Saturday, 8 August 2026
Hard News Team

‘อนุทิน’ เปิดมหกรรมการประกวดอนุรักษ์พระบูชา-พระเครื่อง สถาบันพระปกเกล้า ชื่นชมกิจกรรมช่วยส่งเสริมภาคพลเมืองร่วมอนุรักษ์พุทธศิลป์ไทย

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 67) ที่อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ถนนแจ้งวัฒนะ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “มหกรรมการประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง และเหรียญพระคณาจารย์ทั่วประเทศ” จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า 

โดยมี นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า พลเอก นักรบ บุญบัวทอง ประธานดำเนินงาน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน พระปลัดสุรเชษฐ์ สุรเชฏฺโฐ เจ้าอาวาสวัดโตนด นายพิศาล เตชะวิภาค (ต้อย เมืองนนท์)อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมพระเครื่อง พระบูชาไทย คณะนักศึกษา หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่น 1-14 สถาบันพระปกเกล้า ตลอดจน แขกผู้มีเกียรติร่วมในงานอย่างคับคั่ง

นายอนุทิน กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นเสาหลักของภูมิปัญญาทางการเมืองของประเทศไทย เป็นเรื่องน่าชื่นชม ที่ทางสถาบันฯ ได้จัดกิจกรรม "มหกรรมการประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่อง" ขึ้น เพื่อหารายได้สนับสนุนโครงการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ในฐานะที่ตนเป็นนักการเมือง ทำงานการเมืองมาเกินครึ่งของชีวิตการทำงานแล้ว ก็ดีใจที่การเมืองภาคพลเมืองจะได้รับการสนับสนุน เพราะนั่นหมายถึง การมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพของประชาชนต่อไป อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาทางการเมืองและการบริหารประเทศอย่างยั่งยืน

"การที่ทุกท่านมาร่วมงานมหกรรมประกวดพระเครื่องฯครั้งนี้ ขอยืนยันว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เพราะไม่มีพระเครื่ององค์ใดที่เป็นแชมป์ตลอดไป แต่อยู่ที่ใจของเรา หากเราคิดว่าพระองค์ใด ถูกใจ หรือถูกโฉลกกับเรา พระองค์นั้นคือองค์ที่สวยที่สุด มีมูลค่ามากที่สุด หรืออาจจะประเมินค่าไม่ได้" รมว.มหาดไทย กล่าว

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มว่า ขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้ในการชื่นชมพุทธศิลป์ ศิลปะของไทย ที่ล้วนแล้วแต่มีคุณค่า มีความเป็นสิริมงคล และได้ร่วมกันถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา อันเป็นที่พึ่งทางใจ 
การมีพระเครื่องอยู่ที่คอ อย่างน้อยจะทำให้เรายับยั้ง และมีจิตสำนึกที่ดี ในการจะทำสิ่งที่สุ่มเสี่ยง หรือปฏิบัติสิ่งที่ไม่ดี 

ด้าน พลเอกนักรบ บุญบัวทอง ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อนำรายได้สนับสนุน โครงการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการสนับสนุนการอบรมให้ความรู้ประชาธิปไตย แก่ภาคพลเมืองเยาวชนทั่วประเทศ

สำหรับกิจกรรมประกวดอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่องฯ ดำเนินการขึ้นระหว่าง วันที่ 5-6 ตุลาคม โดยมีรางวัลประเภทโต๊ะต่างๆ 78 รางวัล และมี รางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมสูงสุด รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระยอดนิยม และรางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากพิธีเปิดงาน รมว.มหาดไทย นำคณะผู้จัดงาน เดินเยี่ยมชมบูธการจัดแสดงพระเครื่องพระบูชาที่มาจากทั่วประเทศ พร้อมเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัดพระอีกด้วย

‘แพทองธาร’ ไม่กล้าพูดฟื้น ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ แง้ม รออีกนิดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรออยู่อีกเพียบ

(7 ต.ค. 67) ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสบวกสนับสนุนรัฐบาล หลังแจกเงินหมื่น และก่อนจะแจกเฟส2 เป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำโครงการคนละครึ่งมากระตุ้นเศรษฐกิจ นายกฯ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือป้องปากและกล่าวว่า ไม่กล้าพูดเลย แล้วหันไปหัวเราะกับนายสรวงค์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้นจึงระบุว่า จริง ๆ แล้วเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีในกระเป๋าเยอะมากเลย แต่ค่อยๆ ออกมา เพราะต้องดูสถานการณ์บ้านเมืองด้วย 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า แน่นอนว่า หลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เราทำแน่นอน เพราะฉะนั้นก็ขอให้รออีกนิดนึง อย่าเพิ่งรีบ กระทรวงไหนที่เกี่ยวข้อง ตนพยายามจะให้กระทรวงด้านนั้นมาเล่าว่าผลงานที่ตัวเองทำคืออะไร 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในสมัยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีการจัดรวมกันถึง 5 เฟส มีประชาชนใช้จ่ายจริงไม่น้อยกว่า 27 ล้านคน รวมถึงมีธุรกรรมที่เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท

ก.พลังงานเผย ปริมาณน้ำมันในสต็อกพอใช้นานกว่า 60 วัน ใช้กองทุนน้ำมันลดความผันผวนราคาน้ำมัน พร้อมหากจำเป็นต้องใช้แผนฉุกเฉิน

(7 ต.ค. 67) กระทรวงพลังงานเผยปริมาณสำรองน้ำมันในสต็อกยังมีเพียงพอใช้นานกว่า 60 วัน ขอคนไทยไม่ต้องกังวล กระทรวงพลังงานจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมหากจำเป็นต้องใช้แผนบริหารจัดการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อช่วยลดผลกระทบในทุกมิติหากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น 

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง โดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบระหว่างประเทศอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมันจากพื้นที่ตะวันออกกลาง ทางกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินและเตรียมความพร้อมหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น 

โดยขณะนี้ในด้านปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีเพียงพอใช้ในประเทศอย่างแน่นอน ปัจจุบัน มีน้ำมันดิบคงเหลือประมาณ 3,365 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ได้ 26 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง 2,055 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 16 วัน และน้ำมันสำเร็จรูป 2,414 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 20 วัน รวมจำนวนมีปริมาณน้ำมันคงเหลือและปริมาณสำรองที่สามารถใช้ได้ 62 วัน 

นอกจากนี้ ในด้านราคา กระทรวงพลังงานจะบริหารดูแลราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวนมากนัก โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก ซึ่งสถานภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มมีสภาพคล่องมากขึ้น มีการติดลบลดลง จึงขอให้ประชาชนอย่าวิตกต่อสถานการณ์ และสามารถมั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะไม่ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาก็จะรักษาเสถียรภาพไม่ให้ผันผวนมากนัก

“จากข่าวสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น และสร้างความกังวลให้นานาประเทศ จนส่งผลให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นราคาน้ำมันดิบ WTI ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 อยู่ที่ 68 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่วันนี้ (7 ตุลาคม 2567) หลังสถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 74 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 8% ใน 1 สัปดาห์ 

กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งในด้านความมั่นคง กระทรวงพลังงานมีปริมาณน้ำมันสำรองสำหรับใช้ภายในประเทศมากกว่า 60 วัน ส่วนในด้านราคา กระทรวงพลังงานก็จะติดตามและใช้กลไกที่มีเพื่อให้เกิดผลกระทบด้านราคากับประชาชนให้น้อยที่สุด 

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานได้มีการซ้อมแผนการบริหารจัดการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้แก่ กรมธุรกิจพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อวางมาตรการต่างๆ และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อาทิ การปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า การบริหารจัดหาก๊าซในประเทศให้ได้มากที่สุด  การลดความต้องการใช้ เป็นต้น 

ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล และขอให้ติดตามข่าวสารที่เป็นทางการของทางราชการ กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการอย่างเต็มความสามารถให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

‘สันติสุข มะโรงศรี’ วิจารณ์แรงถึงเหตุการณ์สูญเสียช้างไทย จี้ปางช้าง ‘เมื่อจุดขาย กลายเป็นจุดตาย จึงต้องบิดประเด็น ?’

(7 ต.ค. 67) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีการสูญเสียช้างไทยจากอุทกภัย ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ว่า 

เมื่อจุดขาย (จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) กลายเป็นจุดตาย จึงต้องบิดประเด็น ?

1. ปางช้างเดียวที่มีช้างตาย มีวิธีการเลี้ยงที่แตกต่าง เป็นจุดขาย คือ โชว์การให้อิสระเสรีกับช้าง ทำกรงกว้างใหญ่ ไม่ล่ามโซ่ ไม่ให้ควาญใช้ตะขอฝึกควบคุมช้าง 
พอถึงเวลาวิกฤติ ปางอื่นมีควาญควบคุมช้าง ย้ายไปที่ปลอดภัยหมด แต่ปางนี้ไม่สามารถควบคุมช้างเพื่อย้ายออกได้ หรือไม่มีแผนเผชิญเหตุ จนควาญช้างปางอื่นๆ ต้องมาช่วย (ทั้งที่เคยถูกด้อยค่า) ทีมคชบาลระดมกันมาช่วย ฯลฯ (ผมก็ออกข่าวช่วย) 

2.ผู้บริหารปางนี้ ให้สัมภาษณ์สื่อ “ถ้าล่ามโซ่สิ ช้างตายแน่ๆ เพราะขาไม่อิสระ ฯลฯ” 

สะท้อนว่า ไม่ได้คิดทบทวนอะไรเลย หรือเจตนาบิดเบือนประเด็น
ประเด็น ไม่ใช่แค่ล่ามโซ่ แต่มันคือการเลี้ยงช้างที่ต้องให้ควาญฝึกช้าง ควบคุมช้าง และยามวิกฤติก็สามารถควบคุมจัดการได้ (ไปอ่านบันทึกของทีมหน้างานที่เข้าไปช่วยช้างหนีน้ำที่ปางนี้ เขียนไว้ชัดเจน) 

ช้างปางอื่น ไม่มีใครล่ามโซ่ช้างตัวเองให้จมน้ำ เขาควบคุมได้ จึงให้ควาญพาขึ้นไปล่ามบนที่สูง จนควาญมีเวลาลงมาช่วยปางคุณป้าด้วยไงครับ

คือ ต่อให้ป้าจะเลี้ยงแบบเดิมต่อไป เพราะมันเป็นจุดขาย โรแมนติก โลกสวย ฝรั่งชอบ คนสงสารช้างชอบ ฯลฯ แต่จะไปบิดประเด็นต่อทำไม ควรขอบคุณควาญช้างที่สามารถควบคุมช้าง ที่เขามาช่วย แล้วสรุปบทเรียนหาแผนเผชิญเหตุของปางช้างคุณป้า ถ้ามีแบบนี้อีกจะทำยังไง ดีกว่ามั๊ยครับ

ด้วยความปรารถนาดีครับ

‘เอกนัฏ’ ยกทีมกระทรวงอุตฯ บุกภูเก็ต หนุนเงินทุน-เทคโนโลยี SME ย้ำชัดพัฒนาศักยภาพ Soft Power เมืองผ่าน ‘อาคาร-อาหาร-อาภรณ์-อารมณ์’

(7 ต.ค. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ร่วมกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (นายณัฐพล รังสิตพล) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เยี่ยมชมสถานประกอบการ SME และชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต 

เพื่อพัฒนาศักยภาพสร้างความเท่าเทียมให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล สอดคล้องกับนโยบาย “ปฏิรูปอุตสาหกรรม” ในการให้ความสำคัญ “Save อุตสาหกรรมไทย” สู่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค โดย SME มีความสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกลไกหมุนเวียนรายได้และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ

จากรายงานสถานการณ์ SME ไทย ของสํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในปี 2566 พบว่า มีผู้ประกอบการกว่า 3.24 ล้านราย กระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และจากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ 

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต (สอจ.ภูเก็ต) จึงได้ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาค ผ่านกิจกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพ และการกระจายรายได้ ให้คำปรึกษาพัฒนาบรรจุภัณฑ์และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ด้านกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม ยังได้จัดฝึกอบรมการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมให้ดีพร้อม หรือ คพอ.ดีพร้อม เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะด้านการบริหารจัดการในทุกมิติผ่านกระบวนการฝึกอบรม ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจ สู่การพัฒนาศักยภาพให้สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ยังได้เชิญ ธพว. มาร่วมสำรวจพื้นที่ด้วยกันว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนมาเพื่อใช้ประกอบกิจการและให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีได้ง่ายมากยิ่งขึ้น 

“ผมและคณะได้เยี่ยมชมย่านเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งในอดีตจะมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ได้แก่ จีน อินเดีย ยุโรป มุสลิม เข้ามาตั้งถิ่นฐาน และได้สร้างบ้านเป็นตึกแถว มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบ"ชิโน-ยูโรเปียน" ทั้งสองสองฝั่งถนน ถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมอันเกิดจากการผสมผสานความแตกต่างทางวัฒนธรรมจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด 

โดย สอจ.ภูเก็ต ได้เข้าไปส่งเสริมในด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) มาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) การส่งเสริมสู่การแข่งขันเศรษฐกิจวิถีใหม่ อาทิ การทอเศษผ้าปาเต๊ะด้วยกระบวนการประยุกต์การทอเส้นด้าย การปักลูกปัดสีและเลื่อม สกรีน การเพ้นท์สีลายน้ำให้มีมิติผสมผสานศิลปะ สถาปัตยกรรมจีน เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังได้ไปเยี่ยมชมร้านคุณแม่จู้ของฝากเมืองภูเก็ต (บริษัท แม่จู้ จำกัด) ร้านค้าภูมิปัญญาไทย (DIS SHOP) รายแรกของภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประกอบกิจการทำขนมอบแห้ง น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกตาแดง และจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารพื้นเมืองหลากหลายชนิดและของฝากที่เป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ให้การรับรอง Green Industry ระดับที่ 1 “ความมุ่งมั่นสีเขียว” ให้กับบริษัทฯ ในความมุ่งมั่นของนโยบายเป้าหมายและแผนงานที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการสื่อสารภายในองค์กรให้ทราบโดยทั่วกัน”

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมในภูเก็ต โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ เราเข้าใจถึงความท้าทายที่พวกเขาต้องเผชิญ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการในโครงการสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า “โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมให้ดีพร้อม” หรือ คพอ.(ดีพร้อม) สำหรับภูเก็ตมีการดำเนินงานมาแล้วทั้งหมด 7 รุ่น ซึ่งเป็นการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ และสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้  นอกจากนี้อุตสาหกรรมหลักของภูเก็ตคือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจในพื้นที่ 

รวมถึงการเป็นศูนย์กลางด้าน Soft Power ภูเก็ต คือ อาหาร อาคาร อาภรณ์ อารมณ์ โดยเฉพาะในด้านวัฒนธรรมและอาหาร การเชื่อมโยงพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอาหาร หรือการโปรโมทสินค้าท้องถิ่นและวัฒนธรรมผ่านเวทีนานาชาติสู่การขยายตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของไทยสู่ตลาดโลก และยังสอดคล้องกับนโยบายปฏิรูปอุตสาหกรรม เน้นการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน สู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภูมิภาคให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามกรอบแนวคิด BCG เพื่อให้สถานประกอบการหรือวิสาหกิจนำองค์ความรู้และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับผลิตภาพการผลิตและสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีการใช้ทรัพยากรในภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนอีกด้วย

‘บอย ธัชพงศ์’ ออกมาร่ายยาวถอดบทเรียนช่วงนำ ‘ม๊อบสามนิ้ว’ ชี้ข้อผิดพลาดของตน คือ ‘ด้อยค่าความคิดต่าง’

(7 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย หนึ่งในแกนนำม๊อบสามนิ้วเมื่อช่วง พ.ศ. 2562 ได้ออกมาร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถอดบทเรียนจากการเคลื่อนไหวเมื่อช่วง พ.ศ. 2562 ว่า

ช่วงสถานการณ์ม็อบ ความผิดพลาดของผม คือ ใช้วิธีการด้อยค่าความคิดต่าง 

ทั้งทางโซเชียลและตอนขึ้นเวทีปลุกระดม ด่าหยาบคาย ประชดประชัน เสียดสี ร่างกาย ความคิดผมพร้อมปะทะ ต่างกรรม ต่างวาระของแต่ละสถานการณ์ 

ผมมาสรุปบทเรียนว่า “ผมขยายความคิดให้คนคิดต่างทดลองเชื่อ หรือ คิดตามไม่ได้เลย และบางครั้งก็ผลักมิตรเป็นศัตรู” 

น่าเสียดายเวลา กลับกลายเป็นว่า ผมทำเพื่อตนเองเท่านั้น คือ เพื่อแค่ยืนหยัดเหตุผลและหลักการตัวเองให้กับคนที่คิดเหมือนกันอยู่แล้ว ยอมรับในตัวผมเท่านั้น หรือ บางครั้งก็หลุดหัวร้อนประจานตัวเอง ผลักมิตรเป็นศัตรู ขยายความคิดกับคนเห็นต่างไม่ได้เลย

จนเมื่อช่วงหลังผมได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการของ “ฟาสามัญชน” และได้เป็นวิทยากรนำกระบวนการ ไปใช้ปฏิบัติ เพื่ออำนวยความสะดวกในที่ประชุมและการอบรมบ่อยๆ 

ผมได้ทบทวนตัวเองว่า “ผมควรใช้ท่าทีนอมน้อมรับฟังและประคับประคองความคิดต่าง ให้เกียรติและแลกเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อโอกาสแห่งความเป็นไปได้ ในการทำให้คนคิดต่างจะทดลองเชื่อและคิดตามเราในอนาคต หรือ บางสถานการณ์ก็เพื่อรักษามิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน เพียงแค่วิธีคิดต่างกันให้ร่วมทำงานเดินไปด้วยกันต่อได้“

ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้คนที่คิดเหมือนเราอยู่แล้วยอมรับเหตุผลหลักการเราเท่านั้น แต่เราต้องช่วยรักษาคุณค่าของหลักการและขยายความคิดให้กับคนเห็นต่างให้ได้ เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นของเราไม่เสียของไปกับปรากฏการณ์นั้นๆ

แต่ผมก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ยังต้องปรับปรุงตัวเองและทำต่อไป เพราะยังมีรายละเอียดหลากหลายวิธีการที่น่าสนใจ และต้องศึกษาอีกเยอะ

โดยเฉพาะจัดการวุฒิภาวะทางอารมณ์ตัวเอง เพื่ออดทนต่อความคิดต่างให้ได้ ก่อนที่จะออกไปแลกเปลี่ยนกับคนคิดต่างได้อย่างมีวุฒิภาวะ ผมยังต้องปรับปรุงตัวเองอีกเยอะเลย

สรุปเหตุการณ์ฟ้าผ่า! หลัง ‘Miss Grand International’ ยกเลิกกองประกวดกัมพูชา บอสณวัฒน์สรุปเหตุการณ์ หวั่นไม่เกิดความปลอดภัย ย้ำไม่ใช่เรื่องของประเทศเป็นเรื่องของตัวบุคคล

(7 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงกลางดึกที่ผ่านมาทางกองประกวด Miss Grand International ได้มีการประกาศว่าได้ยกเลิกการจัดประกวด Miss Grand International ส่วนที่จะมีการจัดขึ้น ณ ประเทศกัมพูชา โดยออกประกาศผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า 

‘Miss Grand International เสียใจที่จะแจ้งให้ทราบว่าประเทศกัมพูชาจะไม่ทำหน้าที่เป็น
ประเทศเจ้าภาพอีกต่อไป 

เนื่องจากเจ้าภาพผู้จัดการประกวดไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดตามที่ระบุไว้ในสัญญาการเป็นเจ้าภาพได้

น่าเสียดายที่ทางเจ้าภาพไม่สามารถให้บริการที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ของ Miss Grand International (MGI) ได้

เราขอขอบคุณสำหรับความเข้าใจของคุณและหวังว่าจะได้รับ
การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากคุณ
องค์กร MISS GRAND INTERNATIONAL

นอกจากนี้เฟซบุ๊กแฟนเพจยังประกาศต่ออีกว่า กิจกรรมของกองประกวดทั้งหมดจะจัดขึ้นที่ประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป 

ขณะเดียวกันด้าน Miss Grand Cambodia ได้มีการออกประกาศผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจเช่นเดียวกันว่า 

เราเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า Miss Grand Cambodia ไม่มีใบอนุญาตในการจัดประกวด Miss Grand International อีกต่อไป

เนื่องจาก Miss Grand International ไม่เคารพกัมพูชาในฐานะเจ้าภาพและไม่ให้ความร่วมมือ 

นอกจากนี้ทางนายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวด Miss Grand International ได้ออกมาไลฟ์สดเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมาว่า 

การตัดสินใจย้ายเกิดจากมีโอกาสที่ผู้จัดการกองประกวดมีการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย จึงกังวลว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยกับทั้งทีมงาน และสาวงามผู้เข้าประกวด 

“ตนขอย้ำว่าไม่ใช่ปัญหาของประเทศ แต่ทางเขา(กองประกวด Miss Grand Cambodia) กำลังจะเอาประเทศมาพัวพันกับปัญหา เพราะจริง ๆ มันเป็นปัญหาของคน 5 คน แล้วพยายามพูดให้เป็นเรื่องใหญ่” 

สำหรับรายละเอียดจะมีการแจ้งอีกครั้งเมื่อทีมงานทั้งหมดเดินทางถึงประเทศไทย และได้ยืนยันว่าจะมีการจัดการประกวด Miss Grand International โดยเริ่มใหม่ทั้งหมดตั้งแต่การจัดงานแถลงข่าว

หนุ่มเจ้าของเพจคริปโตไทยชื่อดัง มอบบิตคอยน์เป็นสินสอดในงานวิวาห์ ส่งคริปโตจากยุค ‘To The Moon’ สู่ยุค ‘To The สินสอด’

(7 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘The BIG Secret’ เฟซบุ๊กแฟนเพจที่อัพเดตข่าวสาร และความรู้เกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี่ ได้โพสต์ว่า 

โฟกัสสินสอดที่ Bitcoiner มอบให้กับครอบครัวของคู่ชีวิต
ขอแสดงความยินดีกับน้องเพียวและเจ้าสาวด้วยครับ

พร้อมทั้งมีภาพประกอบงานวิวาห์ที่มีการมอบสินสอดจำนวน 1 BTC 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า คุณเพียว เจ้าบ่าวนั้นคือเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘เหมียวกวักทรัพย์ - Cat Money’ อีกหนึ่งเพจที่อัพเดตข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ 

ทั้งนี้บิตคอยน์ 1 BTC มีราคาประมาณ 2 ล้านบาทไทย

ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรปลูกมะพร้าวน้ำหอมคาบสมุทรสทิงพระ และตัวแทน”คลองไทย” พบ สว.สงขลา

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 67) ที่สำนักงาน ศูนย์ประสานงานสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา นายณรงค์ ขุ้มทอง ผอ.ศูนย์ประสานงานคลองไทย 5 จังหวัดภาคใต้ พร้อมด้วยนายทศพล ยอดศรี นายณรงค์ นวลพรหม กรรมการประสานงาน ได้เข้าพบนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ตัวแทนวุฒิสภาชิก จ.สงขลา เพื่อให้เป็นผู้ประสานงานกับวุฒิสภาในการผลักดันการขุดคลองไทย ซึ่งคณะกรรมการประสานงานการขุดคลองไทย ได้มีการขับเคลื่อนผ่านวุฒิสมาชิกรัฐสภาชุดที่แล้วจนมีความก้าวหน้าไปแล้วระดับหนึ่ง จึงขอให้วุฒิสภาชุดปัจจุบันพิจารณาทำการขับเคลื่อนให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อการศึกษาการขุดคลองไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เห็นถึง ข้อดี ข้อเสีย และโอกาสในการ ขุดคลองไทย เพื่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ต่อมานายเจริญกิจ มีศิริ อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรจังหวัดสงขลา ได้เดินทางมายื่นหนังสือกับนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ตัวของ สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 5 คนของ จ.สงขลา  เพื่อของให้ สมาชิกวุฒิสภา เป็นปากเสียง นำความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมใน คาบสมุทรสทิงพระ อ.พื้นที่อื่นๆของ จ.สงขลา ที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากผลผลิตตกต่ำ ขายได้เพียงลูกละ 3 บาท สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตกรอย่างยิ่ง เพราะเจอทั้งปัญหาการ โขมยพืชผลการเกษตกรจากกลุ่มผู้ติดยาเสพติด และยังมาพบกับราคาที่ตกต่ำเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงขอให้ สว.นำเรื่องความเดือดร้อนของเกษตกรสวนมะพร้าวไปบอกกับรัฐบาลด้วย

โดยนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ตัวแทนสมาชิกวุฒิสมาชิก จ.สงขลา ได้กล่าวว่าจะนำเอาเรื่องที่ตัวแทนของประชาชนทั้งสองกลุ่มไปดำเนินการ แจ้งให้กับ สมาชิกวุฒิสภา จ.สงขลาได้รับทราบ และดำเนินการให้เป็นตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มตัวแทนประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของ มะพร้าวน้ำหอม ใน จ.สงขลา นั้น นายไชยยงค์ กล่าวว่า ได้หารือกับ กงสุลใหญ่ สาธารณประชาชนจีน จ.สงขลา มาแล้วเมื่อเร็วๆนี้ ทราบว่าทางมณฑลไหหลำของ ประเทศจีน มีความต้องการ มะพร้าวน้ำหอมของ จ.สงขลา เป็นจำนวนมา ซึ่งเกษตกร จ.สงขลา น่าจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อหาแนวทาง ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาลูกทางในการส่งออกไปยังมณฑลไหหลำ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ทางการค้า ที่มีความต้องการสินค้าทางการเกษตรกรของภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

‘พิชัย’ ยืนยันอยู่ในเหตุการณ์ ชี้ “นายกแพทองธาร”ทำผลงานโดดเด่น เป็นที่ชื่นชมในเวทีโลก แถมยังมีผลงานมาก ดึงต่างชาติลงทุน ด้านความมั่นคงทางอาหาร-ดาต้าเซนเตอร์ ขอเลิกอคติหันมาให้กำลังใจทีมประเทศไทยด้วยกัน

(6 ต.ค. 67) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า ทันทีที่กลับถึงไทย ตนได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการประชุม ACD summit ในครั้งนี้ โดยย้ำว่า เป็นการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงบทบาทผู้นำของประเทศไทยอย่างยอดเยี่ยม และเป็นที่ชื่นชมของผู้นำต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งมีผู้นำหลายประเทศมาขอร่วมถ่ายภาพด้วย ล่าสุดติดอันดับ 100 ผู้ทรงอิทธิพลแห่งอนาคตของนิตยสาร TIME ในเวทีต่างๆ ท่านนายกฯ ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อผู้นำกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการเชิญชวนชาติต่างๆ เข้ามาตั้ง Data Center หรือสถานที่จัดเก็บข้อมูลในประเทศไทย ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจอย่างมาก เช่น UAE,  Qatar, Kuwait, Oman เป็นต้น

รมว. พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ตนจึงแปลกใจที่มีการหยิบยกภาพๆ เดียวที่นายกฯ ถือไอแพดขึ้นมาตัดต่อ บิดเบือน ในเรื่องการสื่อสารในเวทีระดับโลก ตนรู้สึกเป็นการวิจารณ์ที่ล้าสมัย ไม่รู้ข้อเท็จจริง และธรรมเนียมปฏิบัติในเวทีโลก ไม่ยุติธรรมต่อคนทำงาน จึงต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการบิดเบือนใส่ร้าย ในฐานะผู้ที่นั่งอยู่ร่วมในวงประชุมต่างๆ กับท่านนายก ทั้งในเวทีใหญ่ และเวทีทวิภาคี

ต่อข้อวิจารณ์ว่านายกฯ อ่านจากไอแพด นักวิจารณ์บางรายไปบิดเบือนเป็นเรื่อง การทูตIpad ขอเรียนว่า ในเวทีสากลแบบนี้ ทุกอย่างที่อยู่ในห้องประชุม ทั้งการสนทนา การนำเสนอวิสัยทัศน์ การให้ข้อแถลงต่างๆ จะถูกบันทึกไว้ทั้งหมดโดยละเอียด ตนนั่งในห้องประชุมหลังท่านนายกฯ จึงได้เห็นว่าผู้นำทุกชาติ เขาอ่านกันทั้งหมด เพราะเขาระวังความผิดพลาด ถ้าพูดผิด ก็จะทำให้บันทึกการพูดผิดไปด้วย การอ่านทั้งจากเอกสาร หรือไอแพดก็ดีจึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัดกุมที่ทุกประเทศเขาทำกันหมด

ส่วนในการเจรจา Bilateral หรือทวิภาคีกับชาติต่างๆ ตนนั่งอยู่ในห้องด้วย ท่านนายกพูดเองทั้งหมด นำการประชุมทวิภาคีได้สมศักดิ์ศรี ต้องเข้าใจก่อนด้วยว่า ในการร่วมเวทีระดับสากล จะมีวงหารือทวิภาคีหลายวง และประเด็นในการสนทนา หรือ Suggest Talking Points ที่แต่ละชาติจะหยิบยกขึ้นมาหารือกัน ก็ไม่เหมือนกันทั้งสิ้น การมีกระดาษโน้ต หรือไอแพดไว้ในมือ เพื่อเหลือบมองหัวข้อบ้างตามสมควร จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสามารถทำได้ เพื่อให้ประเด็นที่เราหยิบยกขึ้นมาดำเนินไปด้วยความถูกต้องกับที่เราเตรียมการมา ผู้นำชาติต่างๆ ก็ทำแบบนั้นทั้งสิ้น ท่านนายกฯ พูดได้ไหลลื่น มองไอแพดเป็นครั้งคราวเพื่อดูเพียงหัวข้อ ที่ต้องชมมากคือการเจรจา Bilateral ครั้งแรกกับประเทศอิหร่าน ซึ่งสุดหิน เพราะเพิ่งมีสถานการณ์สดๆร้อนๆ แต่ท่านนายกสามารถทำได้อย่างดีเยี่ยม พูดให้เขาสบายใจ ด้วยภาษาดอกไม้ ไม่เข้าข้างใคร ให้ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง และในช่วงการสัมภาษณ์สรุปประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการเข้าร่วม ACD summit กับสื่อมวลชนไทยก็ทำด้วยดี จนพวกเราทั้งสามคนที่ยืนอยู่ด้วยหันมาชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน

“ทั้งตัวผม และผู้ที่ร่วมในการประชุม ทั้ง นายมาริษ เสงี่ยมพงศ์ รมว. ต่างประเทศ และนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริเดช เลขาธิการนายกฯ เราได้อยู่ด้วยในทุกฟอรัมที่นายกฯ เข้าร่วม เรายังยืนคุยกันชื่นชมนายกฯ ที่สามารถทำได้ดีเยี่ยม เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ อย่างวงทวิภาคี ตนเองยังต้องใช้เวลาฝึกเป็นปีกว่าจะสามารถดำเนินการได้ แต่ท่านนายกฯสามารถทำได้ดีในครั้งแรก จึงอยากออกมาข้อมูลอีกด้าน ในฐานะที่อยู่เหตุการณ์จริง ขอให้เลิกอคติ จับผิดเรื่องเล็กน้อย วันนี้ ขอชวนคนไทยให้กำลังทีมไทยแลนด์ที่ช่วยกันทำงานอย่างหนัก เพื่อเชิญชวนชาติต่างๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะดีกว่า” นายพิชัยกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top