Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

จับเฒ่าจีน!! ‘หนีหมายคดีล้มละลาย แอบซุกบริษัทย่านปทุม’ พบหลักฐานดำเนินคดีในความผิดทางการเงิน มีหมายจับของศาลจีนคดีล้มละลายเช่นกัน

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 และ ว่าที่ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ดังนี้

ให้ห้วงที่ผ่านมา กก.สส.บก.ตม.3 คอยสอดส่งพฤติกรรมและบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายหรือมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมในประเทศไทย ในครั้งนี้ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 ได้รับการร้องเรียนว่ามีบุคคลคล้ายคนจีนน่าสงสัยว่าอาจหลบหนีเข้าเมืองหรือหลบหนีความผิดบางประการ โดยมีพฤติกรรมหลบ ๆ ซ่อน ๆ และระมัดระวังตัวสูง จึงได้ทำสืบสวนหาข้อมูลจนทราบข้อเท็จจริงว่าหลบหนีคดีมาจากประเทศจีนและอยู่เกินในราชอาณาจักรมาเป็นเวลานาน รายละเอียดการสืบสวนและดำเนินการจับกุมมีดังนี้

หลังจากได้รับการร้องเรียนของประชาชนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีข้อมูลว่ามีชายมีอายุลักษณะคล้ายคนจีน อาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีลักษณะมีป้ายบริษัทอยู่หน้าบ้าน แต่ไม่พบเห็นว่ามีใครเข้ามาต่อติดงานบริษัทดังกล่าว โดยนาน ๆ ครั้งจะมีชายคนหนึ่งลักษณะคล้ายคนจีนปรากฏตัวออกมาจากบ้านหลังดังกล่าว และขณะเดินออกมาจากบ้านจะมีท่าทีที่ระวังตัวเป็นอย่างมาก เป็นที่น่าสงสัยว่าอาจหลบหนีเข้ามาหรือหนีความผิดบางอย่าง

ชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนอยู่ระยะหนึ่งจนได้ข้อมูลว่า ชายคนดังกล่าวคือนาย Rong สัญชาติจีน อายุ 59 ปี เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะเป็นนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ.2559 ปัจจุบันอยู่เกินในราชอาณาจักร (Overstay) มา 1,956 วัน (ประมาณ 5 ปีครึ่ง) และยังมีข้อมูลว่าถูกดำเนินคดีที่ประเทศจีนในความผิดทางการเงินจนมีหมายจับของศาลประเทศจีนในคดีล้มละลาย จึงได้นำเรียนข้อมูลผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและมีความเห็นว่าพฤติกรรมของนาย Rong ซึ่งอยู่แบบหลบซ่อนไม่ขออยู่ต่อในประเทศไทยโดยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเปิดเผย สุ่มเสี่ยงเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมในประเทศไทยซึ่งพบเห็นบ่อยครั้งที่ผ่านมา ซึ่งได้อนุมัติให้ดำเนินการจับกุมโดยทันที

เมื่อได้รับการอนุมัติดังกล่าว ชุดสืบสวนได้ดำเนินการเข้าจับกุมโดยวางแผนแฝงตัวซุ่มดูอยู่หลายวันจนกระทั่ง นาย Rong ได้ปรากฏตัวจึงเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอตรวจสอบ แต่เมื่อนาย Rong พบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รีบหลบเข้าไปในรถยนต์และทำการล็อครถไม่ยอมออกมาให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 5 ชั่วโมงถึงยินยอมออกมาจากรถและให้มีการตรวจสอบหนังสือเดินทาง ซึ่งผลการตรวจสอบก็ปรากฏชัดว่าอยู่เกินในราชอาณาจักรตรงตามข้อมูลทางสืบสวนจริง จึงได้จับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี

การแจ้งข้อกล่าวหา

แจ้งข้อกล่าวหา นาย Rong ว่า “เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) จำนวน 1,956 วัน”ภายหลังจับกุมนาย Rong รับว่าตนกระทำผิดตามที่กล่าวหา ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนในประเทศจีน ซึ่งมีการกู้ยืมเงินจำนวนมากแต่ยังปกปิดจำนวน เมื่อสถานการณ์เริ่มย่ำแย่ได้เดินทางทางหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ.2016 ภายหลังถูกฟ้องคดีและล้มละลายในเวลาต่อมาจนมีหมายจับในปี ค.ศ.2018 และ 2019 ตามลำดับ ในกรณีเงินทุนที่เอาเข้ามาใช้ในประเทศในการเปิดบริษัทนั้นชุดสืบสวนจะมีการสืบสวนต่อไปและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตราย ต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อันทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือ www.immigration.go.th

ชลบุรี - ผู้ใหญ่ใจดี! ‘สโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล’ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชนชาวสัตหีบ ยามวิกฤติโควิด-19

วันนี้ (4 ส.ค.64) โมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล นำโดย นายกชนัญดา กองพล และนายกก่อตั้ง อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการภาค 3340 ดร.ออทม่า ดีเทอร์ นำถุงยังชีพมาช่วยเหลือประชาชนชาวสัตหีบ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัสโควิด-19 ที่กำลังวิกฤติทำให้ประชาชนไม่สามารถออกมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ โดยมี นายกิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ เป็นผู้แทนรับมอบ ซึ่งภายในถุงยังชีพก็จะประกอบด้วยเครื่องบริโภค ข้าวสาร ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช เป็นต้น และจะนำไปมอบต่อให้กับผู้นำชุมชนของแต่ละตำบลมารับไปแจกให้กับประชาชนที่เดือดร้อน

ในการนี้ นายกิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ ได้นำคณะสโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมการทำอาหารและนำถุงยังชีพไปมอบให้กับโรงครัวสนามที่วัดสามัคคีบรรพต ต.บางเสร่ และโรงครัวสนามเทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว  ซึ่งได้ตั้งเป็นครัวสนามทำอาหารแจกให้กับประชาชนของแต่ละพื้นที่อีกด้วย

นายกชนัญดา กองพล  นายกสโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันโควิด-19 ได้แพร่ระบาดอย่างหนักทั้งจังหวัดชลบุรีและจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งพื้นที่อำเภอสัตหีบด้วย ทางสโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล

ได้ตระหนักและมีความเห็นใจประชาชนที่ไม่สามารถออกมาประกอบอาชีพได้อย่างปกติ จึงได้นำเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในช่วยวิกฤตินี้ และขอฝากไปยังประชาชนชาวสัตหีบ ให้ร่วมกันป้องกันตนเอง ปฎิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเต็มที่ และขอให้มีกำลังใจต่อสู้เพื่อจะได้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน


ภาพ/ข่าว  นันทชัย เชื้อสนุก / สมนึก เชื้อสนุก รายงาน

ตม.จว.ขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบแรงงาน นายจ้างเจอพิษเศรษฐกิจ ผงะซ้ำ! ถูกตุ๋นต่อวีซ่าเถื่อนลูกจ้างกัมพูชา เร่งสาวหาตัวการ

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติ รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว รอง ผบก.ตม.4 และ พ.ต.ท.สราวุฒิ ปรีดากร สวญ.ตม.จว.ขอนแก่น ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ดังนี้

ตามนโยบายสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ดำเนินการสืบสวนจับกุมและขยายผลขบวนการที่กระทำความผิดเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าว และสกัดกั้นแรงงานที่ทะลักออกมาจากพื้นที่จังหวัดที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดย ตม.จว.ขอนแก่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบสถานประกอบการ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำแรงงานต่างด้าวที่มาจากพื้นที่จังหวัดเสี่ยงแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมาทำงานโดยผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 6 ราย ถือหนังสือเดินทางที่มีตราประทับขออยู่ต่อ ในราชอาณาจักร ของ ตม.จว.ปทุมธานี โดยเมื่อตรวจสอบโดยละเอียดแล้วพบว่าตราประทับวันอนุญาตของ ตม.จว.ปทุมธานี ไม่ปรากฏลายมือชื่อของเจ้าพนักงานผู้อนุญาต ซึ่งมีลักษณะผิดปกติ จึงได้นำตัวบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชากลุ่มดังกล่าวทั้ง 6 ราย มาตรวจสอบเอกสารสำคัญประจำตัวโดยละเอียดที่ ตม.จว.ขอนแก่น

โดยจากการตรวจสอบผ่านระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (Biometrics) ไม่พบการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรตามที่ได้มีปรากฎในตราประทับในหนังสือเดินทางแต่อย่างใด จึงได้ประสานไปยัง ตม.จว.ปทุมธานี ตามที่ระบุในหนังสือเดินทางว่าเป็นผู้อนุญาตอยู่ต่อให้กับกลุ่มบุคคลต่างด้าวกลุ่มดังกล่าว ได้รับแจ้งว่าไม่มีการแจ้งขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรตามที่ได้ประทับตราในหนังสือเดินทางแต่อย่างใด

จึงทราบว่าตราประทับอนุญาตดังกล่าวเป็นตราประทับปลอม จากการสอบถามนายจ้างของบุคคลต่างด้าวคือนายพุฒศิษฐ์ อายุ 47 ปี สัญชาติไทย แจ้งว่าตนได้ว่าจ้างให้ น.ส.ทิพย์วรรณ อายุ 30 ปี เป็นผู้นำหนังสือเดินทางของบุคคลต่างด้าวไปทำการขออยู่ต่อให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา น.ส.ทิพย์วรรณ รับว่าตนนำหนังสือเดินทางของแรงงานต่างด้าวไปมอบให้ น.ส.จอย ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง เพื่อทำเรื่องขออยู่ต่อฯ

จนมาปรากฏว่าตราประทับดังกล่าวเป็นตราประทับปลอม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.ขอนแก่น จึงแจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาจำนวน 6 ราย ทราบว่า “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และ “เป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชามีและใช้เอกสารปลอม”(ตราประทับวันอนุญาตอยู่ต่อ) แล้วนำตัวส่ง พงส.สภ.เมืองขอนแก่นเพื่อดำเนินการ พร้อมเร่งรัดสืบสวนขยายผลสู่ตัวการขบวนการปลอมตราประทับเพื่อมารับโทษทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ  รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตราย ต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อันทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือ www.immigration.go.th

 

 

สิ้นลาย!! “ไอ้เล็ก” หัวหน้าขบวนการขนเวียดนามข้ามประเทศ กก.สส.บก.ตม.4 รวบครบขบวนการ

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติ รอง ผบก.ตม.4 ,พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว รอง ผบก.ตม.4 และ พ.ต.อ.พิษณุ สิทธิฑูรย์ ผกก.สส.บก.ตม.4 ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ดังนี้

กก.สส.บก.ตม.4 ร่วมกับ ตม.จว.อุดรธานี จับกุมตัว MR.MAI อายุ 26 ปี สัญชาติเวียดนาม ในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี ในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และ “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตาม พ.ร.บ.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

ตามนโยบายสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ดำเนินการสืบสวนจับกุมและขยายผลขบวนการลักลอบขนคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและความผิดอื่น ๆ ประกอบกับก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สืบสวน กก.สส.บก.ตม.4 สืบทราบว่า MR.MAI บุคคลต่างด้าว สัญชาติเวียดนาม ผู้เคยต้องโทษในความผิดกรณีเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นช่วยเหลือหรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการถูกจับกุม และตัวการช่วยเหลือหรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการถูกจับกุม อีกทั้งเป็นหัวหน้าขบวนการลักลอบขนคนต่างด้าวสัญชาติเวียดนามเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายในราชอาณาจักร โดย MR.MAI ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้มีโทษทั้งจำทั้งปรับ มาแล้วถึง 2 ครั้ง

หลังพ้นโทษได้รับการปล่อยตัวได้หลบหนีไปซ่อนตัว เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.4 เร่งล่าตัว สืบสวนหาข่าวจนทราบว่า MR.MAI หนีมาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จึงวางแผนเข้าจับกุม จนกระทั่ง ได้รับแจ้งจากสายข่าวไม่ประสงค์ออกนามว่า พบตัว MR.MAI อยู่ที่ ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี จึงประสาน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.อุดรธานี เข้าทำการจับกุม พบ MR.MAI เร่ขายของอยู่ริมถนน จึงแสดงตัวเข้าทำการจับกุม จากการตรวจสอบโดยระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (Biometrics) พบว่าการอนุญาตสิ้นสุด จึงแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และ “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตาม พ.ร.บ.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว จึงนำตัวส่ง พงส.สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตราย ต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อันทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือ www.immigration.go.th

“ตู่-นันทิดา” ลั่น!! 9 สิงหา นี้ พร้อมกระจายวัคซีน ซิโนฟาร์ม 99,000 โดสแรก เผย เตรียมรองรับชุดที่ 2 รอบถัดไปกว่า 133,000 โดส

ที่ภายในอาคาร ชั้น 4 อบจ.จังหวัดสมุทรปราการ  ได้มีการจัดแถลงข่าวกำหนดวันฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มให้กับประชาชน 5 กลุ่มหลัก โดยจะเริ่มฉีดวันแรกในวันที่ 9 สิงหาคม 64 นี้ รวม 99,000 คน อีกทั้ง อบจ.สมุทรปราการ จัดเตรียมสถานที่เพื่ออำนวยความสะดวกพร้อมรองรับการฉีดวัคซีน รวม 5 จุด ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และหากประชาชนพลาดสิทธิไม่ได้รับการฉีดวัคซีนในรอบแรกนี้ จะมีรอบถัดไป อีกจำนวน 133,000 คน พร้อมรองรับ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 64. นางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายกอบจ.สมุทรปราการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน พร้อมด้วย ดร.พิริยะ โตสกุลวงศ์ รองนายกอบจ.สมุทรปราการ , นายสมลักษณ์ ควรสงวน รองนายกอบจ.สมุทรปราการ, นางสาวชนม์ทิดา อัศวเหม เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ , นายสมหวัง เกษมโกสินทร์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ , นายวิมล มงคลเจริญ ปลัด อบจ.สมุทรปราการ 

ได้ร่วมกันแถลงข่าวกำหนดวันฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมชี้แจงการจัดเตรียมสถานที่สำหรับรองรับการให้บริหารในการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม 5 กลุ่มหลัก รวม 99,000 คน โดยมีคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมเข้าฟังด้วย

ด้านนางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ. สมุทรปราการ กล่าวว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ  ได้รับการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มในครั้งที่ 1 จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีจำนวน 99,000 คน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการได้ดำเนินการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม ในระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค.64 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งขณะนี้ทาง อบจ.สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดซื้อวัคซีนและจัดจ้างสถานพยาบาลเพื่อให้บริการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มและได้กำหนดสถานที่รับบริการฉีดวัคซีนเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

โดยได้ทำการเลือกโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เป็นผู้ให้บริการในการฉีดวัคซีน อีกทั้งยังได้จัดเตรียมสถานที่ในการให้บริการฉีดวัคซีน จำนวน 5 แห่ง เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชน และครอบคลุมทั้งจังหวัดโดยได้แก่ 

1. อุทยานการเรียนรู้และหอชมเมืองจังหวัดสมุทรปราการ  สำหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.เมือง  

2. ห้องประชุมอาคารสํานักงานเทศบาลตําบลพระสมุทรเจดีย์  สําหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.พระสมุทรเจดีย์

3. อาคารอเนกประสงค์ 2 เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย สำหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.พระประแดง 

4. ลานอเนกประสงค์หน้าสํานักงานองค์การบริหารส่วนตําบลบางเสาธง สําหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.บางเสาธง และ อ.บางบ่อ และ

5. Apple Loft Market ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี  สำหรับผู้มีภูมิลำเนา อ.บางพลี

ซึ่งในแต่ละจุด อบจ.สมุทรปราการ จะดำเนินการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่าง ๆ อย่างครบถ้วนเพื่อรองรับการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนในการฉีดวัคซีน รวม 5 กลุ่มหลัก โดยคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมารับการฉีดวัคซีนไม่ต่ำกว่า วันละ 1,000 คน รวม 5 สถานที่ น่าจะไม่ต่ำกว่า 5,000 คนต่อวัน ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีน ในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ประชาชนทุกท่านที่ลงทะเบียนยังสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ด้วยตนเองผ่านช่องทาง www.samutprakanvaccines.com อบจ.สมุทรปราการ ขอความร่วมมือให้ผู้ที่ได้รับนัดหมายเพื่อรับการฉีดวัคซีน  โดยจะต้องมาตรงตามเวลานัดหมาย  ไม่ควรมาก่อนเวลานาน ๆ จนทำให้เกิดการแออัดและเพื่อลดการสัมผัส สําหรับผู้ที่ลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว และไม่ได้รับการฉีดวัคซีนในรอบแรก จำนวน 99,000 คนนี้ ทาง อบจ.สมุทรปราการ ขอให้ท่านรอผลการยืนยันจาก อบจ. สมุทรปราการ ในรอบถัดไป ซึ่งในขณะนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ประกาศจัดสรรวัคซีนชิโนฟาร์ม ให้กับ อบจ. สมุทรปราการ เป็นรอบที่สองแล้ว โดยมีจํานวน 133,000 โดส ทั้งนี้ อบจ.สมุทรปราการ จะรีบเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย เพื่อเร่งนำวัคซีนมาฉีดให้แก่พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ  รายงาน

'รมว. เฉลิมชัย' ลุย!! เดินหน้าโครงการ “เกษตรกร Happy” ประสานไปรษณีย์และผู้ประกอบการเอกชน ขนส่งผลไม้ภาคใต้สู่ผู้บริโภคโดยตรง ปลื้มใจนายกรัฐมนตรีอุดหนุนผลไม้ช่วยเกษตรกร และส่งมอบให้บุคลากรด่านหน้า ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้กล่าวว่า ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการ “เกษตรกร Happy” โดย ขอความร่วมมือไปยังบริษัท ไปรษณีย์ไทยเปิดให้บริการเป็นกรณีพิเศษเร่งด่วนพร้อมกัน 105 สาขาใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนให้นำส่งผลไม้จากเกษตรกรถึง

ผู้รับในพื้นที่สีแดงทุกพื้นที่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทยจะเร่งกำชับไปรษณีย์ทุกสาขาดำเนินการตามข้อเสนอ แต่การจัดส่งอาจช้ากว่าปกติ 1 วันเพราะต้องใช้สาขาปลายทางที่อยู่นอกพื้นที่สีแดงผลัดเวรกันส่งเนื่องจากก่อนหน้านี้พนักงานสบางคนของสาขาในพื้นที่สีแดงติดโควิด-19 โดยไปรษณีย์ไทยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อช่วยชาวสวน ซึ่งขอขอบคุณบริษัทไปรษณีย์ไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ดีอีเอสที่ร่วมมือ นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังบริษัทเคอรรี่ ซึ่งตกลงที่จะเปิดบริการอีกครั้งเช่นกัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เนื่องจากระบบขนส่งเป็นกลไกสำคัญในการค้าขายและระบายผลไม้ออกจากแหล่งผลิตทั้งการค้าแบบออฟไลน์และออนไลน์

ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมห่วงใยเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเมื่อวานนี้นายกฯ ซื้อผลไม้ทั้งมังคุดภาคใต้และลำไยภาคเหนือ แล้วส่งมอบเป็นกำลังใจไปให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาด่านหน้าด้วย

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ เดินทางไปภาคใต้เพื่อช่วยแก้ไขขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และปัญหาการขาดแคลนแรงงานรวมทั้งการขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าผลไม้(ล้ง)ทั้งค้าภายในและส่งออกให้ลงมาซื้อมังคุดด้วยมาตรการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องทำให้สถานการณ์เริ่มกระเตื้องขึ้น เช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีล้งเข้ามาซื้อขายมังคุดและผลไม้เพิ่มขึ้นจาก 40 ล้งเป็น 146 ล้ง นอกจากนี้สมาคมผู้ส่งออกทุเรียนมังคุดแจ้งว่า สามารถจองตู้คอนเทนเนอร์ที่จะส่งออกผลไม้ทางเรือได้แล้วตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมซึ่งจะทำให้ลดการขนส่งทางรถไปประเทศจีนที่แออัดติดขัดที่ด่านโหยวอี้กวนและด่านโมฮ่านมีผล จนทำให้ตู้คอนเทนเนอร์หมุนกลับมาภาคใต้ไม่ทันนั้นดีขึ้น หากตู้คอนเทนเนอร์ทยอยกลับมาขนมังคุดได้มากขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า จะทำให้การซื้อขายเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อราคาที่จะขยับตัวสูงขึ้น

“ขอให้คนไทยช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทย ผ่าน Facebook : Thailandpostmart และเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย www.Thailandpostmart.com ได้แก่ มังคุด จ.นครศรีธรรมราช เงาะ จ.สุราษฎร์ธานี และลำไย จ.พะเยา ด้วยการการตลาดแบบใหม่ใช้ช่องทาง  Line My Shop และ QR Code ให้ผู้ซื้อ/ลูกค้า ทราข้อมูลเกี่ยวกับผลไม้และราคาที่นำมาขายและสามารถสแกนซื้อที่ QR Code ของโครงการได้เลย โดยกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนค่าขนส่งและค่ากล่องให้กับประชาชนที่สั่งซื้อผลไม้ออนไลน์ผ่าน Thailandpostmart ของไปรษณีย์ซึ่งไปรษณีย์ไทยจัดส่งให้ฟรีทั่วไทยด้วย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร นอกจากนี้อาจส่งมอบแก่บุคลากรด่านหน้าเพื่อเป็นกำลังใจด้วย”นายเฉลิมชัยกล่าว

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า จากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงมาตรการป้องกันและควบคุมเชื้อโรคของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกมังคุดและผลไม้อื่น ๆ ของไทย ที่เกิดจากปัญหาการขนส่งล่าช้า การขาดแคลนตู้คอนเทรนเนอร์และตะกร้าใส่ผลไม้ รวมทั้งปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าพื้นที่ที่ทำได้ยาก การขาดแคลนแรงงาน และตะกร้ามีไม่พอเช่นกัน ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์มีแนวทางมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยกระจายมังคุดในประเทศ

1. เชื่อมโยงและกระจายมังคุดออกนอกแหล่งผลิตโดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการแก่ศูนย์กระจายในจังหวัดแหล่งผลิตกิโลกรัมละ 3 บาทซึ่งกรมการค้าภายในโอนเงินให้จังหวัดดำเนินการจำนวน 50,850,000 บาทตามที่ฟรุ้มบอร์ดอนุมัติเพื่อกระจายมังคุดจำนวน 16,950 ตันออกนอกแหล่งผลิตอย่างเร่งด่วน

2. สนับสนุนค่าขนส่งสำหรับผลไม้ที่ส่งผ่านไปรษณีย์กรมการค้าภายในร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทยสนับสนุนกล่องไปรษณีย์และสติกเกอร์ส่งฟรีผลไม้ทั่วประเทศส่งเสริมการขายผ่านออนไลน์แก่เกษตรกรรายย่อยจำนวน 20,000 กล่องกล่องละ 10 กิโลกรัมเพื่อช่วยกระจายผลเม้ 2000 ตันโดยได้จัดส่งกล่องพร้อมสติกเกอร์ให้จังหวัดต่าง ๆ แล้ว

3. เชื่อมโยงผู้รับซื้อของกรมการค้าภายในให้ช่วยเร่งระบายมังคุดเกรดรองหรือตกเกรดออกจากแหล่งผลิตโดยเร่งด่วน กรณีเกิดปัญหาระบายมังคุดไม่ทันในบางพื้นที่

จนท.อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตรวจยึดรถบรรทุกขนไม้ท่อนเถื่อน โดยกระทำความผิดไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 เวลา 19.16 น. คณะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ภายใต้การนำของ นายบัณฑิต ฉิมชาติ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เจ้าหน้าที่สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 3 ภาคเหนือ (สปป.3) เจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามสายที่ 2 ส่วนป้องกันทรัพยากร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้นาหมื่น และเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่ง ร่วมกันตรวจยึดไม้ประดู่ท่อนจำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 0.94 ม3 คิดเป็นค่าเสียหายที่รัฐพึ่งได้รับ 32,900 บาท พร้อม รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า (รถตู้) สีบอนด์เงินมีแถบข้างสีเลือดหมู ทะเบียน ฮษ 9984 กทม จำนวน 1 คัน

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิด

1. ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 73 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยมิได้รับอนุญาต มาตรา 48 ประกอบมาตรา 73 มีไม้อันยังมิได้แปรรูป (ไม้ประดู่ท่อนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต

2. ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 31 ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาตและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่

106/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อที่ 2 ข้อหาฐานมีไม้กระยาเลยท่อน (ไม้ประดู่) ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต

3. ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา19 (2) ประกอบมาตรา 42 ฐานร่วมกันเก็บหานำออกไปทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นฮันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้(ไม้ประดู่ท่อน) หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น

พฤติการณ์แห่งคดี ตามคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติที่ 1/2561 เรื่อง การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ลงวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561 คำสั่งอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ที่ 3 /2561 เรื่อง ตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) ส่วนหน้า จังหวัดน่านและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (แปก.พป.) ส่วนหน้า จังหวัดน่าน ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 และตามการลาดตระเวนระบบเชิงคุณภาพ(Smart Patrol System) จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ร่วมกันออกตรวจลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ในพื้นที่รับผิดชอบท้องที่บ้านประมงปากนาย หมู่ 17 ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน จากการสืบทราบข่าวว่า มีกระบวนการลักลอบทำไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ บริเวณป่ารอยต่ออุทยานแห่งชาติศรีน่าน อุทยานแห่งชาติขุนสถานและอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน เมื่อลักลอบทำไม้แล้วเสร็จ จะชักลากไม้บรรทุกด้วยเรือยนต์หางยาวมาส่งบริเวณท่าโปะข้ามฟาก(อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน-อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์) ท้องที่บ้านประมงปากนาย หมู่ที่ 17 ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ตามวันและเวลาดังกล่าว จนท.ชุดจับกุม มาถึงบริเวณที่ได้รับแจ้งได้จัดกำลังลงตรวจสอบทางน้ำและเดินตรวจสอบบริเวณท่าโป๊ะ

ขณะที่คณะเจ้าหน้าที่ตรวจมาถึงบริเวณ ที่เกิดเหตุสังเกตเห็นรถตู้และกลุ่มคนประกอบด้วยผู้ชายและผู้หญิงประมาณ 8-10 คน รวมกลุ่มนั่งดื่มเครื่องดื่มอยู่ห่าง จากรถตู้ประมาณ 2-3 เมตร หน.ชุดจึงได้สั่งการให้คณะเจ้าหน้าที่แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขออนุญาตตรวจสอบ กลุ่มคนดังกล่าว เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่จึงจะพยายามเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงได้ตะโกนบอกให้อยู่ในความสงบ อย่าได้คิดขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยได้มีการพูดจาโต้ตอบกับกลุ่มคนดังกล่าวในการปฏิบัติหน้าที่ได้บันทึกภาพและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน

ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่จำได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมี นายอิทธิพล ได้เข้ามาพูดจาข่มขู่เจ้าหน้าที่ และนายหนึ่งไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง ได้เข้ามาใช้เท้าถีบ นายเอกลักษณ์ ทาอิน พนักงานพิทักษ์ป่าประจำอุทยานแห่งชาติศรีน่าน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ป้องกันตัวและระดมกำลังเข้าช่วยเหลือเมื่อกลุ่มคนดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่มาจำนวนมาก จึงได้ใช้อาศัยความชุลมุนวิ่งลงเรือยนต์หางยาว ซึ่งจอดรออยู่จำนวน 4 ลำหลบหนีไปทางด้านทิศใต้ของแม่น้ำน่าน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้พยายามติดตามแต่ไม่ทัน สันนิษฐานว่ากลุ่มคนที่ประกอบด้วยผู้ชายและผู้หญิงดังกล่าวน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชักลากไม้ที่บรรทุกอยู่ภายในรถตู้ จนท.ชุดจับกุมจึงได้สั่งการให้ตรวจสอบรถตู้คันดังกล่าว พบว่าเป็นรถตู้ที่ใช้ปฏิบัติในราชการตำรวจของสถานีตำรวจภูธรนาหมื่น อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ยี่ห้อโตโยต้า (รถตู้ สีบอนด์เงินมีแถบข้างสีเลือดหมู ทะเบียน ฮษ 9984 กทม  มีโลโก้สำนักตำรวจแห่งชาติติดที่ประตูด้านคนขับและด้านผู้โดยสารทั้งสองด้าน ด้านข้างมีสติกเกอร์คำว่า POLICE ติดที่ด้านข้างของรถทั้งสองด้านส่วนท้ายทั้งสองข้างติดสติกเกอร์ สภ.นาหมื่นและคำว่าเหตุด่วนเหตุร้ายแจ้ง191 ทั้งสองด้าน

โดยรถตู้คันดังกล่าวไม่มีคนขับและมีกุญแจเสียบอยู่ที่จุดสตาร์ทรถยนต์จอดหันหัวขึ้นไปทางถนนและด้านท้ายห่างจากลำน้ำน่าน ประมาณ 2 เมตร โดยเปิดประตูผู้โดยสารฝั่งด้านซ้ายสามารถมองเห็นเข้าไปด้านในพบว่าไม้ท่อนจำนวนหนึ่งบรรทุกอยู่ภายในห้องโดยสาร โดยได้ถอดเบาะออกทั้งหมดคงเหลือเพียงแค่ที่นั่งของคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า สันนิษฐานได้ว่า การถอดเบาะดังกล่าวไม่ได้ถูกถอดมาด้วยความบังเอิญแต่ถูกถอดออกมาเพื่อชักลากไม้ท่อนที่บรรทุกอยู่ภายในรถ จึงได้ร่วมกันตรวจสอบโดยละเอียด พบว่าเป็นไม้กระยาเลยท่อนที่บรรทุกอยู่ภายในรถเป็นไม้กระยาเลยท่อนชนิดไม้ประดู่ มีลักษณะใหม่ไม่มีร่องรอยการเป็นเครื่องมือเครื่องใช้มาก่อนแต่อย่างใดและไม่พบร่องรอยดวงตาของพนักงานเจ้าหน้าที่ตีประทับไว้บริเวณหน้าตัดของไม้กระยาเลยท่อน (ไม้ประดู่) แต่อย่างใด คณะเจ้าหน้าที่ได้พยายามส่งเสียงเรียกหาเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวหรือผู้ที่ซึ่งจะมาแสดงตนเป็นเจ้าของ ปรากฏว่าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามาแสดงตน จึงได้ลงความเห็นร่วมกันแล้วเห็นว่า

การกระทำกล่าวเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ พุทธศักราช 2504 เนื่องจากไม้ประดู่ม่อนเป็นประเภท ก พื้นที่ที่พบไม้ประดู่อยู่นั้นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ และชาติศรีน่าน จึงเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 จึงได้ร่วมกันตรวจยึดไม้กระยาเลยท่อน(ไม้ประดู่) โดยการตรวจนับวัดขนาดได้ไม้กระยาเลยท่อน (ไม้ประดู่ จำนวน 7 ท่อนและใช้ดวงตา ตีประทับไว้ที่หน้าตัดของไม้ประดู่ท่อนทั้ง 2 ด้านทุกท่อน พร้อมตรวจยึดรถยนต์ (รถตู้) คันดังกล่าวไว้เป็นของทั้งหมด นำส่ง ร.ต.อ.วินัย โนติ้บ พงส.สภ.นาหมื่น เพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป


ภาพ/ข่าว  ปฏิญญา เรือนงาม รายงาน

ลำปาง - พม.ลำปางจิตอาสาพระราชทาน 904 จับมือหลายหน่วยงานบรรเทาทุกข์อัคคีภัยผู้เฒ่า2 ตายายตำบลสบป้าดแม่เมาะ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 น. นางจินจณา โอสถธนากร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำปาง มอบหมายให้ นางวรรณวิไล กันเพ็ชร์ พร้อมด้วย นายอำเภอแม่เมาะ ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบอัคคีภัย นายสังเวียน ไชยยา บ้านเลขที่ 4/1 ม.1 ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค ,ชุดเครื่องครัว และเงินสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จำนวน 8,000 บาท พร้อมด้วย นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ ,นางธนวรรณ ตุ้ยกาศ นายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่เมาะ ,นายณรงค์ฤทธิ์  นุปิง ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดลำปาง (วิทยากรจิตอาสาพระราชทาน 904) ได้สนับสนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวรายได้น้อยคนไร้ที่พึ่งจำนวน 3,000 บาท พร้อมเครื่งอุปโภคบริโภค ,นายประทีป มูลเภา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง จำนวน 2,000 บาท และมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง จำนวน 12,000 บาท ณ อำเภอแม่เมาะ จ.ลำปาง


ภาพ/ข่าว  ปฏิญญา เรือนงาม รายงาน

ปทุมธานี - ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และประชาชน ในการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 เวลา 9.00 น. ณ เทศบาลเมืองคูคต ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และประชาชน ในการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ในการตรวจแบบ Antigen Test Kits (ATK ) โดยมีนางสุภารมย์ โลทะกะ นายกเทศมนตรีเมืองคูคต พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการเทศบาลเมืองคูคต คอยให้การต้อนรับ 

ด้านนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า การตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการตรวจแบบ Antigen Test Kits (ATK ) หากมีผลตรวจเป็นลบสามารถกลับบ้านได้เลย หรือมาตรวจซ้ำได้ภายใน 14 วัน แต่หากมีผลเป็นบวก คือ ติดเชื้อ หรือมีอาการน่าสงสัยจะส่งเข้ากระบวนการเอ็กซเรย์ปอด พร้อมประสานกับโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและช่วยในการค้นหาผู้ป่วยได้เร็วยิ่งขึ้น เทศบาลเมืองคูคต จึงได้จัดรูปแบบการตรวจคัดกรองใหม่ โดยการใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ซึ่งประชาชนสามารถรู้ผลภายในเวลา 15-20 นาที โดยได้รับการรับรองจากทางการแพทย์ว่า มีความแม่นยำมากกว่า 90%  ซึ่งชุดตรวจ ATK เป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ในชุมชน เพราะทราบผลเร็วประมาณ 20 นาที เมื่อทำครบระบบอย่างนี้ผู้ป่วยสีเขียวก็จะสามารถพักรักษาตัวที่บ้าน ส่วนผู้ป่วยสีเหลืองก็จะไปโรงพยาบาลสนาม ส่วนผู้ป่วยสีส้มสีแดงก็จะเข้าสู่ระบบโรงพยาบาลของรัฐ พี่น้องประชาชนก็จะสามารถที่จะมั่นใจในระบบสาธารณสุขของจังหวัดได้ 


ภาพ/ข่าว วะจะนะชัย วาจาพารวย / รายงาน

สมุทรปราการ - ผู้ปิดทองหลังพระ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” เหมา 20 ตัน ช่วยเกษตรกรชาวสวน ฝ่าวิกฤตโควิด-19

ผู้สื่อข่าวเปิดเผยว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 3 สิงหาคม 64 ภายในบ้านใหญ่ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ภายในรถคันดังกล่าวได้บรรจุผลไม้มาเต็มคันรถ คาดว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่า 20 ตัน หรือ (20,000 กิโลกรัม)

จากการสอบถามทราบว่า ภายในรถบรรทุกนั้น ได้มีการลำเรียงผลไม้มาเป็นจำนวนมากหลายชนิด โดยการสนับสนุนจากนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ที่มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงได้ให้การสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรชาวสวน โดยการเหมาสวนผลไม้ของพี่น้องชาวสวนจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 20 ตัน หรือ 20,000 กิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยเหลือและให้กำลังใจเกษตรกรชาวสวนทางภาคใต้ฟันฝ่าวิกฤต covid-19

โดยนาย ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ผลไม้ทั้งหมดสั่งตรงมาจากสวนผลไม้ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 20 ตัน หรือ 20,000 กิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยเหลือและอุ้มพี่น้องเกษตรกรชาวใต้ ฟันฝ่าวิกฤต covid-19 โดยผลไม้ทั้งหมดที่ช่วยเกษตรกรอุดหนุนมานั้น จะนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่าง ๆ โรงพยาบาลสนาม  รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ และพี่น้องประชาชนในชุมชน

นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ยังกล่าวต่ออีกว่า “เป็นเวลาที่พวกเรา ต้องช่วยกัน”  อีกทั้งได้กล่าวถึงการอุดหนุนผลผลิตต่าง ๆ เช่น มังคุด, ส้มโอทับทิมสยาม, เงาะโรงเรียน และ ลองกอง ด้วยการใช้งบประมาณส่วนตัวในการสนับสนุนซื้อผลไม้จากพี่น้องชาวสวน จำนวนกว่า 20,000 กิโลกรัม จากจังหวัดนครศรีธรรมราช

อีกทั้ง ยังเป็นการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องเกษตรกรชาวใต้ และจะนำผลผลิตทั้งหมดส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชนจังหวัดสมุทรปราการ แทนความห่วงใยที่มีต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังคงปฎิบัติหน้าที่อย่างเหน็ดเหนื่อย  รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อนประชาชนที่ขาดรายได้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

โดยทางด้าน เกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล ต่างขอบคุณในความมีน้ำใจที่คุณเอ๋ หรือนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ  ได้ให้การสนับสนุนผลผลิตของพี่น้องชาวสวนทางภาคใต้ เเละยังเป็นการได้ระบายผลผลิตเพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการให้ความช่วยเหลือได้อีกหนึ่งทาง

นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ยังได้กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า อย่างไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ ด้วยโครงการวัคซีนชิโนฟาร์ม และโรงพยาบาลสนาม ของทาง อบจ. สมุทรปราการ ที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพียงมิติด้านเดียวในการทำงาน แต่ยังมีประชาชนพี่น้องของเราในจังหวัดสมุทรปราการและต่างจังหวัด ที่ยังรอคอยความช่วยเหลืออยู่ตนจึงพยายามผลักดันให้ทุกโครงการที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้น สามารถดำเนินไปแบบควบคู่กันได้ในทุกมิติ


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ  รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top