Saturday, 18 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

มีกันยัง? แอปแปลภาษาเหมียว

เมี้ยว!! มีของเล่นมาให้บรรดาทาสแมวได้สนุกกันอีกแล้ว เมื่อล่าสุด มีการเปิดตัวแอปชื่อ ‘MeowTalk’ เป็นแอปที่เอาไว้แปลเสียงร้องของเจ้าเหมียวของเราว่า มันกำลังหมายความว่าอย่างไร

แอปฯ ตัวนี้มีระบบประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งเบื้องต้นระบบได้ทำการประเมินค่าเสียงของเจ้าเหมียวเพื่อแปลออกมาเป็นความหมายอยู่ที่ 13 ความหมาย เช่น ให้อาหารฉัน, ฉันโกรธ หรือออกไปให้พ้น แต่เจ้าของแมวสามารถบันทึกเสียงร้องของเจ้าเหมียวได้เพิ่มเติม เพื่อให้ AI ได้ทำการบันทึกและเรียนรู้เสียงแมวของคุณ จนรู้ได้ว่าเสียงร้องในแบบเฉพาะของมันนั้น หมายความว่าอย่างไร

เคยมีการวิจัยกันว่า แมวมีวิธีสื่อความหมายที่เฉพาะตัว และที่สำคัญ พวกมันมีวิธีสื่อสารกับทาส เอ้ย! มนุษย์ได้จริง ๆ เพียงแต่เราต้องแยกแยะเสียงและพฤติกรรมขอบมันสักหน่อย

แต่เบื้องต้น แอปฯ ดังกล่าวนี้ยังอยู่ในช่วงพัฒนา จึงมีฟีดแบ็คจากผู้ที่โหลดไปใช้ต่างๆ นานากันไป บางคนบอกว่า ดูเหมือนแมวฉันกำลังโวยวาย แต่เจ้าแอปฯ กลับประเมินด้วยคำว่า I’m in love ซะอย่างนั้น แต่ก็มีประเภทที่บอกว่า ถ้าเราไม่ซีเรียสจนเกินไป แอปฯ นี้ก็มาช่วยสร้างสีสันให้กับคนและแมวได้เป็นอย่างดี

เรียกว่าเป็นแอปฯ สันทนาการระหว่างคนกับแมวก็แล้วกัน สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ แอนดรอยด์ แต่โหลดมาแล้วก็อย่าลืมไปเทอาหารให้มันด้วยล่ะ ไม่งั้นพี่เขาอาจจะเดินมาเตะชามอาหารเอาได้ ให้มันรู้ซะมั่งนะเจ้าทาส!! เมี้ยว!!

.

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/technology-54991693?fbclid=IwAR2xQVR-ccycVN6pFV8uYhAmyLW_dmoowY1Ku4xWVxmfBUTBN_-KNKWheAs

Who is อบจ.

ก่อนจะเลือกตั้ง อบจ. 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นี้มาทำดูกันก่อนดีกว่าว่าเขาเหล่านี้มีที่มายังไงแล้วมาทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชนกันบ้าง

.

สาวก ‘MG HS’ เฮ i-SMART เวอร์ชั่นใหม่ ใช้ Apple Carplay ได้แล้ว

ทุกวันนี้การแข่งขันของตลาดรถยนต์จะมาโชว์แค่ดีไซน์สวย ๆ หรือสมรรถนะเครื่องยนต์แรง ๆ ไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องมีเทคโนโลยีระบบสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เสริมเข้ามา ทำให้ฟังก์ชั่นการใช้งานของรถเป็นรถที่เหมาะกับยุคสมัยใหม่มากขึ้น 

MG เป็นอีกค่ายที่ดูจะตีโจทย์เรื่องนี้ได้ดี หลังจากได้พัฒนาระบบอัจฉริยะเชื่อมต่อ ที่เรียกว่า 'i-SMART' เข้ามาในค่ายรถของตน ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ของ MG มีดียังไง?

คร่าว ๆ ที่พอจะนึกออก คือ...

1.) SMART COMMAND สามารถสั่งการควบคุมการทำงานในรถยนต์เอ็มจีด้วยเสียงภาษาไทย โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย เพียงแค่พูด “ฮัลโหล เอ็มจี” (Hello MG) เช่น โทรเข้าออก เปิดปิดเพลง ปรับแอร์ เปิดปิดซันรูฟ เป็นต้น

2.) SMART CONNECT เน้นเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เข้ากับการใช้งานรถยนต์ เช่น สามารถฟังเพลงฮิตจากทั่วโลกได้มากกว่า 1 ล้านเพลงผ่านระบบไลฟ์สตรีมจาก TRUE Online Music หรือจะค้นหาร้านอาหารยอดนิยมหรือที่พักระหว่างเดินทางผ่าน FOOD & TRAVEL GUIDE และเชื่อมต่อแอพพลิเคชันต่าง ๆ ในระบบแอนดรอยด์ บนสมาร์ทโฟนเข้ากับรถผ่านเทคโนโลยี MG LINK หรือค้นหาเส้นทางผ่าน Smart Navigation ซึ่งแสดงผลการจราจรแบบเรียลไทม์ 

3.) SMART CHECK สามารถตรวจเช็คการทำงานของรถยนต์เอ็มจีได้ง่าย ๆ เช่น เครื่องยนต์ ลมยาง ระบบเบรกถุงลมนิรภัย และการล็อกประตู หรือใช้คำสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู (Remote vehicle control) รวมทั้งค้นหารถโดยกำหนดให้รถเปิดไฟหน้าไฟท้ายหรือใช้เสียงแตรผ่านการตั้งค่า (Find my Car) และตรวจสอบตำแหน่งของรถพร้อมบอกเส้นทางไปยังรถยนต์ และสามารถกำหนดขอบเขตการใช้รถได้ตั้งแต่ 500 เมตร ถึง 10 กม.ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนเมื่อรถเข้าออกในขอบเขตที่กำหนดไว้

ล่าสุด MG ได้เสริมพลังให้ i-SMART ด้วยการเริ่มปล่อยให้อัพเกรดระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ผ่านระบบออนไลน์ (FOTA) ครั้งแรกในเมืองไทย

โดย FOTA หรือ Firmware Over-The-Air คือ การอัพเกรดเฟิร์มแวร์ในรถยนต์สมาร์ทคาร์ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่ง MG เคลมว่าเป็นครั้งแรกที่ทำให้ลูกค้าสามารถอัพเกรดระบบ i-SMART ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องนำรถเข้าศูนย์บริการ 

อย่างไรก็ตามการอัพเกรดระบบ i-SMART ผ่านระบบออนไลน์ หรือ FOTA นั้น เบื้องต้นสามารถทำได้ในรุ่น ‘MG HS’ ซึ่งระบบจะทำการส่งข้อความไปยังรถยนต์ และแอปพลิเคชัน MG i-SMART บนมือถือ เพื่อแจ้งให้ลูกค้ารับทราบ 

อ้อ!! แล้วในการอัพเกรดล่าสุดจะทำให้รถรุ่นดังกล่าวสามารถสามารถรองรับ Apple CarPlay ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ เช่น การรายงานสภาพอากาศ พร้อมเสียงแจ้งเตือน เมื่อรถน้ำมันใกล้หมดและแนะนำสถานีบริการน้ำมันใกล้เคียง โดยลูกค้าสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งเวอร์ชันใหม่ ได้ง่าย ๆ ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเร็วของอินเตอร์เน็ตและขนาดของไฟล์

 

สเปอร์ vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ศึกแห่งศักดิ์ศรีผู้จัดการทีม

สำหรับแฟนบอลตัวยงแล้ว หนึ่งในสีสันจัดจ้าน ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ นั่นก็คือ การโคจรมาปะทะกันข้างสนามของ 2 โคตรกุนซือ ‘โชเซ่ มูรินโญ่ vs เป๊ป กวาร์ดิโอล่า’

 

อดีตที่ผ่านมา คู่นี้เคยคุมทีมมาเจอกันหลายครั้งหลายหน ส่วนใหญ่จะเป็น ‘จ่ามู’ ที่มักจะเสียท่าพ่ายแพ้ให้กับทีมของเป๊ปประจำ และคืนนี้ ทั้งคู่มีอันต้องโคจรมาดวลกันอีกครั้ง

 

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

วัดกันตามสถานภาพตำแหน่งในลีกตอนนี้ สเปอร์จากที่ลุ่มๆ ดอนๆ ช่วงเปิดลีกใหม่ๆ แต่ ณ ขณะนี้ทรงดี ขนาดขึ้นไปรั้งตำแหน่งรองจ่าฝูง เป็นทีมหนึ่งที่เริ่มลงตัว มูรินโญ่มีผู้เล่น 11 ตัวจริงในแต่ละเกมเป็นที่เรียบร้อย ต่างจากแมนฯ ซิตี้ของเป๊ป ที่เล่นไป ปรับจูนไป ฤดูกาลนี้ยังไม่เจอทีมที่เสถียรสักที เป็นผลให้ตอนนี้ยังอยู่ที่ 10 ของตาราง

 

มหากาพย์ของเป๊ปและมูจะออกผลยังไงไม่รู้ แต่ล่าสุด เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เพิ่งประกาศต่อสัญญาอยู่กับทีมยาวๆ ไปถึงปี 2023 ก็เชื่อแน่ว่า บรรยากาศภายในทีมคงดูคึกคักขึ้น ดังนั้น จะประมาทลูกทีมของเป๊ปไม่ได้ ส่วนคีย์แมนของซิตี้ คงหนีไม่พ้น เควิน เดอ บรอยน์ รวมไปถึง ไอ้หนูฟิล โฟเด้น ที่เพิ่งโชว์ฟอร์มแจ่มในทีมชาติอังกฤษมาหมาดๆ ด้านสเปอร์ก็คงพึ่งพากัปตันทีม แฮร์รี่ เคน และ SHM7 ซงฮึงมิน

 

น่าสนใจว่า ในความเป็นเจ้าบ้าน มูรินโญ่จะพาลูกทีมเปิดหน้าซัดกับแมนฯ ซิตี้ แบบแลกหมัดเลยหรือไม่ แต่เราเชื่อว่าไม่! (อ้าว?) เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ตัวพ่อทฤษฎีรถบัส’ งานนี้เฮียเครียดมาเล่นเกมล่อตะเข้ลงบ่อ แล้วจัดการทุบๆๆๆๆ ตะเข้แน่นอน แต่กลับกัน, ถ้าทุบตะเข้ไม่ได้ ก็อาจโดนตะเข้งาบได้ อันนี้ก็ต้องติดตาม

 

พบกับมหากาพย์ภาคล่าสุดของ มูและเป๊ป ได้คืนนี้ 00.30 น. หรือเที่ยงคืนครึ่ง (ดึกจุง) แต่บอลมันส์อย่างนี้ ดึกยังไงก็ต้องดู! ปู๊นๆ!

 

โครงการรถไฟลาว สำเร็จแล้วถึง 90%

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

.

ติดตามต่อโครงการรถไฟลาว มีรายงานเพิ่มเติม มาว่าสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ งานโครงสร้างรากฐาน..เสร็จแล้ว 90% และดำเนินงานต่อเนื่องด้วยงานโครงเหล็ก และ โครงหลังคา รวมทั้ง งานมุงหลังคา ซึ่งคาดว่าจะให้แล้วเสร็จหน้างาน โครงสร้างรากฐานและงานหลังคา ให้แล้วเสร็จในท้ายเดือนธันวาคม

.

.

โครงการก่อสร้างสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ ครอบคลุมพื้นที่ 150 เฮกตาร์  อาคารสถานี ครอบคลุมพื้นที่ 14,543.45 ตารางเมตร ยาว 220 เมตร กว้าง 90 เมตรสูง 25 เมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 2,500 คน และเป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุดของโครงการรถไฟลาว - ​​จีน

เส้นทางรถไฟลาว - ​​จีนจาก บ่อเตน แขวงหลวงน้ำทาไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ มีสถานีขนส่งผู้โดยสาร 10 สถานี รวมถึงสถานีนครหลวงเวียงจันทน์และสถานีขนส่งสินค้า 22 สถานี และ แต่ละสถานีกำลังก่อสร้างเช่นกัน สถานีโพนโฮง และ สถานีกาสี งานโครงหลังคาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เส้นทางรถไฟลาว - ​​จีน มีความยาวรวม 422.4 กม.

.

.

สร้างขึ้นตามมาตรฐานการบริหารและเทคนิคของจีน ซึ่งออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อชั่วโมง เป็นรถไฟฟ้าขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร และจะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2564 ตามแผนแน่นอนที่สุด

.

ที่มา

News&Pictures by: Sonepaserth

CRI-FM93

.

หนุ่มใหญ่จากโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน สรรหาเรื่องเล่า​ วีถีชีวิต​ วัฒนธรรม​ เศรษฐกิจ​ การเมืองประเทศฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง​ หรือ​ มุมมองเบิ่งข้ามโขง

ทางด่วนสายแรก นครหลวงเวียงจันทน์-วังเวียง เตรียมเปิดใช้ เฉลิมฉลองวันชาติลาว 45 ปี (ตอนที่ 2)

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

.

มาต่อกันที่กฎหมายทางบก สปป.ลาว ได้กำหนดข้อบังคับในเรื่องยานพาหนะที่ห้ามสัญจรไปมาและข้อบังคับในการขับขี่บนทางด่วนนครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง 

มีข้อกำหนดดังนี้

- ห้ามรถที่มีขนาดต่ำกว่า 350 ซีซี ใช้สัญจร บนเส้นทางด่วน โดยเด็ดขาด

- ห้ามรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกินที่กำหนดไว้ 

- ห้ามยานพาหนะที่มีการดัดแปลงทางเทคนิด ที่ไม่มีการรับประกันความปลอดภัย

- ห้ามยานพาหนะที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับการใช้ยานพาหนะบนเส้นทางด่วน มีข้อกำหนดไว้ ดังนี้

- ยานพาหนะต้องมีความแรงตั้งแต่ 350 ซีซี ขึ้นไป

- รถทุกประเภทให้ใช้ความเร็ว 80 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ยกเว้น สภาพเส้นทางมีหมอกและมีฝน

- รถรับส่งผู้โดยสาร และ รถขนส่งสินค้า ให้ใช้ความเร็ว 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (แต่มีข้อยกเว้นกรณีที่สภาพอากาศมีหมอกจัดหรือมีฝนตกขณะสัญจร)

- รักษาระยะห่างของยานพาหนะ 100 เมตร ขณะใช้เส้นทาง

- ปฎิบัตตามสัญญานไฟ ป้ายการจรจรที่กำหนด อย่างเคร่งครัด

.

ที่มา : ເສດຖະກິດ

.

หนุ่มใหญ่จากโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน สรรหาเรื่องเล่า​ วีถีชีวิต​ วัฒนธรรม​ เศรษฐกิจ​ การเมืองประเทศฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง​ หรือ​ มุมมองเบิ่งข้ามโขง

ทางด่วนสายแรก นครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง เตรียมเปิดใช้ เฉลิมฉลองวันชาติลาว 45 ปี (ตอนที่ 1)

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

.

ศักยภาพของการคมนาคม เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งโลจิสติกส์

เป็นเส้นทางด่วนระยะแรก หนึ่งในโครงการเส้นทางด่วนจีน - ลาว มีจุดเริ่มต้นจากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ใกล้กับชายแดนซึ่งติดกับมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งการก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ  คือ นครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง,วังเวียง - หลวงพระบาง  หลวงพระบาง - อุดมไชย และ อุดมไช - บ่อเต้น ตลอดเส้นทาง 440 กิโลเมตร 

.

.

สำหรับเส้นทางระยะแรก เป็นการลงทุนในรูปแบบ BOT (Build-Operate-Transfer)  รัฐให้เอกชนลงทุนก่อสร้างแล้วเปิดให้บริการ เมื่อหมดสัญญาสัมปทาน โครงการจะถูกโอนกลับมาเป็นของรัฐ  โดยมีอายุสัมปทาน 50 ปี และมีรัฐบาลลาวร่วมถือหุ้นด้วย 5%

เริ่มก่อสร้างในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.73 หมื่นล้านบาท) ดำเนินงานโดยบริษัท อวิ๋นหนาน คอนสตรักชัน แอนด์ อินเวสต์เมนท์ โฮลดิง กรุ๊ป จำกัด (YCIH) ของจีน ร่วมกับรัฐบาลลาว

รูปแบบถนนขนาด 4 ช่องจราจร ไป - กลับ ระยะทาง 109.12 กิโลเมตร เขตทางกว้าง 23 เมตร ปูยางแอสฟัลต์คอนกรีตชั้นแรกหนา 50 เซนติเมตร และชั้นที่สองหนา 20 เซนติเมตร พร้อมราวการ์ดเรล (Guardrails) และมีรั้วกั้นไม่ให้คนและสัตว์ข้ามผ่านไปมา

โดยมีจุดเริ่มต้นจากถนนสาย 13 เหนือที่บ้านสีเกิด เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประมาณ 12 กิโลเมตร แนวเส้นทางส่วนใหญ่จะขนานโครงการทางรถไฟลาว - จีน ผ่านบ้านนาชอน บ้านบัว น้านสะกา เมืองโพนโรง ลอด อุโมงค์พูพะ

.

.

ที่มี อุโมงค์ขาออกยาว 845 เมตร อุโมงค์ขาเข้ายาว 875 เมตร กว้าง 10.50 เมตร สูง 5 เมตร เข้าสู่เมืองหินเหิบ ข้ามแม่น้ำลิก ผ่านบ้านท่าเฮอ ข้ามแม่น้ำสอง สิ้นสุดลงที่เมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ มีวงเวียนทางเข้า - ออก 7 จุด คิดค่าผ่านทางตลอดสาย 62,000 กีบ (215 บาท) ใช้เวลาในการเดินทาง 1 - 1.30 ชั่วโมง ด้วยความเร็วที่ออกแบบ 80 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่นเวลาจากเดิม 3 ชั่วโมง บนเส้นทางหมายเลข 13 ที่มี 2 ช่องจราจร ซึ่งส่วนใหญ่คดเลี้ยวไปตามภูเขา

เมืองวังเวียง เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ซึ่งจากรายงานในกองประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6 ในระหว่างวันที่ 18 - 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาได้รายงานถึงจำนวนนักท่องเที่ยว ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 1,107,525 คน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 796,231 คน นักท่องเที่ยวภายในประเทศ 312,294 คน

สร้างรายได้มากกว่า 518 พันล้านกีบได้มีการปรับปรุง จัดการการท่องเที่ยวเมืองวังเวียง และ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  และ ในปีนี้กำลังมุ่งเน้นไปที่การดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองวังเวียง ระยะที่ 2 ซึ่งได้รับทุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 17 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ด้วย เมืองวังเวียง อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีความหลากหลายทั้งมี ภูเขา ป่าไม้ ถ้ำ แม่น้ำ สภาพอากาศและ ตลอดจนภูมิประเทศที่สวยงาม ถือได้ว่าเป็น จุดยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

มีศักยภาพพิเศษและเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา โดยมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ ความทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

.

.

ซึ่งเป็น เสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นสีเขียวและยั่งยืนของเมืองวังเวียง การจัดการพัฒนาส่งเสริมให้สถานประกอบการท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถหางานและมีรายได้ที่มั่นคง เพื่อให้คนในท้องถิ่นสามารถมีส่วนร่วมในการบรรเทาความยากจนของเมืองและค่อยๆรวมเข้ากับเครือข่ายการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

อีกไม่นานนัก ชาวลาวคงได้ใช้เส้นทางสายนี้กันแล้ว ดีใจและยินดีด้วย คาดหวังไว้ว่า 16 มกราคม พ.ศ.2564 ก็น่าจะได้ข้ามไปใช้เส้นทางสายนี้ และได้ไปพักผ่อนที่วังเวียง เช่นกัน

.

ขอบคุณเนื้อข่าวจาก

Xinhua News / Lao National Radio

.

หนุ่มใหญ่จากโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน สรรหาเรื่องเล่า​ วีถีชีวิต​ วัฒนธรรม​ เศรษฐกิจ​ การเมืองประเทศฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง​ หรือ​ มุมมองเบิ่งข้ามโขง

21 พฤศจิกายน...วันแห่งจอตู้

ถ้าถามผู้คนในวันนี้ ว่าของชิ้นไหนในโลกที่สามารถรวมความสนใจคนเอาไว้ในที่เดียวกันได้ คำตอบคือ สมาร์ทโฟน รวมถึงโซเชี่ยลมีเดีย แต่หากย้อนกลับไปราวปี ค.ศ.1925 มีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งกำเนิดขึ้นมา แถมมันยังสามารถรวมผู้คนให้มาอยู่ที่หน้าจอเดียวกันได้ เราเรียกมันว่า โทรทัศน์

โทรทัศน์เครื่องแรกของโลก เป็นผลงานการประดิษฐ์ของ จอห์น โลกี้ เบียร์ด ชาวสกอตแลนด์ เขาได้ทดลองส่งสัญญาณภาพวัตถุไปยังเครื่องรับภาพอีกเครื่องได้เป็นผลสำเร็จ ต่อมาก็กลายเป็นโทรทัศน์ที่ยังไม่มีสี (ขาว-ดำ) กระทั่งพัฒนาไปสู่โทรทัศน์สี

จนถึงวันนี้มีทั้งแบบจอแบน จอทัชสกรีน สมาร์ททีวี มาไกลจนหากว่านายจอห์น โลกี้ เบียร์ด ได้มาเห็น คงต้องทึ่งในพัฒนาการสิ่งที่ตัวเองคิดค้นอย่างแน่นอน

วันนี้เป็น ‘วันโทรทัศน์โลก’ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงเรื่องการสื่อสารและการเผยแพร่ข่าวสารของผู้คนทั่วโลก รวมทั้งยังรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในการบริโภคสื่อ แม้ว่าปัจจุบันจะมี ‘สื่อต่าง ๆ’ เกิดขึ้นอีกมากมาย แต่โทรทัศน์ก็ยังคงเป็นสื่อพื้นฐานหลัก และยังเป็นจุดศูนย์รวมผู้คนทั้งโลกเอาไว้ได้อยู่เหมือนเดิม

.

อ้างอิง: https://th.wikipedia.org/wiki/โทรทัศน์

3 นางเอกสายเกา...ยิ่งดูยิ่งปัง

ไม่ได้มีแค่สาว ๆ เขาหลงใหลพระเอกสายเกาเท่านั้นะ แต่หนุ่มไทยมากมาย ก็ปลื้มอกปลื้มใจ นางเอกสายเกาหลีเหมือนกัน โดยเฉพาะ 3 คนนี้ ‘คิมโกอึน & คิมดามี & พัคโซดัม’ ทั้งหมดมีความพิเศษคล้าย ๆ กัน ตรงที่หากเพียงเห็นแวบแรก จะรู้สึกเฉย ๆ กับพวกเธอ อารมณ์ประมาณว่า ‘อึ๋ย! หน้าตาธรรมดา ๆ เป็นนางเอกได้ไง?’

แต่! อย่าสบประมาทความน่ารักของพวกเธอ เพราะถ้าหากดูซีรี่ส์ที่เธอเล่นไปเรื่อย ๆ อารมณ์ที่บอกไปทีแรก จะเปลี่ยนไปทันที ‘อึ๋ย! น่ารว้อกอ่ะ!’ 

เพราะใคร ๆ ก็ตกหลุมรักเธอ The States Times Lite ก็เลยตกหลุมรักเธอ ไม่ช่าย! เราก็เลยต้องไปทำความรู้จักกับ 3 นางเอกสายเกา ที่แต่ละคนบอกเลยว่า ผลงานไม่ธรรมดา!


คิมโกอึน

นางเอกสาวผู้โด่งดังจากซีรี่ส์ ‘ก็อบลิน’ (Goblin) เธอประกบคู่กับพระเอกฉายาสามีแห่งเอเชีย ‘กงยู’ แต่ก่อนที่จะดังเปรี้ยงปร้าง คิมโกอึนเคยใช้ชีวิตที่ประเทศจีนมากว่า 10 ปี ก่อนที่จะบินกลับมาที่เกาหลีใต้ และเรียนจบทางด้านการแสดงจาก Korea National University of Arts 

โกอึนเริ่มต้นงานแสดงจากภาพยนตร์ดราม่า-อีโรติกเรื่อง A Muse ก่อนจะตามมาด้วย Memories of the Sword (ค.ศ.2015) และ Coin Locker Girl (ค.ศ.2015) ซึ่งส่วนใหญ่งานของเธอจะเป็นการแสดงภาพยนตร์ และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากซีรีส์เรื่อง Cheese in the Trap (ค.ศ.2016) และ Goblin (ค.ศ.2016 - 2017) กระทั่งเมื่อปีที่แล้วก็ได้มาประกบกับพระเอกสุดฮอต ลีมินโฮ ใน The King: The Eternal Monarch 

ใครที่เคยผ่านตาผลงานของโกอึนตั้งแต่เรื่องแรก ๆ จะสัมผัสได้ว่า เธอมีใบหน้าที่เรียบ ๆ เหมือนสาวหมวยเกาหลีทั่วไป แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ยิ่งพอดูเธอแสดงไปเรื่อย ๆ กลับมีเสน่ห์ชวนมองมากขึ้น และสุดท้ายเราก็ตกหลุมรักเธอจนได้!

.

คิมดามี

อีกหนึ่งนางเอกหน้ากวน ที่ดูไปดูมา อ้าว น่ารักเฉย ซึ่งใคร ๆ ก็พากันตกหลุมรักเธอ กับบทบาท ‘โซอีซอ’ ในซีรี่ส์สุดฮิต Itaewon Class ตัวจริงของเธอนั้นมีชื่อจริงๆ ว่า คิมดามี ปัจจุบันอายุ 25 ปี เข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 เธอเริ่มต้นงานแรกด้วยการเป็นนักแสดงสมทบในหนังเรื่อง Romans 8:37 ก่อนจะแจ้งเกิดใน The Witch: Part 1. The Subversion (ค.ศ.2018) ซึ่งดามีเป็น 1 ในนักแสดง 1500 คนที่ได้รับเลือกจากการออดิชั่นหนังเรื่องนี้ แถมพอหนังเข้าฉาย เธอก็กวาดรางวัลเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นรางวัลนักแสดงหน้าใหม่หญิงยอดเยี่ยม จากงานประกาศรางวัล 39th Blue Dragon Film Awards และรางวัลนักแสดงดาวรุ่ง จากงานประกาศรางวัล 3rd London Asian Film Festival

ลำหรับซีรี่ส์เรื่อง Itaewon Class ถือเป็นงานซีรี่ส์เรื่องแรกของเธอ แต่กลับกลายเป็นซีรี่ส์ที่ส่งให้ชื่อของดามีโด่งดังเป็นพลุแตก ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยใบหน้ากวน ๆ (ที่ไม่ได้มาแนวสวยใส) พร้อมวิธีการแสดงออกของเธอ มันทำให้คนดูอย่างเรา ๆ รู้สึกสนุก และพากันให้กำลังใจตัวละคร ‘โซอีซอ’ ที่เดินหน้าจีบพระเอก ‘พัคแซรอย’ อย่างสุดใจ

.

พัคโซดัม

อีกหนึ่งหมวยที่เราต้องหลงรักเธอ! กับผลงานล่าสุด ซีรี่ส์เรื่อง Record of Youth นางเอกสาววัย 29 ปีคนนี้ รับบทเป็นช่างแต่งหน้า แถมยังเป็นติ่งของพระเอกในเรื่อง ที่รับบทโดย พัคโบกอม หากใครได้เห็นเพียงโปสเตอร์ของซีรี่ส์เรื่องนี้ อาจคาดหวังว่าคงได้กรี้ดกับใบหน้าหล่อใสกิ๊งของพัคโบกอม แต่พอดูไปดูมา อ้าว! เราเพลินกับความหน้าเก๋ของพัคโซดัมไปซะอย่างนั้น

หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาเธอมาบ้างแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ โซดัมคือหนึ่งในนักแสดงของหนังแห่งปีอย่าง Parasite ที่กวาดมาทุกเวที จากเกาหลีไปยันออสการ์ โซดัมจบการศึกษาด้านการแสดงจากมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติเกาหลี (Korea National University of Arts)​ ซึ่งที่ผ่านมา เธอเป็นนักแสดงที่มีผลงานทั้งภาพยนตร์และซีรี่ส์มาพอสมควร ความเก่งของเธอคือการแสดงที่ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนว่าเธอไม่ได้แสดง เหมือนอย่างเรื่อง Record of Youth ที่เธอแสดงได้เนียนตาเอามากๆ เผลอรู้ตัวอีกที เราก็ตกหลุมรักเธอไปอีกแล้วเช่นกัน เฮ้อ...

.

เรียกว่าเป็น 3 นางเอกสายเกาที่มาแรงในช่วงเวลานี้จริงๆ และเร็วๆ นี้ พวกเธอก็จะมีผลงานมาให้ได้ชมกันอีกอย่างแน่นอน สาวกซีรี่ส์เกาหลีห้ามพลาดดดด!

 

'ข้าวกล่องแห่งความรัก' ธุรกิจจาก 'หลานชาย' ที่อยากเจอหน้า 'อาม่า' ทุกวัน

คุณค่าของใครบางคน อาจจะดูไร้ค่า จนเหมือนกับต้นไม้แก่ที่แห้งเหือดไปตามกาลเวลา แต่ต้นไม้แก่ที่โรยราย สามารถกลับมามี ‘คุณค่า’ ได้ใหม่ หากมีใครสักคนให้ความสำคัญ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย และสักวันหนึ่งต้นไม้ต้นนั้น ก็อาจจะพร้อมกลับมามอบ ‘ร่มเงา’ แก่คนที่ยังเห็นคุณค่าและดูแลมันได้กลับคืน

‘ข้าวกล่องอาม่า’ (ARMABOX) ธุรกิจของคนต่างวัย ที่เริ่มต้นจาก ‘ไบรท์-พิชญุตม์ กุศลสิทธิรัตน์’ หลานชายวัย 26 ปี กับ ‘อาม่า-รัตนา อภิเดชากุล’ ในวัย 75 ปี เป็นสิ่งที่ช่วยอธิบายคุณค่าของไม้ใหญ่ที่กำลังโรยราให้กลับมามีชีวิตชีวาได้เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นธุรกิจข้าวกล่องอาม่า เกิดขึ้นจากผู้เป็นหลาน ซึ่งมองเห็นคุณค่าของอาม่าจากภาพจำตอนเด็ก เขาจำภาพคนเก่งที่ลุกขึ้นขายข้าวแกงในแต่ละวัน จนสามารถหาเลี้ยงดูครอบครัวมาได้จนถึงปัจจุบัน แต่หลังจากนั้นเมื่อถึงวัยชรา อาม่าก็กลายเป็นคนแก่ที่โดดเดี่ยว เมื่อเลิกขายข้าวแกง ไบรท์ เข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตีให้ครอบครัว ลุกขึ้นมาทำธุรกิจข้าวกล่องขาย โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเขา คือ อยากให้ครอบครัวได้อยู่ใกล้ชิดกัน โดยเฉพาะกับ ‘อาม่า-รัตนา’ ที่แม้จะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่โอกาสเจอกันก็น้อยมาก

นั่นก็เพราะอาม่าอาศัยอยู่ย่านเจริญกรุง ส่วนตัวเขาอยู่คลองเตย ซึ่งเขาเคยชวนอาม่ามาอยู่ด้วย แต่ท่านก็ไม่ยอม (อาม่ากลัวเป็นภาระ) ตอนที่ไบรท์คิดที่จะทำธุรกิจข้าวกล่อง เขานำเรื่องนี้ไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงตัวอาม่าด้วยนั้น แน่นอนว่าเด็กวัยรุ่นกำลังโตในมุมผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ย่อมไม่อยากให้ลูกหลานของตนมาลำบากกับอาชีพที่พวกเขาเคยผ่านมาก่อน และมองว่าไปตั้งหลักปักฐานกับบริษัทหรือองค์กรดี ๆ เพื่อกินเงินเดือนจะดีกว่า

ไบรท์รู้อยู่แล้วว่าคำตอบที่จะได้มา คือ No!! แต่เขามองว่าการทำงานในบริษัทยุคนี้ ก็อาจจะไม่ได้มั่นคงเหมือนสมัยก่อน ขณะที่การเริ่มต้นเป็นเถ้าแก่มือใหม่ บนปัจจัยบางอย่างของโลกธุรกิจยุคดิจิทัล อาจจะเหนื่อยแต่น่าท้าทาย ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นคนที่ผูกพันกับอาม่ามาก และไม่อยากให้อาม่าโดดเดี่ยว เพราะท่านแก่มากแล้ว เขาอยากเจอและอยู่กับอาม่าทุกวัน ฉะนั้นต่อให้ธุรกิจเล็กๆ นี้จะได้เงินไม่เยอะเท่าทำงานในบริษัท แต่ก็อยากลอง และถ้ามันไปไม่รอดค่อยว่ากันอีกที

เมื่ออธิบายถึงความตั้งใจให้รับรู้…ทั้งอาม่า คุณพ่อ และคุณแม่จึงยอม!!

ไบรท์ใช้ทุนเริ่มต้นประมาณ 30,000 บาท จากเงินเก็บที่เคยทำงานประจำก่อนหน้า มาเริ่มต้นทำธุรกิจข้าวกล่องแบบเดลิเวอรี่ในชื่อ ‘ข้าวกล่องอาม่า’ โดยความตั้งใจของเขา คือ อยากให้ทุกเมนู ทุกสูตรในการปรุง และไอเดียด้านอาหารทั้งหมดออกมาจาก ‘อาม่า’ เพราะเขาเชื่อในฝีมือรสชาติอาหารของอาม่าที่เขาเคยทานมาตั้งแต่เด็ก ๆ

ข้าวกล่องอาม่า เริ่มต้นโดยเน้นที่อาหารไทยเป็นหลัก มีการสร้างเมนูขึ้นมามากกว่า 120 เมนู มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 49 บาท และรวมถึงยังมีขนมหวานขายอีกด้วย แน่นอนว่า ช่วงแรก ๆ ของการเริ่มต้นธุรกิจ ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักข้าวกล่องอาม่ามากนัก แต่เมื่อไบรท์ตั้งใจทำธุรกิจนี้มาก เขาจึงใช้ทุกหนทาง เพื่อให้คนได้รับรู้ ตั้งแต่พิมพ์แผ่นพับแล้วไปเดินแจกตามสำนักงาน และห้างสรรพสินค้าเพื่อหาลูกค้า

แรก ๆ ก็มีออเดอร์เข้ามาประมาณ 100 กล่อง ต่อวัน เฉลี่ยยอดขายอยู่ที่ 5,000-7,000 บาท ต่อวัน ซึ่งยังน้อยอยู่ แถมมีปัญหาเยอะ คนไม่พอ ส่งไม่ทัน จึงเริ่มชักชวนเพื่อนและรุ่นน้องที่เคยทำธุรกิจจำลองสมัยเรียนด้วยกันมาเป็นหุ้นส่วน อย่างไรก็ตาม ด้วยรสชาติจากฝีมืออาม่าที่ไม่เป็นสองรองใคร ทำให้ร้านข้าวกล่องอาม่าเริ่มเป็นที่รู้จัก คนที่สั่งไปก็โทรกลับมาสั่งซ้ำมากขึ้น…

ไม่นาน!! ก็มียอดสั่งซื้อราว 1,000 กล่อง ต่อวัน ทำให้ ไบรท์ เริ่มปรับแนวทางในการทำธุรกิจ โดยการนำระบบซอฟท์แวร์มาช่วยการขายผ่านออนไลน์ (โปรแกรม ERP สำหรับใช้งานในองค์กร) เช่น…

ระบบรับออเดอร์ผ่านเว็บไซต์ ระบบคำนวนออเดอร์ ว่าแต่ละวันต้องผลิตเมนูอะไรบ้าง จำนวนเท่าไรบ้าง มีการใช้เทคโนโลยีในการช่วยจัดการข้อมูลลูกค้า เก็บสถิติเมนูขายดี เพื่อมาเป็นฐานข้อมูลในการออกเมนูหรือโปรโมชั่นใหม่ๆ มี Line Official Account ที่เป็นช่องสื่อสารกับลูกค้า สามารถรับฟังเสียงสะท้อนต่างๆ และข้อมูลการสนทนาก็ไม่หายไปไหนด้วย สามารถกลับมาดูได้ตลอด และยังใช้การตลาดออนไลน์ เช่น การยิงโฆษณาในโซเชี่ยลมีเดียช่วยสร้างการรับรู้ตลอด จึงทำให้กิจการเติบโตได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ

ปัจจุบันร้านข้าวกล่องอาม่าเปิดมาได้ 2 ปีกว่า ๆ จากช่วงแรกที่ยอดขายมีแค่วันละไม่กี่กล่อง แต่ตอนนี้มีออเดอร์เฉลี่ยต่อวันไม่น้อยกว่า 1,500 กล่อง พิสูจน์ให้คุณพ่อคุณแม่ และอาม่าเห็นแล้วว่าเขาทำมันได้

ใครจะคิดว่าจากวันที่เริ่มต้นธุรกิจ เพียงเพราะอยากอยู่ใกล้ชิดกันกับคนในครอบครัว และเริ่มต้นจากคนไม่กี่คน จะกลายเป็นธุรกิจที่มีอนาคตได้อย่างจริงจัง ที่สำคัญ คือ ทุกวันนี้ ไบรท์ บอกว่าสุขภาพของ ‘อาม่า’ แข็งแรงมาก เพราะการกลับมาทำในสิ่งที่ท่านรักอีกครั้ง แถมยังสร้าง ‘คุณค่า’ ให้กับคนรอบข้าง บวกกับได้มีโอกาสพบปะลูกหลานในทุกๆ วัน ได้เพิ่มพลังงานชีวิตที่เต็มเปี่ยมแก่ท่านอย่างมากทีเดียว

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า อย่ามองข้าม ‘ต้นไม้ใหญ่ที่โรยรา’ เพียงเพราะเราคิดว่า ‘กำลังจะตาย’ เพราะสุดท้ายไม้ใหญ่นั้น อาจจะกลับมาเป็นร่มเงาที่มั่นคง ให้เราได้พักพิง ในวันที่ท้อและเหนื่อยล้า ก็เป็นได้…


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top