Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

กระบี่ - จับบังรอน ขาใหญ่ในพื้นที่ตำบลแหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ พร้อมยาบ้า 9,947 เม็ด เก็บไว้ในตู้เย็น ล็อคด้วยกุญแจป้องกันของสูญหาย

พ.ต.ต.ธรรมนูญ  ศรีประไพ จนท.ปฏิบัติการฝ่ายข่าว กอ.รมน.จังหวัดกระบี่ ร.ต.อ.นิพนธ์ หนูชัยแก้ว หน.ชปส.กก.ตชด.42/จนท.กอ.รมน.จังหวัดกระบี่ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ได้เข้าทำการจับกุมผู้ค้ายาเสพติด ประกอบด้วยนายสุรศักดิ์  มุกดา หรือ รอน อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ที่ 2 ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และนายสุริยา ผิวเหลือง หรือโอ  อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ที่ 5 ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่

พร้อมของกลาง ยาบ้า 9,947 เม็ด โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ถุงพลาสติกชนิดกดปิด-ดึงเปิดสำหรับแบ่งบรรจุยาเสพติดจำนวน 1 ห่อ อุปกรณ์การเสพยาเสพติดจำนวน 1 ชุด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าสีเทา หมายเลขทะเบียน บม 6894 กระบี่

ทั้งนี้ก่อนการจับกุมทางเจ้าหน้าที่สืบทราบมาว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เป็นผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่รายสำคัญ จึงได้ทำการล่อซื้อยา จากนายสุรศักดิ์ และนายสุริยา โดยนัดแนะส่งยาบ้าบริเวณริมถนนหน้าโดมรีสอร์ท หมู่ที่ 5 ตำบลอ่าวลึกใต้ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เมื่อถึงเวลานัดหมาย มีรถยนต์ โตโยต้าสีเทา หมายเลขทะเบียน บม 6894 กระบี่ มาจอด ทางเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าทำการจับกุม พร้อมยาบ้าจำนวนหนึ่ง

จากนั้นได้ขยายผลการจับกุมตรวจคุ้น บ้านเลขที่ 157 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองหิน อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นบ้านนายสุรศักดิ์ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในบ้าน บริเวณห้องโถงพบตู้เย็น ล็อคด้วยกุญแจ อย่างแน่นหนา ทางเจ้าหน้าที่เลยให้นายสุรศักดิ์  ไขกุญแจ ซึ่งภายในตู้เย็บพบอุปกรณ์การเสพ กล่องกระดาษจำนวน 2 กล่อง เมื่อทางเจ้าหน้าที่ให้นายศุรศักดิ์แกะกล่องดังกล่าวพบยาบ้าบรรจใส่ถุงจำนวน 4 มัด รวมเป็นยาบ้าทั้งหมด  9,947 เม็ด

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตู้เย็นเป็นของตนเอง ไม่มีใครสามารถมาเปิดได้ เพราะตนเองได้ล็อคกุญแจกเอาไว้ เพื่อใส่ยาบ้าและอุปกรณ์การเสพ จะเอาออกมาก็ต่อเมืองเอายาบ้าออกส่งขาย และเสพเองเท่านั้น

ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำบันทึกการจับกุม ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ส่ง พนักงานสอบสวน สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว  ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง

ชลบุรี - หนุ่มวัย 24 ปี หอบเงินล้านเตรียมเข้าธนาคาร แต่รถเกิดไฟไหม้วอดทั้งคัน

เมื่อเวลา 12.30 น.ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ฯพัทยา ได้รับแจ้งมีเหตุไฟไหม้รถยนต์ บนถนนสุขุมวิท พัทยาใต้ บริเวณหน้าแม็คโคพัทยา ฝั่งขาเข้าพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับเจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเมืองพัทยา

ที่เกิดเหตุ พบเจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเมืองพัทยาพร้อมรถดับเพลิงเมืองพัทยา กำลังช่วยกันระดมฉีดน้ำสกัดไฟที่กำลังโหมลุกไหม้ รถเก๋ง ยี่ห้อ นิสสัน เทียน่า  สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กศ 1461 กทม ซึ่งจอดคาอยู่บนช่องจราจรช่องที่ 3 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา เจ้าหน้าที่เทศกิจเมืองพัทยา มาอำนวยปิดกั้นทางจราจร เพื่อไม่ให้รถคันอื่นเข้ามาในพื้นที่เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น เนื่องจากเพลิงที่ไหม้รถมีความรุนแรงมาก และทางเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาฉีดน้ำสกัดไฟนานกว่า 10 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ ส่วนตัวรถ ได้รับความเสียหายจากการถูกเพลิงไหม้แทบจะหมดคัน

นายจิรายุส อำนวยปริสุทธิ์  อายุ 24 ปี เล่าว่า ตนได้ขับรถยนต์ออกมาจากบ้าน ซอยชัยพฤกษ เพื่อมุ่งหน้าไปธนาคาร แค่เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุก็มีควันดำขึ้นเต็มรถยนต์ หลังจากนั้นก็หาทางออกจากรถยนต์  และพยายามจะวิ่งไปหยิบกกระเป๋าและโทรศัพท์พร้อมด้วยเงิน  1 ล้าน บาท ที่อยู่ในรถ แต่ไฟลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ตนไม่สามารถคว้ากระเป๋าใส่เงินได้ ทำให้กระเป๋าเงิน เงินสด และ มือถือได้ไหม้ไปกับรถยนต์ จนหมด


ภาพ/ข่าว  อนันต์ สุขวัฒนะ / เอกชัย สุขวัฒนะ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค พัทยา 

รมต.สำนักนายกฯ ตรวจเยี่ยม ศูนย์สนับสนุนการเคลื่อนย้ายฯ ศปม.

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่กรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ พล.อ.ธิติชัย เทียนทอง รองเสนาธิการทหาร ให้การต้อนรับ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/กรรมการ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในโอกาสตรวจเยี่ยมศูนย์สนับสนุนการ เคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ COVID-19 ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง

ตามนโยบายของ นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ผอ.ศบค.)ให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) บูรณาการการใช้ยานพาหนะของกองทัพเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้กำกับดูแล นั้น ปัจจุบัน กองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดตั้งหน่วยปฎิบัติเพื่อบูรณาการการดำเนินงาน ดังนี้ 

1.) ส่วนกองอำนวยการ จัดจาก กรมยุทธบริการทหาร
2.) ส่วนปฏิบัติการ ประกอบด้วย กองบัญชาการ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง, ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง กองทัพบก, ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง กองทัพเรือ และ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง กองทัพอากาศ โดยมีการจัดยานพาหนะสนับสนุนการเคลื่อนย้ายฯ ประกอบด้วย

- จัดยานพาหนะที่ใช้พร้อมใช้งานทันที จำนวน 31 คัน โดยจัดจาก กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 15 คัน กองทัพบก จำนวน 10 คัน กองทัพเรือ จำนวน 3 คัน และกองทัพอากาศ จำนวน 3 คัน โดยได้สนับสนุนศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ มาตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน ซึ่งในปัจจุบันยังคงดำรงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทุกวัน

- จัดยานพาหนะเพิ่มเติมอีกจำนวน 21 คัน ประกอบกำลังจากกองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 10 คัน กองทัพบก จำนวน 5 คัน กองทัพเรือ จำนวน 3 คัน และ กองทัพอากาศ จำนวน 3 คัน ได้มีการจัดหมุนเวียนปฏิบัติงานประจำศูนย์ฯ เป็นประจำทุกวัน 

-  จัดยานพาหนะที่พร้อมปฏิบัติเมื่อสั่ง (On call) ไว้อีก จำนวน 16 คัน โดยจัดจากกองทัพบก จำนวน 10 คัน กองทัพเรือ จำนวน 3 คัน และกองทัพอากาศ  จำนวน 3 คัน

- จัดรถพยาบาล จากกองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 4 คัน

- จัดกำลังพล จากสำนักงานแพทย์ทหาร กรมยุทธบริการทหาร เข้าร่วมส่วนสนับสนุน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ศูนย์สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ COVID-19 ศปม. ณ กรมยุทธบริการทหาร เพื่อประสานนำส่งโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามตามที่กำหนด

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/กรรมการ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและเสียสละในสถานการณ์การแพร่ระบาด พร้อมกันนี้ได้มอบชุด PPE หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และน้ำดื่มให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน  ณ ศูนย์สนับสนุนการเคลื่อนย้ายฯ เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 ต่อไป

บึงกาฬ – ช้างป่าลงจากเขามาหากิน ตื่นคนเก็บเห็ด !! ต่างฝ่ายต่างวิ่งหนีคนล้มซี่โครงหัก เสียชีวิต

ช้างป่าภูวัวที่มีอยู่ประมาณ 50 ตัว เมื่อด้านบนภูอาหารเช่นหญ้าและไผ่หมด จึงลงมาจากภูเขาออกหากินหญ้าและน้ำด้านล่าง แยกกันเป็นโขลงๆ ละ 10-15 ตัวบ้าง เพื่อความอยู่รอดของโขลงข้าง เมื่อช้างหนุ่มแยกเดี่ยวหากินลำพังมาเจอชาวบ้านที่ออกหาเก็บเห็ดป่าตามชายป่าเชิงเข้า เกิดตื่นตกใจทั้งช้างและคนวิ่งหนีกระเจิงจนล้มลงซี่โครงหักดับอนาถ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 4 พ.ค.พ.ต.ท.สุริยา แน่นอุพำ รอง สว.(สอบสวน) สภ.บุ่งคล้า อ.บุ้งคล้า จ.บึงกาฬ รับแจ้งเหตุจาก นายอิทธิชัย พรมพุทธ ผญบ.หมู่ 4 มีชาวบ้านนาจาน ต.บุ่งคล้า ออกหาเก็บเห็ดป่าแล้วถูกช้างป่าที่ลงมาหากินด้านล่างทำร้ายจนเสียชีวิต 1 ราย จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสว่างศรีวิไล จุดบุ่งคล้าจุดศรีวิไล จุดบริการโสกก่าม เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ป่าภูวัว เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ออกไปยังที่รับแจ้ง ที่เกิดเหตุเป็นป่าเชิงเขาใกล้สวนยางพาราและร่องน้ำลึกประมาณ 3 เมตรที่ทำขึ้นเพื่อป้องกันช้างป่าข้ามเขตออกมาทำลายและกัดกินพืชสวนของชาวบ้าน เช่นนาข้าว และสวนยางพารา พบร่างผู้เสียชีวิตสภาพร่างนอนหงายสวมใส่เสื้อยืดกีฬาแขนสั้นลายทาง กางเกงขาวยาวสีดำ ไม่สวมรองเท้า มีบาดแผลถูกช้างป่าทำร้ายที่ซี่โครงด้านขวาหัก 4 ซี่ ตามร่างกายส่วนอื่นไม่มีบาดแผลและฟกช้ำแต่อย่างใด ทราบชื่อต่อมาว่า นายนันทะ เชื้อคำจันทร์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 141 หมู่ที่ 4 บ้านนาจาน ต.บุ่งคล้า 

สอบสวนชาวบ้านที่ไปเก็บเห็ดด้วยกัน ทราบว่านายนันทะ กับพวกได้ออกจากบ้านมาแต่เช้า เพื่อมาเก็บเห็ดป่าที่กำลังผุดอกขึ้นมาภายหลังฝนตกใหม่ เมื่อถึงป่าได้แยกย้ายกันไปคนละทิศละทางเพื่อหาเห็ด ขณะนั้นได้ยินเสียงร้องของนายนันทะว่า “ช้าง ๆ “ จากนั้นก็เสียงเงียบไป เมื่อเหตุการณ์ปกติเพื่อนที่ไปหาเห็ดจึงชวนกันเดินหาตามเสียงร้อง จึงพบร่างที่ไร้วิญญาณของนายนันทะ ซึงเจ้าหน้าที่คาดว่าระหว่างเดินหาเก็บเห็ดป่าอยู่นั้น ผู้เสียชีวิตคงเจอช้างที่ออกมาหากินเพียงลำพัง ช้างจึงตื่นตกใจวิ่งผ่านเบียดร่างจนกระเด็นทำให้ชี่โครงหักทิ่มปอด แต่ยังไม่เสียชีวิตทันทีและทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงดับอนาถภายหลัง จากนั้นหน่วยกู้ภัยจึงนำร่างออกจากป่ามาให้ นพ.ณรงค์วรรษ พรหมสาขา ณ นคร แพทย์เวร รพ.บุ่งคล้า ชันสูตรตามระเบียบต่อไป ส่วนญาติไม่ติดใจจึงมอบร่างไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

ด้านนายวิษณุ กุมภาว์ หน.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว กล่าวว่า เนื่องจากผู้เสียชีวิตได้ออกเก็บเห็ดป่าใกล้กับแนวเขตป้องกันช้างป่าออกมาหากินด้านนอก ขณะก้มหน้าก้มตาเขี่ยหาดอกเห็ดใต้ใบไม้ ไม่รู้ว่ามีช้างป่าที่แยกเดียวจากฝูงมาหากินยืนอยู่ด้านหน้า แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงตกใจร้องเสียงหลงว่า”ช้าง”ทำให้ช้างก็ตื่นคนและคนก็ตื่นช้างต่างวิ่งหนี จนหกล้มซี่โครงด้านขวาหัก 4 ซี่ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยกลัวช้างเข้าทำร้าย จึงรอจนปลอดภัยแต่นายนันทะทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตดับอนาถดังกล่าว


ภาพ/ข่าว เกรียงไกร พรมจันทร์

ชลบุรี – เกิดอุบัติเหตุรถฟอจูนเนอร์ขับมาด้วยความเร็ว เสียหลักไถลพลิกคว่ำชนต้นไม้รถพังยับเยิน 2 สามีภรรยาสาหัสทั้งคู่

เมื่อเวลา18.30น.วันที่4พ.ค.2564นี่คือภาพจากกล้องหน้ารถจับภาพนาทีรถฟอจูนเนอร์ขับมาด้วยความเร็วก่อนจะเห็นว่าเสียหลักไถลตกข้างทางไปฟาดกับต้นไม้จนพังยับเยินเป็นเศษเหล็กล้อกระเด็นออกมาชนกับรถคันที่มีกล้องได้รับความเสียหายด้วย

ต่อมาวันนี้ 4 พ.ค.เวลา 18.30 น.ร้อยตำรวจเอกชัยชาญ ประเสริฐวงษ์ รองสารวัตร(สอบสวน)สภ.หนองใหญ่ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนต้นไม้พังยับเยินมีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสบนถนนสาย 344 ชลบุรี-แกลง หลักกิโลเมตรที่ 51 พื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลหนองใหญ่ อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี จึงรีบไปตรวจสอบพร้อมอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยศีลธรรมสมาคมบ้านบึง จุดหนองใหญ่ เมื่อไปถึงพบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ฟอจูนเนอร์สีขาว หมายเลขทะเบียน 8 กฌ 9886 กทม.ในสภาพพังยับเยินเป็นเศษเหล็กหลังคาบี้ ตรวจสอบด้านในรถพบผู้บาดเจ็บ 2 รายติดอยู่ที่เบาะคนขับชื่อนายกิตติ เรืองสัดสี อายุ 28 ปีเป็นเจ้าของแผงทุเรียนที่จันทบุรี ส่วนผู้บาดเจ็บที่นั่งมาด้วยชื่อนางสาวทราย ชื่อเล่น อายุ 25 ปีเป็นภรรยายัง ทั้งคู่มีอาการสาหัส จึงได้ประสานขออุปกรณ์ตัดถ่างจากหน่วยกู้ภัยชีพ อบต.หนองเสือช้างนำมาตัดประตูนำผู้บาดเจ็บทั้ง 2 คนออกจากรถแล้วเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลหนองใหญ่ก่อนหน้านี้แล้ว

จากการสอบถามนายธงชัย นิลพันธุ์ อายุ 36 ปีคนขับรถบรรทุกที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าตนกำลังขับรถมุ่งหน้าไปอำเภอแกลง จ.ระยองพอมาถึงที่เกิดเหตุรถของคนเจ็บได้ขับมาด้านหลังแล้วเสียหลักออกมาทางช่องทางขวาก่อนจะไถลตัดหน้ารถของตนนิดเดียวไปชนกับต้นไม้ข้างทางและล้อรถได้หลุดมาโดนหน้ารถตนเองรีบจอดรถลงไปดูก็พบว่ามีผู้บาดเจ็บจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยให้มาช่วยเหลือดังกล่าว ทางด้านตำรวจจะได้รอให้คนขับรถฟอจูนเนอร์รักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วจะได้สอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้งถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


 ภาพ/ข่าว  วิศาล / ชลบุรีปู

ชลบุรี - พบซากปลาโลมาสีชมพู ลอยตายในอ่าวสัตหีบ

วันที่ 4 พ.ค.64 นายพิชิต เกลียกกุทัณฑ์ หัวหน้าหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบ ได้รับแจ้งจากชาวประมงว่า พบซากปลาโลมา ไม่ทราบชนิด ลอยบริเวณใกล้ เกาะรางเกวียน ห่างจากชายฝั่ง ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ประมาณ 8-9ไมล์ทะเล จึงได้นำกำลังพร้อมรือกู้ภัยฯ ออกค้นหา

ในเวลาต่อมา พบซากปลาโลมา ไม่ทราบเพศ อายุประมาณ 2-3 ปี สภาพยุ่ยเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ตายมาแล้วประมาณ 5-7 วัน น้ำหนักประมาณ 100 กว่ากิโลกรัม ความยาวประมาณ 2 เมตร คาดว่าน่าจะเป็นโลมาสีชมพู ที่ชาวประมงและนักท่องเที่ยวพบเจอบ่อยในบริเวณ อ่าวสัตหีบก่อนหน้านี้  เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ จึงช่วยกันเก็บขึ้นเรือนำเข้าฝั่งเพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ไปพิสูจน์การตายว่าเพราะสาเหตุใด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบว่าถูกอวนของเรือประมงแต่อย่างใด จึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยภาคตะวันออก จังหวัดระยอง มานำซากปลาโลมาไปผ่าพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุของการตายอีกครั้ง สำหรับในพื้นที่อ่าวบางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่มีชื่อของจังหวัดชลบุรี 


ภาพ/ข่าว  นิราช ทิพย์ศรี / นันทพล ทิพย์ศรี

ศาล รธน. ชี้ ธรรมนัส ไม่พ้นสมาชิกภาพ ส.ส. และ รมต. เหตุเป็นคดีที่เกิดในต่างประเทศ ไม่ผูกพันกับกฎหมายไทย ตามหลักอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ รวมทั้งออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง เรื่องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของ ส.ส. 51 คน ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10)

และความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ จากกรณีเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายอันถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้าซึ่งยาเสพติด ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาของออสเตรเลียก่อนสมัครส.ส. แต่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลไทย จึงไม่มีลักษณะต้องห้าม ตาม รธน. สมาชิกภาพ ส.ส. ของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่สิ้นสุดลง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามมาตรา 98 ผู้ถูกร้องไม่มีลักษณะตามรธน. จึงไม่มีเหตุให้ความเป็นรมต.สิ้นสุดลงตามมาตรา 160(6) และมาตรา 98 (10)

กรณีดังกล่าวทาง ร.อ.ธรรมนัส ถูกพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ศาลออสเตรเลียได้มีคำพิพากษา เมื่อเดือนมีนาคม 2537 ว่ามีความผิดฐานนำเข้าและค้ายาเสพติดสั่งจำคุก 6 ปี แต่จำคุก 4 ปี ก่อนถูกเนรเทศกลับประเทศไทย จึงมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ส.ส. และรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) และเข้าชื่อยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

กระทรวงแรงงาน แนะนายจ้างและคนต่างด้าวอย่าตื่นตระหนก หมั่นติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยผลการดำเนินการตามมติครม.วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2563 หลังขยายเวลาตรวจโควิด-19 และตรวจอัตลักษณ์ ถึง 16 มิ.ย. 64 พบต่างด้าวผ่านการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้ว 409,672 คน จัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลแล้ว 480,366 คน พร้อมย้ำไม่ต้องกังวล ขอให้ติดตามข่าวสารจากกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างมาก ได้กำชับให้กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงหลักในการบริหารจัดการให้แรงงานต่างด้าวด้าว 3 สัญชาติตาม มติครม.วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2563 ดำเนินการขอรับใบอนุญาตทำงานและทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติให้ทันภายในกำหนด 

ซึ่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2564 ครม.ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลา ตรวจโควิด-19 และตรวจอัตลักษณ์บุคคล จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2564 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ พร้อมทั้งยื่นขอรับใบอนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางานตามกำหนดเดิม (วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2564) เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงานเข้าใจถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดปัจจุบันที่มีความรุนแรง และการระงับการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ขอให้นายจ้าง/สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว อย่าเพิ่งกังวลใจ และติดตามข่าวสารจากกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ลืมป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด

“ข้อมูล ณ วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2564 พบแรงงานต่างด้าวผ่านการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้ว 409,672 คน หรือร้อยละ 62.56 และผ่านการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) แล้ว 480,366 คน หรือร้อยละ 73.35 จากคนต่างด้าวที่ลงทะเบียนทั้งสิ้น จำนวน 654,864 คน อย่างไรก็ดีด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดปัจจุบัน บุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาลต้องทำงานอย่างหนัก จึงขอให้นายจ้าง/สถานประกอบการที่ต้องการพาคนต่างด้าวตรวจคัดกรองโควิด-19 และซื้อประกันสุขภาพกับสถานพยาบาลของรัฐ นัดหมายกับทางโรงพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรค และทราบแนวทางการปฏิบัติที่โรงพยาบาลกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันตามมาตรการควบคุมโรคของสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ล่าสุดกรมการจัดหางานได้รับการประสานว่า สถานพยาบาลในกรุงเทพมหานคร งดตรวจโควิด-19 แก่แรงงานต่างด้าว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกที่ 3 และได้รับการประสานจากกรมการปกครองและกรุงเทพมหานคร แจ้งงดให้บริการจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. 64 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จะคลี่คลายลง สำหรับการจัดเก็บอัตลักษณ์กับกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง สามารถจองคิวออนไลน์ที่ www.IMMBKKLABOUR.com และดำเนินการเก็บอัตลักษณ์บุคคลที่ศูนย์ตลาดสดสี่แยกหนอกจอก และยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานทางระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ e-workpermit.doe.go.th กับกรมการจัดหางานต่อไป

ในส่วนของจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ขอให้นายจ้าง/สถานประกอบการ ติดตามข่าวสาร และปฏิบัติตามมาตรการที่หน่วยงานในพื้นที่กำหนด รวมถึงดูแลให้แรงงานต่างด้าวปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดในสถานประกอบการ และเพื่อความปลอดภัยของแรงงานต่างด้าวเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่ทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ หมั่นล้างมือ หรือทำความสะอาดด้วยเจลแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่างระหว่างกัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน ทำความสะอาด เช็ดถูพื้นผิววัสดุอุปกรณ์ ที่มีการใช้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

“ทั้งนี้หากนายจ้าง/สถานประกอบการ และคนต่างด้าว มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่ไลน์ @Service_Workpermit หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694 ซึ่งมีการจัดล่ามในภาษากัมพูชา เมียนมา และอังกฤษ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร และแนะนำวิธีการดำเนินการ” นายไพโรจน์ฯ กล่าว

วันนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงมีพระชันษา 37 ปี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ประสูติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2527 เป็นพระธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับนาวาเอกวีระยุทธ ดิษยะศริน 

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลที่โรงเรียนจิตลดา ในเวลาต่อมา ทรงเข้าศึกษาที่สถาบันศิลปะวอชิงตัน (The Art Institute of Washington) ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นทรงศึกษาต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ในสถาบันศิลปะแคลิฟอร์เนีย (The Art Institute of California) ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาทรงโอนหน่วยกิตจากสถาบันเดิม เพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และทรงสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา พ.ศ.2553

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านกราฟิกดีไซน์และแอนิเมชั่น และทรงนำมาประกอบใช้ในพระกรณียกิจมากมาย อาทิ ในปี พ.ศ.2555 ทรงออกแบบเสื้อฝีพระหัตถ์ ‘ทุ่งภูเขาทอง’ เพื่อสมทบทุนบูรณะอุโบสถวัดภูเขาทอง และในปี พ.ศ.2556 ทรงร่วมกับ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินชื่อดังของประเทศ ออกแบบลายสำหรับเสื้อและถุงผ้า ‘ช้างนพสุบรรณ’ เพื่อนำทุนไปบูรณะวัดวัง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เสียหายจากอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ.2554

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านศิลปะ และพระพุทธศาสนา ตลอดจนทรงมีโครงการเกษตรตัวอย่างในพระดำริที่จังหวัดสุรินทร์ โดยทรงน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิต มาปรับใช้ในโครงการเกษตรส่วนพระองค์

เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติ ประชาชนชาวไทยจึงขอน้อมถวายพระพร ขอทรงมีพลานามัยแข็งแรงยิ่งยืนนาน ทรงพระเจริญ


ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าวรวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

กรุงเทพฯ - “มาดามแป้ง” ส่ง “กล่องน้ำใจ” ถึงชาวคลองเตย กักตัวเกินร้อย

มาดามแป้ง ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี. ส่งกล่องน้ำใจมูลนิธิมาดามแป้ง บรรเทาความเดือดร้อนช่วงกักตัวของชาวคลองเตยเกินร้อยชีวิต ทั้ง 43 ชุมชน พร้อมตั้งครัวมาดามทุกวัน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่เขตคลองเตยทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง หลังพบผู้ป่วยเพิ่มสูงจากการเป็นชุมชนแออัด ส่งผลให้มีผู้เสี่ยงสูงต้องกักตัวเพิ่มขึ้นทุกวัน “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ เดินหน้าให้ความช่วยเหลือชาวคลองเตยต่อเนื่อง หลังตั้งครัวมาดามแจกข้าวกล่องแก่ 43 ชุมชน พร้อมจัดกล่องน้ำใจจัดส่งไปยังผู้ที่ต้องกักตัว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงขาดรายได้  โดยในกล่องน้ำใจนั้นประกอบด้วย เครื่องอุปโภค บริโภคทั้งสดและแห้ง พร้อมของใช้จำเป็นอื่นๆ และจัดทีมอาสาสมัครลงพื้นที่ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน

โดย มาดามแป้ง CEO เมืองไทยประกันภัย , ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี. ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมาดามแป้ง กล่าวว่า “ต้องขอบคุณกลุ่มอาสากล้าใหม่ ผู้นำชุมชน ที่ส่งต่อความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ ไปยังพี่น้องที่ลำบาก ทั้งการตั้งครัวมาดามตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเป็นต้นมา รวมถึงการส่งต่อกล่องน้ำใจที่เต็มไปด้วยความตั้งใจไปถึงมือผู้ที่กักตัวทั้ง 43 ชุมชน มันเป็นช่วงเวลาที่คนตัวใหญ่ต้องหันมาช่วยคนตัวเล็ก โดยเฉพาะแฟนบอลท่าเรือที่คลองเตย เราทิ้งไม่ได้ อยากให้ทุกคนอดทนสู้เพื่อให้ผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ นอกจากการช่วยเหลือพี่น้องชาวคลองเตยทั้ง 43 ชุมชนแล้ว มูลนิธิมาดามแป้ง ยังได้ส่งต่อกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฎิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศรวม 26 แห่งนานเกือบหนึ่งเดือนแล้ว สำหรับผู้ที่สนใจบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องชาวคลองเตยและคนไทยทั่วประเทศ สามารถร่วมบริจาคได้ที่ บัญชี 092-2-61340-0 ธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี มูลนิธิมาดามแป้ง เพื่อโครงการสร้างสังคมแห่งการให้

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top