Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าพูดคุยรับฟังปัญหาจากแกนนำสมัชชาคนจน พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม

วันนี้ (9 ต.ค.66) เวลา 17.30 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้าพบปะพูดคุยกับนายบารมี ชัยรัตน์ แกนนำกลุ่มสมัชชาคนจน กับผู้แทนชาวบ้านกลุ่มต่างๆ ที่บริเวณถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังปัญหาที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาปากท้องและความยากจน และปัญหาที่ดินทำกิน โดยมีมวลชนมาชุมนุมประท้วงจำนวน 2,000 คน โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ร่วมฟังปัญหา และขอให้ชุมนุมกันอย่างสันติ โดยให้ความมั่นใจกับผู้ชุมนุมว่า จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม ในส่วนของปัญหาที่ชาวบ้านเรียกร้องให้มีการขับเคลื่อนการช่วยเหลือนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้รับเรื่องเพื่อจะนำข้อหารือที่ได้พูดคุยกัน นำเสนอ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาแก้ไขปัญหาร่วมกับพี่น้องประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมด้วย นายมงคลชัย ได้เดินทางเข้าพูดคุยกับกลุ่ม P-Move โดยได้มีการรับฟังปัญหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ และบางกลอย ซึ่วประสบปัญหาเรื่องที่ดินพิพาทที่ใช้อยู่อาศัยและทำมาหากิน ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับทราบปัญหาและให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาให้กัยพี่น้องประชาชนแน่นอน

รมต.เกษตรฯ เตรียมศึกษาและพัฒนา Gene Bank เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าว

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 เวลา 14.00 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ศขช.) หรือ Gene Bank โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี   พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี  เข้าร่วม ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

Gene Bank หรือธนาคารเชื้อพันธุ์ เป็นการรักษาและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversiy) ของพืชหรือสัตว์ ที่มีลักษณะพันธุกรรมที่น่าสนใจ เช่น มีความต้านทานโรคสูง เป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิม รวมทั้งเป็นชนิดพันธุ์ที่กำลังจะสูญหายไป เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต สำหรับศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว) เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2524 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการพัฒนาและปรับปรุงการผลิตข้าว รวบรวม อนุรักษ์ ทรัพยากรพันธุกรรมข้าวไทย รวบรวมข้อมูลประวัติและลักษณะประจำพันธุ์ข้าว ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าว พร้อมให้บริการข้อมูลและเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว มีการดำเนินงานในการฟื้นฟูเชื้อพันธุ์ข้าว 2,000 เชื้อพันธุ์ต่อปี บริการเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว เชื้อพันธุ์ละ 5 กรัม ปี โดยในปี 2561 – 2566 ให้บริการ 106 ราย รวม 2,388 เชื้อพันธุ์ ส่งเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวไปฝากเก็บที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์ด ราชอาณาจักรนอร์เวย์ 7 ครั้ง รวม 1,239 เชื้อพันธุ์ ปัจจุบันมีเชื้อพันธุ์ข้าวเก็บรักษาไว้ประมาณ 24,000 เชื้อพันธุ์ แบ่งเป็น ข้าวพื้นเมือง 18,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ดี 2,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวพันธุ์รับรอง 100 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ต่างประเทศ 3,000 เชื้อพันธุ์ และข้าวป่า 1,000 เชื้อพันธุ์ ใน Gene Bank แห่งนี้ มีห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว 2 ระยะคือ 1) ห้องอนุรักษ์ระยะสั้น (อุณหภูมิ 15 °C ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษาได้ประมาณ 3 – 5 ปี และ 2) ห้องอนุรักษ์ระยะปานกลาง (อุณหภูมิ 5 °C ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษาได้ประมาณ 20 ปี

โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า “Gene Bank เป็นส่วนสำคัญที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าว แต่เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่เก่าแก่ และมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่สามาถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการผลิต ทั้งด้านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านการส่งออก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศูนย์แห่งนี้ให้มีความทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้เต็มศักยภาพ จะส่งผลให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตสูง เพิ่มรายได้ให้ชาวนาต่อไป” 

ทั้งนี้ จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่เกษตรกรรม 353,308.17 ไร่ (36.66% ของพื้นที่ทั้งหมด) เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืช 332,992.02 ไร่ ได้แก่ ข้าว 248,536.81 ไร่ ไม้ผล 35,895.55 ไร่ ไม้ยืนต้น 15,418.63 ไร่ พืชผัก 21,445 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 6,093.14 ไร่ พืชไร่ 3,837.77 ไร่ สมุนไพร 1,765.13 ไร่ และพื้นที่ประมง 20,316.15 ไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 501,937 ไร่ และไม่มีพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน อย่างไรก็ตาม จังหวัดปทุมธานีได้ยกย่องให้ข้าวหอมปทุมธานี (ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1) เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ และเป็นสินค้า GI ของจังหวัดปทุมธานี มีลักษณะเด่น คือ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีลักษณะทางกายภาพ คือ เปลือกข้าวข้าวสีฟาง รูปทรงเมล็ดข้าวเรียว ยาว จมูกข้าวเล็ก เนื้อเมล็ดข้าวมีสีขาว ผิวค่อนข้างมัน เมื่อสุกแล้วข้าวนุ่มค่อนข้างเหนียวและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ปลูกและผลิตในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

“พิพัฒน์” เผย ข่าวดี แรงงานล็อตแรกจากอิสราเอลกลับถึงไทย 12 ต.ค. นี้ พร้อมสั่งการทูตแรงงาน เยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องแรงงานชาวไทย ณ ศูนย์อพยพ ณ ประเทศอิสราเอล

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในนาม รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน มีความยินดีที่แจ้งข่าวดีสำหรับพี่น้องแรงงานชาวไทย ที่ภายหลังสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา

กระทรวงต่างประเทศ และ กระทรวงแรงงาน ได้ร่วมทำงานอย่างหนักเพื่อดำเนินการอพยพพี่น้องแรงงานไทยไปยังจากพื้นที่สู้รบไปยังพื้นปลอดภัย พร้อมวางแผนในการดำเนินการอพยพพี่น้องแรงงานชาวไทยกลับสู่ประเทศไทย

โดยในวันที่ 9 ตุลาคม ทางรัฐบาลไทยได้รับข่าวดี และ ยืนยันในการนำพี่น้องแรงงานไทยกลุ่มแรก จำนวน 15 คน กลับสู่ประเทศไทยโดยแบ่งเป็น 2 เที่ยวบิน โดยเที่ยวบินแรก LY081 จำนวน 5 คน และ เที่ยวบินที่สอง LY083 จำนวน 10 คน โดยพี่น้องแรงงานชาวไทย จะเดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 12 ตุลาคม โดยเที่ยวบินแรกจะถึงในเวลา 10.35 น. และ เที่ยวบินที่สองเวลาในเวลา 12.35 น.

และ นายพิพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมาย อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ในการเดินทางเยี่ยม และ ให้กำลังใจ พี่น้องแรงงานที่อพยพมาจากเขตสู้รบ มายัง ศูนย์หลบภัยแรงงาน ของประเทศอิสราเอล ซึ่งมีพี่น้องแรงงานไทยที่อพยพมาพำนักประมาณ 256 คน

‘อิหร่าน’ ส่งออกยาพุ่ง 3 เท่า สู่ 40 ปท.ทั่วโลก สะท้อนแรงปฏิสัมพันธ์อันดีเชื่อมสู่มนุษยชาติ

อิหร่านส่งออกยาและเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจากปีก่อน ไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก

เมื่อไม่นานนี้ ‘Heidar Mohammadi’ ผู้อำนวยการสำนักงานอาหารและยาแห่งอิหร่าน (IFDA) กล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันศุกร์ (6 ต.ค.) ที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนนิทรรศการระดับนานาชาติด้านเภสัชภัณฑ์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องแห่งอิหร่าน ครั้งที่ 8 (IRANPHARMA EXPO 2023) ‘การส่งออกยาที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปฏิสัมพันธ์ที่ดีของอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้าน เราหวังว่าจะพัฒนาการเข้าถึงของประชาชนในภูมิภาค เพื่อเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในการประชุมสุดยอด G5 และความร่วมมือระดับภูมิภาค’ เขากล่าวเสริม

ทุกปี ‘IRANPHARMA EXPO’ ซึ่งเป็นงานระดับนานาชาติที่ครอบคลุมในอุตสาหกรรมยา โดยมีผู้ผลิตยา อุปกรณ์และเครื่องจักรทางเภสัชกรรม การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ยา ยาชนิดรีคอมบิแนนท์ ยาสมุนไพร อาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บริษัทที่มีความรู้ และผู้จัดจำหน่ายยา ศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์และเภสัชกรรม สมาคม และสิ่งพิมพ์และวารสารด้านสุขภาพ

นิทรรศการระดับนานาชาติด้านเภสัชกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องแห่งอิหร่านครั้งที่ 8 (IRANPHARMA EXPO 2023) จัดขึ้นที่วิทยาเขต Imam Khomeini Grand (Mosala) ในกรุงเตหะราน ระหว่างวันที่ 27-29 กันยายนที่ผ่านมา มีบริษัทในประเทศทั้งหมด 427 บริษัทและบริษัทต่างประเทศอีก 282 บริษัทจาก 33 ประเทศเข้าร่วมงานนิทรรศการครั้งนี้ โดย Mohammadi ถือว่าการเข้าร่วมนิทรรศการนี้จากบริษัทต่างประเทศ เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงานนิทรรศการระดับนานาชาติครั้งนี้

Heidar Mohammadi ผู้อำนวยการสำนักงานอาหารและยาแห่งอิหร่าน (IFDA)

ผู้อำนวยการสำนักงานอาหารและยาแห่งอิหร่าน ยังระบุว่า งานนิทรรศการระดับนานาชาติครั้งนี้เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการจัดแสดงศักยภาพ และความสามารถของผู้เชี่ยวชาญและอุตสาหกรรมยาในระดับชาติ สำหรับปีนี้งานนิทรรศการนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการยิ่งขึ้นและได้รับการเยี่ยมชมจากผู้เข้าชมงานจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเข้าเยี่ยมชมงาน Expo และเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถของอุตสาหกรรมยาของประเทศ

การส่งออกยาของคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ในปีปัจจุบันจากประมาณ 60 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

“การผลิตยาที่เพิ่มขึ้นได้รับการสนับสนุนจากอุปทานที่มั่นคงสำหรับการส่งออก และการคาดการณ์ของเราสำหรับการส่งออกในปีปัจจุบันอยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์” ผู้อำนวยการสำนักงานอาหารและยาแห่งอิหร่าน กล่าว

ปัจจุบันการผลิตยา อุปกรณ์การแพทย์ และนมผงได้รับการสนับสนุนโดยเงินอุดหนุน ดังนั้นการส่งออกของอิหร่านจึงยังคงจำกัดอยู่ แต่หวังว่าจะสามารถเพิ่มการส่งออกได้มากขึ้นในปีหน้า Mohammadi กล่าวเสริม อ้างถึงการขาดแคลนยา 100 รายการในประเทศ Mohammadi กล่าวกล่าวว่า “ปัจจุบัน เกือบ 1.5% ของความต้องการด้านเภสัชกรรมของประเทศนั้นนำเข้ามา นอกจากการผลิตในประเทศ ซึ่งแล้วเสร็จทันทีที่การผลิตในประเทศตรงตามความต้องการ”

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีการส่งออกยามูลค่าประมาณ 60 ล้านดอลลาร์ในปีปฏิทิน (มีนาคม-มีนาคม ค.ศ. 2022) ตัวเลขนี้อยู่ที่ประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2018 อิหร่านนำเข้ายาประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ปัจจุบันยาที่ผลิตในอิหร่านถูกส่งออกไปยังแคนาดา ญี่ปุ่น และยุโรป

‘Faramarz Ekhteraei’ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยาแห่งอิหร่านกล่าวเน้นว่า 72% ของวัตถุดิบยาของประเทศนั้นผลิตในประเทศ ซึ่งคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ผลิต และผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์แห่งอิหร่านระบุว่า ราว 40% ของการส่งออกยาทั้งหมดของอิหร่านเป็นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ

ตำรวจไซเบอร์จับเครือข่ายแก๊งสรรพากรปลอม โทรถ่วงเวลาสูบเงินเกลี้ยงบัญชีเกือบ 2 แสน

สืบเนื่องจาก เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 ม.ค.66 ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากหญิงปริศนา อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรจังหวัดนนทบุรี สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโครงการร้านค้าคนละครึ่งของผู้เสียหาย จากนั้นออกอุบายว่าผู้เสียหายได้ส่วนลดในการชำระภาษี จากนั้นจึงให้ผู้เสียหายแอดไลน์กรมสรรพากรปลอม พร้อมกับทำการโอนสายไปให้ชายอีกคน ระหว่างคุยสายก็ให้ผู้เสียหายทำการกดลิงก์พร้อมกรอกข้อมูลต่างๆ ตามขั้นตอนที่แจ้งจนเสร็จสิ้น หลังจากวางสาย ผู้เสียหายพบว่าเงินในบัญชีธนาคารถูกโอนออกไป จำนวน 171,112 บาท จึงเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดี 

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ส่งเจ้าหน้าที่ออกสืบสวนเพื่อจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีโดยเร็ว จนสามารถขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้หลายราย

ต่อมา กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า น.ส.ธัญญากร อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี หนึ่งในผู้ร่มขบวนการ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดมหาสารคาม พักอาศัยอยู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จว.นนทบุรี จึงทำการวางแผนเข้าจับกุม จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าวได้ริมถนนตรงข้าม ซอยแก้วอินทร์ 25 ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จว.นนทบุรี

โดยได้แจ้งในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงเป็นเจ้าพนักงาน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน” จากนั้นจึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บกสอท. 3 ต่อไป           

กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์  วัฒน์นครบัญชา  ผบช.สอท.  พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ ผกก.วิเคราะข่าวฯ บก.สอท.3 สั่งการให้ พ.ต.ท.ภาคภูมิ บุญเจริญพานิช รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3, พ.ต.ท.เลอศักดิ์ พิเชษฐไพบูลย์ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ พ.ต.ต.รุ่งเรือง มีสติ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.ต.ธวัช ทุเครือ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.ต.ขจร แย้มชม สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ

ผบ.ตร.ห่วงใยความปลอดภัยเด็กและเยาวชนจมน้ำช่วงปิดเทอม ตำรวจน้ำสานต่อความห่วงใย จัดโครงการสอนน้องว่ายน้ำ หวังลดความสูญเสีย

วันนี้ (7 ตุลาคม 2566) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. มีความห่วงใยเด็กๆ และเยาวชนที่เล่นน้ำในช่วงปิดภาคเรียนอาจเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตได้ และการจมน้ำเสียชีวิตนั้นนับเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่คร่าชีวิตเด็กและเยาวชนไทย โดยเป็นอุบัติภัยที่สามารถป้องกันด้วยการใช้ความระมัดระวัง

ในช่วงปิดเทอมนี้ กองบังคับการตำรวจน้ำ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดฝึกสอนการว่ายน้ำให้กับเด็ก และเยาวชน ในห้วงเดือนตุลาคมนี้ ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ล่าสุด ตำรวจน้ำสมุยได้จัดโครงการตำรวจน้ำสอนน้องว่ายน้ำ ระหว่างวันที่ 5 -7 ต.ค.66 เวลา 16.00 - 18.00 น. ณ โรงแรมราชพฤกษ์ สมุย รีสอร์ท อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี  โดยมีน้องๆ เด็กและเยาวชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 15 คน 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการจมน้ำของเด็ก และมีหัวข้อการสอนดังนี้ ฝึกการลอยตัว แนะนำอุปกรณ์ช่วยชีวิต การใช้งานอุปกรณ์ แนะนำสาธิตการเอาตัวรอดทางน้ำ เมื่อตกน้ำ สาธิตการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ/CPR การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ (ตะโกน โยน ยื่น) และอื่นๆ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่เขตบางกะปิ จัดคาราวาน ปันความสุข ให้ชุมชน ครั้งที่ 3 มอบของรางวัลกว่าร้อยรายการ ณ โรงเรียนบ้านบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566)  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ จัดคาราวาน “ป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน” ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นางสาววรินดา คุปติธรรมกุล (ปุ๊กกี้) นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวอรภัสญาน์ สุกใส (มิ้วส์) นางสาวไดอนา แอน คาฮิลส์ และอาสาสมัครศิลปินอีกหลายท่าน ร่วมกิจกรรมแจกของขวัญ และของรางวัลสุดพิเศษกว่า 100 รายการ พร้อมจัดบริการด้านการแพทย์ฟรีจากหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกิจกรรมนันทนาการจากหน่วยงานในเครือ 3 สถาบัน ได้แก่ โรงพยาบาลหัวเฉียว คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อาทิ กิจกรรม ตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกจ่ายยา นวดทุยหนา ตรวจและแจกแว่นสายตา ตัดผม การบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 การเจาะเลือด เพื่อตรวจการทำงานของตับ ไต ไขมันในเส้นเลือด น้ำตาลในเลือด และเก๊าท์เบื้องต้น ฯลฯ รวมทั้งจัดให้มีการแจกจ่ายอาหารและเครื่องดื่มให้กับประชาชนภายในเขตบางกะปิ  โดยมี นายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นผู้กกล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายชูชาติ พุ่มน้อย ผู้อำนวยการเขตบางกะปิ อาสาสมัครมูลนิธิฯ แขกผู้มีเกียรติ และประชาชนจำนวนมาก ร่วมในพิธี ณ โรงเรียนบ้านบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ตร.ทท.พัทยา ปชส.การท่องเที่ยวและความปลอดภัยสร้างความเชื่อมั่น นทท.จีน ที่เข้ามาท่องเที่ยวพัทยา

พ.ต.ท.พิชญะ เขียวเปลื้อง สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ล่ามแปลภาษาจีน และตำรวจจาก กองกำกับการควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (กก.คธม.) ออกประชาสัมพันธ์ข้อมูล ด้านการท่องเที่ยวและด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวสัญชาติจีน ที่เข้ามาท่องเที่ยวพัทยา  ณ บริเวณท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ตำรวจท่องเที่ยว พร้อมบริการประชาชน  สามารถแจ้งเหตุผ่าน สายด่วน 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง และแอพพลิเคชัน ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว Tourist police I lert u

Tourist police with public service. You can report the incident via 1155 toll-free 24 hours a day and the Tourist Support Application for Tourist Tourist Police Alert.

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ คนใหม่ฟิต บินขึ้นเหนือ ตรวจเยี่ยมร้านปันรักษ์ เจียงฮาย สนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ จากครอบครัวตำรวจ มุ่งพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ในครัวเรือน

วันที่ 6 ตุลาคม 2566 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เดินทางไปตรวจเยี่ยม ร้าน “ปันรักษ์ เจียงฮาย” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ จากแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย 

โดยได้รับฟังปัญหา และให้คำแนะนำเพื่อการพัฒนาต่อไป โดยมี คุณเสาวณีย์ สุขวัฒนพันธ์  ผู้แทนประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และคณะแม่บ้านให้การต้อนรับ ซึ่งนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจคนใหม่ มุ่งพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ในครัวเรือน 

สำหรับแบรนด์ปันรักษ์ สร้างรากฐานยั่งยืน สร้างอาชีพเสริมให้ครอบครัวตำรวจ โดยร้านปันรักษ์ คาเฟ่ มีเครื่องดื่ม กาแฟ ผลิตภัณฑ์กาแฟ และผลิตภัณฑ์สินค้า ของฝากฝีมือครอบครัวตำรวจทั่วประเทศ เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า สร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ครอบครัวตำรวจมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นไปตามจุดประสงค์หลักที่เราต้องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพ เริ่มจากการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ตำรวจ และครอบครัวตำรวจต่อไป

ผู้ปกครองหวั่นวิตก อัดวิชาการหนัก ส่งผลเสียรุนแรงจริงหรือ?

สถาบัน แคร์โรลล์ เพรพ โดยนางพนิดา  แคร์โรลล์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียน ฯ ได้ออกมาแสดงความวิตก ถึงสถานการณ์ของระบบการศึกษาไทย โดยระบุถึงสถานการณ์ในช่วงนี้ทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับมาย้อนดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นในชีวิตเด็ก ที่สุดท้ายนำพาให้เขานำตัวเองเข้ามาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าเราจะป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างไรในฐานะผู้ใหญ่ พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก ผู้ที่เป็นสภาพแวดล้อมสำคัญของเด็ก มนุษย์มีความต้องการจำเป็นอยู่ 3 อย่าง 1. ความเป็นอิสระ การได้ตัดสินใจด้วยตนเอง  2. ความรู้สึกว่าตนเองทำได้  3.ความรู้สึกเป็นที่รักเป็นที่ยอมรับ  

เมื่อไหร่ที่ความต้องการ 3 อย่างนี้ได้รับการดูแลตอบสนอง มนุษย์จะมีแรงกระตุ้นให้ทำสิ่งต่างๆ  มีความสุขและทนทานต่อปัญหาทางจิตเวช (Deci, E.L. & Ryan, R.M.2000)
 
แต่ผู้ปกครองจำนวนน้อยนักที่จะตระหนักรู้ถึงความจริงข้อนี้ 

ทั้งนี้ คุณพนิดา แคร์โรลล์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแคร์โรลล์ เพรพ กล่าวย้ำอีกว่า 

พิมพ์เขียวของชีวิตเด็กเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่วัยอนุบาล โดยพัฒนาตั้งแต่แรกเกิดผ่านการเลี้ยงดู การตอบสนองของพ่อแม่ พ่อแม่จึงเหมือนสถาปนิกสร้างมนุษย์ ถ้าพ่อแม่มีความรู้ความเข้าใจและใส่ใจที่จะออกแบบก่อสร้างตามหลักของความปลอดภัย เด็กๆ เหล่านี้ก็จะตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคง แต่บ่อยครั้งความเข้าใจยังน้อย บางครั้งเข้าใจแล้ว แต่การสร้างตามหลักมาตรฐานมันยาก มันไม่ใช่แบบที่คุ้นเคยเลยไม่อยากทำ และบางครั้งความรู้สึกไม่มั่นคงในตนเองของพ่อแม่ สุขภาพจิต ความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการไม่ดูแลตนเองของพ่อแม่ก็เข้ามาขัดขวาง บางครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อแม่ไม่มีอำนาจในการควบคุม จะเห็นว่ามีอุปสรรคเกิดขึ้นได้นับไม่ถ้วน ดังนั้นไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้น สังคมเองก็ต้องทำความเข้าใจและร่วมสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลเลี้ยงดูเด็กในประเทศด้วย

หลายคนสงสัยว่ามันส่งผลรุนแรงได้ขนาดนั้นจริงหรือ? คงระบุไม่ได้ชัดเจน แต่ถ้ามองในมุมทฤษฎีความต้องการจำเป็นของมนุษย์ที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อพ่อแม่บังคับให้เด็กต้องทำสิ่งที่ไม่สมวัย ความจำเป็นข้อแรก คือ ความเป็นอิสระ การได้เลือกตัดสินใจด้วยตนเอง มักไม่ได้รับการตอบสนองแล้ว 1 อย่าง และเมื่อเด็กไม่ได้เลือกเอง ไม่ได้อิสระ สิ่งที่โดนบังคับทำก็ไม่ได้มาจากแรงผลักดันภายใน หมายความว่าพ่อแม่ก็จะต้องบังคับให้เรียนไปตลอด การที่เราไม่ได้ทำสิ่งที่ตนเองสนใจ ส่วนใหญ่มักทำออกมาได้ไม่ดีหรอกค่ะ ซึ่งก็เลยตามมาด้วยข้อ 2 ความรู้สึกว่าตนเองทำได้ มีความสามารถ ก็ไม่เกิดขึ้นอีก และข้อ 3 ก็จะตามมาติดๆ เวลาที่เด็กต้องทะเลาะกับพ่อแม่เรื่องการบ้าน เรื่องเรียน เกิดความขัดแย้ง เด็กรู้สึกเหมือนว่าถ้าตัวเองไม่เก่ง ก็ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่เป็นที่รัก ดังนั้นเรื่องนี้เรื่องเดียวสามารถที่จะขัดขวางความต้องการจำเป็นของมนุษย์ได้ครบทั้ง 3 อย่างเลยค่ะ

นอกจากนั้นเวลาที่พ่อแม่สุดโต่งพัฒนาในด้านใดด้านหนึ่ง สิ่งนั้นมักจะกินเวลาของการพัฒนาทักษะอื่น เช่น ถ้ามัวแต่เรียนอย่างเดียว ก็ไม่ได้พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากในการอยู่ในโลกใบนี้อย่างมีความสุข ชีวิตคนเราไม่ใช่ว่าต้องราบรื่นและมีความสุขตลอดเวลา แต่เวลาที่เราทุกข์ เรามีคนรับฟังไหม มีเพื่อนที่จะเป็นกำลังใจให้เราไหม ตรงนี้จะพาให้เราผ่านเวลายากลำบากไปได้

แต่ถ้าความสัมพันธ์ของเด็กกับพ่อแม่ไม่ดี อาจจะเพราะความหวังดีต่อลูกทำให้พ่อแม่ต้องบังคับเคี่ยวเข็ญหลายอย่าง หรือบางครั้งก็รักมากจนปกป้องมากเกินไปจนเด็กไม่ได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อตนเอง (ทำให้ข้อ 2 ความรู้สึกว่าตนเองทำได้ไม่เกิดขึ้น) เด็กก็จะไม่รู้ว่าจะสร้างสัมพันธ์ดีๆ กับคนอื่นอย่างไร เขาไม่มีแบบ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสม ใช้ความรุนแรง เด็กก็อาจนำไปใช้กับเพื่อน ความสัมพันธ์ก็เกิดขึ้นไม่ได้
 
"โรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญเหมือนกัน"
 
เด็กมีอิสระมากแค่ไหนในโรงเรียน? มีเด็กมากแค่ไหนที่รู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทสำคัญ? เด็กได้รับการยอมรับไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามไหม? หรือเราสนใจแต่เด็กเก่งๆ และแทบไม่มีพื้นที่ให้เด็กแบบอื่นเลย
 
บางครั้งโรงเรียนก็รับอิทธิพลมาจากผู้ปกครองมากจนลืมความต้องการของเด็ก ส่วนตัวมองว่ามันมาจากการที่เราทำอาชีพ ทำธุรกิจ ด้วยแรงจูงใจ(Motivation)ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัญหาของแรงงานเกือบทั้งประเทศ เราถูกเลี้ยงมาแบบให้คุณค่าเรื่องเงินเป็นหลัก ปัญหาคือ เมื่อแรงจูงใจ (Motivation) มันมาแบบผิดๆ ความพยายามมันก็ไปลงผิดจุด ผลประโยชน์จึงไม่ได้ไปที่เด็ก แต่อาจจะไปที่ความพึงพอใจ ความสบายใจของผู้ปกครอง ของความต้องการของตลาด แคร์โรลล์ เพรพ เป็นโรงเรียนที่สร้างมาเพื่อลูกของเรา และสิ่งที่เราใส่ใจที่สุดคือการพัฒนาด้านตัวตน อารมณ์ และสังคมของเด็ก ให้อิสระเขาให้มากที่สุดแต่ยังสนับสนุนวินัยตามวัย และเราก็พบว่า เด็กมีแรงจูงใจด้วยตัวเองได้จริงๆ เด็กสามารถบอกเราได้ว่า อยากเรียนภาษาจีนเพิ่ม เหตุผลเพราะอะไร แล้วที่เราต้องทำคือการตอบสนองความต้องการ การตัดสินใจนั้นของเด็ก ถึงแม้บางครั้งจะล้มเหลว ก็ต้องให้เด็กได้เผชิญกับมัน

แน่นอนว่าไม่ง่ายเลยที่จะสนับสนุนเด็กขนาดนี้ บุคลากรในประเทศส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจ และแน่นอนผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็เช่นกัน เราจึงต้องฝึกบุคลากรใหม่หมด และให้ความรู้ผู้ปกครองไปพร้อมๆกัน

"พ่อแม่ควรต้องทำอย่างไรต่อไป?" 

ทำความเข้าใจตัวเอง ตระหนักรู้ในตนเองก่อนค่ะ ใช้เวลา 15 นาทีเช้าเย็นทุกวัน คิด ว่าวันนี้เราทำอะไรไปบ้าง เรารู้สึกอะไรบ้าง เรากำลังกังวลอะไร ทำไมเราถึงเลือกทำสิ่งเหล่านั้น การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ การนอนไม่พอก็ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้เต็มศักยภาพ การไม่มีเวลาพัก สมองก็ไม่ได้จัดข้อมูล เหมือนกับการขึ้นเครื่องบินจริงๆ ที่เมื่อไหร่ที่มีปัญหาคุณต้องใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อน แล้วจึงจะช่วยเด็กข้างๆได้
 
มองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ระบุว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำคือปัญหาของใคร ของเราหรือของลูก ถ้าเป็นของลูก ให้อิสระลูกจัดการเอง พ่อแม่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา พยายามให้อิสระ ให้ตัวเลือกให้มากที่สุด สำหรับเด็กเล็กอิสระคงกว้างมากไม่ได้ สามารถเป็นในรูปแบบของการให้ตัวเลือก 2 แบบ เช่น จะนอนเลยทันที หรือจะฟังนิทานก่อนนอน ส่วนเรื่องการแต่งตัว การกิน จะกินเท่าไหร่ กินน้อยกินมาก ให้เด็กเลือกเองทั้งหมด นี่คือตัวอย่างของอิสระ
 
ให้โอกาสเด็กทำเอง ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด งานไหนยากไป ช่วยแบ่งเป็นขั้นให้เด็กทำเองได้ รองเท้าต้องใส่ง่าย ใส่เองได้ เสื้อผ้า กางเกงถอดง่าย เพื่อจะได้ถอดเข้าห้องน้ำเองได้ การเรียนก็ต้องเรียนตามวัยให้เหมาะสม ไม่ยากเกินจนเด็กมองไม่เห็นทางสำเร็จ ถ้าจำเป็นต้องเรียนยาก ต้องมีกิจกรรมอื่นที่เด็กชอบและทำได้ดีทำประกบไปด้วยกัน เด็กต้องรู้สึกภูมิใจในตนเอง มีคุณค่า
 
ความรู้สึกเป็นที่รักและได้รับการยอมรับเป็นพื้นฐานที่น้อยที่สุดที่พ่อแม่ควรจะให้ได้ ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข อาจแสดงออกด้วยการไม่ทำอะไรเลย เวลาที่ลูกเล่นของเล่นผิดประเภท เขียนผิดแต่ภูมิใจ การปล่อยให้เขาได้ทำโดยไม่เข้าไปสอนก็เป็นการแสดงการยอมรับอย่างหนึ่ง การรับฟังอย่างตั้งใจเวลาลูกมาเล่าสิ่งต่างๆโดยไม่ตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก ไม่สั่งสอน ก็ช่วยให้เด็กรู้สึกสบายใจและอยากมาเล่าให้ฟังอยู่เรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่เด็กยังเล่าให้เราฟัง เราก็ยังมีโอกาสให้คำปรึกษา
 
สุดท้ายอย่าลืมเรื่องการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม ทักษะนี้สำคัญมากและพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงวัยอนุบาล เมื่อเด็กรู้จักอารมณ์ เด็กจึงจะกำกับควบคุมมันได้ และนำมาซึ่งการตัดสินใจที่รับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตลอดชีวิต จะเห็นว่าเราไม่เจาะจง Hard Skills ใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ เพราะเมื่อเด็กได้รับการตอบสนองความต้องการจำเป็นแล้ว เด็กมีทักษะทางอารมณ์และสังคมที่ดีแล้ว เด็กจะสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้ที่ต้องการ ดังนั้นการนำ Hard Skills มาก่อนความต้องการจำเป็นของมนุษย์จึงเหมือนการดันก้นม้าให้ม้าเดินไปข้างหน้า ทั้งที่จริงๆถ้าม้าเห็นหญ้าสวยๆ น่ากินมันก็เดินไปกินเองอยู่แล้ว

สำหรับผู้สนใจข้อมูลของแคร์โรลล์ เพรพ สามารถดูข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.carrollprep.ac.th หรือช่องทางเฟสบุ้ค Carroll Preparatory School


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top