Thursday, 6 August 2026
Hard News Team

'พิพัฒน์' รมว.แรงงาน มอบที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ 'ธนัสถ์' เปิดประชุมนานาชาติ  APOSHO ครั้งที่ 38 หนุนความปลอดภัยอาชีวอนามัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

(15 พ.ย. 67) เวลา 09.00 น.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุมนานาชาติ Asia Pacific Occupational Safety & Health Organization (APOSHO) ครั้งที่ 38 โดยมี นายประสพชัย ยูวะเวส นายกสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ กล่าวรายงาน ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์

นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า งานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานและการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย โดยการประชุมนานาชาติ APOSHO ครั้งที่ 38 นี้ เป็นเวทีที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของภูมิภาคและประเทศไทย

นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการผลักดันนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดี ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างและนายจ้างในทุกภาคส่วน ด้วย

นายธนัสถ์ กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน และผู้แทนจากทุกประเทศที่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลการประชุมครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและแนวทางในการพัฒนาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กร คือ สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ฯ และสมาคมอาชีวอนามัย และความปลอดภัย โดยในปี 2567 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมประจำปีขององค์กร APOSHO เป็นครั้งที่ 3 เพื่อแลกเปลี่ยนและนำเสนอข้อมูลทางวิชาการด้านความปลอดภัย เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนางานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย ให้กับแรงงานมีความปลอดภัยในการทำงาน 

หนังคนละม้วน ! ‘ธนาธร’ ไม่เคยคุย ม.112 กับ ‘ทักษิณ’ ซัดแทนที่จะร่วมแก้ปัญหา แต่กลับเลือก ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของปัญหา

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความถึงกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขึ้นเวทีปราศรัย นายก อบจ.อุดรธานี เคยเตือน ธนาธร ถึงการหาเสียง มาตรา 112 ว่า “คุณทักษิณรู้ดีที่สุด ว่าเหตุผลที่ก้าวไกลและเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรัฐบาลกัน ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เลย”

“สิ่งที่คุณทักษิณกล่าว อาจทำให้คนทั่วเข้าใจไปได้ว่าผมเคยคุยกับคุณทักษิณเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 หรือมีความคิดรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่ได้พูดคุยตกลงอะไรกันเรื่องนี้เลย”

“การพูดคลุมเครือแบบที่คุณทักษิณกล่าวในวันนี้ ยังเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งต่อพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน เพื่อพยายามสร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชนว่าเหตุที่ดีลร่วมรัฐบาลล่ม เป็นเพราะพรรคก้าวไกลไม่ยอมลดราวาศอกเรื่อง 112”

“112 ไม่ใช่เงื่อนไขการร่วมรัฐบาล ไม่ใช่ว่าก้าวไกลเสนอให้การแก้ไข 112 เป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล และเมื่อถูกทักท้วงจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นแล้วก็ไม่ยอมถอย”

“112 ไม่เคยอยู่ในเงื่อนไขตั้งแต่แรกต่างหาก ไม่มีอยู่ใน MOU ร่วมรัฐบาลที่เซ็นร่วมกันและเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ คุณทักษิณรู้ดีที่สุด ไม่ใช่แกนนำก้าวไกลมุทะลุ ไม่มีวุฒิภาวะ แต่มีเหตุผลอื่นที่จะไม่ร่วมกัน แล้วใช้ 112 เป็นข้ออ้างต่างหาก”

“ในทางกลับกัน คุณทักษิณเอง น่าจะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาโครงสร้างดีที่สุด แทนที่จะร่วมแก้ปัญหา กลับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล เราไม่เคยโฆษณาหรือใช้เรื่อง 112 เป็นประเด็นหลักในการรณรงค์เพื่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้ง”

“เราตอบหรือพูดเรื่อง 112 อย่างซื่อตรงเมื่อถูกสื่อมวลชนหรือประชาชนถามเท่านั้น ผมทราบดีว่าการแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่สั่งสมมาหลายสิบปีของประเทศไม่ใช่สิ่งที่ ลัดขั้นตอน ได้ แต่ต้องทำงานความคิดอย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมเห็นชอบร่วมกัน และแก้ปัญหาอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

“ไม่แก้ปัญหาโครงสร้าง ก็ปะผุประเทศไทยกันต่อไป ประเทศจะเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มีแต่การให้คนในสังคมมีวุฒิภาวะพอ กล้ายอมรับปัญหา เผชิญหน้ากับมัน และค่อยๆ พูดคุยหาทางออกร่วมกัน” ธนาธร โพสต์ทิ้งท้าย

กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา เข้าร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล)

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย.67) เวลา 09.30-12.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย โดย พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา และกรรมาธิการ ได้เดินทางเพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังต่อไปนี้

​1) นโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย รวมทั้งการผังเมือง เพื่อการพัฒนาเมืองและการดำรงรักษาเมืองในด้านการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภค บริการสาธารณะและสภาพแวดล้อม ตลอดทั้งการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล
​​2) แนวทางการป้องกันและการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนในลักษณะให้คนต่างด้าว กลุ่มชาติพันธุ์ และแรงงานต่างด้าว สวมตัวเป็นคนไทยทำบัตรประจำตัวประชาชน
​3) การดำเนินงานนโยบายการจัดทำสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ที่อาจมีการจัดทำธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมาย

​​4) การดำเนินงานโครงการถมทะเลสร้างเกาะจำนวน 9 เกาะ เพื่อป้องกันน้ำทะเลท่วมกรุงเทพมหานคร
​5) การดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคการออกหลักฐานการถือครอง และการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชน รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย
​6) แนวทางการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 เพื่อการจัดทำแนวป้องกันปัญหาการเกิดอุทกภัย

​7) แนวทางการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ที่อาจกระทบต่อภาพรวมของประเทศไทยทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น ปัญหาทุนจีนซื้อที่ดินจัดทำบ้านจัดสรร ปัญหาล้งจีน ประกอบธุรกิจการค้าผลไม้ไทย เป็นต้น โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหาร พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวข้างต้น

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรค และผลกระทบที่เกี่ยวข้องต่อประชาชน รวมทั้งมีข้อเสนอแนะเพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและจะดำเนินการตามข้อเสนอแนะในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะได้นำข้อมูลและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากการประชุมร่วมกันไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการต่อไป

‘ทักษิณ’ เผย เคยคุยกับ ‘ธนาธร’ อย่าพยายามรื้อโครงสร้างมากเกินไป ต้องแก้ปัญหาด้วยหลักการ เอาบ้านเมืองเป็นหลัก ย้ำ ไม่แตะ 112 เพราะเป็นสัตยาบันกับพรรคร่วม

‘ทักษิณ’ เผย เคยคุยกับ ‘ธนาธร’ อย่าพยายามรื้อโครงสร้างมากเกินไป ต้องแก้ปัญหาด้วยหลักการ เอาบ้านเมืองให้อยู่ได้ สิ่งที่คนไทยเคารพนับถือต้องจรรโลงอย่างเดียว อย่ามุ่งแค่หาเสียง จุดที่โฆษณามันอันตรายกว่าความตั้งใจที่จะทำ ย้ำ ไม่แตะ 112 เพราะเป็นสัตยาบันกับพรรคร่วม

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย. 67) เมื่อเวลา 12.25 น. ที่จังหวัดอุดรธานี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครนายก อบจ.อุดรธานี จากพรรคเพื่อไทย หาเสียงเลือกตั้ง ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วยในประเด็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และ มาตรา 112 โดย นายทักษิณ กล่าวว่า คดีตามมาตรา 112 เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลให้สัตยาบันไว้ว่าเราจะเทิดทูนสถาบัน เราจะไม่แตะเรื่อง 112 แต่จริง ๆ แล้วปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ตนก็เป็นเหยื่อรายหนึ่ง และการบังคับใช้กฎหมาย สมมติว่า คนที่รับคดีครั้งแรกกลัวว่าเดี๋ยวจะหาว่าไม่จงรักภักดี ก็ฟ้องไปก่อน ทั้งที่หลักฐานไม่มี คนที่สองบอกว่าถ้าไม่ฟ้องเดี๋ยวโดนอีก ก็ฟ้อง โดยที่ไม่ได้ดูความถูกต้องของพยานหลักฐาน จึงทำให้การจงรักภักดีและรักสถาบันไม่ถูกต้อง การจงรักภักดีที่ถูกต้อง คือ การรักษากฎหมายที่เป็นธรรม นี่คือ สิ่งที่ต้องแก้ไข แต่ก็ไม่ง่าย ในการแก้ซึ่งต้องใช้เวลา

เมื่อถามว่า หลังการเลือกตั้งสมัยหน้าการนิรโทษกรรมมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน จะผลักดันหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่อยากให้ความเห็นในเรื่องนี้ ไม่อยากมีบทบาท เดี๋ยวจะหาว่าเพราะคนนั้นคนนี้ ถ้าเราอยู่บนหลักการทุกอย่างมีทฤษฎี มันก็จะไม่เป็นแบบนี้ แต่เนื่องจากเราไปมองว่าเป็นเรื่องของพวกใครพวกมัน ถึงได้เป็นปัญหา ถ้าเมื่อไหร่เราจิตใจนิ่งสงบ คิดถึงหลักการเป็นหลัก ไม่คิดถึงพวกใครพวกมัน ก็จะดีขึ้น

เมื่อถามว่า อะไรที่ทำให้ข้อหาไม่จงรักภักดีใช้ได้ผลเสมอในทางการเมือง นายทักษิณ กล่าวว่า “ก็การเมืองไง ดูสิ ผมนี่โดนหนักที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคนที่ถวายงานที่สุด แต่ด้วยความหมั่นไส้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา”

เมื่อถามต่อว่า ในแต่ละเหตุการณ์มีบริบทเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ระหว่างการรัฐประหารปี 2549 และ ปี 2557 มาจนถึงพรรคการเมืองถูกยุบ เพราะมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 นายทักษิณ กล่าวว่า ตนเคยคุยกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่า ตนก็โดนยุบ 3 พรรค ต้องไปอยู่ต่างประเทศ 17 ปี ดังนั้น ขอให้เราช่วยทำงานให้บ้านเมือง อย่าพยายามไปรื้อโครงสร้างให้มากเกินไป ถ้าเราแก้ปัญหาด้วยหลักการ และเอาบ้านเมืองให้อยู่ได้มันจะดีที่สุด อย่าไปคิดถึงสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่คนไทยเคารพนับถือ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของสถาบัน เราต้องจรรโลงอย่างเดียว ตนไม่ได้บอกว่านายธนาธร หรือพรรคก้าวไกลไม่จงรักภักดี แต่ต้องยึดหลักให้ถูกต้อง อย่าไปมุ่งหาเสียง บางทีจุดที่โฆษณามันอันตรายกว่าความตั้งใจที่จะทำ

เมื่อถามว่า การแก้ปัญหาโดยไม่แตะโครงสร้างมีวิธีการอย่างไร นายทักษิณ กล่าวว่า ก็ต้องทำตามหลักการของกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ดีก็ต้องแก้ไขกฎหมายไปที่ละขั้นตอน ไม่ใช่บอกว่ากฎหมายไม่ดีต้องไม่ทำเลย เพราะกฎหมายมันมีอยู่

ทรัมป์จ่อเชือดนายพลชุดใหญ่ หลังถูกนายทหารวิจารณ์เป็นฟาสซิสต์

เมื่อวันที่ (13 พ.ย.67) รอยเตอร์รายงานว่า ทีมเปลี่ยนผ่านอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ กำลังจัดทำรายชื่อนายทหารที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งอาจรวมถึงคณะเสนาธิการร่วม หากดำเนินการจริง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

แหล่งข่าววงในเผยว่า การวางแผนปลดบุคลากรทางทหารเริ่มขึ้นหลังจากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยอาจมีการปรับแผนอีกครั้งเมื่อคณะบริหารใหม่เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยวิจารณ์ผู้นำกลาโหมที่ไม่เห็นด้วยกับเขา และระหว่างการหาเสียงยังเคยกล่าวว่าจะปลดนายพล 'สายโว้ก' รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถอนทหารจากอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564

รายงานระบุว่าคณะบริหารชุดใหม่มุ่งเป้าไปที่นายทหารที่เกี่ยวข้องกับมาร์ก มิลลีย์ อดีตประธานคณะเสนาธิการร่วม โดยมิลลีย์เคยกล่าวในหนังสือ *War* ของบ็อบ วู้ดเวิร์ด ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ว่าเขาเรียกทรัมป์ว่า 'เป็นพวกนิสัยฟาสซิสต์'

แหล่งข่าวอีกรายกล่าวว่า “ทุกคนที่มิลลีย์เคยเลื่อนขั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่ง และเรามีรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ทั้งหมด”

หนึ่งวันก่อนการเปิดเผยแผนนี้ ทรัมป์ได้แต่งตั้งพีท เฮกเซธ อดีตทหารผ่านศึกและผู้ร่วมวิเคราะห์ข่าวจากฟ็อกซ์นิวส์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม เฮกเซธเองได้เรียกร้องให้ปฏิรูปเพนตากอนในหนังสือ The War on Warriors: Behind the Betrayal of the Men Who Keep Us Free ที่ตีพิมพ์ในปีนี้

เฮกเซธยังวิจารณ์การแต่งตั้งพลอากาศเอก ซี.คิว. บราวน์ โดยกล่าวหาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุผลทางเชื้อชาติ แหล่งข่าวระบุว่าบราวน์อาจเป็นหนึ่งในนายทหารที่ถูกปลดด้วย พร้อมยืนยันว่า “ประธานและรองประธานคณะเสนาธิการร่วมจะถูกปลดทันที”

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายฝ่ายแสดงความกังวลต่อการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในยูเครนและตะวันออกกลาง แม้ว่าบางแหล่งมองว่าเป็นการแสดงท่าทีทางการเมือง แต่กลุ่มสนับสนุนทรัมป์เชื่อว่าเป็นการจำเป็นเพื่อลดขนาดของคณะเสนาธิการร่วมที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต

วุฒิสภา ร่วมรับชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2567

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย.67) เวลา 19.00 นาฬิกา ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง และสมาชิกวุฒิสภา ร่วมรับชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2567 เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน 'พระจักราวตาร' โดยมีนางปัณณิตา สท้านไตรภพ รองเลขาธิการวุฒิสภา รักษาราชการแทนเลขาธิการวุฒิสภา และผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้าร่วม โอกาสนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมรับชมการแสดงดังกล่าว 

โดยหลังจากจบการแสดง ประธาน สภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ให้เกียรติมอบช่อดอกไม้ แก่ผู้กำกับการแสดง ผู้ประพันธ์บท ครูผู้ฝึกซ้อมการแสดง นักดนตรี นักพากย์ และนักแสดงในชุดการแสดงดังกล่าวด้วย

โขนรามเกียรติ์ ตอน 'พระจักราวตาร' เป็นตอนที่แสดงกฤษฎาภินิหารของพระจักราหรือพระนารายณ์ ที่อวตารลงมาเป็นพระราม โอรสของท้าวทศรถ กษัตริย์แห่งกรุงอโยธยา เพื่อปราบฝ่ายอธรรม เปรียบประดุจพระราชวงศ์จักรีที่ผดุงความสุขความสงบให้กับพสกนิกรชาวไทยตลอดมา มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน - 8 ธันวาคม 2567 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอด ธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำ 'ตะโกน โยน ยื่น ลาก' 4 ขั้นตอนช่วยคนตกน้ำอย่างปลอดภัย

(15 พ.ย.67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทั้งจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในวันลอยกระทง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำ 'ตะโกน โยน ยื่น ลาก' 4 ขั้นตอนในการช่วยเหลือคนตกน้ำให้ปลอดภัย ทั้งคนช่วยและคนถูกช่วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. 'ตะโกน' เมื่อพบคนตกน้ำ ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือ ว่ามีคนตกน้ำ และบอกคนที่ตกน้ำให้ตั้งสติ

2. 'โยน' โยนวัสดุหรือสิ่งของที่ลอยน้ำได้ให้เกาะ เช่น ห่วงยาง เสื้อชูชีพ ถังพลาสติก

3. 'ยื่น' ยื่นสิ่งของที่มีความยาว เช่น ท่อพลาสติก เชือก กิ่งไม้ ให้คนที่ตกน้ำจับ

4. 'ลาก' ลากเชือกหรือสิ่งของที่ยื่นให้ เพื่อลากคนที่ตกน้ำกลับเข้าฝั่ง

โดยมีข้อควรระวังในการให้ความช่วยเหลือ คือ
- ไม่ควรกระโดดตัวเปล่าลงไปช่วย หากจำเป็นให้นำสิ่งของที่ลอยน้ำได้ติดตัวไปด้วย
- ไม่ควรเข้าไปช่วยเหลือจากด้านหน้าของคนตกน้ำ เพราะคนที่กำลังตกใจอาจดึงคนที่เข้าไปช่วยจมน้ำไปด้วย

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ  สามารถโทรศัพท์แจ้งเหตุได้ที่สายด่วนดังต่อไปนี้ เหตุด่วนเหตุร้าย สายด่วน 191 , เจ็บป่วยฉุกเฉิน สายด่วน 1669 และเหตุด่วนทางน้ำ สายด่วนตำรวจน้ำ 1196 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ประเทศไทย จัดเลือกตั้ง สส.เป็นครั้งแรก เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรก และครั้งเดียว

15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรก และครั้งเดียวของไทย โดยเป็นการเลือกผู้แทนตำบลก่อน แล้วให้ผู้แทนตำบลเลือกผู้แทนราษฎรอีกทีหนึ่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดชยุติ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา แถลงต่อสภาในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ว่าได้ปราบกบฏเสร็จสิ้นบ้านเมืองสงบแล้ว จึงสมควรจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

การเลือกตั้ง สส.ในปี 2476 นี้ นับเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก เกิดขึ้นในตอนที่ประเทศไทยยังใช้ชื่อว่า สยาม ครั้งนั้น ประเทศไทยมีทั้งสิ้น 70 จังหวัด เป็นอัตราส่วนที่คิดจำนวนประชากรไม่สูงมาก เนื่องจากขณะนั้น ประชากรทั้งประเทศของสยามยังไม่ถึง 18 ล้านคน

มีการเลือกตั้งผู้แทนได้จังหวัดละ 1 คน ยกเว้นจังหวัดพระนคร (จังหวัดในอดีตของไทย ช่วงปี 2408-2515 ก่อนรวมกับจังหวัดธนบุรี เป็นกรุงเทพมหานคร) และจังหวัดอุบลราชธานี สามารถเลือกผู้แทนได้ 3 คน ส่วน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดนครราชสีมา เลือกผู้แทนได้ 2 คน มีผู้แทนจากการแต่งตั้งอีก 78 คน รวมแล้วได้ 156 คน

การเลือกตั้งครั้งแรก มีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 4,278,231 คน
มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 1,773,532 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5
จังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิมากที่สุด คือจังหวัดเพชรบุรี คิดเป็นร้อยละ 78.82
จังหวัดที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิน้อยที่สุด คือจังหวัดแม่ฮ่องสอน คิดเป็นร้อยละ 17.71

หลังการเลือกตั้ง ได้มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลขึ้นมาใหม่ โดยเสียงส่วนใหญ่เลือกเอา พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง (สมัยที่ 2)

กมธ.อุตฯ เล็งเสนอคุมติดตั้งสถานีชาร์จอีวีชั้นใต้ดิน หวั่นหากเกิดเพลิงไหม้แบตเตอรี่จะเข้าระงับเหตุได้ยาก

กมธ.อุตสาหกรรม เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกระเบียบคุมการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หลังศึกษาพบอันตรายหากติดตั้งชั้นใต้ดิน จะเกิดก๊าซพิษเมื่อมีเหตุเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่คุมเพลิงลำบาก

(14 พ.ย. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้แถลงถึงรายงานการศึกษากรณีเพลิงไหม้ในรถยนต์ไฟฟ้าของคณะทำงาน ว่า

ในการประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมในสัปดาห์นี้ได้มีการพิจารณาถึงรายงานการศึกษากรณีระงับเพลิงไหม้ในรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้ให้คณะทำงานศึกษากรณีดังกล่าว 

โดยได้มีการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะจากหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร เป็นต้น 

รายงานฉบับนี้รวมถึงความเห็นจากคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้มีข้อกังวลกรณีการติดตั้งสถานีชาร์จ ซึ่งผลการศึกษามีข้อสรุปชัดเจนว่าไม่ควรมีการติดตั้งสถานีชาร์จในชั้นใต้ดิน เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดก๊าซพิษ ประกอบกับชั้นใต้ดินที่อากาศค่อนข้างปิดจะทำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนในบริเวณนั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดำเนินการระงับเหตุเพลิงไหม้

ดังนั้นจึงควรจะติดตั้งสถานีชาร์จเหนือชั้นใต้ดินขึ้นไป หรือในกรณีมีข้อจำกัดไม่ควรติดตั้งชั้นต่ำกว่าชั้นใต้ดินชั้นแรก (B1)

นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจุบันไม่มีหน่วยงานใดออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวกับการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทางคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตในการก่อสร้าง ให้พิจารณาออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ เพื่อควบคุมการติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าโดยป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นหลักการ ความปลอดภัย

ซึ่งการออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้จะเป็นการป้องกันเหตุร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น จนส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เมื่อเกิดเหตุแล้วจึงมาทบทวนหามาตรการป้องกันในภายหลัง

‘พิชัย’ จ่อเสนอจ่าย ‘เงินหมื่น’ เฟส 2 ‘คนอายุ 60 ปีขึ้นไป’ หลัง ‘ทักษิณ’ เปรยบนเวทีปราศรัยอุดรฯ ยันไม่ทับสิทธิเฟสแรก

‘พิชัย’ จ่อเสนอบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ จ่าย ‘เงินหมื่น’ เฟส 2 ‘คนอายุ 60 ปีขึ้นไป’ หลัง ‘ทักษิณ’ เปรยบนเวทีปราศรัยอุดรฯ ชี้ใช้งบไม่มาก ยืนยันไม่ทับสิทธิกลุ่มเปราะบางเฟสแรก รับมีเฟส 2-3

(14 พ.ย. 67) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นปราศรัย เวทีนายก อบจ.อุดรธานี ที่เปรยว่า ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินหมื่นเร็ว ๆ นี้ว่า เฟสที่ 1 รัฐบาลให้เป็นเงินสด สำหรับกลุ่มเปราะบาง และผู้พิการ ซึ่งหลังจากนี้จะพิจารณาจากกลุ่มที่มีปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งมีจำนวนไม่มาก โดยจะคัดบุคคลที่เร่งด่วนก่อน หากทำได้ก็จะจ่ายให้กับบุคคลเหล่านี้ก่อนที่จะพิจารณาการจ่ายเงินในเฟสต่อไป โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้นำหลักการเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

นายพิชัยระบุว่า วิธีทำไม่ยาก ยืนยันว่าสิทธิของกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีไม่ซ้ำซ้อนกับกลุ่มเปราะบาง

ส่วนงบประมาณนั้น นายพิชัย ระบุว่า ในกลุ่มนี้มีไม่กี่ล้านคน

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าจะมีการ จ่ายเงิน 10,000 บาท ในเฟส 2 และเฟส 3 ใช่หรือไม่ นายพิชัยยอมรับว่า ใช่ เพราะต้องมีการพิจารณาตามความเหมาะสม ความจำเป็น และรูปแบบ 

นายพิชัยกล่าวว่า แน่นอนว่าดิจิทัลกับการจ่ายเงินสดให้กับกลุ่มเปราะบาง เป็นการช่วยเหลือ 2 ทางคือ 1.เพื่อให้ประชาชนสามารถมีช่องทางการติดต่อกับรัฐบาลได้อย่างถาวร ซึ่งโปรแกรม และแพลตฟอร์ม ดังกล่าวต้องค่อยๆ ทำ พัฒนาไปเรื่อย ๆ และ 2.เมื่อประชาชนคุ้นชินกับการใช้ดิจิทัลแล้ว จะเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนเรื่องที่จะใช้เครื่องมือตัวไหน แอปพลิเคชัน เช่น “เป๋าตังค์” ก็ถือว่า เป็นเพียงเครื่องมือ แต่สิ่งที่จะมีประสิทธิภาพ แล้วจำเป็นมากที่สุดคือ แพลตฟอร์มของรัฐ

ในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวยังถามถึงคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ในการตั้งบอร์ดแบงก์ชาติได้รายงานผลการคัดเลือกประธานฯ มาหรือยัง นายพิชัย ระบุเพียงว่า “ยังไม่ทราบ ทราบแค่จากนักข่าว”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top