Monday, 10 August 2026
Hard News Team

'ฮ่องกง' จ่อยัดคุกหนุ่มใส่เสื้อ ‘ปลุกระดม’ เซ่นกฎหมายความมั่นคง ‘มาตรา 23’

(16 ก.ย. 67) รอยเตอร์ส รายงานว่า ชู ไคพง (Chu Kai-pong) วัย 27 ปี รับสารภาพความผิดฐาน ‘กระทำการปลุกระดมโดยเจตนา’ จำนวน 1 กระทง ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 23 ได้ขยายระวางโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี กลายเป็น 7 ปี และอาจเพิ่มเป็น 10 ปี หากพบว่ามีการ ‘สมคบคิดกับต่างชาติ’ ร่วมด้วย

ชู ถูกจับเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่สถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งขณะสวมเสื้อทีเชิ้ตซึ่งเขียนสโลแกนว่า “ปลดปล่อยฮ่องกง การปฏิวัติของคนรุ่นเรา” (Liberate Hong Kong, revolution of our times) และยังสวมหน้ากากที่เพนต์ตัวอักษร FDNOL ซึ่งย่อมาจาก ‘five demands, not one less’ หรือ ‘ข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ไม่น้อยลงแม้แต่ข้อเดียว’

สโลแกนทั้งสองนี้มักจะถูกป่าวร้องในกิจกรรมของกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยฮ่องกงเมื่อช่วงปี 2019 และวันที่ 12 มิ.ย. ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวซึ่งนำไปสู่สถานการณ์รุนแรงในเวลาต่อมา

ศาลฮ่องกงอ้างคำรับสารภาพของ ชู ซึ่งบอกกับตำรวจว่า เขาสวมเสื้อตัวนี้ก็เพราะต้องการย้ำเตือนคนฮ่องกงให้รำลึกถึงการชุมนุมประท้วงดังกล่าว

วิกเตอร์ โซ (Victor So) หัวหน้าผู้พิพากษาซึ่งถูกคัดเลือกโดย จอห์น ลี ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงให้มาทำหน้าที่ไต่สวนคดีความมั่นคง ได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันพฤหัสบดีนี้ (19 ก.ย.)

อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้จีนในปี 1997 โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นได้ให้สัญญาว่าสิทธิเสรีภาพของพลเมืองฮ่องกง ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะได้รับการปกป้องภายใต้สูตรการปกครอง ‘หนึ่งประเทศ-สองระบบ’

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นำกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมาบังคับใช้กับฮ่องกงในปี 2020 ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตสำหรับผู้ที่พยายามแบ่งแยกดินแดน บ่อนทำลายรัฐ ก่อการร้าย และสมคบคิดกับต่างชาติ

ต่อมาในเดือน มี.ค.ปีนี้ ฝ่ายบริหารฮ่องกงยังได้ออกกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่เรียกกันว่ามาตรา 23 ซึ่งกำหนดบทลงโทษสำหรับความผิดฐานเป็นกบฏ ก่อวินาศกรรม ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ขโมยความลับของรัฐ การแทรกแซงจากภายนอก และการจารกรรมข้อมูล โดยมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หลายปีไปจนถึงตลอดชีวิต

นักวิจารณ์รวมถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งให้คำนิยามของการ ‘ปลุกปั่นยุยง’ เอาไว้อย่างกว้าง ๆ จนอาจกลายเป็นเครื่องมือกดขี่ผู้ต่อต้านรัฐ

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่จีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จำเป็นสำหรับการ ‘อุดช่องโหว่’ เพื่อช่วยปกป้องความมั่นคงของชาติไว้

'สมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ' ยกเพลง ROCKSTAR เหมาะใช้ช่วยทำ CPR เพราะมีจังหวะ 120 บีทต่อนาที เท่ากับจำนวนครั้งที่ควรปั๊มหัวใจต่อ 1 นาที

(16 ก.ย. 67 ) กลายเป็นรางวัลที่สร้างความภูมิใจให้กับคนไทยและวงการดนตรีจากเอเชียสุดๆ หลัง 'ลิซ่า BLACKPINK' ได้มีโอกาสขึ้นโชว์ผลงานเดี่ยวของตัวเอง บนเวที Video Music Awards รวมทั้งคว้ารางวัล Best K-Pop จากผลงานเพลง Rockstar เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ผลงานของศิลปินสาวไทย บนเวทีระดับโลกนั้น

ล่าสุด ลิซ่า กับเพลง 'Rockstar' ก็ถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) โพสต์เฟซบุ๊กแนะนำว่า เพลง Rockstar ของลิซ่า เหมาะนำมาใช้ในการ CPR เพราะมีจังหวะ 120 บีทต่อนาที เท่ากับจำนวนครั้งที่ควรปั๊มหัวใจต่อ 1 นาทีเป๊ะ

โดยเนื้อความระบุว่า “Gold teeth sittin' on the dash, she a rockstar (เนื้อเพลง ROCKSTAR) ผู้ชนะ และผู้ช่วยชีวิต"

"เพลง ROCKSTAR ของลิซ่า ซึ่งชนะรางวัล Best K-POP ใน MTV VMAs 2024 เป็นเพลงที่มีจังหวะ 120 bpm เหมาะสำหรับการทำ CPR แบบ Hands-Only (CPR โดยการใช้มือ) หากผู้ใดเห็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่หมดสติ ให้โทร 911 และกดกลางหน้าอกอย่างหนักและรวดเร็ว”

CEO กุลพรภัสร์ สร้างเศรษฐกิจชุมชน คว้ารางวัล ISB Award

(16 ก.ย. 67) บริษัท ดับเบิ้ล พี แลนด์ นิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้ สร้างเศรษฐกิจชุมชน ดันโครงการทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น คว้ารางวัล ISB Award จาก การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดโครงการยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม สู่เกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ กนอ. ในปี 2567 เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการธุรกิจที่มีศักยภาพ คำนึงถึงความสมดุลเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคมตามมาตรฐานสากล

โดยบริษัท ดับเบิ้ล พี แลนด์ จำกัด (Double P Land) ภายใต้การบริหารงานของ นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานบริหารนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราบลูเทคซิตี้ ที่ได้ดำเนินโครงการ "ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน" มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่รอบข้างได้นำความรู้ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ปราชญ์ชุมชน มายกระดับพืชในท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่ม แก่ 3 วิสาหกิจชุมชน สร้างอาชีพกว่า 120 คน ปลูกต้นไม้เพิ่ม 15,000 ต้น จนได้รับการยอมรับว่าเป็นโครงการที่สร้างความยั่งยืนของการพัฒนาสังคม ชุมชน อาชีพ ได้อย่างแท้จริง

สำหรับโครงการดังกล่าว ได้ผ่านเกณฑ์การตรวจรับรองการประเมินผลของ กนอ. ที่ขึ้นทะเบียนเป็น I-EA-T Sustainable Business List 2024 พร้อมรับมอบประกาศนียบัตรในงาน ISB  Forum & Awards 2024

ทั้งนี้ ซีอีโอ กุลพรภัสร์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า เรามุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม เพิ่มคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อวิถีชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน ให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมีความสุขและยั่งยืน

กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าววัน ”โอโซนสากล ประจําปี 2567 “

วันที่ 16 กันยายน 2567 เนื่องในวันโอโซนสากล ประจําปี 2567 กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดงานแถลงข่าว วันโอโซนสากล ประจําปี 2567 โดยมีนางอลิสรา รังษีภโนดร ผู้อํานวยการกองบริหารจัดการวัตถุอันตราย กล่าวรายงาน  นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นผู้แถลงข่าว และตอบข้อซักถาม ต่อสื่อมวลชน ณ.โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ 

นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ (United Nations General Assembly - UNGA) ได้กําหนดให้วันที่ 16 กันยายน เป็น วัน โอโซนโลก อย่างเป็นทางการในปี 1994 โดยวันที่นี้ถูกเลือกเพื่อระลึกถึงการลงนามใน พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วย สารที่ทําลายชั้นโอโซน ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน ปี ค.ศ. 1987 โดยองค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme - UNEP) เป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญในการจัดและส่งเสริมวันโอโซนโลกเพื่อสร้าง ความตระหนักและกระตุ้นการดําเนินการระดับโลกในการปกป้องชั้นโอโซนวันโอโซนโลก ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16 กันยายน ของทุกปี เป็นเหตุการณ์ระดับโลกที่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการลดลงของชั้นโอโซนและ กระตุ้นให้มีการดําเนินการเพื่อปกป้องชั้นโอโซน

วันนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการลงนามใน “พิธีสารมอนทรีออล” ซึ่ง เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการยุติการผลิตและการใช้สารที่ทําลายชั้นโอโซน ชั้นโอโซนเป็นส่วนสําคัญ ของบรรยากาศโลกซึ่งอยู่ในชั้นสตราโตสเฟียร์และมีบทบาทสําคัญในการปกป้องชีวิตบนโลกโดยการดดูซับรังสี อัลตราไวโอเลต (UV) ที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์ หากปราศจากชั้นโอโซนนี้ รังสี UV ที่เพิ่มขึ้นจะเข้าสู่พื้นโลกมาก ขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังที่สูงขึ้น ก่อให้เกิดภาวะต้อกระจก และทําลายระบบนิเวศต่างๆ

พิธีสารมอนทรีออลถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสําเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมี 197 ประเทศที่ร่วมกันลดการใช้สารที่ทําลายชั้นโอโซน เช่น คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) ตั้งแต่การบังคับ ใช้ พิธีสารมอนทรีออลทําให้ชั้นโอโซนเริ่มฟื้นตัว แต่ความร่วมมือระดับโลกยังคงเป็นสิ่งจําเป็นเพื่อให้ชั้นโอโซน กลับมาฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ในแต่ละปี วันโอโซนโลกจะมีหัวข้อเฉพาะเพื่อเน้นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่อง และ กระตุ้นให้มีการปฏิบัติที่ยั่งยืนในการปกป้องชั้นโอโซนและสิ่งแวดล้อม 

พิธีสารมอนทรีออลนี้มีส่วนสําคัญในการ ปกป้องมนุษยชาติในมิติต่างๆที่สําคัญ ดังเช่น
1. ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศของโลกซึ่งสิ่งมีชีวิตอาจถูกทําร้ายถ้าหากไม่ได้รับการ ปกป้องจากรังสียูวี
2. ความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกร การสัมผัสรังสียูวีเกินไปจะทําลายระบบนิเวศ ส่งผล ต่อแมลงผสมเกสร ลดผลผลิตพืชและแหล่งปลาสัตว์น้ํา
3. การปกป้องชั้นโอโซนจะช่วยป้องกันความเสียหายต่อเกษตรกรรมประมงและวัสดุต่างๆมูลค่า ประมาณ 460 พันล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 1987 ถึง 2060
4. สุขภาพของมนุษย์หลีกเลี่ยงโรคมะเร็งผิวหนังมากถึง2ล้านรายต่อปีภายในปี2030และป้องกัน ผู้ป่วยต้อกระจกรายใหม่หลายล้านคนทั่วโลก

ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกในอนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออลเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 รวมทั้งให้สัตยาบันพิธีสารมอนทรีออลส่วนที่มีการปรับปรุงและแก้ไขเพิ่มเติม อีก 5 ครั้ง โดยครั้ง ล่าสุดเกิดขึ้นที่ กรุงคิกาลี (The Kigali Amendment to the Montreal Protocol (2016)) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 ที่ผ่าน มาโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมการผลติ การนําเข้าการ ใช้สารเคมีที่ทําลายชั้นบรรยากาศโอโซน และเป็นศูนย์ประสานงานในการติดต่อกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่ง สหประชาชาติเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามพันธกรณีภายใต้พิธีสารมอนทรีออล 

โดยพิธีสารมอนทรีออลฉบับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี (Kigali Amendment) กําหนดขึ้นเพื่อควบคุม ยับยั้ง และรณรงค์ให้ลดการผลิตและการใช้สารทําลายชั้น โอโซนเพื่อรักษาชั้นบรรยากาศโอโซนที่ถูกทําลายจากการใช้สารทําลายชั้นบรรยากาศโอโซนเหล่านี้ได้แก่สารคลอ โรฟลูออโรคาร์บอน (Chlorofluorocarbons: CFCs) สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Hydrochlorofluorocarbons: HCFCs) สารฮาลอน (Halons) และ สารเมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide: CH3Br) ซึ่งที่ผ่านมาสามารถลดก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ ค.ศ.1989 – 2023 ลงไปได้ถึง 1,460 ล้านตัน CO2 เทียบเท่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3,896 โรง หรือ การใช้รถยนต์ 387 ล้านคัน 

ซึ่งพิธีสารมอนทรีออลส่วนที่มีการปรับปรุงและแก้ไขเพิ่มเติม มีการปรับปรุงและแก้ไขเนื้อหาในประเด็น สําคัญ ดังนี้
1. การแก้ไขเนื้อหาพิธีสารมอนทรีออล (Amendment)
1.1เพิ่มสารควบคุมกลุ่มใหม่คือสารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน(HFCs)ในภาคผนวกF(AnnexF) โดย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
• กลุ่ม 1 จํานวน 17 ตัว ได้แก่ HFC-134, HFC-134a, HFC-143, HFC-245fa, HFC-365mfc, HFC-227ea, HFC-236cb, HFC-236ea, HFC-236fa, HFC-245ca, HFC-43-10mee, HFC-32, HFC-125, HFC-143a, HFC- 41, HFC-152, HFC-152a

• กลุ่ม 2 จํานวน 1 ตัว ได้แก่ HFC-23
1.2 เพิ่มข้อกําหนดในการควบคุมการผลิตและการใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) และสําหรับ ประเทศกําลังพัฒนา (Article 5 Parties) กลุ่ม 1 เช่น ประเทศไทย เป็นต้น กําหนดให้ปี พ.ศ. 2567 เป็นปี เริ่มต้นควบคุมปริมาณ (Freeze) การผลิตและการใช้สาร HFCs โดยไม่ให้เกินค่าพื้นฐาน (ซึ่งค่าพื้นฐานจะ เท่ากับผลรวมของค่าเฉลี่ยของปริมาณการใช้สาร HFCs ในปี พ.ศ. 2563 - 2565 กับร้อยละ 65 ของ ค่าเฉลี่ยของปริมาณการใช้สาร HCFCs ในปี พ.ศ. 2552 - 2553)

• ปี พ.ศ. 2572 ลดปริมาณการใช้สาร HFCs ลง 10% ของค่าพื้นฐาน                                                                  • ปี พ.ศ. 2578 ลดปริมาณการใช้สาร HFCs ลง 30% ของค่าพื้นฐาน
• ปี พ.ศ. 2583 ลดปริมาณการใช้สาร HFCs ลง 50% ของค่าพื้นฐาน
• ปี พ.ศ. 2588 ลดปริมาณการใช้สาร HFCs ลง 80% ของค่าพื้นฐาน

1.3 รายงานปริมาณการใช้ และการผลิตสาร HFCs ประจําปี ตามมาตรา 7 ของพิธีสารมอนทรีออล เพิ่มเติม ซึ่งจากเดิมที่มีการรายงานประจําปีเฉพาะการใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Chlorofluorocarbons: CFCs) สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Hydrochlorofluorocarbons: HCFCs) สารฮาลอน (Halons) และสาร เมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide: CH3Br) ในภาคผนวก A, B, C และ E (Annex A, B, C และ E) ของพิธีสารมอนทรี ออล

1.4 จัดทําระบบการนําเข้าและส่งออก (Licensing System) ของสาร HFCs ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน หลังจากพันธกรณีภายใต้พิธีสารมอนทรีออล ฉบับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี มีผลบังคับใช้ในประเทศ ซึ่ง กรอ. ใช้ระบบการอนุญาตภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

2. การปรับปรุงข้อกําหนด (Adjustment)
เกี่ยวกับกําหนดระยะเวลาในการควบคุมการค้าขายสารควบคุมกับประเทศที่ไม่เป็นประเทศภาคี สมาชิก จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2576 ประโยชน์ที่จะได้รับ และผลกระทบต่อประเทศไทยใน การให้สัตยาบันต่อพิธีสารมอนทรีออล ฉบับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี มีดังนี้

2.1) ประโยชน์ที่จะได้รับ
- ประเทศไทยสามารถซื้อขายสาร HFCs กับประเทศภาคีสมาชิกได้ โดยภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้สาร HFCs เช่น ภาคอุตสาหกรรมผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้ตามบ้านเรือน ภาคอุตสาหกรรมผลิต เครื่องปรับอากาศที่ใช้ในรถยนต์ ภาคอุตสาหกรรมผลิตโฟม ภาคอุตสาหกรรมผลิตตู้เย็น ตู้แช่ เชิงพาณิชย์ เป็นต้น
- เนื่องจากสาร HFCs เป็นสารควบคุมภายใต้พิธีสารมอนทรีออล และเป็นก๊าซเรือนกระจกซึ่งมีค่า ศักยภาพที่ทําให้โลกร้อนภายใต้ข้อตกลงปารีส ดังนั้น การลดการใช้สาร HFCs โดยการปรับเปลี่ยน กระบวนการผลิตไปใช้สารทดแทนที่มีค่าศักยภาพที่ทําให้โลกร้อนต่ํา จึงเป็นการสนับสนุนต่อการดําเนิน นโยบายของรัฐบาล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065
- ประเทศไทยจะสามารถขอรับเงินช่วยเหลือ รวมถึงความช่วยเหลือทางด้านนโยบายและด้านเทคนิค จากกองทุนพหุภาคี ภายใต้พิธีสารมอนทรีออล เพื่อนํามาดําเนินการลดการใช้สาร HFCs ซึ่งจะทําให้

ภาคอุตสาหกรรมของไทยไม่เสียโอกาสในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปใช้สารทดแทนที่เป็น เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ทําลายชั้นบรรยากาศโอโซน และมีค่าศักยภาพที่ทําให้โลกร้อนต่ํา เป็นการยกระดับ ผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น
- อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้สาร HFCs เช่น เครื่องปรับอากาศในบ้านเรือน เครื่องปรับอากาศที่ใช้ในรถยนต์ ตู้เย็น ตู้แช่เชิงพาณิชย์ เป็นต้น ยังคงมีสารเพียงพอเพื่อการซ่อมบํารุงจนกว่าอุปกรณ์นั้น ๆ จะหมดอายุ การใช้งาน

2.2) ผลกระทบ
- ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้สาร HFCs ของไทยจะถูกจํากัดปริมาณการใช้สาร HFCs อย่างไรก็ตามพันธกรณี ภายใต้พิธีสารมอนทรีออลได้ยืดระยะเวลาในการเริ่มการลดการใช้สาร HFCs ออกไป 5 ปี หลังจากพิธีสารฯ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งเพียงพอต่อการลดการใช้สาร HFCs
- ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้สาร HFCs จะต้องลงทุนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เพื่อไปใช้สารทดแทนใหม่ที่ไม่ทําลายชั้นบรรยากาศโอโซน และมีค่าศักยภาพที่ทําให้โลกร้อนต่ำ
ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมได้ปฏิบัติตามพันธกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามพิธีสารมอนทรอีอลฉบับแก้ไข ณ กรุงคิกาลีโดยไดจ้ัดทํากิจกรรมต่างๆมากมาย เพื่อสร้างความตระหนักและกระตุ้นการดําเนินการปกป้องชั้นโอโซนโลก อาทิเช่น
- ส่งมอบบัตรกํานัลสําหรับแลกซื้อเครื่องมือ/อุปกรณ์เพื่อใช้ในการฝึกอบรมช่างติดตั้งและซ่อมบํารุง เครื่องปรับอากาศให้แก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ ส่งมอบให้ศูนย์ฝึกอบรมในสังกัด สําหรับแลกซื้อเครื่องมือ/อุปกรณ์ แห่งละ 36 ฉบับ รวม 72 ฉบับ
- สนับสนุนงบประมาณการดําเนินโครงการฝึกอบรมให้แก่ช่างติดตั้งและซ่อมบํารุงเครื่องปรับอากาศ จํานวน 4,560 คน รวมทั้งสิ้น 30,408,000 บาท
- ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดฝึกอบรม จํานวน 110 ครั้ง ครั้งละ 20 คน จํานวนรวม 2,200 คน
- ร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดฝึกอบรม จํานวน 118 ครั้ง ครั้งละ 20 คน จํานวนรวม 2,360 คน
- จัดกิจกรรม “Walk & Run for Ozone and Climate 2065 Net zero” กิจกรรมเดินวิ่ง จัดขึ้น 5 จังหวัด ได้แก่ ครั้งที่ 1 จ.ตรัง ครั้งที่ 2 จ.อุดรธานี ครั้งที่ 3 จ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 4 จ.นครศรีธรรมราช และครั้งที่ 5 กทม.

โดยกิจกรรมที่ผ่านมาจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการลดและเลิกใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ( HCFCs) ซึ่ง ส่งผลกระทบต่อการทําลายชั้นบรรยากาศโอโซน และเชิญชวนให้เกิดความสนใจในการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน รวมถึงการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดการใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ภายใต้พิธีสารมอนทรี ออลฉบับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี(KigaliAmendment) ซึ่งในปีที่ผ่านมากิจกรรมงานเดินวิ่งได้กระแสตอบรับที่ดีมากในปีนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนงานที่จะจัดกิจกรรมลักษณะนี้ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้อยู่ใน ระหว่างการดําเนินงานจัดเตรียมแผนงาน และจะทําการประชาสัมพันธ์ให้ทราบในโอกาสต่อไป

เปิดข้อมูล 'ไรอัน รูธ' ผู้ต้องสงสัยคิดลอบสังหาร 'ทรัมป์' เป็นผู้สนับสนุนยูเครนตัวยงเรื่องการทำสงครามกับรัสเซีย

(16 ก.ย. 67) ผลการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับชายต้องสงสัยพยายามลอบสังหารนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐพบว่า เขาเป็นผู้สนับสนุนยูเครนตัวยงเรื่องการทำสงครามกับรัสเซีย

รอยเตอร์รายงานว่า พบข้อมูลของนายไรอัน รูธ ชาวรัฐฮาวาย วัย 58 ปี ในแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เฟซบุ๊ก และลิงก์อิน (LinkedIn) แต่การเข้าถึงเอ็กซ์และเฟซบุ๊กของเขาแบบสาธารณะ ถูกลบไปไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารทรัมป์ที่สนามกอล์ฟ เมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น บัญชีที่ใช้ชื่อนายรูธ 3 บัญชีบ่งชี้ว่า เขาเป็นผู้สนับสนุนยูเครนตัวยง

โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน เขาโพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ถึงนายอีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์มโดยตรงว่า "อยากซื้อจรวดของมัสก์เพื่อนำไปติดหัวรบถล่มคฤหาสน์ที่ทะเลดำของวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เพื่อจบชีวิตปูติน ขอให้แจ้งราคามาด้วย"

ส่วนเมื่อต้นปีนี้เขาโพสต์เอ็กซ์โดยติดแท็กชื่อบัญชีของประธานาธิบดีโจ ไบเดนว่า "การหาเสียงของไบเดนควรใช้ชื่อว่า KADAF ย่อมาจากคำว่า Keep America democratic and free แปลได้ว่า ทำให้อเมริกาเป็นประชาธิปไตยและเสรีต่อไป ส่วนการหาเสียงของทรัมป์ควรใช้ชื่อว่า MASA ย่อมาจากคำว่า make Americans slaves again master แปลได้ว่า ทำให้อเมริกาเป็นทาสอีกครั้ง"

ทั้งนี้ นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า เคยสัมภาษณ์นายรูธในปี 2566 เรื่องชาวอเมริกันที่อาสาไปช่วยยูเครนรบกับรัสเซีย โดยเขาอ้างว่าเคยอยู่ในยูเครนหลายเดือนในปี 2565 และหาทางรับสมัครทหารอัฟกันที่หนีรัฐบาลตอลิบานในอัฟกานิสถานไปรบในยูเครน

รอยเตอร์และซีเอ็นเอ็นได้ติดต่อสอบถามบุตรชาย 2 คนของนายรูธ แต่ทั้งคู่ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องลอบสังหาร

'กนอ.' จัดงานใหญ่ ISB Forum & Awards 2024 ปลุกผู้ประกอบการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม

(16 ก.ย. 67) นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ กรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ กนอ. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ISB Forum & Awards 2024 ภายใต้โครงการยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสู่เกณฑ์ผลสัมฤทธิ์ทางสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ กนอ. ปี 2567 (I-EA-T Sustainable Business 2024) โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ 'Inclusive and Sustainable Industrialization Towards New Growth' (การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืนสู่การเติบโตครั้งใหม่) โดยมีผู้บริหาร กนอ. และผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน

นายสุเมธ กล่าวว่า การจัดงาน งาน ISB Forum & Awards 2024 ในปีนี้ เพื่อส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ไม่เพียงแต่สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังคำนึงถึงความเป็นธรรมในสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่...

1.การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุม (Inclusive Industrialization) เปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มในสังคมมีส่วนร่วมและเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมความหลากหลายในการทำงาน 

2.การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Industrialization) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเจริญเติบโตที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว 

และ 3.การปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย (New Industrialization) นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพและมูลค่า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมใหม่

“ผมเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ. ต่างมีกิจกรรมโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนความรู้ความชำนาญ และทรัพยากรที่สนับสนุนลงไปยังชุมชนโดยรอบ หากมีการพัฒนาออกแบบแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งผลลัพธ์ และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดจนความร่วมมือร่วมกัน การผนึกกำลังของภาคอุตสาหกรรมจะพลิกวิกฤติ ช่วยสร้างโอกาสการพัฒนาสังคมเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างจับต้องได้ คุ้มค่า และเป็นรูปธรรม” นายสุเมธ กล่าว

สำหรับ โครงการ ISB (I-EA-T Sustainable Business) ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อส่งเสริมความพร้อมของผู้ประกอบการในการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสังคม (Social Impact) ในระดับสากล โดยในปี 2567 กนอ. ขยายผลกลุ่มเป้าหมายไปสู่สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม/ท่าเรืออุตสาหกรรม และผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน มีผู้เข้าร่วมโครงการ ISB Roadshow กว่า 61 สถานประกอบการ และผู้เข้าร่วม BIA/SIA Workshop จำนวน 45 ราย ซึ่งผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ISB ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีการสนับสนุนงบประมาณในกิจกรรมทางสังคม รวม 575.87 ล้านบาท และเกิดผลตอบแทนทางสังคม (SROI) สูงถึง 4.87 เท่า คิดเป็นมูลค่ารวม 2,801.46 ล้านบาท

ภายในงาน ISB Forum & Awards 2024 มีการมอบรางวัล ISB List จำนวน 16 รางวัลให้แก่ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม ผู้พัฒนานิคมฯ ผู้ประกอบการที่สะท้อนการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานผลสัมฤทธิ์ BIA และ SIA และมอบรางวัล ISB Awards 2024 แก่ผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน จำนวน 11 ราย และมอบรางวัลแก่สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม/ท่าเรืออุตสาหกรรม ในบทบาท ISB Accelerator จำนวน 8 ราย

“กนอ. มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เป็นไปอย่างครอบคลุมและยั่งยืน ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ, โครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม, โครงการ Smart I.E., โครงการพัฒนาและสนับสนุน SMEs, โครงการการพัฒนาแรงงานและทักษะ, โครงการพัฒนาท้องถิ่น, โครงการการสร้างนวัตกรรมและการวิจัย โดยเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราจะสร้างอุตสาหกรรมที่ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน ผลักดันทุกภาคส่วนให้เข้มแข็งไปด้วยกัน” รักษาการในตำแหน่ง ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวทิ้งท้าย

‘เพจดัง’ แชร์อุทาหรณ์ รพ.สลับตัวทารกแรกเกิด ‘ไทย-เมียนมา’ โชคดี!! พ่อคนไทยถ่ายรูปลูกไว้ แจ้งให้ รพ. ตามหาลูกได้สำเร็จ

(16 ก.ย. 67) เพจ ‘อีซ้อขยี้ข่าว’ เล่าเหตุการณ์อุทาหรณ์โรงพยาบาลสลับตัวเด็ก โดยได้ระบุข้อความว่า…

“เรื่องคือ ลูกสาวผมเกิดวันที่ 11/8/67 น้องหายใจเร็วเลยต้องแยกห้องกับแม่…แม่นอนห้องพักฟื้นลูกนอนห้องอภิบาล แล้วโรงพยาบาลให้เยี่ยมได้ 18:30 - 20:00 ผมกับแฟนก็ไปเยี่ยมตั้งแต่วันที่ 12 เขาห้ามถ่ายรูปแต่ผมก็แอบถ่ายลูกผมไว้ทุกวันส่งให้แม่ผมดูส่งให้ญาติ ๆ ผมตามปกติ

วันที่ 13-14-15-16 ผมก็ไปเยี่ยมปกติผมก็แอบถ่ายรูปลูกผมทุกวันพอวันที่ 17 ก็ไปเยี่ยม ‘หน้าลูกผมเปลี่ยน จากผมยาวก็สั้น’ จากมีคิ้วคิ้วก็หาย ป้ายชื่อที่ข้อมือซ้ายกับขาขวาก็หาย เสื้อผ้า ผ้าขนหนูก็ไม่ใช่ของลูกผม

ถามพยาบาลว่าป้ายชื่อหายไปไหน เขาบอกว่าอาจหายตอนอาบน้ำ แล้วเสื้อผ้าในกล่องอ่ะครับ อาจจะสลับกันได้ ตอนแรกกะว่าจะเดินดูเด็กทุกคนแต่มีเด็กข้าง ๆ มีการเอกซเรย์เลยต้องออกจากห้องก่อนแล้ว วันที่ 18 ลูกผมครบกำหนด ก็กลับบ้านไปรับกลับบ้าน ผมมองลูกที่ได้กลับมาบ้าน มองยังไงก็ไม่ใช่ลูกผม ผมสับสนกับตัวเองว่าใช่หรือไม่ใช่ ดูรูปที่ถ่ายไว้กับตัวจริงตลอด

จนวันจันทร์ผมได้โทรไปสอบถามโรง’บาลอีกทีว่า…ผมสงสัยว่าไม่ใช่ลูกผม…ผมให้โรงพยาบาลบาลการันตีหรือพูดให้ผมสบายใจหน่อยได้ไหมว่าคนนี้เป็นลูกผม...เขาก็บอกว่าลูกของคุณพ่อไม่เหมือนเด็กคนอื่น ลูกคุณพ่อต้องให้ยา 7 วันที่ข้อมือจะมีรอยช้ำจากการถูกเจาะเลือด มันก็มีจริง ผมก็ถามไปอีกว่าแล้วทำไมผมสั้น ลงคิ้วหายไป...เขาก็บอกว่าเด็กหน้าเปลี่ยนทุกวัน จนคืนวันอังคารผมทนไม่ไหวเลยโพสต์ลงในกลุ่มข่าวกระทุ่มแบนให้เพื่อน ๆ ดูว่าเด็กในรูปคนเดียวกันไหม...ส่วนใหญ่บอกว่าคนละคน แนะนำให้ไปโรงบาลไปตรวจ DNA

เช้าวันพุธที่ 21/8/67 จึงรีบพาลูกกับแฟนไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบ แล้วก็เล่าเหตุการณ์ให้พยาบาลฟังทั้งหมด...แล้วก็เริ่มการเจาะเลือดผม แฟนผม แล้วก็เด็กที่ผมนำกลับบ้านไปวันที่ 18/8/67…ผลออกมาคือเด็กกรุ๊ป B ผมกรุ๊ป AB แฟนผมกรุ๊ป A ผมโกรธและโมโหมาก เสียใจมากสงสารลูกผมมาก แล้วรองผ.อ.ก็มาคุย…ผมบอกทำยังไงก็ได้ผมขอเจอลูกผมตัวจริง

วันที่ 21/8/67 ทางโรงพยาบาลก็หามาจนเจอก็มีการเจาะเลือดทั้งสองครอบครัว ครอบครัวเขา B ทั้งบ้าน ส่วนลูกผม AB แล้วผมได้คุยกับอีกครอบครัวนั้น เขาบอกว่าน่าจะสลับวันเสาร์ เพราะเขาก็ว่าอยู่ทำไมลูกเขามีคิ้ว ทั้งที่ตอนแรกไม่มี ครอบครัวนั้นเป็น (พม่า) นะครับ 

ลูกผมถูกให้ยาฆ่าเชื้อเกิน ลูกพม่าถูกให้ยาฆ่าเชื้อขาด กำหนดคือต้อง 7 วันตามที่พยาบาลบอกผม วันแรกที่ลูกผมแยกห้องกับแม่เขาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีผลอะไรไหม ตอนนี้ที่ทางโรงพยาบาลรับผิดชอบคือเจาะเลือดให้ฟรีแล้วก็พาไปตรวจ DNA ที่โรงบาลรามาฯ

ล่าสุด 15/9/67 ผล DNA ออกแล้ว ผลก็เป็นไปตามนั้น เด็กสลับตัวกันจริง ทางโรงบาลจึงรับผิดชอบโดยให้สิทธิรักษาลูกผมฟรีแบบพิเศษ แบบพิเศษที่เขาว่าคือไม่ต้องต่อคิว ถ้าจะไปรักษาให้โทรไปบอกเขาว่าเป็นไร แต่ต้องจ่ายค่ารักษาเอง เขาจะเตรียมทำเอกสารไว้ให้จนน้องอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ครับ แค่นั้น

..ผมจึงขอค่าเยียวยาจิตใจไปสองแสนบาท โดยแบ่งให้บ้านของพม่าด้วยหนึ่งแสนบาท...โดยสองครอบครัวไม่ได้เข้าไปคุยพร้อมกันนะครับ คุยคนละวัน แต่ที่หมอบอกเขาจะให้สิทธิเหมือนกันครับทั้งสองครอบครัว...โดยทางโรงพยาบาลบอกว่ารักษาฟรีทำได้เลยทันที ส่วนเงินเขาให้รอไปอีก 2 อาทิตย์แต่ไม่รับปากนะว่าจะได้ครบไหม อาจจะครบหรือไม่ครบ เขาจะไปลงขันรับบริจาคกันก่อน...มีแบบนี้ด้วยเหรอครับ??

ไม่เป็นไรรอก็รอครับ เรื่องแบบนี้ทางโรงพยาบาลน่าจะทำให้จบให้เร็วที่สุด ไม่น่าปล่อยเวลาให้มันนานเดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องใหญ่ ฝากด้วยครับเพื่อน ๆ ทำไรอย่าประมาท ทำไรควรมีหลักฐานยืนยัน ในกรณีนี้ถ้าผมไม่มีหลักฐานยืนยัน จบครับ ลูกผมไปอยู่พม่าแล้ว!!!

เป็นกรณีศึกษาไว้นะครับ”

✨ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

✨ประจำวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2567

🟢รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท : 608662

🔴รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท : 608661 / 608663

🔴รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 230 / 904

🔴รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 008 / 408

🔴รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท : 37

🟢รางวัลที่ 2 รางวัลละ 200,000 บาท : 
474510 / 544978 / 705432 / 910627 / 841682 

🟢รางวัลที่ 3 รางวัลละ 80,000 บาท : 

107957 / 865708 / 651722 / 915662 / 653692
416024 / 516143 / 210002 / 384311    215554 

🟢รางวัลที่ 4 รางวัลละ 40,000 บาท: 
293084 / 282328 / 229977 / 766221 / 750870
588907 / 872383 / 259692 / 086569 / 142283
253314 / 341772 / 037845 / 838082 / 087336
741298 / 034649 / 593189 / 199628 / 262378
238591 / 187159 / 318862 / 889637 / 034227
830841 / 308005 / 337475 / 233606 / 715426
121211 / 544682 / 110415 / 629901 / 376400
422395 / 761518 / 964585 / 924799 / 417959
623304 / 393518 / 598884 / 551987 / 563701
479532 / 296792 / 988954 / 879001 / 295315

🟢รางวัลที่ 5  รางวัลละ 20,000 บาท: 
317867 / 747154 / 764664 / 384037 / 565238
730128 / 514400 / 620017 / 075674 / 795510 
511981 / 513205 / 111864 / 091138 / 682221 
772854 / 595342 / 544628 / 696729 / 108678
032161 / 493937 / 287190 / 012401 / 589854
935599 / 590395 / 397932 / 856500 / 913767
864344 / 145819 / 866852 / 765243 / 918926
326403 / 680908 / 231523 / 002519 / 574380
203879 / 349545 / 006406 / 456825 / 889817
817090 / 506021 / 243088 / 132898 / 824718
831432 / 307856 / 700823 / 807492 / 969948
534205 / 222892 / 766935 / 313149 / 348231
745440 / 864704 / 979175 / 500567 / 622766
447283 / 180151 / 698564 / 381463 / 676774
901761 / 517205 / 161717 / 150476 / 148912
881539 / 668005 / 277961 / 220586 / 095407
612384 / 792740 / 351070 / 720563 / 500614
796179 / 661390 / 848935 / 307742 / 254844
789368 / 317318 / 572341 / 038392 / 495854
609436 / 383406 / 503256 / 244115 / 371744 

‘รมว.พิชัย’ แถลง 10 นโยบายพาณิชย์ เร่งเครื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ‘ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส’

(16 ก.ย. 67) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงทิศทางและนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วยที่ห้องกิตติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 

นายพิชัย กล่าวว่า ตนและท่านรัฐมนตรีช่วยทั้งสองท่าน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่ได้มอบหมายงานให้ตนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ใช้ความรู้ความสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยประสบความสำเร็จและตนได้มาพบกับข้าราชการที่นี่เก่งมาก ประทับใจมีประสิทธิภาพสูง ท่านปลัดคล่องแคล่วมีแนวคิดที่ดี 

ตนได้ให้นโยบาย 10 ข้อ บางส่วนเป็นของท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ทำไว้ ตนจะสานต่อและเพิ่มบางเรื่องเข้าไป เพราะวันนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก กระทรวงพาณิชย์จำเป็นจะต้องมีการปรับตัว ปรับแนวคิด โดยคำนึงถึงการค้าและธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยนโยบาย 10 ข้อ ประกอบด้วย

1. ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เน้นการลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน เพิ่มรายได้ ผ่านการสร้างอาชีพ และช่องทางการจำหน่าย เร่งขยายโอกาส นำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาเสริมสร้างศักยภาพการค้าให้เป็นรูปธรรม 

2. บริหารให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ประกอบการ โดยผู้บริโภคได้สินค้าดี ราคาเป็นธรรม ขณะที่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายได้สุทธิเพิ่มพูนอย่างยั่งยืน

3. ทำงานเชิงรุก ระหว่างพาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการนำสินค้าไทยไปขายในต่างประเทศ โดย ‘รักษาตลาดเดิม เสริมตลาดใหม่’

4. แก้ไขข้อจำกัดของกฎหมายหรือปรับปรุงข้อกฎหมายที่เก่าล้าสมัย ซึ่งพรรคเพื่อไทยเราเน้นแก้ปัญหาข้อกฎหมายที่เก่าล้าสมัย และต้องแก้ให้เร็วเพราะโลกเปลี่ยนเร็ว และมีทั้งเรื่องใหม่ เช่น เรื่อง e-Commerce การปรับกฎหมายให้ทันเป็นเรื่องที่จำเป็น

5. ร่วมขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดและเชื่อมต่อกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

6. เร่งผลักดันการส่งออกให้ตัวเลขเป็นบวกยิ่งกว่าเดิม ผ่านกลไกการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เปิดตลาดการค้าใหม่ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์

7. ผลักดันให้มีการใช้ประโยชน์จาก FTA เร่งเจรจาให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นส่งออกให้มากขึ้น หลังจากนี้จะมี FTA กำลังจะเกิดขึ้นอีกหลายประเทศ

8. พานักธุรกิจไทยไปบุกต่างประเทศ อยากเห็นนักธุรกิจไทยเข้มแข็งขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดขึ้นได้จริง

9. ปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย สินค้าส่งออกไทยเริ่มจะล้าสมัย ต้องทำในธุรกิจใหม่ เช่น เรื่อง PCB (แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์) ต้องเร่งให้เกิดมากขึ้น ปีที่แล้วมีการลงทุนแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท เชื่อว่าอีกไม่นานจะเป็นหลายแสนล้านถึงล้านล้านบาท น่าจะมีธุรกิจที่ต่อเนื่องจากชิปเพิ่มขึ้นในไทยและสินค้าที่ใช้ PCB ไทย เช่น พวกสมาร์ตโฟน สมาร์ตทีวี เป็นต้น หรือ AI Big Data หวังว่าเราจะช่วยสร้าง S-Curve ใหม่ และธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรมที่มีรายได้สูง สามารถสร้างการจ้างงานได้เยอะและเงินเดือนสูง

10. ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดสินค้ารักสิ่งแวดล้อม ต้องผลิตสินค้าที่โลกให้ความสำคัญ ซึ่งเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องระมัดระวังต้องขายของที่รักษ์ธรรมชาติไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า นโยบายทั้ง 10 ข้อ จะเป็นทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ตนเชื่อว่าด้วยศักยภาพของข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เราจะสามารถนำพาการค้าการลงทุนของประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ เพราะมีทั้งคนหนุ่มสาวและคนอาวุโสให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งตนเปิดรับตลอดใครมีไอเดียและแนวคิดพร้อมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายมาช่วยพัฒนากระทรวงไปด้วยกัน

'ผู้ประสบภัยน้ำท่วม' ตำหนิ!! อาหารรสชาติไม่อร่อย ด้านผู้นำมาแจกรู้สึกผิด ขอโทษที่ต้องลุยน้ำมาให้

(16 ก.ย. 67) โลกโซเชียลแห่วิจารณ์สนั่น หลังมีผู้ประสบภัยน้ำท่วมโพสต์ตำหนิอาหารที่ผู้ใจบุญนำมาแจกฟรีว่ารสชาติไม่อร่อยและจำเจ ด้านผู้นำมาแจกรู้สึกผิด ขอโทษที่ต้องลุยน้ำมาให้

จากกรณีพายุ 'ยางิ' ถล่มภาคเหนือของประเทศไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.ย. มีรายงานว่า ตัวเมืองเชียงรายหลังน้ำกกลดระดับสาหัสไม่แพ้กัน เศษซากกิ่งไม้-ดินโคลนเต็มพื้นที่ ขณะที่หลายหมู่บ้านพื้นที่ 'แม่ฟ้าหลวง' ยังถูกตัดขาดจากดินสไลด์ปิดถนน จนท.ต้องเดินเท้า-ใช้เฮลิคอปเตอร์ส่งข้าวส่งน้ำช่วยชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานต่าง ๆ และภาคประชาชนที่แสดงน้ำใจทำอาหารไปแจกจ่ายผู้ประสบภัย ก็พบว่ามีผู้ประสบภัยบางรายไม่ได้มองเห็นความมีน้ำใจเหล่านี้ โดยเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่ง เผยภาพโพสต์ของผู้ประสบภัยรายหนึ่ง ออกมาตำหนิอาหารที่นำไปแจกว่ามีแต่ผัดผัก และผัดกะเพรา อีกทั้งตำหนิรสชาติอาหารว่าไม่ได้เรื่อง

ทำให้ผู้โพสต์ต้องออกมาระบุข้อความขอโทษผู้ประสบภัยที่ทำอาหารไม่ถูกปาก นำอาหารไปส่งช้า เนื่องจากต้องลุยน้ำไปส่ง

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวก็ได้มีคนเข้ามาคอมเมนต์และวิพากษ์วิจารณ์ผู้ประสบภัยรายนี้กันเป็นจำนวนมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top