Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

‘เต็ดตรา แพ้ค’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ ชู ‘วัสดุ-เครื่องจักร-เทคนิค’ เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ในอุตฯ อาหาร-เครื่องดื่ม

(26 ก.ย. 67) เต็ดตรา แพ้ค ผู้นำด้านโซลูชันการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ อาหารชั้นนำของโลก ได้จัดงานสัมมนาออนไลน์เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของโซลูชันที่ยั่งยืนสำหรับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ ‘ธุรกิจที่พร้อมสำหรับอนาคตด้วยโซลูชันด้านความยั่งยืนจากเต็ดตรา แพ้ค’ ซึ่งได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับวิธีการที่ธุรกิจต่าง ๆ สามารถนำเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติใหม่มาใช้เพื่อพัฒนาการดำเนินงานและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของข้อกำหนดและกฎระเบียบด้านความยั่งยืน

สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรฐานระดับโลกในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ด้วยแนวทางที่ครอบคลุม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) กฎระเบียบนี้ได้มีการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันเรื่องขยะบรรจุภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้บรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และตั้งข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในตลาดสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังเน้นการใช้แนวทางตามวงจรชีวิตของขยะบรรจุภัณฑ์และผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์  อีกด้วย

เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงเป้าหมายที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการแห่งชาติฉบับที่ 2 เกี่ยวกับแผนงานขยะพลาสติก 2022-2027 ประเทศไทยได้พัฒนาร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน โดยอิงตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ซึ่งมุ่งหวังให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มมีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาจัดการอย่างถูกวิธีโดยเน้นการนำบรรจุภัณฑ์มาแปรรูปใช้ใหม่ (รีไซเคิล) และการนำโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนมาใช้ ในขณะเดียวกัน ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อความยั่งยืนก็มีเพิ่มมากขึ้น 

ข้อมูลล่าสุดจาก NielsenIQ เผยว่า 74% ของผู้บริโภคในประเทศไทยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นกว่าเมื่อสองปีที่ผ่านมา  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มต้องให้การสนับสนุนความพยายามในด้านความยั่งยืนของประเทศ พร้อมทั้งส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและยั่งยืนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย

งานสัมมนาออนไลน์ ‘ธุรกิจที่พร้อมสำหรับอนาคตด้วยโซลูชันด้านความยั่งยืนจากเต็ดตรา แพ้ค’ ในครั้งนี้ คุณแพรพร อมรภาณุพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านบรรจุภัณฑ์ และคุณปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ได้บรรยายให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนสำหรับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มในการนำโซลูชันความยั่งยืนมาเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ด้านความยั่งยืนที่เกิดขึ้น รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับประเทศและระดับสากลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเชื่อมโยงกับการลดคาร์บอน การรีไซเคิล และการจัดการขยะ โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเต็ดตรา แพ้ค ในการช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนโดยใช้แนวทาง 4 ขั้นตอนที่ครอบคลุม ได้แก่ การหลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง การกู้คืนการใช้พลังงานและน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการทำให้กระบวนการผลิตเกิดความเป็นกลางทางสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน เต็ดตรา แพ้คได้นำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรทั้ง 3 โซลูชันที่จะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งในระดับประเทศและระดับสากล พร้อมรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาวสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ดังนี้

1.โซลูชันบรรจุภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้ค มีการจัดหาทรัพยากรหมุนเวียนอย่างมีความรับผิดชอบ โดยกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ได้รับการรับรองจากองค์การจัดการด้านป่าไม้ หรือ เอฟเอสซี (FSC™) อีกทั้ง บรรจุภัณฑ์ยังสามารถรีไซเคิลได้ทั้งหมด และออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในขณะที่ยังคงมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์สูงสุด เต็ดตรา แพ้ค มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการแนะนำฝาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เพิ่มการใช้วัสดุที่ได้จากการรีไซเคิล และวัสดุที่เป็นทรัพยากรหมุนเวียนจากพืชที่ปลูกทดแทนได้ รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา เต็ดตรา แพ้ค ประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับ แบรนด์ Lactogal ประเทศโปรตุเกส ในการวางขายผลิตภัณฑ์ในกล่องเครื่องดื่มกล่องแรกของโลกที่ใช้ชั้นปกป้องทดแทนที่ผลิตจากเยื่อกระดาษ ซึ่งทำให้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุหมุนเวียนมากถึง 90% และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 33% 

2.โซลูชันการผลิตของเต็ดตรา แพ้ค มีโซลูชันการผลิตที่ล้ำสมัยซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพ ทั้งยังช่วยลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต เครื่องจักรได้รับการพัฒนาเป็นระบบอัตโนมัติทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น เครื่องโฮโมจีไนเซอร์ของเต็ดตรา แพ้ค รุ่นใหม่ที่มีอายุการใช้งานของชิ้นส่วนอะไหล่เพิ่มเป็นสองเท่า ลดการใช้น้ำ และลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% นอกจากนี้ยังมีเครื่องแยกไขมัน ที่ใช้เทคโนโลยี AirTight สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 40% และลดการใช้น้ำได้ถึง 20%

3.โซลูชันบริการทางเทคนิคของเต็ดตรา แพ้ค ให้บริการทางเทคนิคแบบครบวงจรโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงงาน ตัวอย่างเช่น การประเมินและวางแผนการ บำรุงรักษาเครื่องจักรและการซ่อมบำรุง การให้บริการจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน ที่ช่วยผู้ผลิตตั้งแต่การวางแผนลดการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและของเสียในโรงงานทั้งหมด ซึ่งช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

"เราเล็งเห็นว่าผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ มีความตระหนักรู้และให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ โซลูชันด้านความยั่งยืนจากเต็ดตรา แพ้คได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน และในขณะเดียวกัน ก็ยังคงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว" คุณปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัทเต็ดตรา แพ้ค ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าว

"โซลูชันด้านความยั่งยืนจากเต็ดตรา แพ้คช่วยให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยสามารถเตรียมพร้อมสำหรับตลาดและกฎระเบียบต่าง ๆ ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยล่าสุดในงานสัมมนาออนไลน์ 'ธุรกิจที่พร้อมสำหรับอนาคตด้วยโซลูชันด้านความยั่งยืนจากเต็ดตรา แพ้ค' เราได้ให้ข้อมูลของโซลูชันแบบครบวงจร ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุหมุนเวียนที่ปลูกทดแทนได้ นวัตกรรมในการผลิต ตลอดจนการยกระดับความ สามารถในกระบวนการผลิต ที่จะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนความยั่งยืนในตลาด" คุณแพรพร อมรภาณุพันธ์  ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทเต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

เต็ดตรา แพ้ค มุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านการดำเนินธุรกิจไปสู่แนวทางการปฏิบัติที่ยั่งยืนอย่างราบรื่น และลดการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด ในขณะเดียวกัน ยังพร้อมสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการตลาดและนวัตกรรมล่าสุดเพื่อตอบสนองต่อกฎระเบียบหรือข้อบังคับใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความมุ่งมั่นนี้สอดคล้องกับพันธกิจหลักของเต็ดตรา แพ้คในการส่งมอบบรรจุภัณฑ์อาหารที่ยั่งยืนที่สุดในโลก พร้อมนำนวัตกรรมมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารทั่วโลก เพื่อปกป้องอาหาร ผู้คน และโลกใบนี้

การสัมมนาออนไลน์ ‘ธุรกิจที่พร้อมสำหรับอนาคตด้วยโซลูชันด้านความยั่งยืนจากเต็ดตรา แพ้ค’ สามารถรับชมย้อนหลังได้ผ่านทาง https://event.on24.com/wcc/r/4695197/FE405E93B45974992841C3B9AE595758 

‘LINE TODAY’ เปิดโผนักการเมืองยอดนิยมเดือน ก.ย. 67 ‘นายกฯ อิ๊ง’ ผงาดที่ 1 ฟาก ‘รมว.พีระพันธุ์’ ติดโผด้วย

(26 ก.ย. 67) การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองของนักการเมืองประจำเดือนกันยายน ของ Line Today พบว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก้าวกระโดดขึ้นมาครอง อันดับ 1 หลังจากที่ในเดือนสิงหาคมติดอยู่ที่อันดับ 11 คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมากถึง 4.5 พันคะแนน

ขณะที่ อันดับ 2 ตกลงมาจากอันดับ 1 ได้แก่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งหลังจากถูกยุบพรรค พบว่าคะแนนลดลงมากถึง 16,803 คะแนน หลังจากที่ในเดือนสิงหาคมได้รับคะแนนโหวตสูงถึง 19,794 คะแนน

ส่วนในอันดับที่ 3 คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่คะแนนนิยมพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสัญญาณบวกหลังได้นั่งเก้าอี้ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นนิมิตหมายที่ดีของ ‘ประชาธิปัตย์’ ที่จะมีโอกาสกลับมาทวงบัลลังก์ทางการเมือง

สำหรับผลโหวตสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองของนักการเมืองในปัจจุบัน ประจำเดือนกันยายน ซึ่งเปิดโหวตตั้งแต่วันที่ 1-20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยผลปรากฏว่า 10 อันดับแรกมีดังนี้…

อันดับ 1 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 4,764 คะแนน คิดเป็น 37.59%
อันดับ 2 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 2,991 คะแนน คิดเป็น 23.6%

อันดับ 3 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน 1,355 คะแนน คิดเป็น 10.69%
อันดับ 4 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 681 คะแนน คิดเป็น 5.37%

อันดับ 5 นายชวน หลีกภัย 585 คะแนน คิดเป็น 4.62%
อันดับ 6 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 428 คะแนน คิดเป็น 3.38%

อันดับ 7 นายทักษิณ ชินวัตร 336 คะแนน คิดเป็น 2.65%
อันดับ 8 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล 313 คะแนน คิดเป็น 2.47%

อันดับ 9 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร 181 คะแนน คิดเป็น 1.43%
อันดับ 10 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส 131 คะแนน คิดเป็น 1.03%

‘BCPG’ ชวนน้องๆ ร่วมกิจกรรม ‘มือเปื้อนโคลน เพื่อป่าชายเลน ปี 2’ เพิ่มแหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ บรรเทาปัญหาโลกร้อน

(26 ก.ย. 67) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) โดยคุณชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการลงทุน พี่ ๆ อาสาบีซีพีจี พร้อมด้วยน้อง ๆ จากโรงเรียนโคกสำโรงวิทยา จังหวัดลพบุรี โรงเรียนในพื้นที่โรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จำนวนรวมกว่า 80 คน ร่วมปลูกป่าชายเลน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว แหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไชด์ให้กับโลก ลดความรุนแรงของปัญหาโลกร้อน ในกิจกรรม ‘มือเปื้อนโคลน เพื่อป่าชายเลน ปี 2’ ณ อำเภอคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและชะลอผลกระทบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรม ‘มือเปื้อนโคลน เพื่อป่าชายเลน ปี 2’ เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ยังสามารถเสริมสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน และส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย 

‘จีน’ เตรียมแจกเงินสด ‘กลุ่มคนยากไร้-เด็กกำพร้า’ หวังเพิ่มกำลังซื้อช่วงเทศกาล ‘วันชาติ’ 1 ต.ค.นี้

(26 ก.ย. 67) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างถึงการรายงานของสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนที่เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและกระทรวงกิจการพลเรือนจะออกเงินอุดหนุนค่าครองชีพในรูปแบบการแจกเงินสดครั้งเดียวให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวมถึงผู้ยากไร้และเด็กกำพร้า ในวันที่ 1 ต.ค.ซึ่งตรงกับวันชาติจีน

แม้จะไม่มีการให้รายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเงินที่แน่ชัด แต่การแจกเงินแบบครั้งเดียวในระยะเวลาอันสั้นนี้ ดูเหมือนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่มักหลีกเลี่ยงสิ่งที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกว่า ‘รัฐสวัสดิการ’ มาโดยตลอดง

ทั้งนี้ รัฐบาลประกาศในเดือนเม.ย.ว่าในปีนี้กระทรวงของจีนจัดสรรงบประมาณ 1.54 แสนล้านหยวน (ประมาณ 7 แสนล้านบาท) เพื่ออุดหนุนและช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มคนที่ยากจนรุนแรงกว่า 4.74 ล้านคน ตามข้อมูลของกระทรวงกิจการพลเรือนในเดือนมิ.ย.67ง

อย่างไรก็ดี นับว่านโยบายแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนักในจีน ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศหลังจากแบงก์ชาติจีนเปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ซึ่งครอบคลุม ทั้งการลดดอกเบี้ยในตลาดเงิน นโยบายกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นและภาคอสังหาริมทรัพย์

รายงานระบุว่า หน่วยงานท้องถิ่นต้องดำเนินการให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้รับที่เป็นกลุ่มเป้าหมายก่อนวันที่ 1 ต.ค. เพื่อแสดงให้เห็นถึง ‘ความรักและความห่วงใยของพรรคและรัฐบาลที่มีต่อประชาชนผู้เดือดร้อน’

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันที่ 25 ก.ย.ว่า รัฐบาลกลางได้ออกนโยบายและสวัสดิการประกันสังคมแก่บัณฑิตจบใหม่ที่ยังไม่ได้งานทำภายในระยะเวลา 2 ปีหลังจบการศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน

‘วันชาติ’ เป็นหนึ่งในวันหยุดที่สำคัญที่สุดในจีนที่มักจะเห็นการจับจ่ายใช้สอย การเดินทาง แต่ภาวะตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดแรงงานที่ซบเซาได้กดดันการใช้จ่าย ทำให้บางนักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้มีการแทรกแซงทางการคลังโดยตรงมากขึ้น

หวง อี้ผิง สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารประชาชนจีน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาการบริโภคที่อ่อนแอ ในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของจีนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า การแจกเงินสดให้แก่ครัวเรือนจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในขณะที่การให้ความสำคัญกับสุขภาพทางการคลังมากเกินไปอาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ

'มท.4' ชี้!! รัฐเร่งช่วย 'ชาวแม่สาย' พร้อมเยียวยาเงินน้ำท่วมพรุ่งนี้ เหน็บ!! 'ปชน.' เอาแต่แซะคนทำงาน-ไล่สอยกระแสโซเชียล

(26 ก.ย. 67) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม นายฐากูร ยะแสง สส.เชียงราย พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องมาตรการเยียวยาและความช่วยเหลือจากรัฐบาล อันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัยและดินโคลนถล่มภาคเหนือ

นายฐากูร กล่าวว่า อยากทราบว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนภาคเหนือที่ประสบอุทกภัยอย่างไร จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยร้ายสุดท้ายเสร็จสิ้นเมื่อใด และเห็นว่ารัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง จึงของฝากเป็นการบ้านให้รัฐบาลดูแลด้วย

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย (มท.4) ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้รัฐบาลมีงบประมาณ 3 ก้อนใหญ่ ๆ ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ประกอบด้วย

1.งบประมาณ 3,045 ล้านบาท ครอบคลุม 57 จังหวัดพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง เบื้องต้นจะได้ที่ประมาณ 5,000-9,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งทางรัฐบาลทราบดีว่าไม่เพียงพอ แต่เราจำเป็นต้องดูแลทุกคนอย่างทั่วถึง ฉะนั้นเบื้องต้นจะได้แบบปูพรม 5,000 บาทในสัปดาห์นี้ 

หลังจากนั้นมีแนวโน้มเราจะสามารถของดเว้นให้เป็นอัตรา 9,000 บาทในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า สำหรับขั้นตอนการรับเงินจะเริ่มจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประจำจังหวัดประเมินแล้วส่งมายังส่วนกลาง จากนั้นจะอนุมัติเงินจากกรมบัญชีกลางไปยังธนาคารออมสิน ขอให้ลืมกรอบการเยียวยาตามระเบียบราชการกำหนดว่าจะได้รับภายใน 90 วันไป เพราะในวันพรุ่งนี้ (27 ก.ย.) ประชาชนจะได้รับเงินเยียวยากลุ่มแรกคือ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

2.กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย หากบ้านเสียหายทั้งหลังช่วยเหลือ 230,000 บาทต่อหลัง กรณีเสียชีวิต 50,000 บาท

3.เงินทดรองราชการที่ทุกจังหวัดมีอยู่ 20 ล้านบาท สามารถใช้จ่ายได้ทันที ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมแก่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย อีกจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อเบิกจ่ายนำไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือนและเหตุฉุกเฉิน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเติมให้ที่จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง จังหวัดสุโขทัยที่มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มอบเงินให้แก่กลุ่มเปราะบางด้วย

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวต่อว่าสำหรับการช่วยเหลือเกษตรกร เยียวยาข้าวไร่ละ 1,340 บาทนั้นเป็นเกณฑ์ปัจจุบัน แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการระหว่างกรมบัญชีกลางกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับเป็นไร่ละ 2,200 บาท เป็นต้น จึงอยากฝากไปยังเกษตรกรช่วยปรับปรุงบัญชีการประกอบการด้วย เพื่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

“เรามีมาตรการที่ครบและรอบด้านทั้งเรื่องฟื้นฟูสถานที่พื้นเศรษฐกิจ กระตุ้นหมุนเวียนเศรษฐกิจ เช่น การปล่อยเงินดิจิทัลวอลเล็ต และการจ่ายเงินของเราเป็นการจ่ายเงินแบบทั่วประเทศ เราเองไม่สามารถทำงานแบบพูด พูด พูด แต่ไม่ได้ทำ เราลงมือทำในพื้นที่จริง ๆ ถ้าพูดอย่างเดียวแล้วไม่ทำสถานการณ์คงไม่กลับมาได้โดยเร็ว ดิฉันอยากเห็นประชาชนมีกำลังใจที่ดี อยากเห็นข้าราชการทำงานโดยไม่มีแรงกดดันจากโซเชียล ทำงานหนักมากแต่โซเชียลไม่ได้เอาไปออกให้คนอื่นเห็นเลย แต่ขณะที่บางคนไม่ได้ทำอะไรเยอะ แต่โซเชียลเยอะทั่วประเทศไปหมด อันนี้เป็นการบั่นทอนจิตใจของผู้ทำงานหน้างานจริง ๆ จึงอยากให้ท่านปรับแนวความคิดเสียใหม่ ว่าขณะนี้ทุก ๆ หน่วยงานลงไปในพื้นที่จริง ๆ” รมช.มหาดไทย กล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงยุทธการ 'ปราบซิมผี ล่าบัญชีม้า' ระดมกำลังตำรวจไทย 16 วัน รวบผู้ต้องหากว่า 2,000 คน

(26 ก.ย.67) ตามที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกำหนดนโยบายเร่งด่วน 10 ข้อ ซึ่งนโยบายข้อที่ 9 กำหนดว่า “รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างทันท่วงที โดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างกลไกการร่วมรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และธนาคารพาณิชย์” 

ปัจจุบันคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ 'คดีออนไลน์' มีสถิติการรับแจงความประมาณ 1,000 เรื่องต่อวัน คนร้ายมีการพัฒนารูปแบบและกลโกงที่แปลกใหม่และหลากหลาย ส่งผลใหประชาชนได้รับความเดือดร้อนและสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก จากสถิติในระบบรับแจ้งความออนไลน ห้วงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2567 (รวม 2 ปี 6 เดือน) มีผู้เสียหายแจงความประมาณ 6 แสนเรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยคดีประเภทหลอกลวงซื้อขายสินคา เป็นคดีที่เกิดขึ้นมากที่สุด

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) จัดทำ “โครงการสืบสวนหาข่าวในยุทธการปราบซิมผี ล่าบัญชีม้า” โดยระดมกำลังตำรวจทั้งนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1-9 , ตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจไซเบอร์ เปิดปฏิบัติการระดมกวาดล้างจับกุมผู้องหาตามหมายจับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 10-27 กันยายน 2567 (รวม 18 วัน) ตามนโยบายของรัฐบาล 

วันนี้ (26 กันยายน 2567) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. จึงได้เรียกประชุมหน่วยงานในสังกัด ตร. เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ , ธนาคารแห่งประเทศไทย , ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และร่วมแถลงผลการปฏิบัติร่วมกัน ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังในทุกมิติ ทั้งด้านการปRองกันปราบปราม การสืบสวนสอบสวน การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไข ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (ศูนย์ Anti Online Scam Operation Center หรือศูนย์ AOC) ซึ่งบูรณาการการทำงานแบบ One Stop Service และการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของคนร้าย รวมทั้งกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง สำหรับการระดมกวาดล้างในยุทธการ 'ปราบซิมผี ล่าบัญชีม้า' สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิด ในความผิด 3 ประเภท โดยมีผลการระดมกวาดล้างจับกุมในห้วงวันที่ 10-25 กันยายน 2567 (รวม 16 วัน) สรุปได้ดังนี้

- ความผิดในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีประเภทต่างๆ จับกุมได้รวม 874 ราย 
- ความผิดเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า จับกุมได้รวม 544 ราย 
- ความผิดการพนันออนไลน์ จับกุมได้รวม 690 ราย 
สำหรับซิมผี และบัญชีม้า ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่คนร้ายใช้ในการหลอกลวงและรับโอนเงินจากเหยื่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้ตรวจสอบการใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และบัญชีธนาคารของตนเองอย่างจริงจัง ดังนี้

หมายเลขโทรศัพท์มือถือ ขอให้ท่านตรวจสอบว่า หากเคยลงทะเบียนใช้งานไว้ แต่ไม่ได้ใช้งาน หรือเคยให้ผู้อื่นนำไปใช้ หรือสงสัยว่าจะมีผู้อื่นนำไปใช้ ขอให้รีบไปแจ้งยกเลิกการใช้หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวกับศูนย์บริการเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์ หากไม่แนใจหรือจำไม่ได้ว่าท่านใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ไว้กี่เลขหมาย ขอให้ไปแจ้งกับศูนย์บริการ ว่าท่านขอใช้เฉพาะหมายเลขโทรศัพท์ที่อยูกับตัวท่าน และใช้งานจริงอยูในปัจจุบันเท่านั้น ส่วนหมายเลขอื่นๆ ที่มีชื่อท่านเป็นผู้ลงทะเบียนแต่ท่านไม่ได้ใช้งาน ขอให้ศูนย์บริการยกเลิกการให้บริการหมายเลขดังกล่าวทั้งหมด

บัญชีธนาคาร ขอให้ทำการตรวจสอบในลักษณะคล้ายกัน คือ หากเคยเปิดบัญชีธนาคารไว้แตไม่ได้ใช้ หรือเคยให้ผู้อื่นนำไปใช้ หรือสงสัยว่าจะมีผู้อื่นนำไปใช้ ขอให้รีบไปปิดบัญชีดังกล่าวกับธนาคารเจ้าของบัญชี สาขาที่ท่านสะดวก หากไม่แนใจหรือจำไม่ได้ว่าท่านได้เปิดบัญชีไว้กี่บัญชี ขอให้ไปแจ้งกับธนาคารว่าท่านขอใช้เฉพาะบัญชีธนาคารที่อยู่กับตัวท่าน และใช้งานจริงอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น สวนบัญชีอื่น ๆ ที่อาจจะมีชื่อท่านเป็นเจ้าของบัญชีแต่ไม่ได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน ขอให้ธนาคารปิดบัญชีดังกล่าวทั้งหมด

หากทำการตรวจสอบกับศูนย์บริการเครือข่ายโทรศัพท์ หรือธนาคารแล้ว ยังไม่สามารถดำเนินการยกเลิกการใช้ หรือปิดบัญชีได้โดยเหตุต่างๆ ขอให้ท่านไปที่สถานีตำรวจที่สะดวก เพื่อขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า ท่านได้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ และบัญชีธนาคารที่แท้จริงในปัจจุบันเป็นนหมายเลขหรือบัญชีใด เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า และความผิดคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และขอย้ำเตือนว่าอย่าได้หลงเชื่อผู้ให้ผลตอบแทนในการเปิดซิมผีและบัญชีม้า เพราะท่านอาจจะตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษกำหนดไว้ดังนี้

ความผิดเกี่ยวกับ 'ซิมผี'   
- ยินยอมให้ผู้อื่นนำหมายเลขโทรศัพท์มือถือของตนเองไปใช้ในการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
 - เป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อซื้อขายหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่มีการลงทะเบียนผู้ใช้งานไว้แล้ว มีโทษ จำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาทถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดเกี่ยวกับ 'บัญชีม้า'
- เปิดบัญชี หรือยินยอมให้ผู้อื่นนำบัญชีของตนเองไปใช้ในการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 - เป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชี เพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า อย่างจริงจังต่อเนื่อง และจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีกในเดือนต่อๆ ไป

ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ เพื่อรู้เท่าทันภัยออนไลน์ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ www.เตือนภัยออนไลน์.com , เฟซบุ๊กแฟนเพจ : ตำรวจไซเบอร์-บช.สอท. , ตำรวจสอบสวนกลาง, สืบนครบาล IDMB เป็นต้น และหากพี่น้องประชาชนถูกมิจฉาชีพหลอกลวงในคดีออนไลน์ หรือต้องการคำปรึกษา หรือสอบถามเกี่ยวกับคดีออนไลน์ ขอให้โทรติดต่อที่สายด่วน 1441 ของศูนย์ AOC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทีมบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนพลอีกครั้ง..จัดทีม 'ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงใหม่'

(26 ก.ย. 67) พร้อมกระจายเครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทีมอาสาฯ 'ช่วยเหลือชาวลำปาง' !! และเปิดลานสักการะหลวงปู่ฯ ระดมเจ้าหน้าที่-จิตอาสาแพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ตามที่ในหลายจังหวัดของภาคเหนือยังคงเกิดอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดลำปางที่ทีมอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกำลังอยู่ระหว่างการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ขณะนี้ ล่าสุดได้เกิดเหตุน้ำปิงล้นตลิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ บางพื้นที่รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ วานนี้ (วันพุธที่ 25 กันยายน 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมคณะกรรมการฯ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม เร่งสั่งการให้

นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ จัดกำลังทีมกู้ชีพ-กู้ภัย พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ ยานพาหนะกู้ภัย กู้ชีพโฟวิล [4x4] โรงครัวเคลื่อนที่ เครื่องอุปโภคบริโภค ชุดยาสามัญประจำบ้าน ออกให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยชาวเชียงใหม่ในทันที โดยมี หน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ พร้อมจัดตั้งกองอำนวยการ และโรงครัวประกอบอาหารปรุงสุก ณ วัดกองทราย อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และในขณะนี้ ทีมบรรเทาสาธารณภัย อยู่ระหว่างการอพยพประชาชน รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัย อาทิ ตำบลท่าวังตาล และตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้แผนกอาสาสมัครมูลนิธิฯ ระดมสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคสมทบอาสาฯ กู้ภัย ซึ่งในขณะนี้ได้จัดกำลังพร้อมเรือท้องแบนลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เร่งเข้าช่วยเหลืออพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2567 เป็นต้นมา และได้จัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ ภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ประกอบอาหารปรุงสุกบรรจุกล่องพร้อมน้ำดื่มนำแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

และในวันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2567) ที่ลานสักการะหลวงปู่ไต้ฮง ฝั่งสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ นำโดยนางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดระดมทีมเจ้าหน้าที่  และจิตอาสาหน่วยงานในเครือ เร่งบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค รวมทั้งสิ่งของที่ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค และชุดยาสามัญประจำบ้าน บรรจุถุงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  จัดเป็น “ถุงยังชีพฉุกเฉิน” เพื่อจัดส่งให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยนำออกแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ  สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ  ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ และที่กองอำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป 

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่มีความประสงค์จะบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกบริจาคสัมพันธ์ รวมทั้ง ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org  เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/pohtecktungofficial

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรวมพลังส่งต่อธารน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม

งานแถลงข่าว การจัดกิจกรรม โครงการเดิน-วิ่ง การกุศลลอยฟ้า เพื่อโรงพยาบาลตำรวจ ครั้งที่ 2 'Police Run II 2024'

(26 ก.ย. 67) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ได้ร่วมกันแถลงข่าว งานแถลงข่าว การจัดกิจกรรมโครงการเดิน-วิ่งการกุศลลอยฟ้า เพื่อโรงพยาบาลตำรวจ ครั้งที่ 2 “ Police Run II 2024 ” ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดการจัดกิจกรรม ดังนี้

สมาคมตำรวจ กำหนดจัดกิจกรรมโครงการเดิน-วิ่งการกุศลลอยฟ้า เพื่อโรงพยาบาลตำรวจ ครั้งที่ 2 “ Police Run II 2024 ” ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2567 เวลา 04.00-08.00 น. 
โดยมีระยะทางการแข่งขันทั้งสิ้น 3 ระยะทาง 

1) ฮาล์ฟ-มาราธอน 21 กม. ค่าสมัคร 800 บาท จำนวน 700 คน 
2) มินิ-มาราธอน 10.5 กม. ค่าสมัคร 600 บาท จำนวน 1,000 คน  
3) เดินวิ่งเพื่อสุขภาพ 5 กม. ค่าสมัคร 500 บาท จำนวน 800 คน 
4) ประเภทวีไอพี ค่าสมัคร 2,000 บาท  

โดยมีจุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ ลานอเนกประสงค์สะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี) เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่างตำรวจ และประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแบ่งเป็น 2 ส่วน มอบให้แก่

1.โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อใช้ในการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ยังขาดแคลน
2.สมาคมตำรวจ
2.1 เป็นกองทุนสำหรับการสงเคราะห์ช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วประเทศ ข้าราชการตำรวจที่บาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพ
2.2 เป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ถูกฟ้องร้องในทางอาญา อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
2.3 เพื่อเป็นกองทุนสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับบุตรธิดาข้าราชการตำรวจที่มีฐานะยากจน

ทั้งนี้ ผู้ที่มีความประสงค์จะให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมการแข่งขันครั้งนี้ 
สามารถบริจาคเงินแบบไม่เข้าร่วมกิจกรรมได้  โดยสามารถโอนเงินตรงได้ที่  “ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลตำรวจ ชื่อบัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์” บัญชีเลขที่ 981-0-80457-1 และผู้ที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขัน สามารถดูรายละเอียดได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก Police Run II 2024 https://www.facebook.com/policerunbangkok/ และสมัครออนไลน์ได้ที่ https://www.regis.run/race/policerun2024/ ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ตุลาคม 2567

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมภาคีเครือข่าย มอบรางวัลพลเมืองดีส่งคลิปผู้ขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม 'โครงการอาสาตาจราจร'

(26 ก.ย.67) เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ , คุณชลทิชา สัตยมานะ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) , สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91 และสถานีวิทยุ จส.100 ร่วมแถลงผลการมอบรางวัลและเกียรติบัตรโครงการอาสาตาจราจร ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมอบรางวัลให้กับประชาชนเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถ ที่บันทึกอุบัติเหตุทางถนนหรือการกระทำผิดกฎจราจรที่สำคัญ ประจำเดือนกรกฎาคม 2567 รวมรางวัลทั้งสิ้น 10 รางวัล เงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท รวมเงินรางวัลที่จะมอบในวันนี้ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 50,000 บาท โดยบริษัท วิริยะประกันภัย เป็นผู้สนับสนุนเงินรางวัล

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะโครงการอาสาตาจราจร เป็นกิจกรรมขับเคลื่อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มีผลประจักษ์ชัด ได้รับความสนใจจากภาคประชาชน ร่วมส่งคลิปการกระทำผิดกฎจราจรมาให้คณะทำงานพิจารณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มโครงการ ข้อมูลเบาะแสเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาการจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับผู้ใช้ทาง 

สำหรับผู้กระทำผิดที่ถูกบันทึกคลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำไปตรวจสอบและติดตามมาดำเนินคดี  โครงการนี้มุ่งหวังให้ผู้ขับขี่ ยับยั้งชั่งใจในการกระทำความผิด 

เพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรม สามารถส่งคลิปผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรมายังช่องทางที่หลากหลาย ได้แก่ เพจอาสาตาจราจร เพจตำรวจทางหลวง  เพจกองบังคับการตำรวจจราจร  รวมถึงเพจเครือข่ายที่ร่วมโครงการ ทั้งเพจมูลนิธิเมาไม่ขับ สวพ.91 และ จส.100  คลิปที่มีเนื้อหาน่าสนใจผ่านการคัดเลือก นอกจากได้รับเงินรางวัลแล้ว ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะพลเมืองดี ช่วยส่งพยานหลักฐานเพื่อช่วยคนดีชี้คนผิด เป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุทางถนน 

ทางด้าน นพ.แท้จริง  ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการสร้างการตระหนักรู้ในการขับขี่ปลอดภัย ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร การมีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นการสร้างมาตรฐานทางสังคมให้เกิดความยับยั้งชั่งใจในการกระทำความผิด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน เรื่องการปรับเป็นพินัยที่เกี่ยวข้องกับการจราจร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายจราจรมีการเปลี่ยนแปลง 2 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรกคือ อายุความของใบสั่งจราจรเปลี่ยนแปลงจากเดิมอายุความ 1 ปี เปลี่ยนเป็นอายุความ 2 ปี มีผลกับใบสั่งฯที่ออกตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เป็นต้นมา ประเด็นที่สอง ผู้ที่ได้รับใบสั่งแล้วไม่ชำระเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องนำใบสั่งนั้นทำสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลทุกราย จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทุกท่านปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้อง

🔎ส่องราคาน้ำมันเฉลี่ยในประเทศอาเซียน ราคา ณ วันที่ 26 ก.ย. 67

รายงานราคาน้ำมันเฉลี่ยในอาเซียน ประจำวันที่ 26 กันยายน 2567 โดยราคาขายน้ำมันแต่ละประเทศ มีปัจจัยทางด้านราคา ดังนี้

1.แต่ละประเทศมีมาตรการภาษี และระบบการเก็บเงินเข้ากองทุนหรืออุดหนุนราคาพลังงานที่แตกต่างกัน

2.ในหลายประเทศเพื่อนบ้านยังมีการอุดหนุนราคากันอยู่

3.ประเทศไทยสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ให้การอุดหนุนราคาโดยกองทุนน้ำมันฯ จึงทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าเบนซิน

หมายเหตุ : ราคา ณ วันที่ 26 กันยายน 2567 อัตราแลกเปลี่ยน (อัตรากลาง) ณ วันที่ 20 กันยายน 2567 *ประเทศไทย อ้างอิงราคาจาก ปตท. และ บางจาก และเป็นราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95E10 ซึ่งมีสัดส่วนการใช้มากที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top