Friday, 7 August 2026
Hard News Team

‘พิชัย’ เผย ขอไทยเตรียมความพร้อม 5 ปี ก่อนเข้าร่วม OECD เน้นภาษีเงินได้นิติฯ

(30 ต.ค. 67) นายมาทีอัส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) เข้าพบหารือกับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนจะเดินทางเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวภายหลังการหารือว่า จากการหารือประเทศไทยยังมีงานต้องทำอีกหลายอย่างให้เสร็จสิ้นภายในช่วงเวลา 5 ปี ก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD อย่างเป็นทางการ ทั้งเรื่องกฎหมาย และแนวทางการปฏิบัติด้านต่าง ๆ ที่จะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD โดยเฉพาะเรื่องของนโยบายทางด้านภาษี 

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการทางด้านภาษี เพื่อให้สอดคล้องกับกติกาภาษีใหม่ของ OECD ซึ่งได้ประกาศการบรรลุข้อตกลงเรื่องอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) จากบริษัทข้ามชาติทั่วโลก ในอัตรา 15% ซึ่งคาดว่าอย่างเร็วที่สุดในการประชุมคณะกรรมการบีโอไอ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นี้ จะมีการหารือถึงมาตรการดังกล่าว

“เรื่องของภาษีเป็นความจำเป็น เพราะไทยจะต้องทำตามกติกาภาษีใหม่ที่ให้เก็บ 15% กับบริษัทขนาดใหญ่ เพราะมาตรการเดิมของบีโอไอ ให้สิทธิประโยชน์ด้านการยกเว้นภาษี แต่ท้ายที่สุดบริษัทเหล่านั้นก็ต้องเสียภาษีต้นทาง ดังนั้นจึงอยากเซตกติกาใหม่กับบีโอไอ เช่น ถ้าลงทุนพัฒนาทักษะคน หรือใช้เทคโนโลยีสีเขียว ก็มีมาตรการออกมาช่วยโดยจะออกมาเป็นกฎหมายที่จ่ออยู่แล้ว เพื่อให้มีผลใช้บังคับได้ในปี 2568” นายพิชัย ระบุ

นายพิชัย กล่าวว่า ในส่วนประเด็นด้านการเติบโต และด้านศักยภาพของเศรษฐกิจไทยนั้น จากการหารือก็เห็นว่าเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้นการฟื้นตัวในระยะต่อไปต้องฟื้นตัวอย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ ซึ่ง OECD ก็มีตัวอย่างของประเทศพัฒนาแล้ว ที่ประเทศไทยสามารถนำวิธีคิด และวิธีทำงานมาแลกเปลี่ยนกันต่อไป 

“วันนี้จะอยู่แบบเดิมไม่ได้ต้องอยู่แบบประสิทธิภาพ และคุณภาพ ซึ่งวิธีคิด และวิธีทำงานที่สอดคล้องกันของประเทศสมาชิกจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันได้ง่ายขึ้น และเป็นผลดีกับไทยที่มีปัญหาการทำงาน มีปัญหาซ้ำซ้อนเรื่องค่าใช้จ่ายภาครัฐมาก โดยเรื่องทั้งหมดนั้น เรามีงานต้องทำอีกมากตามเป้าหมายการทำงานในช่วง 5 ปีจากนี้” นายพิชัย ระบุ

สศอ. เผย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมทรุด จากอุตสาหกรรมหนักส่งออกน้อย แนะ เตรียมปรับตัวรับนโยบายผู้นำสหรัฐคนใหม่ ผ่านปฏิรูปอุตสาหกรรม

(30 ต.ค. 67) นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2567 อยู่ที่ระดับ 92.44 หดตัวร้อยละ 3.51 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 57.47 ส่งผลให้ดัชนี MPI ไตรมาส 3 ปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 94.74 หดตัวเฉลี่ยร้อยละ 1.23 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 58.29 หดตัวเฉลี่ยร้อยละ 0.11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการผลิตยานยนต์ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ทั้งตลาดภายในประเทศและการส่งออก จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้ออ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และสถานการณ์หนี้สงสัยจะสูญ (NPL) ยังอยู่ในระดับที่สูง ทำให้สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อและยอดปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง และปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาถูกกว่าสินค้าของไทย 

โดยเฉพาะการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์กระทบผู้ประกอบการไทย ซึ่งสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามามาก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้า เป็นต้น ขณะที่ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัวร้อยละ 2.86 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาส 3 ปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 7.05

ด้านการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทยเดือนตุลาคม 2567 'ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น' โดยปัจจัยภายในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น ตามการลงทุนภาคเอกชนและความเชื่อมั่นทางธุรกิจใน ภาคการผลิตที่ลดลง ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ และผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น จากภาคการผลิตของสหภาพยุโรปที่ยังคงหดตัว รวมถึงสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา และความกังวลต่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี

“สำหรับประเด็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมีผลต่ออุตสาหกรรมไทยนั้น มองว่ามีทั้งได้รับอานิสงส์และอาจจะได้รับผลกระทบ ดังนั้น สศอ. จึงมีข้อเสนอแนะแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อให้สามารถปรับตัวและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม ได้แก่ 

1. ปรับตัวสู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน 

2. พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงาน หรือการสูญเสียพลังงานในแต่ละขั้นตอนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต 

3. นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล 

4. ผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก โดยต้องมีความเข้าใจความต้องการและสามารถจัดการกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และ 

5. พัฒนาแรงงานโดยสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร (Reskill) พัฒนาเพื่อยกระดับทักษะที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น (Upskill) เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน (Newskill) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะของแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดโลก” นายภาสกร กล่าว

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนกันยายน 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 7.54 จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันเบนซิน เป็นหลัก จากการผลิตกลับมาเป็นปกติในปีนี้หลังผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในปีก่อน

สัตว์น้ำบรรจุกระป๋อง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 49.96 จากปลาทูน่ากระป๋อง เป็นหลัก ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย เพื่อสต็อกสินค้าไว้รองรับความต้องการในช่วงเทศกาลและวันหยุดปลายปี ส่งผลให้ตลาดส่งออกขยายตัว

เครื่องจักรอื่นๆ ที่ใช้งานทั่วไป ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 16.73 จากเครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก ตามสภาพอากาศทั่วโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ลูกค้าจากสหรัฐอเมริกาเร่งให้ส่งมอบสินค้า และผู้ผลิตพัฒนาสินค้าได้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนกันยายน 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่

ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 23.48 จากรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก รถยนต์ไฮบริดขนาดมากกว่า 1800 ซีซี เป็นหลัก ตามการหดตัวของตลาดในประเทศและตลาดส่งออก จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้ออ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และสถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ

ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.54 จาก Integrated circuits (IC) เป็นหลัก ตามคำสั่งซื้อที่ลดลงและบริษัทแม่ในต่างประเทศยังไม่ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจ ต่างจากสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

คอนกรีต ปูนซีเมนต์ และปูนปลาสเตอร์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.96 จากพื้นสำเร็จรูปคอนกรีตและเสาเข็มคอนกรีต เป็นหลัก ตามการชะลอตัวของโครงการก่อสร้างของภาครัฐและอสังหาริมทรัพย์ในภาคเอกชน ตามภาวะเศรษฐกิจหนี้ครัวเรือนสูง สถาบันการเงินเข้มงวดอนุมัติสินเชื่อ ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยและวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น

‘หมอสุภัทร’ ปธ.ชมรมแพทย์ชนบท โพสต์แรง!! งดเข้าร้านดังชุมพร เหตุมีป้ายสนับสนุนแลนด์บริดจ์

(30 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึง การขึ้นป้ายสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า..

ปิดบัญชีร้านที่จะแวะทานแถวชุมพรอีกร้าน 
“งดเข้าห้องอาหารคุณสาหร่ายที่เปิดมายาวนาน“ 
จนกว่าป้ายข้างๆ จะเอาออก แล้วค่อยคิดทบทวนใหม่
ชีวิตต้องเลือกข้าง ไม่มีเป็นกลาง เป็นกลางคือ ignorance

มหาเศรษฐีอินเดีย ‘ราตัน ทาทา’ ยกมรดกมหาศาลให้สุนัขตัวโปรด

(30 ต.ค. 67) นาย Ratan Tata นักอุตสาหกรรมชาวอินเดียได้ยกมรดกมูลค่า 91 ล้านปอนด์ให้กับสุนัขของเขาในพินัยกรรม โดยขอให้สุนัขตัวโปรดของเขาได้รับ 'การดูแลอย่างไม่จำกัด' หลังจากที่เขาเสียชีวิต

นาย Tata ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เปลี่ยน Tata Group ให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในมุมไบเมื่อต้นเดือนนี้ด้วยวัย 86 ปีตามธรรมเนียมในอินเดีย นักธุรกิจที่ไม่เคยแต่งงานหรือมีบุตรคนนี้จะยกมรดกซึ่งมีมูลค่าประมาณ 91 ล้านปอนด์ให้กับพี่น้องของเขา

แต่ประธานคนก่อนของ Tata Group กลับมองข้ามพี่ชายของเขา Jimmy Tata และน้องสาวต่างมารดา Shireen และ Deanna Jejeebhoy เพื่อมอบสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดที่เขารัก Tito ให้กับแทน

ตามรายงานของ Times นาย Tata กล่าวว่าสุนัขของเขา Konar Subbiah พ่อบ้านและผู้ช่วยทั่วไปของเขา และ Rajan Shaw พ่อครัวของเขา ควรได้รับส่วนแบ่งจากมรดกของเขาเป็นจำนวนมาก พี่น้องของเขาจะได้รับมรดกเพียงส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของเขาเท่านั้น

ในอินเดีย เป็นเรื่องยากที่สัตว์เลี้ยงและคนรับใช้จะได้รับเงินจำนวนมากขนาดนี้ โดยส่วนใหญ่ทรัพย์สินมักจะเก็บไว้ภายในครอบครัว

ในพินัยกรรม นายทาทา ระบุว่าควรมีการเตรียมการเพื่อ 'ดูแลสัตว์เลี้ยงสุดที่รักของเขาอย่างไม่จำกัด' ซึ่งอยู่เคียงข้างเขาจนกระทั่งเขาเสียชีวิต

สอดคล้องกับความรักสัตว์ตลอดชีวิตของนายทาทา โดยพนักงานเฝ้าประตูที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มทาทาได้รับคำสั่งห้ามปฏิเสธสัตว์จรจัด

ตามคำบอกเล่าของ Suhel Seth เพื่อนสนิทของ Tata เงินจำนวนที่ทิ้งไว้ให้กับพ่อบ้านและพ่อครัวคนเก่าของ Tata ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่มีอายุ 50 ปีและดูแล Tito นั้นถือเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร

"เขาได้เตรียมการไว้ให้พวกเขาอย่างมากมายมหาศาล" เขากล่าวกับ The Times "พวกเขาจะไม่ต้องทำงานอีกต่อไป และพวกเขาจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี" เขากล่าวเสริมว่าคำสั่งดังกล่าวไม่น่าแปลกใจสำหรับผู้ที่รู้จักนายทาทาเป็นอย่างดี โดยกล่าวว่า "พินัยกรรมนี้ไม่ใช่คำประกาศทรัพย์สิน แต่เป็น "ท่าทางแสดงความขอบคุณสำหรับความสุขและความเอาใจใส่" ที่เขาได้รับจากสัตว์เลี้ยงและผู้ช่วยที่ใกล้ชิดสองคนของเขา

เมื่อต้นเดือนนี้ บรรดาผู้แสดงความอาลัยหลั่งไหลเข้ามา หลังจากมีการประกาศการเสียชีวิตของนายทาทา

นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี เรียกทาทาว่า "ผู้นำทางธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ จิตวิญญาณที่มีความเมตตากรุณา และเป็นมนุษย์ที่ไม่ธรรมดา"

ซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอของ Google กล่าวว่า ราตัน ทาทา ได้ทิ้งมรดกทางธุรกิจและการกุศลที่ไม่ธรรมดาไว้เบื้องหลัง และเขามีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาและพัฒนาความเป็นผู้นำทางธุรกิจสมัยใหม่ในอินเดีย

"ในการประชุมครั้งล่าสุดของผมกับราตัน ทาทา ที่ Google เราได้พูดคุยเกี่ยวกับความก้าวหน้าของ Waymo และวิสัยทัศน์ของเขาเป็นแรงบันดาลใจในการรับฟัง" พิชัยกล่าวบน X

"เขาใส่ใจอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศอินเดียดีขึ้น" นายทาทาเกิดเมื่อปี 1937 ที่เมืองบอมเบย์ ซึ่งปัจจุบันคือเมืองมุมไบ เดิมทีเขาตั้งใจจะเป็นสถาปนิกและทำงานในสหรัฐอเมริกา แต่คุณยายของเขาซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูเขามา ขอให้เขากลับบ้านและเข้าร่วมธุรกิจครอบครัวที่ใหญ่โต

เขาเริ่มต้นธุรกิจในปี 1962 ที่ TISCO ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Tata โดยพักในโฮสเทลสำหรับลูกมือและทำงานในพื้นที่ปฏิบัติงานใกล้กับเตาเผา

ในปี 1991 เขาเข้ามาบริหารอาณาจักรของครอบครัว โดยอาศัยกระแสการปฏิรูปตลาดเสรีสุดโต่งที่อินเดียเพิ่งประกาศใช้ในปีนั้น

นายทาทาดำรงตำแหน่งผู้นำมาเป็นเวลา 21 ปี โดยกลุ่มบริษัทที่ขายเกลือและเหล็กแห่งนี้ได้ขยายฐานการดำเนินงานไปทั่วโลกจนรวมถึงแบรนด์หรูของอังกฤษ เช่น Jaguar และ Land Rover

เจ้าพ่อรายนี้ก้าวลงจากตำแหน่งประธานในปี 2012 ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งประธานชั่วคราวในเดือนตุลาคม 2016 หลังจากไซรัส มิสทรี ผู้สืบทอดตำแหน่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง ปัจจุบัน Tata Group เป็นบริษัทในเครือที่ประกอบด้วยบริษัทต่าง ๆ เกือบ 100 แห่ง รวมถึงผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ บริษัทเหล็กเอกชนรายใหญ่ที่สุด และบริษัทเอาท์ซอร์สชั้นนำ

Tata Group มีพนักงานทั่วโลกมากกว่า 350,000 คน ในเดือนมิถุนายน 2008 Tata ได้ซื้อ Jaguar และ Land Rover จาก Ford ในราคา 2.3 พันล้านดอลลาร์

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ เตือน ‘ขายบัญชีม้า’ โทษหนัก จำคุก 3 ปี เผยในรอบ 1 ปี (ต.ค.66 - ก.ย.) จับแล้ว 2,900 ราย  

(30 ต.ค.67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการการตรวจสอบและปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ  กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าจนถึง ตุลาคม 2567 รวมกว่า 1,100,000 บัญชี พร้อมกับการขยายผลดำเนินการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น 

ทั้งนี้สถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ถึงเดือนกันยายน 2567 (12 เดือน) มีจำนวนรวม 2,897 ราย เฉพาะในเดือนกันยายน 2567 มีจำนวน 497 ราย 

ที่ผ่านมา อาจเห็นว่าการขายบัญชีธนาคารเป็นวิธีการที่ได้เงินมาง่าย และไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากบัญชีธนาคารดังกล่าวถูกนำไปใช้โดยกลุ่มมิจฉาชีพ ต่อมาเมื่อรัฐบาลออก พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เพื่อกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย 

นอกจากนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล เพื่อลดปัญหา พยายามหยุดการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายจากบัญชีม้า ซึ่งต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พิจารณายกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน โดยออกเป็นหนังสือเวียน เลขที่ ธปท.ฝตท. (01) ว. 384/2567 แจ้งต่อสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ทุกแห่ง ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน เรื่อง การเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการบัญชีเงินฝาก หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในกรณีลูกค้ามีความเสี่ยงสูงหรือใช้บัญชีที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมผิดปกติ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เพื่อเป็นการจัดกลุ่มบัญชีม้า โดยยกระดับการจัดการ 'บัญชี' เป็นระดับ 'บุคคล' (ระงับช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกบัญชี ทุกธนาคาร ถ้ามีชื่อว่าเป็นผู้ขายบัญชี ให้คนร้าย หรือ บัญชีม้า) และดำเนินการเข้มข้นขึ้นทั้งบัญชีในปัจจุบันและการเปิดบัญชีใหม่ 

“นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องปราบโจรออนไลน์ จึงขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนว่า การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีโทษจำคุกถึง 3 ปี ทั้งนี้หากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีกล่าว

อินโดนีเซีย กดดัน แอปเปิล หนัก ผลประโยชน์จากทั้งยอดขาย-แร่นิกเกิล

(30 ต.ค. 67) นายชาคริต จันทร์รุ่งสกุล Founder & CEO บริษัท Fire One One ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววิเคราะห์ถึงการตัดสินใจแบนไอโฟนในประเทศอินโดนีเซีย ว่า 

ตามที่มีข่าวอินโดนีเซียกดดันไม่ให้ขาย iPhone 16 Series จากการที่ Apple ไม่ได้ลงทุนตามที่ตกลงรับปากรับคำกันเอาไว้กับรัฐบาลก่อน ... หลังจากที่พวกเขาประกาศไป ศุลกากรก็ตรวจกระเป๋าและจับยึดที่สนามบินไปแล้วเกือบหมื่นเครื่อง ... ทำไม Prabowo Subianto ถึงเอาจริง?

ประธานาธิบดีคนก่อน Joko Widodo พบกับ Tim Cook หลายต่อหลายครั้งและได้พูดคุยกันในประเด็นการลงทุนในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตและกำลังจะกลายไปเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลกในไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมประชากรสองร้อยกว่าล้านคนที่อายุเฉลี่ยค่อนข้างน้อย ... อินโดนีเซียต้องการที่จะเป็นประเทศ "ต้นทาง" ของการผลิตเทคโนโลยีเพราะพวกเขามีแหล่งนิกเกิลปริมาณมากที่สุดในโลกอยู่ในมือ ... การผลิตแบตเตอรี่สำหรับ EV และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายต้องใช้ Nickle เป็นส่วนประกอบสำคัญ ... วิโดโดจึงประกาศห้ามส่งออกแร่นิกเกิล เพื่อกดดันให้เกิดการลงทุนในอินโดนีเซียเท่านั้น

ด้วยเหตุแหล่งสำรองของนิกเกิลและการห้ามส่งออกแร่ ทำให้ผู้ผลิตของจีนรีบตกลงมาลงทุนทันที, ออสเตรเลียก็มา, แม้กระทั่งเกาหลีและญี่ปุ่น ต่างก็เข้ามาลงทุนเพื่อตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในอินโดนีเซียกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน (ผมเขียนเอาไว้ปีที่แล้วว่าแบรนด์ใหญ่ ๆ มากันหลายหมื่นล้านเหรียญ) ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอุตสาหกรรมต้นน้ำของสินค้ายุคใหม่ ... แอปเปิลก็เช่นกันครับ แอปเปิลตกลงกับวิโดโดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะลงทุนสร้าง Developer Centre เพื่อพัฒนาทางเทคนิคให้กับอินโดนีเซีย ถึงตอนนี้พวกเขาก็มีถึง 4 แห่งในประเทศนี้ 

การลงทุนที่ตกลงเอาไว้ขนาด 100+ ล้านเหรียญก็ทำได้จริงราว 90% ถือว่าไม่แย่แต่ในรายละเอียดนั้นยังไม่มีโรงงานประกอบของแอปเปิลในอินโดนีเซีย, ยังไม่มีการ Committed ว่าจะใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 40% ตามที่วิโดโดเคยขอเอาไว้ (แต่ทิมไม่ได้รับปากตรง ๆ ว่าจะทำ) การเอาประชากร 283 ล้านคนของพวกเขาที่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ 354 ล้านเครื่องมาเป็นเดิมพันให้แอปเปิลต้องคิดก็ถือว่า Make Sense ครับ 

จากทุกมุมมอง พวกเขากำลังจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในไม่ช้า และจะเป็นประเทศที่มีอิทธิพลอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยขนาดและจำนวน ... คู่แข่งสำคัญของพวกเขาอย่างมาเลเซียก็เล่นแรง ฉกเอาการลงทุนใหญ่ ๆ จากอินโดนีเซียและสิงคโปร์ไปหลายดีลแล้ว ... พวกเขาจะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป

กทม. ออกข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมเก็บขยะใหม่ ไม่แยกขยะจ่ายเพิ่ม 3 เท่า ลุ้น!! ผู้ว่าเซ็นเริ่มใช้

(30 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภากรุงเทพมหานครได้ผ่าน ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข พ.ศ. ...

โดยข้อบัญญัติฉบับนี้เสนอโดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการคัดแยกขยะมูลฝอย 

จากการผ่านข้อบัญญัติในครั้งนี้ เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีประกาศจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนค่าธรรมเนียมในการจัดเก็บ และค่าธรรมเนียมในการกำจัด 

ทำให้ครัวเรือนที่ผลิตขยะวันละ 20 ลิตร จากเดิมจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดเก็บเดือนละ 20 บาท จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 60 บาท จากค่าเก็บขน 30 บาท และค่ากำจัด 30 บาท 

แต่หากครัวเรือนมีการแยกขยะจะจ่ายค่าธรรมเนียม 20 บาทเท่าเดิม จากค่าเก็บขน 10 บาท และค่ากำจัด 10 บาท 

‘แมนยู’ เดินหน้าเจรจา ‘อโมริม’ คาดเรื่องจบหลังเกมวันเสาร์

(30 ต.ค. 67) รูเบน อโมริม นายใหญ่ของสปอร์ติ้ง ลิสบอน กล่าวว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเขา หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความสนใจที่จะแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้จัดการทีม

สปอร์ติ้งยืนยันก่อนหน้านี้ในวันอังคารว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ติดต่อเข้ามาแล้ว และยินดีที่จะจ่ายเงิน 10 ล้านยูโร (8.3 ล้านปอนด์) ให้กับอโมริม

อโมริม กล่าวกับ Sport TV ว่า "ยังไม่มีการตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น ผมไม่รู้ว่าจะเป็นเกมอำลาหรือเปล่า" หลังจากที่ทีมของเขาเอาชนะนาซิอองนาลในศึกฟุตบอลถ้วยโปรตุเกส ลีก คัพ ไปได้ 3-1 เมื่อเย็นวันอังคารที่ผ่านมา 

จากนั้นในการแถลงข่าว เขาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “มีความสนใจจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีการจ่ายเงื่อนไขสัญญา และเมื่อผมมีบางอย่างที่แน่ชัดกว่านี้ ผมจะมาที่นี่และบอกตำแหน่งของผม เพราะนั่นจะเป็นทางเลือกของผม

“แม้ว่าผมจะยังไม่ได้ตัดสินใจทุกอย่าง ไม่ว่าจะสำหรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมก็บอกอะไรได้ไม่มากนัก”

อาโมริมกล่าวเสริมว่าเขาจะเข้าร่วมการฝึกซ้อมในวันพุธเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเกมลีกในวันศุกร์กับเอสเตรลา ดา อามาโดรา

เมื่อถูกถามว่าเขาจะอยู่ในม้านั่งสำรองที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดสำหรับเกมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับเชลซีในวันอาทิตย์หรือไม่ อาโมริมกล่าวว่า “ผมจะอยู่ที่นี่” แต่เมื่อถูกถามเพิ่มเติมว่า “ผมไม่รู้”

เป๊ป กวาร์ดิโอลา นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวว่ายูไนเต็ดจะได้อาโมริมเป็นโค้ชระดับสูง

“สิ่งเดียวที่ผมพูดได้คือประสบการณ์การเล่นสองครั้งกับทีมสปอร์ติ้ง ลิสบอนของรูเบนเมื่อหนึ่งหรือสองฤดูกาลก่อน และความกดดันนั้นดีมากจริงๆ” เป๊ปกล่าวในการแถลงข่าว

“และดูในฤดูกาลนี้ เขาทำได้” ไม่แพ้ใครและชนะทุกเกมในลีกโปรตุเกสและแชมเปี้ยนส์ลีก [พวกเขามี] แต้มเท่ากับเรา ดังนั้นเขาเป็นผู้จัดการทีมระดับสูง

"ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะจากประสบการณ์ของผม สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ไม่ได้หมายความว่ามันจะได้ผลสำหรับทีมอื่น ผู้จัดการทีม ทีม สโมสร โครงสร้าง นักกายภาพบำบัด แพทย์ ผู้เล่น มีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง"

"ผมไม่คิดว่ายูไนเต็ดเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเขา"

แฟนบอลสปอร์ตที่พูดคุยกับ BBC Sport นอกสนามก่อนเกมกับนาซิอองนาลรู้สึกเสียใจกับการจากไปของอาโมริม โดยบางคนตั้งคำถามถึงการตัดสินใจย้ายไปโอลด์ แทรฟฟอร์ด

รูเบน: "ผมหวังว่าเขาจะไม่จากไป ผมรู้สึกเสียใจเล็กน้อยเพราะเราต้องการเขา ผมไม่คิดว่ายูไนเต็ดเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเขาในตอนนี้ แต่มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

เอริค: "การจากไปกลางฤดูกาลมันแย่มาก มันเป็นเรื่องของสโมสรในลีกใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ที่ดี แต่จังหวะเวลามันน่าเศร้ามาก ผมไม่เคยเห็นโค้ชแบบเขาในชีวิตเลย"

อังเดร: "ผมรู้สึกสับสนมากกว่าโกรธ ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไปยูไนเต็ดตอนนี้ พวกเขาบอกว่ารถไฟของยูไนเต็ดจอดแค่ครั้งเดียว แต่ถ้าเขาอยู่ที่นี่และคว้าแชมป์อีกสมัย เขาจะได้รถไฟที่ดีกว่า ยูไนเต็ดไม่รู้สึกเหมือนแบบนั้นตอนนี้"

ดิโอโก: "มันยากที่จะเสียเขาไปกลางฤดูกาล แต่เขาก็ต้องสร้างเส้นทางอาชีพของตัวเอง เราซาบซึ้งในทุกสิ่งที่เขาทำ โค้ชคนต่อไปไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็จะทำหน้าที่ได้ดีเช่นกัน รูเบนเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมและจะทำผลงานได้ดีที่ยูไนเต็ด"

‘หมอยง’ เปิดข้อเท็จจริงต่อเนื่อง ‘มหาวิทยาลัย’ ทุ่มงบดันการจัดลำดับ

(30 ต.ค. 67) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง ‘ธุรกิจสำนักพิมพ์ทางวิชาการ กับดัก ผลงานทางวิชาการของมหาวิทยาลัย’

การจัดอันดับมหาวิทยาลัย จะรวมผลงานทางวิชาการที่เผยแพร่ในระดับนานาชาติ และการอ้างอิง (citation) เป็นเหตุให้มหาวิทยาลัย จึงต้องกำหนด ให้ตีพิมพ์ในวารสารที่คาดว่าจะมีการอ้างอิงสูง 

วารสารที่มีการอ้างอิงสูงไม่ว่าเป็นวารสารเกิดใหม่ จะเป็นวารสารที่เป็น open access (OA) มากกว่าวารสารเก่าแก่ ที่ ไม่เสียสตางค์ และเราจะดู Impact Factor หรือ IF กันมาก วารสารที่อ้างอิงสูง ก็จะมีค่า IF สูง หลายคนพยายามพูดว่าสำนักพิมพ์ MDPI, Hindawi, Frontier เป็นธุรกิจ ผมไม่เคยคิดเช่นนั้น เพราะทุกสำนักพิมพ์เป็นธุรกิจเหมือนกันหมด ไม่ต่างกัน และที่ผ่านมาถ้าไม่ดีจริงก็อยู่ไม่ได้ เช่น Hindawi 

วารสารบางวารสาร จะเพิ่มตัวเลข IF ด้วยการเพิ่มจำนวนผลงานที่เป็นรีวิว และแน่นอนวารสาร open access ก็มีการอ้างอิงสูงกว่า การตั้งราคาค่าตีพิมพ์สูงตาม ขึ้นอยู่กับ IF ด้วย หรือ ranking ของวารสาร ก็จัดโดยภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับสำนักพิมพ์

สำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง รู้ดี และเมื่อมีผลงานที่ส่งมาให้เป็นจำนวนมาก (raw materials) สำนักพิมพ์ก็ได้โอกาส ก็ออกวารสาร ลูก ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เช่นเมื่อส่งมามากก็ปัดลงเสนอให้ลงพิมพ์ในวารสารลูก และทุกวารสารเสียสตางค์ทั้งนั้น วารสารบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ก็ทำเช่นนั้น เป็นที่รู้ดีกัน เมื่อวัสดุเข้ามาถึงโรงพิมพ์แล้ว กระบวนการส่งให้ทบทวน การทบทวนทางวิชาการ ก็ไม่ได้มีค่าตอบแทนอะไร มีน้อยบริษัท ที่จะให้ค่าตอบแทนเป็นคูปองส่วนลดในการตีพิมพ์ ก็ยังดีกว่าไม่ให้อะไรเลย ในเมื่อเป็นธุรกิจ ก็น่าจะคิดกันแบบธุรกิจ เป็นการลงทุนเพียงบริหารจัดการ 

และอีกประการหนึ่ง นอกจากวารสารเฉพาะทางแล้ว ทุกสำนักพิมพ์ธุรกิจ จะออกวารสาร 'จับฉ่าย' หรือจะเรียกให้เพราะหน่อย ก็เป็น miscellaneous เช่น PLOS ONE, Peer J, Scientific Reports, Heloyon, Cureus, F1000research, etc วารสารในกลุ่มนี้เมื่อจัดอันดับแล้ว จะอยู่ใน Q ที่สูงโดยเฉพาะ Q1 ตามที่มหาวิทยาลัยต้องการแน่นอน เพราะตัวหารในกลุ่ม miscellaneous มีมากทุกสาขาวิชามารวมกัน ทั้งที่ค่าเพจชาร์จ ก็ไม่เบาเลย ยกตัวอย่างเช่น Scientific reports ก็ไม่ต่ำกว่า 80,000 บาท หรือทั่วไปก็มักจะเกิน 2,000 เหรียญ US 

ผมอยู่ในสาขาไวรัส วารสารดังของไวรัส ถ้าจัดลำดับแล้วน่าสงสารที่สุด เพราะมีวารสารที่เกี่ยวกับ HIV มีการอ้างอิงสูงจึงทำให้การจัดลำดับลงมา ค่อนข้างต่ำ ผมยกตัวอย่างเช่น Archive Virology อยู่ใน Q3, เป็นไปได้อย่างไร ซึ่งเป็นวารสารที่ดำเนินการมาร่วมร้อยปี และลงพิมพ์ได้ฟรี ผู้อ่านจะต้องเป็นคนเสียสตางค์ J Gen Virology วารสารที่ดีมาก แต่ก็อยู่ใน Q2 ของ Scimaco หรือเครือข่ายของสำนักพิมพ์ เราจะยังยึดถือลำดับ หรือ IF กันอีกต่อไปหรือ 

สมมุติประเทศไทยตีพิมพ์วารสารต่างประเทศ ปีละ 10,000 เรื่อง และ 60% ต้องเสียสตางค์ค่าตีพิมพ์ และเฉลี่ยเรื่องละ 50,000 บาท ช่วยลองเอา 6,000 เรื่องคูณกับ 50,000 บาท จะเป็นเงินเท่าไหร่ ที่ประเทศไทยจะต้องเสียออกไป ความจริงน่าจะมากกว่าหมื่นเรื่อง และห้องสมุดยังต้องจ่ายให้กับสำนักพิมพ์อยู่ รวมทั้งยังต้องซื้อ ฐานข้อมูล น่าจะมีใครทำวิจัยเรื่องนี้ และเงินทั้งหมดนี้ใครเป็นคนจ่าย ผมเองคงตอบไม่ได้ว่าเราจ่ายเงินเรื่องนี้ไปเท่าไหร่ ถ้าให้ผมประเมินก็มากกว่า 500 ล้านบาทของทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย จริงเท็จอย่างไรคงต้องประเมินกันจริงๆ และผู้บริหารเท่านั้นที่รู้ว่าจ่ายไปเท่าไหร่ 

รายได้ของประเทศไทย อยู่ในระดับปานกลางสูง แต่ก็ยังต่ำกว่ากลุ่มรายได้ประเทศที่จัดว่าเป็นรายได้สูง แต่การเก็บค่าตีพิมพ์ ของเราเท่ากับประเทศที่มีรายได้สูง เราจะสู้ไหวไหม 

โปรดติดตามตอนต่อไปอีก และพยายามคิดหาทางออก

‘เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ’ ยังคึกคัก พร้อมเดินหน้าต่อเนื่อง แม้เผชิญโควิด-เศรษฐกิจซบ

(30 ต.ค.67) เพจ Biz Laos ได้รายงานความเคลื่อนไหว เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ล่าสุด โดยระบุว่า โครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ดังกล่าวยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดปี 2023 - 2024 

การก่อสร้างและพัฒนาโครงการ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญปัญหาทั้งสถานการณ์โควิด ภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จนประสบความสำเร็จในหลาย ๆ ส่วนของโครงการ อาทิ 

- โครงการขยายโครงสร้างพื้นฐานและซ่อมแซมถนนภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ แล้วเสร็จ 90%

- โครงการก่อสร้างโรงแรมดอกงิ้วคำ, สนามกอล์ฟ รีสอร์ท พูกิ่วลม, สนามบินนานาชาติบ่อแก้ว, โรงเรียนประถมศึกษาดอกงิ้วคำ (อนุบาล-ทั่วไป), ท่าเรือน้ำลึกสามเหลี่ยมทองคำ เสร็จสมบูรณ์ 100% 

- ท่าเรือขนส่งสินค้า บ้านมอม อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

- โครงการก่อสร้างตลาดน้ำวัฒนธรรมนานาชาติ แล้วเสร็จ 70%

- โครงการก่อสร้างด่านตรวจสากลเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ สร้าง และ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงโรงแรมดอกงิ้วคำ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% 

- การก่อสร้างศูนย์บำบัดน้ำเสีย 80%

- โครงการก่อสร้างสวนสาธารณะแคมของ แล้วเสร็จ 80%, การก่อสร้างสำนักงานรักษาความปลอดภัย

- โครงการก่อสร้างโรงน้ำประปาใหม่ เสร็จสมบูรณ์ 100%

- โครงการก่อสร้างบ้าน และอื่น ๆ 

ปัจจุบันโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วเสร็จและบางโครงการยังอยู่ในช่วงดำเนินการทั้งการตกแต่งภายในและภายนอก ติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด เพื่อเตรียมเปิดทดลองอย่างเป็นทางการ

สำหรับบางโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจะดำเนินการต่อเนื่อง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ภายในสิ้นปี 2567 ตรงตามแผน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top