผมจัดเต็ม สวยเป๊ะจนคนบันเทิงในหลาย ๆ ประเทศยังอึ้งในความสวย แฟนคลับทั้งในและต่างประเทศ ก็ต่างกดไลก์และคอมเมนต์ชมสนั่นไอจีเลยทีเดียว

‘เหลียงเฉาเหว่ย’ ปรากฏตัวในเพลงใหม่ของ ‘New Jeans’ พร้อมปฏิเสธรับค่าตัว เพราะอยากมอบให้เป็นของขวัญ

ในมิวสิควิดีโอ Cool With You ของ New Jeans ได้ปล่อยออกมา 2 เวอร์ชัน เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเพลงนี้นับเป็น 1 ใน 3 เพลงที่อยู่ใน Get Up มินิอัลบั้มครั้งที่ 2 ของสาวๆ

ซึ่งมิวสิควิดีโอตัวนี้ได้นักแสดงสาว จองโฮยอน จากภาพยนตร์ Squid Game มารับบทเป็น เอรอส ที่เลือกความรักแทนที่จะเป็นเทพ

ส่วน เหลียงเฉาเหว่ย แม้จะปรากฏตัวแค่เพียงไม่นาน แต่สีหน้าและสายตาก็ทรงพลัง สมกับการเป็นนักแสดงแถวหน้าระดับตำนาน

มิวสิควิดีโอตัวนี้กำกับโดย ชินอูซอก และ มินฮีจิน ซีอีโอ จาก ADOR โดยได้เผยถึงสาเหตุที่เลือก เหลียงเฉาเหว่ยมาร่วมแสดงโดยระบุว่า

“แม้ว่าการปรากฏตัวของคาแรคเตอร์นี้จะมาแค่สั้น ๆ แต่เราก็อยากได้นักแสดงที่มีเสน่ห์และทรงพลัง หลังจากที่คิดอยู่นาน เราก็นึกถึง เหลียงเฉาเหว่ย”

งานนี้ยังได้เผยถึงความเป็นมืออาชีพของนักแสดงดัง ที่แม้จะปรากฏตัวแค่สั้นๆ แต่ก็เตรียมตัวมาอย่างดี พร้อมกับเสนอไอเดียเกี่ยวกับคาแรคเตอร์ของเขาด้วย

“แม้ว่าบทของเขาจะสั้นมาก แต่เขาก็ทำการบ้าน ศึกษาบทล่วงหน้า เตรียมตัวมาอย่างดี และหลงใหลไปกับหน้าที่ที่ได้รับ แถมยังแนะนำทรงผมให้เป็นผมสีขาวในมิวสิควีดีโอด้วย ในกองถ่ายเขาได้รักษาชื่อเสียงในฐานะนักแสดงระดับตำนานและได้รับคำชมอย่างมากมายจากทางทีมงาน”

ตามรายงานระบุว่า มินฮีจิน ที่รับหน้าที่ผลิตมิวสิควีดีโอ ต้องการจะแคสติง เหลียงเฉาเหว่ย จึงได้ส่งสคริปต์ไปยังทีมงานของเขา หลังจากที่เขาเห็นสคริปต์และได้อ่านเรื่องราวของมิวสิควิดีโอแล้ว ก็ยินดีที่จะนับงานแม้ว่าจะเป็นบทที่สั้นมากๆ แต่เขาก็ยินดีที่จะทำโดยไม่ขอรับค่าตัว

ซึ่งนักแสดงระดับตำนานได้เผยถึงสาเหตุที่ไม่รับค่าตอบแทนว่า “ผมได้มาเจอคนเก่งๆ และอยากจะให้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ กับคนเกาหลีด้วยครับ”

งานนี้ทำเอาชาวเน็ตเกาหลีต่างอึ้งและประทับใจไปตาม ๆ กัน โดยเข้าไปชื่นชมเขาว่า “โคตรเจ๋ง”, “เขาเจ๋งสุดๆเลย”, “ตอนดูมิวสิควีดีโอคือเซอร์ไพรส์มาก”, “ฉันนั่งดู แล้วต้องเอามือปิดปากเพราะช็อกมาก”, “เหลือเชื่อ”, “มันบ้ามาก แถมไม่รับค่าตัวอีก”

21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ‘นีล อาร์มสตรอง’ มนุษย์คนแรก เหยียบลงบนพื้นผิวดวงจันทร์

วันนี้ เมื่อ 54 ปีก่อน นีล อาร์มสตรอง เหยียบลงบนพื้นผิวดวงจันทร์เป็นคนแรกของโลก พร้อมคำกล่าวขณะที่ก้าวลงบนดวงจันทร์ว่า "นี่เป็นก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ"

เรือโท นีล ออลเดน อาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong) 5 สิงหาคม พ.ศ. 2473 — 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกัน และเป็นมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์คนแรกของโลก

นีล อาร์มสตรอง เกิดที่เมืองวาปาโคเนตา รัฐโอไฮโอ ชื่นชอบเรื่องการขับเครื่องบินมาตั้งแต่ยังเด็กๆ เรียนการขับเครื่องบินครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 15 ปีแล้วได้รับใบอนุญาตนักบินเมื่อตอนอายุ 16 ปี และเป็นนักบินทดสอบให้กับองค์การนาซามาก่อน เขาได้รับคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศเมื่อปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) และปฏิบัติภารกิจหลายภารกิจในโครงการเจมินีและโครงการอะพอลโล และยังเคยเป็นนักบินในกองทัพสหรัฐ ปฏิบัติภารกิจ 78 ครั้งในสงครามเกาหลี

พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) เขาเป็นผู้บัญชาการของโครงการอะพอลโล 11 ซึ่งมีเป้าหมายนำยานไปจอดบนดวงจันทร์โดยสมาชิกในทีมคือ เอ็ดวิน อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์

เขากล่าวประโยคนี้เมื่อเหยียบลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์

That’s one small step for man, one giant leap for mankind. นี่เป็นก้าวเล็ก ๆ ของชายคนนึง แต่เป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555 อาร์มสตรองได้เสียชีวิตในซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ ขณะอายุได้ 82 ปี เนื่องด้วยภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐได้กล่าวยกย่องอาร์มสตรองว่าเป็น 'บุรุษชาว'

อนึ่ง นีล อาร์มสตรอง เคยเดินทางมาเยือนประเทศไทย และ หนึ่งในสถานที่มาเยือนนั้นคือที่ โรงเรียนสิรินธร จังหวัดสุรินทร์ ในต้นฤดูฝน พ.ศ. 2512 มีนักเรียนชื่อ อรนุช ภาชื่น และ พรเพ็ญ เพียรชอบ และเพื่อนรวม 6 คน ได้เขียนจดหมายเป็นภาษาอังกฤษส่งไปยังนีล อาร์มสตรอง ซึ่งแปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เราต้องการรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอะพอลโล 11 และคิดว่านักบินอวกาศจะเป็นผู้สามารถเล่าให้เราฟังได้มากที่สุดและดีที่สุด” ในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จหลังการประสานงาน เมื่อสำนักงานข่าวสารอเมริกัน บรรจุโรงเรียนสิรินธร จังหวัดสุรินทร์ ไว้ในรายการเยือนประเทศไทยอีกจุดหนึ่งด้วย โดยในเดือนกรกฎาคม ปี 2512 นีล อาร์มสตรอง กลับจากดวงจันทร์ไม่นาน ก็ได้มายืนถ่ายรูปกับครูและนักเรียน ณ โรงเรียนประจำจังหวัดในภาคอีสาน นามว่า “ร.ร.สิรินธร จ.สุรินทร์”

ในการเดินทางมายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น ตริตราภรณ์ช้างเผือก ให้แก่เขาด้วย

‘ตั๊กแตน ชลดา’ อวดลุคใหม่ สนามบินแทบร้อนฉ่า สวยเกือบจำไม่ได้!! แฟนคลับแห่อวยกันยกใหญ่

(20 ก.ค. 66) ที่ผ่านมาพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของ ‘ตั๊กแตน ชลดา’ (พบพร ภาคินทร์) กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยล่าสุดตั๊กแตนได้มากับลุคสนามบินที่นอกจากจะผอมแล้ว ยังมากับชุดที่หลายคนคาดไม่ถึงด้วย 

โดยตั๊กแตนได้โพสต์รูปจากสนามบิน พร้อมแคปชันว่า “ทำงานกันต่อไป…” ซึ่งคราวนี้แฟน ๆ ได้เห็นภาพหุ่นปัจจุบันของตั๊กแตน ที่ผอมลงจากวันวานอย่างชัดเจน 

ซึ่งโพสต์ของตั๊กแตนก็มีแฟน ๆ เข้ามาพูดถึงลุคสวยกันอย่างพร้อมเพรียง และหลาย ๆ คนได้ส่งความรู้สึกผ่านอิโมจิหัวใจสีต่าง ๆ ในโพสต์ของตั๊กแตนกันด้วย 

สำหรับปี 2565 ที่ผ่านมา ตัวของ ‘ตั๊กแตน ชลดา’ มีผลงานเพลงออกมาถึง 16 ซิงเกิลในลิขสิทธิ์ตัวเอง ซึ่งพอเปิดปีใหม่ไม่กี่วันเธอก็ปล่อยเพลงดรามา ‘กอด’ ที่เพิ่งทะลุล้านวิวออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟังด้วย รวมถึงเป็นที่พูดถึงจากการแสดงในละคร โปงลางฮักซอนออน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top