Friday, 5 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

สร้างปอดให้คนกรุง ! กทม.เดินหน้าโครงการ GreenBangkok 2030 ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียว 10 ตร.ม.ต่อคนภายในปี 2573

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้ดำเนินโครงการ Green Bangkok 2030 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อประชากรให้ได้ 10 ตร.ม./คน ภายในปี 2573 สำหรับผลการดำเนินโครงการในปี 2563 สร้างสวนสาธารณะแล้วเสร็จ 3 แห่ง ประกอบด้วย 1. สวนปิยะภิรมย์ เขตบางกะปิ พื้นที่ 10 ไร่ 2. สวนสันติพร เขตพระนคร พื้นที่ 2.5 ไร่ และ 3. สวนวนาภิรมย์ร่มเกล้า เขตลาดกระบัง พื้นที่ 30 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวที่จะแล้วเสร็จในปี 2564-2565 อีก 9 แห่ง ได้แก่ 1. สวนสาธารณะภายในสถานีพัฒนาที่ดินบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน พื้นที่ 37 ไร่ 2. สวนจากภูผาสู่มหานทีภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พื้นที่ 26 ไร่ 3. สวนสาธารณะบริเวณซอยหน้าวัดหัวลำโพง เขตบางรัก พื้นที่ 0.5 ไร่ 4. สวนสาธารณะบริเวณโครงการต่อเชื่อมถนนกาญจนาภิเษก - ถนนพุทธมณฑลสาย 2 เขตทวีวัฒนา พื้นที่ 35 ไร่ 6. สวนสาธารณะบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตทวีวัฒนา ระยะที่ 1 พื้นที่ 25 ไร่ 7. สวนป่านิเวศอ่อนนุช ระยะที่ 1 พื้นที่ 18 ไร่ 8. สวนป่านิเวศหนองแขม พื้นที่ 14 ไร่ และ 9. สวนชุมชนซอยวิภาวดี 18 แยก 3 เขตจตุจักร พื้นที่ 2 ไร่

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธนารักษ์ กรมที่ดิน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันรวบรวมข้อมูลพื้นที่ว่างเปล่าในเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ พร้อมเสนอแนวทางและรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มอบพื้นที่ว่างเปล่าเข้าร่วมโครงการ GREEN BANGKOK 2030 มาอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบันมีประชาชนมอบที่ดินเข้าร่วมโครงการในพื้นที่เขตบางรัก คลองสาน บางกอกน้อย พระโขนง สวนหลวง และทวีวัฒนา เป็นต้น อีกทั้ง ยังได้จัดการประชุม เพื่อรับฟังความคิดเห็นของชุมชนในการสร้างสวนสาธารณะ ตลอดจนจัดประกวดออกแบบสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมทั้งให้ความร่วมมือในการนำพื้นที่ว่างมาพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะเพิ่มมากยิ่งขึ้น

"กบร่อน" โกอินเตอร์ สอนจีบหนุ่มจีนฉบับ "เพื่อนซี้หนี่ห่าว" | กบร่อน EP.10

วันนี้ 'กบร่อน' พาแก๊งค์สี่สาว 'เพื่อนซี้หนี่ห่าว' รายการน้องใหม่ จากช่อง THE STUDY TIMES มาแจกความสดใสให้แฟนๆ ของ THE STATES TIMES ได้รู้จักกัน

ติดตามรายการ "เพื่อนซี้ หนี่ห่าว" ได้ทุุกวันเสาร์ เวลา 17.00 น. ที่ YouTube : THE STUDY TIMES ( https://bit.ly/3ubfcxw ) 

รับชมคลิปแนะนำตัวแก๊งค์สี่สาว สวัสดีเพื่อนซี้ 你好 (หนี่ห่าว) | เพื่อนซี้หนี่ห่าว 你好 EP.1 https://youtu.be/lgsrLip1_fE 

"กบร่อน" รายการที่ "กบ" จะพาคุณไป ร่อน ตามที่ต่างๆ พร้อม Guest สนุกๆ ให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น ในสไตล์กบร่อนน

ติดตามพิธีกรและแขกรับเชิญ กบ IG : @kobjr007 วีวี่ IG : @yvivyy โมบาย IG : @pkvd_m แฟร์ IG : @fair_byt ชมพู่ IG : @chom_pichh

.

ดอกเหลืองอินเดีย บริเวณเกาะกลางถนนอำเภอท่าวังผาบานเหลืองอร่ามทั้งเส้น ด้านนักท่องเที่ยวแห่เก็บภาพเป็นที่ระลึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต้นเหลืองอินเดียมากกว่า 300 ต้น ที่ปลูกบริเวณเกาะกลางถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ช่วงอำเภอท่าวังผากำลังออกดอกเบ่งบานเหลืองสะพรั่ง มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ทราบข่าวมาถ่ายภาพแล้วโพสต์ - แชร์ภาพ ในโลกออนไลน์

จึงลงพื้นที่ จากเกาะกลางถนนด้านหน้าตลาดสดเทศบาลท่าวังผาไปตามถนนสาย 101 หรือ น่าน - ทุ่งช้าง พบต้นเหลืองอินเดียมากกว่า 300 ต้นเรียงรายแถวคู่ยาวเหยียดระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร กำลังออกดอกเหลืองอร่ามเบ่งบานสะพรั่งสวยงามเต็มต้น ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจากใกล้-ไกล พากันมาถ่ายภาพความงดงามไว้ก่อนดอกไม้ร่วงโรย ดอกเหลืองออกดอกปีละ 1 -2 ครั้ง ๆ ละ 4 - 5 วัน ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต้นเดือนมีนาคม แต่ปีนี้ออกเร็ว ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาชมความงามและบันทึกภาพ จำนวนมาก จึงขอเชิญชวนมาชมความงดงามก่อนดอกร่วงโรย

สำหรับเหลืองอินเดีย มีชื่อวิทยาศาสตร์: Handroanthus chrysanthus เป็นไม้ประดับในวงศ์แคหางค่าง เป็นต้นไม้ประจำชาติเวเนซุเอลา มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้

เหลืองอินเดียเป็นไม้ต้นผลัดใบสูง 5 - 9 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ประกอบด้วยใบย่อยรูปรีแกมขอบขนาน 5 ใบ ปลายใบเรียวแหลมเป็นติ่งสั้น ๆ โคนใบมน ดอกออกเป็นช่อสีเหลือง ช่อละ 3 - 10 ดอก กลีบเลี้ยงรูปถ้วยสีน้ำตาลมีขน กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 4 อัน ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน ผลเป็นฝักยาว 10 - 15 เซนติเมตร


ปฏิญญา เรือนงาม รายงาน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงกระทำการฝึกกระโดดร่ม ครั้งแรก First Jump เมื่อวานนี้

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานอ้างข้อมูลจาก เว็บไซต์ลับลวงพรางแชนแนล ซึ่งเผยแพร่ข่าวสารทางทหาร ระบุว่า พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงกระทำการฝึกกระโดดร่ม ครั้งแรก First Jump สำหรับการฝึกหลักสูตรแทรกซึมทางอากาศเบื้องสูงทางยุทธวิธี ที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) จ.ลพบุรี แล้ว เมื่อวานนี้ (15 ก.พ.)

เว็บไซต์ลับลวงพรางฯ รายงานว่า “พระองค์ภา” ทรง First Jump แล้ว เมื่อเช้าวานนี้ (15 ก.พ.) ในการฝึกแบบ HALO ดิ่งพสุธา ด้วยเครื่องบิน Mi-17 และร่ม MC-5 และ ทรงกระโดด อีกครั้งช่วงบ่าย โดยจะทรงกระทำการกระโดดร่ม วันละ 2 จั้มพ์ ให้ครบ 26 จั้มพ์ จึงจะครบทั้งหลักสูตร แทรกซึมทางอากาศเบื้องสูงทางยุทธวิธี ที่มีทั้ง HALO และ HAHO หากจบการฝึก พระองค์จะเป็น นายทหารหญิง พระองค์แรก ที่จบ HAHO ติดอาร์ม “พรานเวหา”

พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา “เสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์” ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรแทรกซึมทางอากาศเบื้องสูงทางยุทธวิธี เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสค.) จ.ลพบุรี

โดยเริ่มการฝึก ในอุโมงค์ลม ที่ศูนย์สงครามพิเศษ เพื่อฝึกท่าทาง เวลาเหินอยู่กลางอากาศ การบังคับทิศทาง ของตนเอง เมื่อ 14 ก.พ.2564

ก่อนที่ วันที่ 15 ก.พ.2564 เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงกระทำการฝึกกระโดดร่ ครั้งแรก First Jump สำหรับการฝึกหลักสูตรนี้ ด้วยการใช้ร่มแบบกระตุกเอง Free Fall

โดยทรงทำการฝึก วันละ 2 จั้มพ์ ในช่วงเช้า 1 จั้ม และบ่ายอีก 1 จั้ม โดยพระองค์ จะทรงทำการฝึกรวมทั้งหมด 26 จั้มพ์

โดยวันนี้ ทรงทำการฝึกครั้งแรกในหลักสูตร HALO ดิ่งพสุธา ด้วยเครื่องบิน Mi-17 และร่ม MC-5 ที่วันแรกนี้ ครูฝึกจะยังดูแลอย่างใกล้ชิด

โดยเมื่อทำการ First Jump แล้ว จะทรงกลับเข้าไปฝึกในอุโมงค์ลม เรื่องการปรับท่าทางต่าง ๆ

ทั้งนี้ จะทรงฝึกโดดร่มจากเครื่องบิน 3 แบบ ที่ความสูงและความเร็วแตกต่างกัน ทั้งเครื่องบิน Mi-17, C295 W และ C-130

ในหลักสูตรแทรกซึมทางอากาศเบื้องสูงทางยุทธวิธีนี้ พระองค์จะทรงทำการฝึกแบบ HALO (High Altitude Low Opening) เป็นการโดดร่มบบโดดสูง และเปิดร่มต่ำ หรือ ดิ่งพสุธา ก่อน อันเป็นการกระโดด ณ ตำบลเหนือพื้นที่ของข้าศึก เพื่อปฏิบัติการทางยุทธวิธีภาคพื้นดิน

จากนั้นจะทรงทำการฝึก HAHO (High Altitude High Opening) ที่เป็นการโดดร่มแบบโดดสูงและเปิดร่มสูง เป็นยุทธวิธีของการแทรกซึมเบื้องสูงทางทหาร เป็นการโดดนอกพื้นที่ของข้าศึก แต่ลงไปในพื้นที่หรือแนวหลังของข้าศึก เพื่อปฏิบัติการทางยุทธวิธีภาคพื้นดิน ที่จะเป็นหลักสูตรขั้นสูงสุดของหน่วยรบพิเศษ

หากพระองค์จบการฝึกหลักสูตร HAHO นี้ จะถือว่าพระองค์เป็นนายทหารหญิงชั้นนายพล ชั้นพลเอกหญิง พระองค์แรก ที่จบหลักสูตรนี้อย่างเป็นทางการ และจะทรงเป็น “พรานเวหา” ได้รับเครื่องหมาย HAHO และพรานเวหา ประดับเครื่องแบบ

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระบรมราโชบายว่า การประดับเครื่องหมายใด ทหารผู้นั้นจะต้องผ่านการฝึกด้วยตนเองจริง ๆ ไม่ใช่ได้แบบกิตติมศักดิ์

โดยที่ผ่านมา ทหารพลร่มหญิงของหน่วยรบพิเศษมักจะทำการฝึกอบรมหลักสูตร HALO ดิ่งพสุธาเท่านั้น เพื่อใช้ในการแข่งกีฬาโดดร่ม

ที่สำคัญจะถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุด และความปลาบปลื้มแก่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และทหารรบพิเศษ ชาวหมวกแบเร่ต์แดงทั้งปวง ที่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเข้ารับการฝึกกับหน่วยรบพิเศษในหลักสูตรนี้

อันจะสะท้อนความเป็นเจ้าฟ้านักรบพิเศษหญิงที่แข็งแกร่ง กล้าหาญ และพระปรีชาสามารถ ประหนึ่งทหารที่เป็นบุรุษ

หลังจากที่ทรงโอนย้ายจากอัยการมาเป็นนายทหารหญิงแล้ว ในยามนี้พระองค์ทรงเป็นนายทหารหญิงอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

ทรงพระเจริญ


ที่มา :

https://www.prachachat.net/royal-house/news-614248

https://www.llpch.news/2021/02/15/66743/?fbclid=IwAR39SEFgGMD3FqkYOdtznqz3qpsqVCUiEzvqXmZQmztXjI8Y14lKvTvkjuw

Cr : ภาพ เพจ เรารัก สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา : Our Beloved HRH Princess Bajrakitiyabha

https://www.facebook.com/photo?fbid=271744247642921&set=a.208675790616434

เปิดสถิติธุรกรรมการเงินยุคโควิด พบคนไทยใช้โมบายแบงกิ้งอันดับหนึ่งของโลก ส่วนเรื่องช็อปไม่แพ้ใคร ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นอันดับ 2 ของโลก

นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยถึงไลฟ์สไตล์คนไทยยุคโควิด โดยอ้างอิงมูลจาก We Are Social และ Hootsuite พบว่าในปี 2563 คนไทยทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 68.1% ต่อเดือน ส่วนการซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซผ่านสมาร์ทโฟน สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก คิดเป็น 74% และมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก เฉลี่ย 5 ชั่วโมง 7 นาทีต่อวัน

ส่วน K PLUS ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน โมบายแบงกิ้ง ของธนาคารกสิกรไทย ยังได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ลูกค้าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตอบรับกับไลฟ์สไตล์คนในปัจจุบันที่ลดการเดินทางออกนอกบ้าน เลี่ยงจับเงินสด และใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

โดยในปี 2563 มีลูกค้าใช้งาน K PLUS มากถึง 5 ล้านรายต่อวัน มีจำนวนธุรกรรมรวมทุกประเภท 14,500 ล้านรายการ เติบโต 71% และมีผู้ใช้งานรวม 14.4 ล้านราย

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งเป้าหมายมีผู้ใช้งาน K PLUS รวม 17.5 ล้านราย และมีจำนวนธุรกรรมทั้งหมดผ่าน K PLUS มากกว่า 24,600 ล้านรายการ ภายในปี 2564


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top