Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือ แก่ผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่จังหวัดภาคใต้ และมีพระราชดำรัสสั่งระดมกำลังทหาร ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 

(25 พ.ย. 68) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดภาคใต้ โดยมีรัฐมนตรี อธิบดี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้เชิญ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเลขาธิการพระราชวัง เข้าร่วมการประชุม โดยมี การอัญเชิญพระราชกระแสรับสั่ง แสดงความเป็นห่วงจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมี พระราชหฤทัยห่วงใย ต่อประชาชนในภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยในขณะนี้ จึงได้ พระราชทานความช่วยเหลือและโปรดฯ ให้ระดมสรรพกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร หน่วยราชการต่าง ๆ เพื่อเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องเรือช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยให้ออกจากพื้นที่อันตรายไปยังพื้นที่ปลอดภัยที่ได้จัดเตรียมไว้

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านให้ใช้น้อย เตรียมชงเฟส 2 เข้า ครม. ต้น ธ.ค.นี้

(25 พ.ย. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568 มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่ เชื่อมร้านค้าที่อยู่ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อแก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านค้าให้เลือกใช้น้อย พร้อมช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นให้ร้านค้าในระบบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งพัฒนาระบบเชื่อมต่อและโครงสร้างหลังบ้านให้ใช้งานได้จริงทั่วประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่า ปัจจุบันโครงการคนละครึ่งพลัสมีร้านค้าเข้าร่วมราว 980,000 ร้านค้า กระจายอยู่ทั่วประเทศ และผ่านการคัดกรองมาตรฐานแล้ว เมื่อเชื่อมร้านค้าเหล่านี้เข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายความว่า ร้านค้าจะไม่ได้ขายเฉพาะลูกค้าในโครงการคนละครึ่งพลัสเท่านั้น แต่ยังขายให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย ช่วยเพิ่มยอดขายต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ถือบัตรก็มีตัวเลือกใช้สิทธิมากขึ้น

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสได้รับความนิยมสูง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 23.50 น. มีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 968,692 ร้านค้า ผู้ใช้สิทธิ์ 1,652,014 คน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 54,132 ล้านบาท พร้อมเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้

สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โฆษกประจำสำนักนายกฯ มั่นใจว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคม แม้จะมีการยุบสภาก่อนกำหนดก็ยังสามารถเสนอได้ทัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินที่จะใช้ในโครงการ ควบคู่กับงบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยรัฐบาลตั้งเป้าชัดว่าจะใช้มาตรการนี้ทั้งเพื่อช่วยประชาชนฐานราก และพยุงรายได้ร้านค้ารายย่อยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

‘มะม่วงหิมพานต์ ควีน’ จากบ้านหาดไก่ต้อยสู่ความสำเร็จ ด้วยแรงหนุน ‘กฟผ.’ ต่อเนื่องกว่า 10 ปี ร่วมฟื้นผืนดินแห้งแล้งสร้างสินค้า OTOP 5 ดาว

ในโลกของธุรกิจ มักกล่าวกันว่า "วิกฤตคือโอกาส" แต่สำหรับชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ คำกล่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรัชญาที่ฟังดูไพเราะ หากแต่เป็นความจริงที่ถูกหล่อหลอมด้วยเหงื่อ น้ำตา และความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อของคนในชุมชน จนกลายเป็นเรื่องราวแห่งความสำเร็จ

จากผืนดินแห้งแล้งสู่ความท้าทายครั้งใหญ่

เรื่องราวของ ‘วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย’ เริ่มต้นด้วยความท้าทายที่หนักหน่วง ชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจากผู้คนที่ต้องอพยพจากถิ่นเดิมหลังการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พวกเขามาตั้งถิ่นฐานบนผืนดินที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านจัดสรรให้ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาหินลูกรัง ลอนลูกคลื่น และที่สำคัญคือความแห้งแล้งที่ทำให้พื้นที่นี้เกือบจะไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรใด ๆ เลย

ผู้คนในชุมชนต้องเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้าย ว่าผืนแผ่นดินที่พวกเขาได้รับนั้นแทบไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ บางคนเริ่มสิ้นหวัง บางคนคิดจะย้ายถิ่น แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะอดทนและหาทางออก

จุดเปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในปี พ.ศ. 2520 ความหวังริบหรี่เริ่มสว่างขึ้นเมื่อหน่วยงานราชการเข้ามาส่งเสริมให้ปลูก "มะม่วงหิมพานต์" ซึ่งเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีเยี่ยม ชาวบ้านจึงพากันปลูกด้วยความหวังว่าจะเป็นทางออกของปัญหา

แต่ความหวังนั้นกลับกลายเป็นความผิดหวังอีกครั้ง เมื่อต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มให้ผลผลิต ชาวบ้านกลับไม่รู้จะทำอย่างไรกับเม็ดที่มีเปลือกแข็งและหนา ไม่มีใครรู้วิธีกะเทาะ ไม่รู้จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ควรจะเป็นทรัพย์สิน กลับกลายเป็นภาระ บางคนเริ่มโค่นต้นทิ้ง เหมือนกับโค่นความหวังลงไปพร้อมกัน

แล้ววันหนึ่ง ความหวังก็กลับมาอีกครั้งจากคู่สามีภรรยาผู้ไม่ยอมแพ้ นายบุญและนางบุญ ปิสา ชาวบ้านหมู่ที่ 3 สองตายายคู่นี้ได้อุทิศเวลาทดลองหาวิธีกะเทาะเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลองผิดลองถูกหลายครั้งหลายหน จนในที่สุดก็ค้นพบวิธีการที่ประสบความสำเร็จ โดยนำเม็ดดิบมาแช่น้ำ ต้ม แล้วใช้มีดแกะเอาเม็ดออกมา

สิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้นมีค่าดั่งทองคำ เพราะเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอำเภอท่าปลามีรสชาติที่โดดเด่น คือ "หวาน มัน เนื้อแน่น อร่อย" เมื่อสองตายายนำเม็ดที่กะเทาะแล้วไปขาย ก็สามารถสร้างรายได้จริง เรื่องราวแห่งความสำเร็จนี้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านคนอื่น ๆ เข้ามาเรียนรู้วิธีการ และเมื่อทุกคนสามารถกะเทาะเม็ดได้ ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่เคยจะถูกโค่นทิ้ง กลับกลายเป็นต้นไม้แห่งความหวัง

ความสามัคคีของชุมชนสู่ความสำเร็จ

เมื่อผลผลิตเริ่มมีมากขึ้น ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น นั่นคือ การต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อเม็ดดิบไปแปรรูป ราคาไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับอำเภอใจของพ่อค้า ชาวบ้านตระหนักว่าหากต้องการสร้างความมั่นคงที่แท้จริง พวกเขาต้องรวมตัวกันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง

นางวันทรา ผ่านคำ หรือที่คนในชุมชนเรียกขานด้วยความเคารพว่า "พี่แอ๊ด" ได้นำพาชุมชนจัดตั้ง "วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย" ขึ้น เพื่อรวมพลังและสร้างอำนาจต่อรอง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตผ่านการแปรรูป

พันธมิตรแห่งความสำเร็จ: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือการได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มานานกว่า 10 ปี 

พี่แอ๊ดเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งว่า "กฟผ. ช่วยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับชาวบ้าน มีปัญหาอะไรก็ปรึกษา กฟผ. ได้ตลอด" การสนับสนุนจาก กฟผ. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเดียว แต่ครอบคลุมทุกมิติที่จำเป็นต่อการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพให้กับชาวบ้าน

ตั้งแต่การสนับสนุนงบประมาณในการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งพบว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอุตรดิตถ์มีสาร Beta Sitosterol มากที่สุดในประเทศไทย ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงมีสาร GABA ที่ช่วยระบบประสาทและสมอง และเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ไม่เพียงเท่านั้น กฟผ. ยังช่วยพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและสวยงาม สนับสนุนงานวิจัยการทำน้ำมะม่วงหิมพานต์เข้มข้นร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ร่วมกับสถาบันอาหาร และที่สำคัญคือการนำกลุ่มไปจัดแสดงสินค้าในงานต่างๆ เพื่อขยายช่องทางการตลาดอีกด้วย

นวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง: จากผลิตภัณฑ์เดียวสู่ 14 รายการ

ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ กฟผ. และความมุ่งมั่นของคนในชุมชน วันนี้กลุ่มฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไปแล้วกว่า 14 รายการ ตั้งแต่รสดั้งเดิม รสต้มยำ รสปาปริก้า รสโนริสาหร่าย รสบาร์บีคิว รสงาขี้ม่อน ไปจนถึงคุกกี้มะม่วงหิมพานต์ น้ำมะม่วงหิมพานต์ และน้ำนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์

แต่ผลิตภัณฑ์ขายดีที่สุด ยังเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบน้ำเกลือ ที่ได้รสชาติธรรมชาติแท้ ๆ มีความอร่อยที่กินแล้วแทบหยุดไม่ได้ และที่สำคัญคือดีต่อสุขภาพ เพราะใช้การอบแทนการทอด ทำให้มียอดการซื้อซ้ำสูงมาก

ปรัชญา Zero Waste: เมื่อทุกส่วนมีคุณค่า

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของกลุ่มฯ คือการนำปรัชญาเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างแท้จริง พวกเขาใช้ประโยชน์จากมะม่วงหิมพานต์ทุกส่วนโดยไม่มีสิ่งใดถูกทิ้ง เม็ดนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เนื้อผลทำน้ำ ส่วนจมูกและเม็ดป่นทำน้ำนม เมล็ดใช้เพาะพันธุ์ เยื่อทำปุ๋ยหมัก เปลือกขายให้โรงงานสกัดน้ำมัน และกิ่งไม้ที่ตัดแต่งก็นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเม็ด

นี่ไม่ใช่เพียงการประหยัดต้นทุน แต่คือการแสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ไร้ค่า ถ้าเรารู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เทคโนโลยีสีเขียว: พลังแสงอาทิตย์กับความยั่งยืน

จุดเด่นอีกประการของกลุ่มฯ คือการนำเทคโนโลยีตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กฟผ. มาใช้ในกระบวนการผลิต ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลิตภัณฑ์ 1 ห่อ ขนาด 100 กรัม ปล่อย CO2 เพียง 0.119 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  

เม็ดมะม่วงหิมพานต์แบรนด์ "Queen" จึงได้รับตราสัญลักษณ์ "ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน" จากกระทรวงพลังงาน เป็นการรับรองว่าเป็นสินค้ารักษ์โลกที่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

อุปสรรคของ Bitkub ต้องผ่าฟันก่อนขึ้นชั้น “บริษัทมหาชน” มีปมสะสางคดีเก่ากับ ก.ล.ต.-เคลียร์เงา SCBX พิสูจน์รายได้-กำไรท่ามกลางคริปโทวอล์ไทล์ ตัวชี้วัดว่าไทยพร้อมแค่ไหนกับหุ้นคริปโทฯ

รายงานพิเศษ THE STATES TIMES ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา ชื่อของ Bitkub ไม่ได้อยู่แค่ในโลกคริปโทเคอร์เรนซีอีกต่อไป แต่เริ่มขยับเข้าสู่ “เขตแดนตลาดทุนกระแสหลัก” หลังผู้ก่อตั้งประกาศเป้าหมายผลักดันบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางจาก “เว็บเทรดคริปโทฯ” สู่ “บริษัทมหาชนในสายตานักลงทุนสถาบัน” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ท่ามกลางทั้งปัจจัยด้านกฎเกณฑ์ ด้านภาพลักษณ์ และสภาพตลาดหุ้นที่ซบเซา 

THE STATES TIMES ชวนสำรวจ “อุปสรรคสำคัญ” ที่ Bitkub ต้องสะสาง ก่อนจะขึ้นไปยืนบนกระดานซื้อขายในฐานะหนึ่งในบริษัทเทค-การเงินดิจิทัลของไทย

--------------------------------
 1. แฟ้มคดี-คำสั่ง ก.ล.ต. ที่ยังตามหลอกหลอน
--------------------------------

Bitkub และบริษัทในเครือ เคยถูกสำนักงาน ก.ล.ต. ใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายหลายครั้งในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา กรณีสำคัญ ได้แก่ 

-การคัดเลือกเหรียญ KUB เข้าซื้อขายบนแพลตฟอร์ม 
คณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งให้ Bitkub Online และคณะกรรมการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัล ชำระค่าปรับ จากข้อกล่าวหาเรื่องการคัดเลือกโทเคนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด 

-กรณีอดีต CTO ใช้ข้อมูลภายในเทรด KUB 
อดีตผู้บริหารระดับสูงถูกลงโทษทางแพ่งจากการใช้ข้อมูลภายในในช่วงที่มีการเจรจาดีลขายหุ้นให้กลุ่ม SCBX พร้อมโทษปรับและห้ามดำรงตำแหน่งในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลช่วงเวลาหนึ่ง 

-ประเด็นปริมาณซื้อขายเทียม และการดูแลทรัพย์สินลูกค้า 
มีกรณีถูกลงโทษจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสร้างปริมาณซื้อขายเทียมในบางสินทรัพย์ และกรณีเก็บรักษาทรัพย์สินดิจิทัลของลูกค้าไม่เป็นไปตามเกณฑ์ในบางช่วงเวลา 

แม้บริษัทจะยอมรับคำสั่ง-ชำระค่าปรับ และประกาศปรับปรุงระบบภายใน แต่ในมุมมองของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล แฟ้มประวัติเหล่านี้ยังเป็น “คำถามใหญ่” ว่า 

ระบบควบคุมภายในของ Bitkub ดีพอในระดับบริษัทจดทะเบียนแล้วหรือยัง 

การล้างภาพจาก “ผู้ถูกลงโทษบ่อยครั้ง” ไปสู่ “ผู้เล่นที่มีวินัยด้านกำกับดูแล” จึงเป็นด่านแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

--------------------------------
 2. บทเรียนจากดีลล่ม SCBX
--------------------------------

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ชื่อ Bitkub ถูกจับตาในวงกว้าง คือดีลที่ SCB X (SCBX) ธุรกิจโฮลดิ้งของธนาคารไทยพาณิชย์ เคยประกาศจะเข้าซื้อหุ้น 51% ของ Bitkub Online มูลค่าประมาณ 17,850 ล้านบาท แต่ในเดือนสิงหาคม 2565 ทั้งสองฝ่ายประกาศยุติดีล โดยฝั่ง SCBX ระบุว่าระหว่างการตรวจสอบกิจการ (Due Diligence) พบว่า Bitkub 

ยังอยู่ระหว่างการแก้ไขประเด็นตามข้อเสนอแนะและคำสั่งของ ก.ล.ต. ซึ่งไม่ชัดเจนเรื่องระยะเวลาจะแล้วเสร็จ 

สำหรับผู้ติดตามตลาดทุน ดีลที่ล้มเหลวครั้งนั้นสะท้อนสองด้านพร้อมกัน 
-ด้านหนึ่ง Bitkub ถูกมองว่ามีศักยภาพสูง ถึงขั้นธนาคารใหญ่สนใจถือหุ้น
-อีกด้านหนึ่ง ปัญหาด้านกำกับดูแลก็ตอกย้ำว่า เวทีของ “สถาบันการเงินขนาดใหญ่” ยังต้องการมาตรฐานที่เข้มกว่า “เว็บเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล” ทั่วไป 

ก่อนจะพูดถึง IPO ครั้งใหม่ Bitkub จึงจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่า 
-ประเด็นที่เคยเป็นเหตุให้ดีลกับ SCBX ล้มลง ปัจจุบันจัดการไปถึงไหน 
-ระบบ Compliance, การบริหารความเสี่ยง และ Audit ถูกยกระดับไปอย่างไรบ้าง

--------------------------------
 3. ความท้าทายเรื่องรายได้-กำไร ในธุรกิจผูกกับวัฏจักรคริปโทฯ
--------------------------------

รายได้หลักของเว็บเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่ มาจาก ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Trading Fee) ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อขายที่ผันผวนตามราคาคริปโทฯ 

ในช่วง “ตลาดกระทิง” รายได้สามารถพุ่งสูง แต่ในช่วง “คริปโทวินเทอร์” รายได้อาจหดตัวอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ออุตสาหกรรมก็ยังสั่นคลอนจากกรณีล้มละลายของแพลตฟอร์มต่างประเทศหลายรายในช่วงที่ผ่านมา 

Bitkub พยายามกระจายรายได้ ไปสู่ธุรกิจอื่น เช่น 
-บริการ ICO Portal 
-โครงสร้างพื้นฐาน Bitkub Chain 
-โครงการเกี่ยวกับ NFT, Loyalty Point, Web3 
-กิจกรรมสัมมนา–หลักสูตรความรู้ และบริการด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ 

คำถามคือ ในสายตานักลงทุนตลาดหลักทรัพย์ 
1)โมเดลรายได้ของ Bitkub ยังผูกติดกับรอบกระทิง–กระทิงคริปโทฯ มากแค่ไหน 
2) รายได้จาก “ธุรกิจใหม่” ที่ไม่ขึ้นกับราคาคริปโทฯ โดยตรง จะเติบโตพอจะทำให้ผลประกอบการ “นิ่งขึ้น” มากน้อยเพียงใด 

หากยังตอบโจทย์นี้ไม่ได้ชัดเจน Bitkub อาจถูกมองเป็นเพียง “โบรกเกอร์คริปโทฯ ที่รายได้เหวี่ยง” มากกว่าจะเป็น “โครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล” ในระยะยาว

--------------------------------
 4. เลือกตลาดลิสต์: ไทยที่ซบเซา หรือฮ่องกงที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัล
--------------------------------

เดิมที Bitkub ส่งสัญญาณชัดว่า เป้าหมายคือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปี 2568 และอ้างว่าบริษัทมีผลประกอบการและโครงสร้างการเงินผ่านเกณฑ์หลักแล้ว 

แต่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2567–2568 กลับซบเซา ดัชนี SET ปรับตัวลงยาวนาน บริษัทใหม่ที่เข้าจดทะเบียนได้มูลค่าและสภาพคล่องไม่โดดเด่น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิออกจากตลาดต่อเนื่อง 

ในเวลาเดียวกัน ฮ่องกงพยายามผลักดันตัวเองเป็น “ศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล” ของภูมิภาค เอื้อให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ และโทเคนเข้าระดมทุนได้ภายใต้กติกาที่ชัดเจนขึ้น 

จึงมีรายงานข่าวว่า Bitkub กำลังพิจารณาทางเลือก IPO ที่ตลาดหุ้นฮ่องกง วงเงินราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2569 ซึ่งอาจทำควบคู่หรือแยกจากแผนในไทย 

การเลือก “สนามระดมทุน” จะไม่ใช่เพียงเรื่องมูลค่าหุ้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ 
-ภาพลักษณ์ของบริษัท ว่าจะถูกมองเป็น “ผู้เล่นในประเทศ” หรือ “ผู้เล่นระดับภูมิภาค” 
-กติกาด้านกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของแต่ละตลาด 
-ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทย–ฮ่องกงในระยะยาว 
ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่ผู้บริหาร Bitkub ต้องตอบทั้งกับตัวเอง และกับผู้ถือหุ้นเดิม–ผู้ถือหุ้นใหม่ในอนาคต

--------------------------------
 5. รีแบรนด์จาก “เว็บเทรด” สู่ภาพลักษณ์ “สถาบันการเงินดิจิทัล”
--------------------------------

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา Bitkub พยายามสร้างภาพลักษณ์ด้านบวก ทั้งจาก 
- รางวัลด้าน Digital Excellence, Customer Experience, Contact Center 
-การประกาศใช้มาตรการ Proof of Reserve และยกระดับระบบความปลอดภัย 
-การขยายบริการลูกค้า 24 ชั่วโมง 

แต่ในโลกของตลาดทุน สิ่งที่ถูกจับตามองมากขึ้น คือ “ธรรมาภิบาล” และ “โครงสร้างองค์กร” 

ก่อนจะเป็นบริษัทมหาชน Bitkub ต้องตอบให้ได้ว่า 
-โครงสร้างบอร์ดมีกรรมการอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบได้จริงหรือไม่ 
-คณะกรรมการตรวจสอบ, กรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการบรรษัทภิบาล มีอำนาจและข้อมูลเพียงพอเพียงใด 
-นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลลูกค้า, ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity), การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และประเด็น ESG ถูกกำหนดและปฏิบัติจริงอย่างไร 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Bitkub ต้องเปลี่ยนภาพในสายตาสังคมจาก 
“แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ ที่โตเร็ว” 
ให้กลายเป็น 
“สถาบันโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล ที่มีมาตรฐานใกล้เคียงสถาบันการเงิน” 
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ด้วยแคมเปญประชาสัมพันธ์ในเวลาไม่นาน

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ นำทัพผู้บริหาร ทีมนักวิจัย R&D ร่วมศึกษาดูงานฮ่องกง ปูทางพัฒนานวัตกรรมสุขภาพครบวงจร

บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) – CDIP (Thailand) Public Company Limited เดินหน้าเสริมศักยภาพองค์กรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) นำคณะผู้บริหารและทีมนักวิจัยเดินทางศึกษาดูงาน ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong SAR) หนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ และอุตสาหกรรมสุขภาพระดับเอเชีย เพื่อยกระดับองค์ความรู้และต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรครบวงจรของประเทศไทย

ฮ่องกง นับว่ามีความก้าวหน้าในด้าน Biotechnology, Biopharma, Food Innovation, Cosmeceuticals และมาตรฐานการผลิตระดับสากล (cGMP, PIC/S) รวมทั้งเป็นศูนย์รวมบริษัทที่มีห้องปฏิบัติการมาตรฐานสูงและมีระบบตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวด ทำให้การศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่กลับมาปรับใช้ในอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย

โดยมีคณะผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญร่วมเดินทาง ได้แก่

>>ผู้นำองค์กรและกลุ่มอุตสาหกรรม

•ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

•นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

•คุณอรอนงค์ ประรัมย์

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

>>คณะที่ปรึกษา

•คุณกัลยวรรธ์ จันทร์หล้า

ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

•คุณวัชรศักดิ์ จงไกรรัตนกุล

สมาชิกสมาคมการค้าบิสคลับไทย Business Consultant บริษัท มังกี้คิงส์ โซลูชั่น จำกัด

หัวใจสำคัญของภารกิจศึกษาดูงานฮ่องกงครั้งนี้ การศึกษาดูงานครอบคลุมหลายด้านสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย ได้แก่

1) เทคโนโลยีด้านยาและเวชภัณฑ์ (Pharmaceutical & Biopharma)

•ระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control / QC) และประกันคุณภาพ (Quality Assurance / QA)

•เทคนิคการพัฒนายาใหม่ (Drug Development Pipeline)

•เทคโนโลยีเครื่องจักรการผลิตมาตรฐานระดับโลก

2) นวัตกรรมอาหารและอาหารเสริม (Nutrition & Dietary Supplements)

•Functional Food และ Novel Food

•การใช้สารสกัดจากธรรมชาติและสมุนไพรขั้นสูง

•กระบวนการวิจัยความปลอดภัยและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์

3) เทคโนโลยีเครื่องสำอางและเวชสำอาง (Cosmetics & Cosmeceuticals)

•นาโนเทคโนโลยีในเครื่องสำอาง

•แพลตฟอร์มการพัฒนา Active Ingredients

•เครื่องมือห้องแล็บระดับสูงสำหรับวิจัยผิวหนัง

4) อุตสาหกรรมสมุนไพร (Herbal Industry)

•การพัฒนาสมุนไพรไทยในรูปแบบสากล

•การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ

5) การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Collaboration)

•การเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม–สถาบันวิจัย

•พัฒนาโอกาสการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสุขภาพ

จีนเดินเกมใหญ่!! ปั้นหุ่นยนต์มนุษย์ยุคใหม่ ตั้งเป้าให้ฉลาดระดับ ChatGPT โดยมีบิ๊กเทคฯ Xiaomi–Huawei–Baidu ร่วมปั้นให้กลายเป็นแรงงานหลักในอนาคต

(25 พ.ย. 68) หวัง ซิงซิง (Wang Xingxing) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Unitree Robotics ระบุในเวทีประชุมเศรษฐกิจนานาชาติหงเฉียว ที่นครเซี่ยงไฮ้ ว่า “โมเมนต์ ChatGPT” สำหรับวงการหุ่นยนต์มนุษย์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ราว 80% ตามคำสั่งที่คนพูดหรือพิมพ์ให้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมจริงที่ไม่คุ้นเคย นั่นจึงจะนับว่าเป็นการแจ้งเกิดของ “ปัญญาประดิษฐ์ในร่างหุ่นยนต์” อย่างแท้จริง

เขาเสริมว่า หากใครทำได้ถึงจุดนี้ในปีหน้า หรือปีถัดไป ก็แทบจะการันตีว่าขึ้นนำโลกด้านปัญญาประดิษฐ์ในหุ่นยนต์ทันที โดยงานเสวนาครั้งนี้ได้รวมตัวผู้ประกอบการ นักวิทยาศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบายด้านเอไอและหุ่นยนต์จากจีนและต่างประเทศกว่า 10 ราย รวมถึงบริษัทชั้นนำอย่าง UBTECH และศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์มนุษย์ระดับชาติและท้องถิ่น

หวัง ซิงซิง เผยด้วยว่า Unitree ได้อัปเกรดอัลกอริทึมให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น และสามารถลุกขึ้นยืนได้เองไม่ว่าจะล้มในรูปแบบใด เขาเชื่อว่าในอนาคต “ความทรงตัวและลุกขึ้นได้” จะกลายเป็นสเปกพื้นฐานของหุ่นยนต์มนุษย์ทุกตัว พร้อมคาดการณ์ว่าธุรกิจหุ่นยนต์อัจฉริยะในจีนโดยเฉลี่ยจะโต 50–100% ในปีนี้ ซึ่งหลายฝ่ายยกให้ปีนี้เป็น “ปีแรกของหุ่นยนต์มนุษย์”

ฝั่งนักวิชาการ เจิ้ง เฟิง ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์มนุษย์แห่งจีน ระบุว่าหุ่นยนต์มนุษย์กำลังถูกนำมาใช้ในงานผลิตและชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพเปลี่ยนโฉมโครงสร้างอุตสาหกรรมและสังคม ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ระบุว่าตลาดหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ของจีนอาจแตะ 870,000 ล้านหยวนภายในปี 2030 และทั่วโลกอาจโตได้ถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งภายในปี 2050 โลกจะมีหุ่นยนต์มนุษย์ใช้งานมากกว่าพันล้านตัว โดยจีนถูกมองว่าจะเป็นตลาดใหญ่สุด ตามด้วยสหรัฐฯ

เจียง เล่ย หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์มนุษย์ บอกว่าทุกวันนี้เราเริ่มคุ้นเคยกับหุ่นยนต์ที่เดินอยู่ในห้าง งานคอนเสิร์ต หรือแม้แต่โชว์ในกาล่าตรุษจีนแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่ด้านอารมณ์และความบันเทิง มากกว่าจะสร้าง “ผลงาน” ในเชิงประสิทธิภาพจริง ๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมของจีนอย่าง เหยา เจีย ชี้ว่าถึงเวลาโฟกัสมุมปฏิบัติได้จริง เพื่อให้วงการหุ่นยนต์เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันคือ “มาตรฐานข้อมูล” หวัง เสี้ยวกัง ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO (Chief Technology Officer) ของ SenseTime เปรียบการพัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์กับรถยนต์พลังงานใหม่ โดยยกตัวอย่างว่า รถเทสลา (Tesla) หลายล้านคันใช้เซนเซอร์และรูปแบบเก็บข้อมูลแบบเดียวกัน ทำให้ได้ข้อมูลจำนวนมหาศาลมาพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ เขามองว่าหุ่นยนต์ก็ควรมีมาตรฐานรูปแบบข้อมูล ฉากการใช้งาน และดีไซน์อ้างอิงร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนและเร่งนวัตกรรม

เลิ่ง เสี้ยวกุน ประธาน Leju Robotics เสริมว่า หากแต่ละบริษัทเก็บข้อมูลคนละรูปแบบ การสร้างโมเดลเอไอขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริงแทบเป็นไปไม่ได้ การรวมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข้ามบริษัทจึงอาจเป็นจุดพลิกเกมสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์มนุษย์

อีกด้านหนึ่งของปัญหาใหญ่คือ “มาตรฐานฮาร์ดแวร์” ไมเคิล สวี ซีอีโอ PaXini Tech เล่าว่า เวลาทำงานกับลูกค้า มักต้องปรับอินเทอร์เฟซและส่วนเชื่อมต่อใหม่ แม้ความต่างเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้การวิจัยและผลิตล่าช้าอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจีนจึงเตรียมตั้งคณะกรรมการมาตรฐานระดับชาติสำหรับหุ่นยนต์มนุษย์ภายในสิ้นปี

และล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมและไอทีของจีนแต่งตั้งหวัง ซิงซิง จาก Unitree และเผิง จื่อหุย ผู้ร่วมก่อตั้ง AgiBot ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “คู่ดาวแฝด” แห่งวงการหุ่นยนต์ เป็นรองประธานคณะกรรมการมาตรฐานด้านหุ่นยนต์มนุษย์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอีก 65 คน จากบริษัทอย่าง UBTECH, Leju Robotics รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ Xiaomi, Huawei, Baidu และผู้เล่นใหม่อย่าง Xpeng โดยหวังว่าการมีมาตรฐานร่วมกันจะช่วยดันให้หุ่นยนต์มนุษย์ก้าวออกจากห้องทดลอง เข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ปั้นเด็กไทยพูดจีน สพฐ. เปิดประชุมคณะผู้บริหาร หารือยกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน หวังใช้ AI ช่วยประเมินผล-ฝึกการออกเสียง ปูพื้นฐานเด็กไทยสู่ทักษะภาษา-การเรียนรู้ยุคใหม่

(25 พ.ย. 68) นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ
 

‘ตรีนุช’ มอบ 5 เสือแรงงาน เร่งบูรณาการช่วยน้ำท่วมภาคใต้ จ่ายเยียวยา 50% พร้อมจ้างงานเร่งด่วน ตั้งศูนย์ซ่อม–ฝึกอาชีพเสริมรายได้หลังน้ำลด ช่วยผู้ประสบภัยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

‘ตรีนุช’ สั่งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงานติดตามความเสียหายจากอุทกภัย 24 ชั่วโมง บูรณาการ 5 เสือแรงงานทุกจังหวัดภาคใต้ มอบประกันสังคมเร่งจ่ายเงินเยียวยาว่างงานเหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการของกระทรวงแรงงานในสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ขณะนี้ ว่า ได้สั่งการให้ 5 เสือแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดบูรณาการงานร่วมกัน ผ่านศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน ติดตามความเสียหายและผลกระทบตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับรายงานล่าสุด คือ มีจังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด ในจำนวนนี้มี 10 จังหวัดที่ยังคงอยู่ในสถานการณ์ของฝนตกหนักและระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ประชุมติดตามสถานการณ์และดำเนินการตามแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยของศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน พร้อมสำรวจความเสียหาย และความต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมถึงขอรับการสนับสนุนกิจกรรมจ้างงานเร่งด่วน

ในส่วนของกรมการจัดหางานให้เตรียมพร้อมในการสนับสนุนการจัดหางานในตำแหน่งที่ว่างหลังน้ำลด ในกรณีที่ไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานในสถานประกอบการได้ รวมถึงให้สนับสนุนการรับงานไปทำที่บ้านเพื่อทดแทนการขาดรายได้อย่างเร่งด่วนที่สุด

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า พาหนะและเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงเตรียมพร้อมฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเสริมรายได้หลังน้ำลด 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้สำรวจความเสียหายสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ประสบภัย ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการกู้เงินกองทุนความปลอดภัยฯ ช่วยเหลือด้านการคุ้มครองสิทธิที่พึงได้ตามกฎหมายแรงงาน 

ส่วนสำนักงานประกันสังคมให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย จากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นายจ้างและให้บริการสิทธิประโยชน์ต่างๆแก่ผู้ประกันตน รวมทั้งประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่
 

ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 สานต่อมอเตอร์เวย์-โครงข่ายถนนทั่วไทย ยกระดับความปลอดภัย-คุณภาพงานทาง ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานหนุนเศรษฐกิจชาติ

กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่วางแผน ออกแบบ ก่อสร้าง ปรับปรุง และบำรุงรักษาทางหลวงและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนทั่วประเทศให้เดินทางได้สะดวกและปลอดภัย พร้อมทั้งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในทุกภูมิภาคของไทย 

การที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทางหลวง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และนับเป็นอธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์กรมทางหลวง จึงถูกจับตามองว่าเป็น “แม่ทัพรุ่นใหม่” ที่จะเข้ามาสานต่องานเดิมและยกระดับโครงข่ายทางหลวงไทยให้ก้าวทันความท้าทายในอนาคต 

ในด้านการศึกษา นายปิยพงษ์มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแรงด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Imperial College London สาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรม/นโยบายคมนาคม งานวิทยานิพนธ์หัวข้อ The impact of transport infrastructure investment on regional employment: an empirical investigation ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกับการจ้างงานในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในวารสารนานาชาติ เช่น บทความ “Marginal productivity of expanding highway capacity” ซึ่งวิเคราะห์ผลผลิตส่วนเพิ่มจากการขยายขีดความสามารถของทางหลวงต่อเศรษฐกิจเอกชน ประสบการณ์วิจัยเชิงลึกเหล่านี้ทำให้เขาเป็นข้าราชการที่มอง “ถนน” ไม่ใช่แค่โครงสร้างกายภาพ แต่เป็นการลงทุนที่ต้องคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ-สังคมอย่างแท้จริง

เส้นทางราชการของนายปิยพงษ์ถือได้ว่าเป็น “ลูกหม้อกรมทางหลวง” อย่างเต็มตัว เขาเติบโตมาจากสายงานวางแผนและพัฒนาระบบทางหลวง ก่อนมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ดูแลโครงการมอเตอร์เวย์สายสำคัญหลายสายของประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการผลักดันการลงทุนมอเตอร์เวย์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านกลไกให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) 

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมทางหลวง ดูแลงานด้านมาตรฐานวิศวกรรม ระบบข้อมูล และการบูรณาการความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในโครงการพัฒนามาตรฐานและระบบบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศของกรมทางหลวง หรือระบบ DOH One Map ที่รวบรวมข้อมูลโครงข่ายทางหลวงให้อยู่ในรูปแบบ Open Geospatial Data รองรับการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกและภาคเอกชน ก่อนจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ของประเทศอย่างใกล้ชิด 

ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดี นายปิยพงษ์เป็นหนึ่งใน “ตัวหลัก” ที่ผลักดันแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์ระยะยาวของไทย โดยเฉพาะแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์เชื่อมโยงโครงข่ายราง (โครงการ Motorway-Rail Map หรือ MR-MAP) และแผน 20 ปีในการพัฒนาทางหลวงและมอเตอร์เวย์เชื่อมภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 

เขามีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแผนลงทุนโครงข่ายถนนใหม่ ๆ ต่อสาธารณะและคณะรัฐมนตรี รวมถึงการผลักดันโครงการมอเตอร์เวย์ขนาดใหญ่หลายโครงการให้เดินหน้าจากระดับการศึกษา ความเป็นไปได้ สู่การอนุมัติงบประมาณและเตรียมก่อสร้างจริง งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานเชิงบูรณาการ ทั้งด้านวิชาการ การวางแผนยุทธศาสตร์ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายปิยพงษ์ได้มอบนโยบายการบริหารกรมทางหลวง 9 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง การจัดการอุบัติเหตุและความปลอดภัยสาธารณะ การยกระดับคุณภาพงานทางและการบริการประชาชน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาบุคลากรในองค์กร 

เขายังประกาศเร่งรัดให้ มอเตอร์เวย์ 3 สายสำคัญ เปิดให้บริการภายในปี 2569 ได้แก่ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) M6 (บางปะอิน-โคราช) และ M82 (บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว) ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการ “เรือธง” เช่น มอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ปากท่อ (M8) และการเตรียมเปิดประมูลที่พักริมทาง รวมถึงสัญญาบริหารและบำรุงรักษา (O&M) มอเตอร์เวย์ เพื่อให้โครงข่ายมอเตอร์เวย์ของไทยสมบูรณ์ทั้งด้านโครงสร้างและบริการผู้ใช้ทาง 

อีกด้านหนึ่ง อธิบดีปิยพงษ์ให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัยและความโปร่งใส” อย่างชัดเจน ทั้งการกำชับให้ปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญาก่อสร้างให้รัดกุมขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่ก่อสร้างและบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอายุใช้งานนาน รวมถึงการใช้ข้อมูลอุบัติเหตุและสภาพโครงสร้างมาเป็นฐานในการวางแผนบำรุงรักษาเชิงรุก เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนทางหลวง 

ประสบการณ์ด้านวิจัยคมนาคมในเวทีนานาชาติ ประกอบกับบทบาทในฐานะรองอธิบดีฝ่ายวิชาการและผู้ตรวจราชการ ทำให้เขาเป็นผู้นำที่ “คิดบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าใช่เพียงความเคยชินหรือประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อผนวกกับการเป็นลูกหม้อกรมทางหลวงที่รู้เท่าทันทั้งข้อจำกัดและศักยภาพขององค์กร ก็ยิ่งทำให้ภาพของ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ในวันนี้ ชัดเจนในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบ “ทุกกิโลเมตร” ของทางหลวงไทย เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในระยะยาว

“เปิ้ล นาคร” หลั่งน้ำตา อุทกภัยหาดใหญ่หนักสุดในรอบ 14 ปี เผย “เกินกำลังผมแล้ว!!” เสียงขอร้องให้ช่วยระงม แต่ไม่สามารถช่วยได้

(25 พ.ย. 68) เปิ้ล นาคร ศิลาชัย นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ที่ผันตัวเป็นจิตอาสา ขี่เจ็ตสกีลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างเกิดอุทกภัย ขณะที่น้ำท่วมสูงและกระแสน้ำแรง ทีมเจ็ตสกีของเขาเกิดขัดข้องกลางน้ำ จำต้องปีนขึ้นหลังคาบ้านเพื่อรอความช่วยเหลือ

ในคลิปเหตุการณ์ แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและความไม่แน่นอนในการลงพื้นที่ของจิตอาสา เปิ้ลเผยว่า "เราไม่พอแล้ว เราไม่รู้จะช่วยใครก่อน… ทุกคนเดือดร้อนหมด" ท่ามกลางเสียงเรียกขอความช่วยเหลือของผู้ประสบภัยที่ดังก้องบริเวณนั้น

แม้ทีมกู้ภัยจะเข้าช่วยเหลือเปิ้ลและทีมได้อย่างปลอดภัย แต่นี่ชี้ให้เห็นว่าความสามารถของจิตอาสายังมีข้อจำกัด และความช่วยเหลือจากภาครัฐยังคงจำเป็นอย่างยิ่ง เปิ้ลย้ำว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นหนึ่งในความท้าทายที่หนักหนาสาหัสที่สุดในรอบ 14 ปีที่เขาลงพื้นที่

ภรรยาของเขา "จูน กษมา" เผยว่า ทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัคร ทำงานแข่งกับเวลา พร้อมส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยผ่านการจัดตั้งโรงครัวทำอาหารช่วยเหลือชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง

ภาพน้ำตาของเปิ้ลจึงไม่ใช่เพียงความอ่อนแอ แต่คือเสียงแทนผู้ที่กำลังตกอยู่ในความลำบากและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เป็นข้อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐว่าต้องเพิ่มกำลังสนับสนุนและจัดระบบช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ซ้ำรอยในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top