Thursday, 6 August 2026
Hard News Team

🎉 พรุ่งนี้เจอกัน! 🎉

‘THE STATES TIMES’ ครบรอบ 4 ปี พร้อมพาคุณเข้าสู่โลกของโอกาสและการเปลี่ยนแปลงในงานเสวนาสุดพิเศษ

📅 12 ธันวาคม 2567
📍 SCBX NEXT TECH, สยามพารากอน
⏰ เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 13 : 00 น.

✨ เพราะอนาคตของประเทศไทยเริ่มต้นที่มุมมองของวันนี้!
สนใจเข้าร่วมงาน ลงทะเบียนได้ที่นี่ 👉https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdcIJhjLXtJ95Qd5-C3f53qm5MuVsKITj5Nfs5bh_73LEBfAA/viewform

อาลัย ‘สันติ ลุนเผ่’ นักร้องเสียงทรงพลัง ศิลปินแห่งชาติ ถึงแก่กรรมอย่างสงบด้วยวัย 88 ปี

มีรายงานข่าวเศร้า การสูญเสียครั้งสำคัญของวงการเพลงและศิลปินไทย ข่าวการจากไปของ ร.ต.สันติ ลุนเผ่ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล - ขับร้อง) ประจำปี พ.ศ. 2558 ถึงแก่กรรมอย่างสงบด้วยวัย 88 ปี

ประวัติ สันติ ลุนเผ่
เรือตรี สันติ ลุนเผ่ เกิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2479 ชื่อเดิมว่า ไพศาล ลุนเผ่ เป็นนักร้องชายชาวไทย เกิดที่บ้านในย่านวัดราชบพิธ กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของหม่องลุนเผ่ หม่องลุนเผ่นั้นเป็นนักร้องละครชาวพม่า อพยพมาอยู่ ณ จังหวัดลำปาง แล้วนำชื่อ ลุนเผ่ มาใช้เป็นชื่อสกุล ก่อนย้ายรกรากมายังกรุงเทพมหานคร

มีชื่อเสียงในฐานะเป็นนักร้องประจำคณะดุริยางค์แห่งกองทัพไทย และมีน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในผลงานด้านเพลงปลุกใจ, เพลงคลาสสิก และเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยเฉพาะ เพลง ‘หนักแผ่นดิน’, ‘ความฝันอันสูงสุด’, ‘ทหารพระนเรศวร’, ‘ดุจบิดามารดร’, ‘เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย’, ‘แด่ทหารหาญในสมรภูมิ’ และ ‘มาร์ชทหารไทย’ สันติได้บันทึกแผ่นเสียงเพลงแรกโดยวงดนตรีวายุบุตรคือเพลง ‘คมแสนคม’ ผลงานของ เชาว์ แคล่วคล่อง เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ไทยเรื่อง ‘คมแสนคม’ ในปี พ.ศ. 2507

สันติ ลุนเผ่ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล - ขับร้อง) ประจำปี พ.ศ. 2558

ไพศาล หรือ สันติ ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จนสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาในปี 2496 และศึกษาต่อที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สันติ ลุนเผ่ มีชื่อเสียงจากการขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ และเพลงรักชาติ เป็นจำนวนมากเช่น ความฝันอันสูงสุด ทหารพระนเรศวร ดุจบิดามารดร เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย แด่ทหารหาญในสมรภูมิ มาร์ชทหารไทย หนักแผ่นดิน ถามคนไทย ได้เข้ารับราชการทหารเรือ ประจำวงดุริยางค์ทหารเรือ มีหน้าที่สอนขับร้อง และเรียบเรียงเสียงประสาน จนกระทั่งนาวาเอกสำเร็จ นิยมเดช อดีตผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ เสียชีวิต จึงลาออกจากราชการ

ก่อนเสียชีวิต สันติ ลุนเผ่ ประกอบอาชีพร้องเพลง สอนขับร้องดนตรีคลาสสิก และเป็นที่ปรึกษาคณบดี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Kosé ยักษ์เครื่องสำอางญี่ปุ่น ซื้อกิจการเครื่องหอม 'ปัญญ์ปุริ'

(11 ธ.ค. 67) บริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น Kosé Corporation ประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถึงการเข้าซื้อกิจการ Pañpuri แบรนด์สปาและเครื่องหอมหรูของไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การขยายธุรกิจระดับโลกของบริษัท รายงานข่าวไม่ได้ระบุถึงมูลค่าทางการตลาดในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทางการตลาดของ Pañpuri ระบุว่าในปี 2024 ที่ผ่านมามีรายได้รวมราว 1,079 ล้านบาท

ตามข่าวประชาสัมพันธ์ของ Kosé เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ระบุว่า การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ “Vision for Lifelong Beauty Partner – Milestone 2030” ซึ่งมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ผ่านความร่วมมือในระดับภูมิภาค แทนที่จะพึ่งพาการพัฒนาแบรนด์ภายในเพียงอย่างเดียว โดยคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ Kosé ในตลาดประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“แนวทางดั้งเดิมของ Pañpuri ที่ผสมผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์อันประณีตและความมุ่งมั่นต่อคุณภาพของกลิ่นหอม สอดคล้องกับปรัชญาของ Kosé ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส พร้อมเคารพในประเพณีและนวัตกรรม” คาซูโตชิ โคบายาชิ ประธานและซีอีโอของ Kosé กล่าว  

วรวิทย์ ศิริพากย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและเจ้าของแบรนด์ Pañpuri กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถช่วยให้แบรนด์สามารถใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญระดับโลกของ Kosé ในขณะที่ยังคงรักษามรดกทางวัฒนธรรมด้านสุขภาพของไทยไว้ “ความร่วมมือนี้จะช่วยให้เรารักษารากฐานและพัฒนาไปสู่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ความงามที่มีความหมายยิ่งขึ้น” 

ปัจจุบัน Pañpuri มีสาขาค้าปลีกในห้างสรรพสินค้าหรู โรงแรมระดับไฮเอนด์ และศูนย์การค้าชั้นทั้วประเทศไทย พร้อมแผนการขยายสู่ฮ่องกงในเดือนสิงหาคม 2024 นอกจากนี้ ยังมีช่องทางอีคอมเมิร์ซให้บริการลูกค้าในญี่ปุ่น จีน และยุโรป  

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้นับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ Kosé ขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเติบโต ขณะเดียวกัน Pañpuri จะได้รับประโยชน์จากศักยภาพการวิจัยและพัฒนา รวมถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายระดับโลกของ Kosé

โสมใต้สั่งตำรวจ-ทหารระดับสูง ห้ามเดินทางนอกประเทศ ปมพัวพันอัยการศึก

สำนักงานสอบสวนแห่งชาติ (NOI) ของเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารระดับสูง 5 นาย รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ท่ามกลางการสืบสวนกรณีประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดียุน ซุกยอล  

ทีมสืบสวนพิเศษของ NOI ระบุว่า บุคคลที่ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ได้แก่ โจ จีโฮ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คิม บงซิก ผู้บัญชาการตำรวจนครหลวงกรุงโซล และมก ฮยอนแท หัวหน้ากองกำลังตำรวจประจำรัฐสภา  

คำสั่งดังกล่าวถูกกระทรวงยุติธรรมบังคับใช้เมื่อเวลา 20.00 น. ของวันที่ 9 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่น โดยทั้งสามคนถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมการเข้าสู่รัฐสภาระหว่างการบังคับใช้กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม  

นอกจากนี้ ลี จินวู ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันเมืองหลวง และควัก จองกึน อดีตผู้บัญชาการกองกำลังปฏิบัติการพิเศษกองทัพบก ก็ถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศด้วย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสืบสวนในคดีนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในแวดวงตำรวจและทหารแล้ว ก่อนหน้านั้นทางการเกาหลีใต้ได้มีคำสั่งห้ามประธานาธิบดียุนซอกยอลเดินทางออกนอกประเทศเช่นกัน

11 ธันวาคม พ.ศ. 2489 วันก่อตั้ง ยูนิเซฟ (UNICEF) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ

ยูนิเซฟ (UNICEF) หรือ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ เป็นหน่วยงานที่สมัชชาสามัญแห่งสหประชาชาติ จัดตั้งขึ้น โดยเริ่มแรกเพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่เด็กหลายล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในชื่อ “กองทุนฉุกเฉินสำหรับเด็กแห่งสหประชาชาติ”

โดยเมื่อ 11 ธันวาคม ปี 2489 ยูนิเซฟถือกำเนิดขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และในปี 2491 ยูนิเซฟได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย และดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตลอด 75 ปี การทำงานของเราปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของเด็กในประเทศไทย แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือความมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงเด็กและครอบครัวในกลุ่มเปราะบางที่สุด

ปัจจุบัน ยูนิเซฟได้เปลี่ยนเป้าหมาย เน้นเด็กในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กเพื่อให้เด็กทุกคนมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ได้รับการคุ้มครองจากอันตรายทั้งปวง ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ และเมื่อเกิดภัยพิบัติ สงคราม หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เด็กและครอบครัวที่ประสบภัยเช่นเดิม

‘เนเน่ รัดเกล้า’ เตรียมบุกเข้า!! กระทรวงศึกษาธิการ 12 ธ.ค.นี้ เพื่อหารือ กรณีการปิดตัวของ โรงเรียนธรรมภีรักษ์รุ่งประชา

(10 ธ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธ.ค. 2567 เวลา 12:30 น. เนเน่ รัดเกล้า อดีตผู้สมัคร กทม. เขตบางพลัด บางกอกน้อย จะนำตัวแทนผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวอย่างกระทันหันของ โรงเรียนธรรมภีรักษ์รุ่งประชา แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด เข้าหารือ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงศึกษาธิการ ณ กระทรวงศึกษาธิการ 

ประเด็นการหารือมี 4 ข้อดังต่อไปนี้

1. บทบาทและหน้าที่ของ สำนักงาน คณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในการช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้

2. ปัญหาค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องแบกรับ เช่น ค่าแรกเข้าโรงเรียนใหม่ เป็นต้น

3. ความเป็นธรรมในการรับเอกสารของบุตรหลาน เพื่อนำไปสมัครที่โรงเรียนใหม่ ในขณะที่ผู้ปกครองยังมีสภาพเป็นหนี้ ค่าเทอมของโรงเรียนธรรมภีรักษ์รุ่งประชา 

4. เรียกร้องการแก้กฏหมาย เพื่อบังคับให้การปิดกิจการโรงเรียน ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าและแจ้งผู้ปกครองให้ทราบเรื่อง นานกว่า 1 เดือน

‘TikTok’ ร้อง!! ศาลสหรัฐ ให้ระงับการแบนแอป จนกว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี

(10 ธ.ค. 67) Tiktok ยื่นคำร้องเมื่อวันจันทร์ว่า ศาลอุทธรณ์สหรัฐเขตโคลัมเบียควรออกคำสั่งห้ามนับถอยหลังวันครบกำหนดขายหุ้นหรือแบนแพลตฟอร์ม (ซึ่งมีระยะเวลาให้ทำตามข้อกำหนดน้อยกว่า 6 สัปดาห์) เพื่อให้ศาลฎีกาสามารถพิจารณาคำเรียกร้องของบริษัทที่อ้างว่า การเรียกร้องของรัฐบาลสหรัฐละเมิดสิทธิในเสรีภาพของการพูดและสิทธิตามรัฐธรรมนูญอื่น ๆ

ติ๊กต็อกและไบท์แดนซ์ ระบุในคำร้องที่ยื่นต่อศาลว่า “การสั่งห้ามเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่มีเวลาพิจารณาจุดยืนของตนเอง ซึ่งอาจช่วยให้เกิดการหารือถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและความจำเป็นในการพิจารณาของศาลฎีกา”

นิกเกอิเอเชีย ระบุว่า ติ๊กต็อกสามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคำตัดสินของศาลแขวง แต่ต้องมีเสียงจากผู้พิพากษา 4 ใน 9 ที่ตกลงจะพิจารณาคดีนี้ จึงจะได้รับการพิจารณาต่อไป

ติ๊กต็อกได้ขอให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินคำร้องสั่งห้ามนับถอยหลังกำหนดขายหุ้น ภายในวันที่ 16 ธ.ค. นี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมขอให้ศาลปฏิเสธคำร้องของบริษัทโดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดีเพิ่มเติม

การยื่นคำร้องขอสั่งห้ามของติ๊กต็อกมีขึ้นหลังจากศาลตัดสินเมื่อวันศุกร์ (6 ธ.ค.) ยกฟ้องการท้าทายทางกฎหมายของติ๊กต็อกต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองชาวอเมริกันจากแอปพลิเคชันที่ควบคุมโดยปรปักษ์ต่างชาติ (Protecting Americans from Foreign Adversary Controlled Applications Act.)

คำสั่งของศาลที่ออกมาเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้พิพากษา 3 คน บอกว่า การสั่งให้ขายหุ้นหรือแบนแอพลิเคชัน ไม่ได้ปิดกั้นเสรีภาพในการพูด และไม่ได้ละเมิดการคุ้มครองด้านความเท่าเทียม

อนึ่ง วันครบกำหนดให้ไบท์แดนซ์ขายติ๊กต็อกคือวันที่ 19 ม.ค. ซึ่งเป็นเส้นตายที่มีขึ้นก่อนวันว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค.

แม้ทรัมป์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการแบนติ๊กต็อก แต่เขาได้เปลี่ยนจุดยืนในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง โดยบอกว่าตนไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหว (การแบนติ๊กต็อก) ดังกล่าว ซึ่งการสนับสนุนของเขามีขึ้นหลังจากได้พบกับมหาเศรษฐีเจฟฟ์ แยส ที่เป็นผู้ลงทุนรายแรกในไบท์แดนซ์ และเป็นหนึ่งในผู้บริจาคเงินทางการเมืองรายใหญ่สุดของการหาเสียงของทรัมป์

ทั้งนี้ ติ๊กต็อกอาจต้องสูญรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และบรรดาครีเอเตอร์อาจสูญเสียรายได้รวมกันเกือบ 300 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 1 เดือน ถ้าไม่ยุติการแบนแอปฯ

ติ๊กต็อกเผยเมื่อวันจันทร์ว่า แพลตฟอร์มมีผู้ใช้งานชาวอเมริกันมากถึง 170 ล้านคน และว่าการโฆษณา การตลาด และการเข้าถึงแบบออร์แกนิกบนแอปฯนั้น สร้างเม็ดเงินให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ 24,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2566 ในขณะที่การดำเนินงานของบริษัทเองก็มีส่วนหนุนจีดีพีสหรัฐอีก 8,500 ล้านดอลลาร์

‘ดร.หิมาลัย’ โพสต์เฟซ!! เรื่องการประมูลพลังงานสะอาด ที่อภิปรายกันในสภาฯ เผย!! ‘ท่านพีระพันธุ์’ ไม่นิ่งเฉย สั่งเร่งตรวจสอบโดยละเอียด จนพบข้อมูลใหม่

(10 ธ.ค. 67) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธหิ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา เรื่องของการประมูลพลังงานสะอาด โดยได้ระบุว่า ...

วันนี้ ผมมีเรื่องเล่า 3 เรื่อง มาเล่าแบบภาษาชาวบ้านครับ แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้มีโอกาสอภิปรายรัฐบาลและนำเสนอข้อติติงต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปปรับปรุงแก้ไข ปฐมบทของเรื่องนี้ เกิดมาจากการอภิปรายที่ผ่านมา ในเรื่องของการประมูลพลังงานสะอาด 

หลังจากฟังการอภิปรายแล้ว และมีการตอบข้อซักถามในสภาฯไปแล้วทาง ‘ท่านพีระพันธุ์’ ได้นำข้อสังเกต ข้อติติง ของฝ่ายค้านมาพิจารณาโดยละเอียดและตรวจสอบการดำเนินการของ หน่วยงานในกำกับ อีกครั้ง จึงได้พบข้อมูลที่น่าจะต้องพิจารณาทบทวนให้รอบคอบ ดังนี้

1. ความต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาด เราต้องการที่ 5,000 จึงมีการเปิดประมูล มีผู้มาประมูล ถึง 17,000 ดังนั้น เมื่อประมูลไป 5,000 แล้ว จึงเหลือที่ประมูลไม่ได้ อยู่ที่ 12,000 ต่อมาผู้ที่ประมูลไป 5,000 ไม่สามารถส่งไฟเข้าระบบได้ 3,600 จึงเกิดเป็นฟันหลอในระบบขึ้น ทาง กฟผ.จึงเปิดประมูลใหม่ โดยแยก 3,600 ออกเป็น 2 ส่วน คือ 2,100 กับ 1,500 แต่ดันไปกำหนดการประมูลว่า 2,100 ให้จัดให้ผู้ประมูลเก่าที่ไม่ได้ ที่ค้างอยู่ 12,000 ส่วน 1,500 ที่เหลือ เปิดให้ประมูลใหม่ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ฝ่ายค้านติงมาว่าเอาหลักอะไรมาแบ่ง การประมูลครั้งแรกจบไปแล้ว น่าจะเปิดใหม่ทั้งหมดหรือถ้าจะให้สิทธิ์กับ 12,000 ที่เหลือ ทำไมไม่ให้ทั้งหมด หรือมีเกณฑ์อะไร มาแย่งแยก ประกอบกับ การจัดการ 2,100 ที่จัดสรรให้กับ 12,000 ยังไม่จบขบวนการ ท่านจึงมีหนังสือให้ระงับและทบทวน เพื่อตอบปัญหาที่สังคมกับฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตุไว้ หากตอบไม่ได้ ก็ควรหาวิธีดำเนินการทั้ง3,600 ให้ถูกต้องและเหมาะสม ไม่ให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยได้

2. เรื่องของคณะกรรมการสรรหาบอร์ด กกพ. ที่ท่านให้ทบทวนเอาเรื่องกลับมา ก็เพราะประเด็นจากการอภิปราย ในเรื่องนี้ กฎหมายเขียนไว้ว่าต้องตั้งกรรมการสรรหา 9 คน หนึ่งในนั้น ต้องมาจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่เนื่องจาก สภาฯดังกล่าว ได้โดนยุบไปแล้ว ทาง กกพ.จึงส่งเรื่องมาให้ตั้ง แค่ 8 คน เมื่อท่านสอบถามว่าใครให้ความเห็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ ปรากฏว่าเป็นฝ่ายกฎหมายของ กกพ.เอง ท่านจึงให้ชะลอเรื่องแล้วให้รีบส่งเรื่องสอบถามความเห็นไปที่กฤษฎีกาก่อน เพื่อความรอบคอบครับ

3. เรื่องเหมืองแม่เมาะ เป็นการประมูลโครงการ 7,250 ล้านบาท ในครั้งแรกจะใช้วิธีพิเศษ ท่านก็ให้ทักท้วงไป จึงเปลี่ยนมาเป็นเปิดประมูล แต่มีข้อสังเกตุหลายอย่าง คือในการพิจารณาโครงการประมูลโครงการใหญ่ขนาดนี้ กลับใช้วิธีประชุมลับ ไม่ลงบันทึกประชุม เมื่อได้ผลประมูลแล้วต้องแจ้งให้ผู้เข้าประมูลทุกรายทราบ เพื่อให้ผู้ร่วมประมูลสามารถทักท้วงผลได้ในระยะเวลาที่กำหนด และหากมีการตกสเปค จะต้องแจ้งให้ทราบว่าตกเพราะเหตุใด ในเรื่องนี้บริษัทฯผู้ร้องได้รับแจ้งผลประมูลและเหตุผลหลังจากเลยระยะเวลาอุธรณ์หรือทักท้วงแล้ว ตลอดจนเหตุผลในการตกคุณสมบัติ ทางบริษัทก็โต้แย้ง ว่าสิ่งที่บริษัทได้เสนอให้มากกว่า ถ้าผมจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องเครื่องจักรอะไรสักอย่าง ที่กำหนดให้ต้องมีตัวใหญ่ 2 ตัวเล็ก 2 ทางผู้ร้องแจ้งว่า เขาเสนอให้ตัวใหญ่ 3 ตัวเล็ก 1 ซึ่งทางหน่วยงานจะได้ประโยชน์มากกว่า และตัวใหญ่ก็มีคุณสมบัติที่เหนือเกณฑ์มาตราฐานที่ตั้งไว้ แต่ประเด็นสำคัญ เขาไม่มีโอกาสโต้แย้ง ชี้แจง หรืออุทธรณ์ ร้องเรียนใดๆเลยเพราะการแจ้งผลให้เขาทราบ เป็นการแจ้งหลังจากผ่านระยะเวลาอุทธรณ์ไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติและไม่เป็นธรรม ประกอบกับในเรื่องดังกล่าวมีบอร์ดท่านหนึ่ง ได้ทำบันทึกตั้งข้อสังเกตุไว้ก่อนเกิดเรื่องร้องเรียนแล้ว พอมีการร้องเรียนมาท่านก็สั่งตรวจสอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมและถูกต้อง 

เรื่องเล่าชาวบ้านของผมวันนี้ คงมีแค่ 3 เรื่องนี้ ช่วยกันรักษาคนดีและให้กำลังใจ คนที่ตั้งใจทำงานเพื่อความถูกต้องและประเทศชาติกันครับ ขอขอบคุณระบบรัฐสภาฯของเรา ที่เปิดให้มีการอภิปรายและตรวจสอบ ขอบคุณท่านพีระพันธุ์ฯ ที่ไม่ละเลยต่อคำทักท้วงตามระบอบประชาธิปไตยครับ

‘ทนายวันชัย’ โพสต์ข้อความเตือน!! รัฐบาล ให้ออกมาชี้แจง คลายความสับสน อย่ารอให้!! ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่างสมัย ‘รัฐบาลทักษิณ’ ที่ชะล่าใจ

(10 ธ.ค. 67) นายวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า กระบอกเสียงหรือกระบอกเสีย รัฐบาล

คำหนึ่งก็ขายชาติ คำหนึ่งก็เสียดินแดน คำหนึ่งก็ขัดพระบรมราชโองการ คำหนึ่งก็ทักษิณกับฮุนเซนแบ่งผลประโยชน์กัน คนที่เกลียดทักษิณก็พลอยเฮโลกันไปใหญ่ คนที่ไม่รู้เรื่องก็อะไรกันวะ... แต่จะประมาทเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ เพราะสมัยรัฐบาลทักษิณก็เคยโดนเรื่องที่คิดว่าไม่เป็นเรื่องมาแล้ว ถึงขนาดชุมนุมประท้วงขับไล่ปฏิวัติรัฐประหาร ก็เพราะคิดว่าไม่มีอะไรนี่แหละ มันบานปลายจนมีอะไร

ขบวนการที่ไม่เอาทักษิณเขาเริ่มก่อตัวปล่อยข่าวว่าขายชาติ เสียดินแดน แบ่งผลประโยชน์กัน มันเรื่องใหญ่นะ แต่ฝ่ายรัฐบาลที่มีบุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือเต็มไปหมด กลับไม่ค่อยมีข่าวหรือให้ข้อมูลในเรื่องนี้มากนัก เหมือนจะเงียบกริบไปเสียด้วย ในขณะที่ข้อมูลอีกฝ่ายหนึ่งแรงกว่าและก็ดังกว่า ทั้งที่ฝ่ายรัฐบาลพร้อมทุกๆด้าน กลับดูเหมือนจะสู้เขาไม่ได้ และคนที่จะออกมาพูดแล้วทำให้รู้เรื่องเข้าใจและน่าเชื่อถือยังไม่มีเลย เป็นเพราะอะไรไม่รู้ คนจากทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศที่น่าจะให้ข้อมูลได้ดี ชี้แจงแถลงก่อให้เกิดความเข้าใจได้ กลับหายหัวไปไหนกันหมด ปล่อยให้นายกอึกๆอักๆ เก้ๆกังๆอยู่ได้...ผมแปลกใจมาก

หรือจะรอให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอย...ที่รัฐบาลทักษิณเคยได้รับบทเรียนสาหัสสากรรจ์มาแล้วนั้น ยังไม่พออีกหรือ....

‘พี่ลุงแมน’ โพสต์คลิปเดือด!! ฟาดใส่ ‘นายทุนพลังงาน’ ตั้งพรรคการเมืองใหม่!! เพื่อรักษาผลกำไรของตน

(10 ธ.ค. 67) ‘พี่ลุงแมนไทยแลนด์แดนสวรรค์’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับ พรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นใหม่ โดยกลุ่มนายทุนพลังงาน ระบุว่า ...

ได้ยินข่าวการเปิดพรรคใหม่มาได้สักพักนึงแล้ว

ในวันประกาศตัวเปิดตัวเค้าก็บอกชัดเจน ว่าเพื่อดึงคะแนนเสียง ดึงคนจาก ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ตามรายงานข่าว ก็บอกว่าเป็นทุน ที่มีทุนไม่อั้น เป็นพรรคที่ทุนไม่อั้น เหตุที่เงินทุนไม่อั้น เดาว่า น่าจะเป็นทุนจากพลังงาน

‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ นั้นมีจุดเด่น ก็คือจะแก้ไข ในเรื่องของราคาพลังงาน เพื่อให้คนไทยได้ใช้ ‘พลังงาน’ ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งเรื่องของการแก้ไข ‘ราคาพลังงาน’ นั้นเป็น
เรื่องที่ใหญ่มาก ใครแตะตาย ใครแตะเรื่องพลังงาน เละทุกคน 

เพราะว่าเงินเยอะ ผลประโยชน์มหาศาล แล้วเขา (กลุ่มคนที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่) ก็ประกาศชัดเจนว่า เขาตั้งพรรคมาเพื่อสนับสนุนให้ ‘พรรคเพื่อไทย’ เป็นแกนนํา ดังนั้นคนที่เป็น ‘สลิ่ม’ ที่เคยบอกว่าเกลียดพรรคเพื่อไทย ถ้าเขาอยากจะสนับสนุนพรรคนี้ ก็แล้วแต่ ผมจะไม่ว่าอะไรใคร แล้วแต่ความคิดของแต่ละท่าน 

ผมจะพูด แนวทางกว้างๆ ก็คือว่า การทําตลาด เขาก็จะทําให้ ไม่ สามารถรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ ‘ประชาธิปไตย’ ไม่ใช่ระบอบอะไรซับซ้อนหรอก เป็นระบอบที่พ่อค้า ทําการตลาดแค่นั้นเอง ทีนี้ถ้าใครจะเชื่อว่าทุนพลังงาน จะมาทําเพื่อประชาชน เพื่อพลังงานที่ถูกลง ผมขออนุญาต ‘ถุย’ นะครับ ใครจะเชื่อก็เชื่อ ผมไม่เชื่อนะครับ 

แนวคิดหลักของ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ที่เขาทำอยู่ก็คือ ‘SPR’ ทําเพื่อให้ราคาน้ำมัน ถูกลง น้ำมันปีนี้ เราขาย ‘น้ำมัน’ กันวันละ 150 ล้านลิตร ถ้าคุณพีระพันธุ์ หรือ พรรครวมไทยสร้างชาติทําสําเร็จ นั่นหมายความว่า 150 ล้านลิตร ทําลงแค่ลิตรละบาท เงินผลประโยชน์ กำไรของนายทุน ก็จะหายไปก็ 150 ล้านบาท ถ้าทำราคาลดลงได้ ลิตรละสองบาท ผลประโยชน์ กำไรของนายทุน ก็จะหายไป 300 ล้านบาท ต่อวัน

ดังนั้นไม่แปลกหรอกครับ ถ้าจะมีกลุ่มทุนพลังงาน อยากจะทําพรรคเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง โดยที่หาคําพูดสวยหรูอะไรก็ได้ ใครจะเชื่อก็เชื่อ แต่ผมไม่เชื่อ แล้วยิ่งบอกว่าจะไปสนับสนุน ‘พรรคแดง’ ด้วย

ยิ่ง ‘จบข่าว’ เลย กับพรรคนี้!! 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top